Tuesday, 14 July 2026
TheStatesTimes

นทท.ต่างชาติโชว์สยิวโจ่งครึ่มในไทย แม้รู้ผิดกฎหมาย แถมโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ผ่านไป-มา ไร้ความละอาย

เมื่อไม่นานมานี้ นสพ. New York Post สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ Sex-crazed tourists filmed making whoopie on Thailand beach as others look on and laugh ว่าด้วยพฤติกรรม ‘โชว์สยิว’ ในย่านชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวของเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งกรณีล่าสุด ปรากฏคลิปวีดีโอความยาว 1 นาที เป็นภาพคู่รักชาย-หญิงชาวต่างชาติ มีเพศสัมพันธ์กันแบบโจ๋งครึ่มไม่แคร์สายตาผู้พบเห็น บริเวณถนนริมชายหาด ขณะที่คนอื่นๆ ในบริเวณนั้นก็หัวเราะอย่างสนุกสนาน

เมื่อคลิปวีดีโอดังกล่าวถูกแชร์บนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 มันได้ถูกตั้งคำถามจากชาวเน็ต เช่น “นี่เป็นเรื่องปกติของพัทยาหรือ?” / “ทำไมไม่ไปทำกันที่โรงแรม?” / “ต้องเป็นคนแบบไหนหรือถึงทำแบบนี้ได้?” เป็นต้น 

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของประเทศไทยรายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริเวณถนนริมหาดนาจอมเทียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของคอนโดมิเนียมสูง โรงแรม และร้านอาหาร และอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กีฬาทางน้ำพัทยา

โดยถนนเส้นดังกล่าวมีผู้คนพลุกพล่านทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวตลอดเวลาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน แม้แต่ช่วงกลางดึกอย่างเวลา 02.00-04.00 น. ก็เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นจุดที่อาจพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายอนาจารในที่สาธารณะได้ แม้พฤติกรรมดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายไทยก็ตาม 

สำหรับกรณีล่าสุดที่เป็นข่าว เบื้องต้นตำรวจได้ทำการสืบสวน แต่ก็อาจช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อมีรายงานว่า แม้คลิปวีดีโอเพิ่งถูกแชร์เมื่อสัปดาห์ล่าสุด แต่เหตุการณ์ในคลิปที่ถูกบันทึกไว้น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเดือน ซึ่งคู่รักที่อยู่ในคลิปก็น่าจะออกจากพัทยาไปแล้ว

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า เรื่องทำนองนี้ในประเทศไทยไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนไปเมื่อปี 2566 มีกรณี ผู้หญิงรายหนึ่งถูกจับได้ว่าทำออรัลเซ็กซ์กับผู้ชายคนหนึ่งใต้เสาไฟถนนบนทางเท้าสาธารณะ ขณะที่คนงานกำลังจัดเวทีในบริเวณใกล้เคียง หรือเมื่อช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 2565 ก็มีข่าวชาวต่างชาติสภาพเมา มีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการทางเพศในที่สาธารณะ แถมยังโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ผ่านไป-มาอีกต่างหาก

ก็คงต้องตามดูกันต่อไป ว่าปัญหานี้ ทางภาครัฐจะเข้ามาจัดการแบบเข้มงวดแค่ไหน หลังกลายเป็นข่าวสะพัดไปในหน้าสื่อต่างชาติ จนอาจทำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเสื่อมเสียในจังหวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังบูม

13 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ‘วันรักนกเงือก’ สัตว์ป่าโบราณ สัญลักษณ์แห่งรักแท้ 1 ในสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ เพราะความเชื่อของมนุษย์

13 กุมภาพันธ์ ‘วันรักนกเงือก’ สัตว์ที่ถูกคุกคามเพราะความเชื่อจนใกล้สูญพันธุ์ นำหัวและโหนกมาทำของขลังและเครื่องประดับ

‘นกเงือก’ เป็นสัตว์โบราณสืบสายพันธุ์มานานราว 60 ล้านปี หลายคนอาจรู้จักมันในฉายา ‘สัญลักษณ์แห่งรักแท้’ เพราะนกเงือกเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียวไปตลอดชีวิต หากตัวผู้ที่ออกไปหาอาหารตาย ตัวเมียและลูกน้อยที่รออยู่ในรังก็จะไม่ออกไปไหนและรอจนตัวตายเช่นกัน

นอกจากเรื่องราวความรักที่มีต่อสายพันธุ์เดียวกันแล้ว นกเงือกยังส่งต่อความรักให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นในผืนป่าและมนุษย์ด้วย

โดยการดำรงอยู่ของพวกมันจะช่วยขยายพันธุ์พืชได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถกินผลไม้ได้กว่า 300 ชนิด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีขนาดผลใหญ่กว่า 1.5 เซนติเมตร ที่นกขนาดเล็กไม่สามารถช่วยกระจายเมล็ดได้ แล้วปลูกเมล็ดด้วยการขับถ่ายและขย้อนออกทางปาก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง

นอกจากนี้นกเงือกยังเป็นผู้ล่าสำคัญของระบบนิเวศป่า จึงช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก อย่างแมลงและหนูได้ด้วย ด้วยเหตุนี้นกเงือกจึงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า

สำหรับในประเทศไทยมีนกเงือกทั้งหมด 13 ชนิด แต่น่าเสียดาย ที่ ‘นักปลูกป่ามือฉมัง’ อย่างนกเงือก กำลังถูกคุกคามจากมนุษย์ที่ไล่ล่าหมายหัวพวกมันเพียงเพราะความเชื่อและค่านิยมในการนำหัวและโหนกของนกเงือกมาทำของขลังและเครื่องประดับ ทำให้หลายชนิดอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์

หากนกเงือกมีจำนวนลดลงหรือสูญพันธุ์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาจสูญพันธุ์ตามไปด้วย ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2547 มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดำเนินการศึกษาวิจัยนกเงือกมานานกว่า 20 ปี จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น ‘วันรักนกเงือก’ เพื่อให้สังคมและประชาชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์นกเงือกที่ใกล้สูญพันธุ์อยู่ทุกขณะ

ในวันสำคัญนี้จึงถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องช่วยกันปกป้องรักแท้นี้ไว้ ก่อนที่ความรักอันยาวนานของนกเงือกจะจบลงที่ยุคของเรา…

'กรุงเทพ' ติดโผเมืองที่ใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากที่สุดในโลก  พบใช้เวลาเฉลี่ย '58 นาที' ต่อเที่ยว สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า

ไม่นานมานี้ รายงานจาก 'การขนส่งสาธารณะทั่วโลกประจำปี 2022' ของ Moovit ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์การขนส่งของโลก ได้ระบุว่า...

เมืองอิสตันบูล เป็นเมืองที่รั้งอันดับหนึ่งของเมืองที่ผู้คนใช้เวลาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะไปทำงานเฉลี่ยนานที่สุดในโลก คือ 77 นาทีต่อเที่ยว

ส่วน นิวยอร์ก และ กรุงเทพฯ ผู้คนใช้เวลาเดินทางไปทำงานเฉลี่ย 58 นาทีต่อเที่ยว หรือเกือบ 2 ชั่วโมงในการเดินทางไป-กลับ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เวลาเดินทางไปทำงานที่ยาวนานกับสุขภาพจิตที่แย่ลง และมีแนวโน้มที่จะมีอาการซึมเศร้ามากกว่าผู้ที่เดินทางน้อยกว่า 30 นาที ถึง 16%

โดยเวลาที่เหมาะในการเดินทางควรอยู่ระหว่าง 5-16 นาทีต่อเที่ยว หรือมากสุดไม่ควรเกิน 30 นาทีต่อเที่ยว ซึ่งเป็นการสำรวจพบว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่พนักงานสามารถรับได้และไม่ทำให้พวกเขาเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป เท่ากับผู้คนในกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว

ฉะนั้น หากวัยทำงานรู้สึกว่าตนใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานเกินไปในแต่ละวัน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ อาจถึงเวลาที่จะพิจารณาย้ายที่อยู่ให้ใกล้ที่ทำงานมากขึ้น หรือหางานใหม่ที่ใกล้บ้านมากขึ้น

แต่ก็อย่างที่หลายคนรู้ดีว่า ชีวิตคนเราไม่สามารถเลือกได้ขนาดนั้น ใครไม่สามารถย้ายที่พักหรือย้ายที่ทำงานได้ในเร็วๆ นี้ ดร.ซอนยา นัตแมน จากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยดีคิน (Deakin University) ประเทศออสเตรเลีย แนะนำว่า หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ลดผลเสียจากการเดินทางนานๆ บนท้องถนนได้ก็คือ...

หากนั่งรถสาธารณะให้ยืนดีกว่านั่ง (หรือยืนสลับนั่ง) เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และพยายามทำให้การเดินทางของคุณปราศจากความเครียดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ฟังพอดแคสต์ ฟังเพลง หรือหนังสือเสียง สวมรวมถึงเลือกรองเท้าที่ใส่สบาย ยืนนานๆ แล้วไม่เมื่อยไม่เจ็บเท้า เป็นต้น

'พล.ต.ท.เรวัช เปิดใจถึง 'ตะวัน' กรณีขบวนเสด็จฯ "หากหนูไม่เคารพไม่ศรัทธา ก็ไปอยู่ประเทศอื่น"

จากกรณี ตะวัน ทะลุวัง นักเคลื่อนไหวและผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ขับรถแซงขบวนเสด็จ ซึ่งขบวนกำลังแล่นผ่านทางด่วน โดยไม่ได้มีการปิดถนนแต่อย่างใด มีเพียงรถนำตำรวจปิดหัวท้ายขบวนเท่านั้น และประชาชนสามารถใช้ทางได้ตามปกติ

แต่แก๊งทะลุวังพยายามขับรถบีบแตรลากยาว และขับแซงรถขบวนเสด็จ ซึ่งทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องจอดรถเพื่อมาดำเนินการตามมาตรการใช้รถขวาง

ล่าสุด (12 ม.ค. 67) พลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวผ่านช่องยูทูบระบุว่า…

“ผมเห็นคลิปเหตุการณ์เรื่องราวใหญ่โต หลังจากไอ้เด็กผู้หญิงคนนี้ ผมไม่รู้ว่าเกิดมาจากที่ไหนนะครับ หนูอยู่ประเทศไทยได้ยังไงอะ หนูกระทำการครั้งนี้ ผมเห็นว่าบังอาจมากนะลูก หนูยังเป็นเด็กที่อายุแค่ 20 กว่าปี หนูกระทำการครั้งนี้ว่าบังอาจมาก ถ้าถามว่าบังอาจยังไง บังอาจดูถูกดูหมิ่นคนที่เคารพศรัทธา ผมศรัทธายิ่งกว่าชีวิตนะครับ อย่าดูหมิ่นศรัทธาของชาวบ้านครับ”

“หนูเดินผิดทางแล้วอิหนู ซึ่งหนูจะไม่เคารพไม่ศรัทธาก็ไปอยู่ประเทศอื่นสิ ผมไม่ได้อยากยุ่งกับการเมืองนะ แล้วก็ใครอย่าไปถือหางนะ จะไปประท้วงเรื่องอะไรก็ไปประท้วง แล้วมายุ่งเรื่องทางนี้ทำไมอะไม่เข้าท่าเลย” พลตำรวจโท เรวัช กล่าว

พลตำรวจโท เรวัช กล่าวต่อว่า “บางอย่างหนูก็ทำถูกต้อง แต่บางอย่างหนูก็ทำดีผมก็เห็นด้วย เพราะหนูเป็นเด็กรุ่นใหม่ และเวลาที่หนูเข้าไปอยู่เรือนจำกันก็ประท้วงอดข้าวอดน้ำ กรมราชทัณฑ์เวลาเขาประท้วงก็เป็นสิทธิของเขา ก็ปล่อยให้เขาอดข้าวตายไปสิ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็ค่อยรักษา ผมดูอยู่ตลอดนะครับ”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน “6 โจรความรัก หลอกไม่พัก รักวาเลนไทน์” รู้ไว้ปลอดภัยกว่า

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยในปัจจุบันจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2566 พบว่าคดีออนไลน์ประเภท หลอกให้รักแล้วโอนเงิน หรือ Romance Scam มีจำนวนคดีมาเป็นอันดับที่ 10 ที่ 1,435 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 476 ล้านบาท

และด้วยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จะมาถึงนี้เป็นเทศกาล “วันวาเลนไทน์” หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลแห่งความรัก ที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากมักถือเอาเทศกาลวันวาเลนไทน์เป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก อาทิ การส่งของขวัญ เงิน นัดรับประทานอาหารค่ำ หรืออยู่ด้วยกันยามค่ำคืนกับคนรัก เนื่องในโอกาสพิเศษนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ถึงภัยอาชญากรรมที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสใช้เทศกาลวันวาเลนไทน์ ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ทั้งหมด 6 รูปแบบ หรือที่เรียกว่า “6 โจรความรัก” ดังต่อไปนี้

1. “หลอกให้รัก หวังเอาเงิน” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมที่ใช้ภาพของบุคคลอื่น หรือภาพที่สร้างขึ้นจาก AI โดยมักจะเป็นภาพของหนุ่มหล่อ สาวสวย หรือคนที่มีฐานะทางการเงิน เข้ามาขอเป็นเพื่อน หรือทักมาในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสานสัมพันธ์ จากนั้นจะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย

2. “หลอกให้รัก ชวนลงทุน(ปลอม)” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีชื่อสื่อสังคมออนไลน์ปลอม เข้ามาสานสัมพันธ์ จากนั้นจะอ้างว่าสามารถนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนสูง และชวนให้ผู้เสียหายลงทุนด้วย ซึ่งการลงทุนดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงกลลวงของมิจฉาชีพเท่านั้น

3. “หลอกให้รัก ชวนถ่ายคลิป” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีชื่อสื่อสังคมออนไลน์ปลอม เข้ามาสานสัมพันธ์ จากนั้นจะชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก ส่งให้กับคนร้าย เมื่อคนร้ายบันทึกภาพหน้าจอหรือได้รับคลิปวิดีโอจากเหยื่อ ก็จะนำคลิปดังกล่าวมาเรียกเงินจากผู้เสียหายแลกกับการไม่นำไปเผยแพร่ หรือส่งให้กับภรรยา(ตัวจริง)

4. “มารความรัก หลอกขายของ” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม หลอกขายของในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ โดยมักจะมีราคาถูกเกินจริง เพื่อล่อลวงให้เหยื่อสั่งซื้อสินค้ากับคนร้าย

5. “มารความรัก หลอกจองร้านอาหาร” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่าง ๆ จัดโปรโมชันช่วงเทศกลาลวันวาเลนไทน์ และหลอกล่อให้เหยื่อจ่ายเงินค่ามัดจำเพื่อสำรองโต๊ะ ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัว ก็คือวันที่เหยื่อและคนรักเดินทางไปถึงร้านอาหารที่ถูกแอบอ้าง แล้วพบว่าตนถูกหลอก

6. “มารความรัก หลอกจองที่พัก” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นโรงแรมที่พักต่าง ๆ จัดโปรโมชันช่วงเทศกลาลวันวาเลนไทน์ และหลอกล่อให้เหยื่อจ่ายเงินค่ามัดจำเพื่อสำรองที่พัก ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัว ก็คือวันที่เหยื่อและคนรักเดินทางไปถึงโรงแรมหรือที่พักที่ถูกแอบอ้าง แล้วพบว่าตนถูกหลอก

โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ราคาถูกหรือดูดีเกินจริง และมัดระวัง “6 โจรความรัก” 6 รูปแบบ กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ‘วันแห่งความรัก’ หรือ ‘วันวาเลนไทน์’ Valentine's Day วันระลึกถึง ‘นักบุญวาเลนไทน์’ ผู้อุทิศตนเพื่อความรัก

‘วันวาเลนไทน์’ หรือในภาษาอังกฤษ คือ ‘Valentine's Day’ หรือ ‘วันแห่งความรัก’ นั่นเอง และคงเป็นวันที่ใครหลาย ๆ คนรอคอย... โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ตื่นขึ้นมา พร้อมรอยยิ้ม เพื่อเตรียมของขวัญวาเลนไทน์ คำหวาน และข้อความพิเศษ ๆ มอบให้กับคนรักของตัวเอง

สำหรับประวัติหลาย ๆ คนคงสงสัยว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) คืออะไรและเกิดขึ้นเพราะอะไร โดยเหตุเพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นเป็นวันเสียชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์ หรือเซนต์วาเลนไทน์ นักบุญแห่งความรักนั่นเอง โดยนักบุญวาเลนไทน์ เป็นผู้ริเริ่มการจัดงานแต่งงานในยุคที่ไม่นิยมให้แต่งงานกัน เหตุเพราะในช่วงนั้น โรม ต้องประสบกับสงคราม จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ต้องการเกณฑ์คนไปรบ แต่มีบุคคลจำนวนมากที่มีครอบครัว มีภรรยา มีคนรัก ต่างไม่อยากจะทิ้งครอบครัวไป ทำให้ จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ตัดสินใจให้ยกเลิกการแต่งงานและการหมั้นทั้งหมดของชาวโรมันในยุคนั้นไปหมด อย่างสิ้นเชิง

แต่นักบุญวาเลนไทน์กลับสวนกระแสของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ชักชวนคู่รักมาแต่งงานหลายต่อหลายคู่ จนโดนจับตัวไปขังเอาไว้ และในคุกที่คุมขังนักบุญวาเลนไทน์นั้น เขาได้พบรักกับสาวตาบอดนางหนึ่ง เมื่อโดนจับได้ นักบุญวาเลนไทน์จึงถูกนำตัวไปประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็น วันวาเลนไทน์ วันที่ผู้คนจะรำลึกถึงนักบุญผู้อุทิศตนให้ความรักนั่นเอง

ทั้งนี้ สัญลักษณ์วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน ร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม)  

ตำนานความรักของ เทพเจ้าคิวปิด นั้น ในอดีตเทพเจ้าวีนัสอิจฉา ‘ไซกี’ ธิดาวัยกำลังแรกรุ่นของกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่สำคัญคือไซกีสวยกว่าเทพเจ้าวีนัสมาก นางเลยส่งเทพเจ้าคิวปิดไปหาไซกี เพื่อบันดาลให้ไซกีมีความรักกับบุรุษเพศ แต่เทพเจ้าคิวปิดกลับหลงรักไซกีและพามาที่วัง และลอบมาหาในเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้ไซกีรู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่มีคนยุให้ไซกีแอบดูตอนเทพเจ้าคิวปิดนอนหลับ แต่ด้วยความตื่นเต้นของไซกีที่เห็นเทพเจ้าคิวปิดเป็นหนุ่มรูปงาม เลยเผลอทำน้ำมันตะเกียงหกใส่เทพเจ้าคิวปิด เมื่อเทพเจ้าคิวปิดรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็โกรธมากที่นางขัดคำสั่ง จึงทิ้งนางไป

เมื่อโดนทิ้ง ไซกีก็ออกตามหาเทพเจ้าคิวปิด ซึ่งตลอดเวลาไซกีถูกเทพเจ้าวีนัสกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา จนเทพเจ้าคิวปิดเห็นใจต้องเข้ามาช่วย เทพเจ้าจูปิเตอร์เห็นใจ จึงช่วยให้ทั้งสองได้ครองรักกัน

กาชาดชวนแบ่งปันความรัก ส่งความสุขวันวาเลนไทน์ ให้ใจฟู ด้วยการให้โลหิต

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนร่วมแบ่งปันความรัก ส่งความสุขวันวาเลน์ไทน์ ให้ใจฟู บริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14 -16 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพฯ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ  ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  เปิดเผยว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ มีเทศกาลวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก หลายคนมักใช้โอกาสนี้ แสดงความรัก ความห่วงใย และทำสิ่งดีๆ ให้กัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

สภากาชาดไทย จึงได้จัดกิจกรรมเชิญชวนทุกคนร่วมแบ่งปันความรัก ส่งต่อความสุข ในเดือนแห่งความรัก ด้วยการเป็นผู้ให้โลหิต ภายใต้โครงการ “เติมความรัก เติมโลหิต ด้วยหัวใจ” ระหว่างวันที่ 14 – 16 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพฯ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยการเป็น “ผู้ให้” ที่ยิ่งใหญ่ และได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมส่วนรวมอีกด้วย

ทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีหน้าที่ในการจัดหาโลหิตให้ปริมาณที่เพียงพอ         มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด เพื่อจ่ายให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังไม่ต่ำกว่า 3,000 ยูนิต ต่อวัน การจัดหาโลหิตจึงมีความจำเป็นต้องอาศัยผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการจัดโครงการและกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการกระตุ้นเตือนถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิต และกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตเป็นประจำสม่ำเสมอทุก 3 เดือน ซึ่งจะทำให้มีปริมาณโลหิตอย่างเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ 

พิเศษสำหรับผู้บริจาคโลหิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ จะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม Lucky Love  ลุ้นรับรางวัล “พวงกุญแจ Lucky Love” จำนวนจำกัดเพียง 300 ชิ้น จากบริษัท ล้ำยุค (มิลเลนเนี่ยม 2002) จำกัด หรือ PLAYBOY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 02 256 4300, 02 263 9600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761
********************

ขอขอบคุณที่ท่านได้กรุณาเผยแพร่ข่าวนี้
ฝ่ายจัดหาโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
โทรศัพท์ 02 256 4300, 02 263 9600-99 ต่อ 1760, 1761

'ชาวบ้านกัมพูชา' เผาพื้นที่เกษตรติดต่อ 2 วัน ทำควันไฟดำ ลอยปกคลุมเมืองตราดอีกครั้ง

ยังไม่หยุด!! ชาวบ้านกัมพูชาเผาพื้นที่เกษตรติดต่อกัน 2 วัน ทำไฟลามเข้าแนวเทือกเขาบรรทัดอีกครั้ง ซ้ำยังลามเข้าฝั่งไทยลึกกว่า 1 กม. ส่งผลชาวบ้าน ต.ชำราก อ.เมืองตราด เดือดร้อนหนักจากควันไฟสีดำปกคลุมพื้นที่อย่างรุนแรง

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดกลุ่มควันไฟปกคลุมพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.เมืองตราด อีกครั้ง โดยเฉพาะใน ต.ชำราก อ.เมืองตราด ที่ถูกกลุ่มควันไฟสีดำที่พวยพุ่งขึ้นจากเทือกเขาบรรทัดลอยเข้าปกคลุมพื้นที่ และจากการขึ้นสำรวจบริเวณจุดชมวิวยุทธการชำรากเพื่อติดตามแหล่งที่มาของกลุ่มควันไฟพบว่าอยู่ในจุดที่มีกับระเบิดจึงไม่สามารถเดินทางเข้าดับไฟได้

ขณะเดียวกัน ยังได้ยินเสียงไฟไหม้ต้นหญ้าและเสียงระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธิน กองร้อย 535 บ้านชำราก ด้วยการเดินเท้าผ่านเส้นทางราบและเนินดินไปสันเขาบรรทัด พบว่า มีต้นหญ้าแห้ง ต้นไม้ถูกไฟเผาไหม้เป็นทางยาวขนานไปกับสันเขา ยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร ซึ่งระยะที่เกิดไฟไหม้ยังลึกเข้ามาในเขตชายแดนไทยประมาณ 1 กิโลเมตรด้วย

น.อ.นฤมิต ศุขสมิติ ผู้บังคับหน่วยนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) เผยว่า ไฟป่าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน จ.ตราด และจันทบุรี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากชาวกัมพูชาที่ทำเกษตรกรรมได้ทำการเเผ้วถางป่าด้วยการเผาจึงทำให้เกิดกลุ่มควัน และเศษวัสดุที่เป็นเถ้าถ่านลอยมาฝั่งไทย และมีไฟไหม้ลุกลามเข้ามาฝั่งไทย

“ในส่วนของทหารนาวิกโยธินตราด ได้เข้าไปหารือและร่วมกันทำแนวกันไฟร่วมกับชาวบ้านใน ต.แหลมกลัด (เขาล้าน) ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ได้ประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังพบว่ามีไฟป่าลุกไหม้และลุกลามอย่างต่อเนื่อง” น.อ.นฤมิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไฟป่าที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เกิดจากการเผาป่าในประเทศกัมพูชา ที่ยาวนานติดต่อกันมาถึง 2 วันแล้ว จนส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดน ซึ่งในวันนี้ถือว่ามีควันไฟลอยเข้าปกคลุมรุนแรงมากที่สุด

ขณะที่ นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เผยว่าเรื่องของไฟป่า ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และที่ผ่านมาได้มีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ไม่ให้ไม่เผาเศษวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งยังเน้นย้ำให้ใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดกับผู้ไม่ปฏิบัติตามประกาศจังหวัดในการห้ามเผาป่า หรือเผาวัสดุอื่น ๆ อีกด้วย

‘ปักกิ่ง’ เตรียมเป็นเจ้าภาพ ‘แข่งว่ายน้ำชิงแชมป์โลก’ ปี 72 ส่วนกำหนดการที่แน่ชัด จะประกาศให้ทราบภายหลัง

(12 ก.พ. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เวิลด์ อควาติกส์ (World Aquatics) องค์กรกีฬาทางน้ำระดับโลก ยืนยันว่ากรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน จะเป็นเมืองเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาทางน้ำชิงแชมป์โลกในปี 2029

ด้าน ฮุสเซน อัล มุซัลลัม ประธานองค์กรฯ ระบุว่าปักกิ่งจัดกิจกรรมการแข่งขันทางน้ำที่สำคัญมาแล้วหลายครั้ง และมีการจัดเตรียมที่ดีเยี่ยมซึ่งทำให้นักกีฬาของเราแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งเรารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนการแข่งขันเวิลด์ อควาติกส์ มาสเตอร์ส แชมเปียนชิป (World Aquatics Masters Championships) ประจำปี 2029 จะจัดขึ้นที่ปักกิ่งเช่นกัน โดยกำหนดการที่แน่ชัดของการแข่งขันทั้งสองรายการจะมีประกาศให้ทราบภายหลัง

อนึ่ง ปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งจัดการแข่งขันกีฬาทางน้ำ โดยมีประวัติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมทางน้ำที่มีชื่อเสียงหลายรายการ

โจวจี้หง ประธานสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งชาติจีน เปิดเผยว่าจีนมีความหลงใหลในกีฬาทางน้ำอย่างลึกซึ้ง และมีประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจในการต้อนรับนักกีฬาทางน้ำฝีมือยอดเยี่ยม

หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันกีฬาทางน้ำชิงแชมป์โลก ที่กำลังดำเนินอยู่ในกรุงโดฮาของกาตาร์ สิงคโปร์และบูดาเปสต์จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันดังกล่าวต่อในปี 2025 และ 2027 ตามลำดับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top