Friday, 17 July 2026
TheStatesTimes

'อ.อุ๋ย' กระตุก 'ก้าวไกล' ต้องขับ 'ไอซ์ รักชนก' ออกจากพรรคโดยเร็ว หากยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(15 ธ.ค.66) 'อ.อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย' นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

พรรคก้าวไกลต้องขับ ไอซ์ รักชนก ออกจากพรรค เพราะทำผิดวินัยร้ายแรง

จากคำพิพากษาในคดีที่ สส. ไอซ์ รักชนก ถูกตัดสินให้จำคุก 6 ปี ในความผิดตามมาตรา 112 และ พรบ. คอมฯ ที่มีการเผยแพร่เป็นการทั่วไปนั้น เมื่ออ่านแล้วจะเห็นว่า จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความหมิ่นฯ หรือต่อสู้ว่าภาพที่แสดงข้อความดังกล่าวถูกตัดต่อแต่อย่างใด เท่ากับว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ 

นอกจากนี้ หากวิญญูชนทั่วไปได้อ่านข้อความที่จำเลยโพสต์ ก็จะเห็นว่า ข้อความนั้น หาใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต แต่เป็นการ ดูหมิ่น หมิ่นประมาทด้วยข้อความอันไม่มีมูลความจริง และอาฆาตมาดร้ายถึงชีวิตด้วย

ซึ่งจากข้อบังคับพรรคก้าวไกล ที่ใช้บังคับตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2563 ข้อ 9 กำหนดว่า อุดมการณ์ของพรรคก้าวไกลคือการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และในข้อ 119 (2) กำหนดว่า สมาชิกผู้ใดแสดงออกในทางตรงข้ามกับอุดมการณ์หรือมติพรรคโดยประการที่น่าจะทําให้พรรคเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง กรรมการวินัยสมาชิกพรรคสามารถลงโทษให้พ้นจากสมาชิกภาพได้ตาม ข้อ 118 (4) 

ดังนั้น การที่นางสาวรักชนก กล่าวอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต โดยศาลได้ตัดสินแล้วในข้อเท็จจริง เท่ากับว่า นางสาวรักชนก แสดงออกในทางตรงข้ามกับอุดมการณ์ของพรรคที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยประการที่น่าจะทำให้พรรคเสื่อมเสียชื่อเสียง อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรงตามข้อ 119 (2) ซึ่งพรรคสามารถลงโทษโดยการให้พ้นจากสมาชิกภาพได้ตามข้อ 118 (4) 

ผมจึงขอเรียกร้องให้พรรคก้าวไกลมีมติขับ สส. ไอซ์ ออกจากพรรคโดยเร็ว ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับ สส. ปูอัด และ สส แจ้ ซึ่งกระทำผิดวินัยร้ายแรงเช่นเดียวกัน และสองรายนั้นคดียังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยซ้ำไป แต่ของ สส. ไอซ์ นี่ศาลชั้นต้นตัดสินแล้วด้วย ดังนั้น ไม่มีเหตุที่จะต้องประวิงเวลาใด ๆ อีก ฝากด้วยครับ ด้วยความปรารถนาดี 

สยอง!! หนุ่มซื้อซูชิแถวบ้าน เจอหมึกคล้าย ‘หมึกบลูริง’ ร้านแจงไม่ได้แล่เอง สับปนกันมา พร้อมรีบคืนเงินให้

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 66 สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพเตือนภัยลงในกลุ่ม ‘พวกเราคือผู้บริโภค’ หลังไปซื้อซูชิจากร้านแห่งหนึ่งแถวบ้าน และไปเจอซูชิหน้าหมึกที่ลักษณะคล้ายกับ ‘หมึกบลูริง’ ที่มีพิษร้ายแรง โดยระบุข้อความว่า…

“อันนี้จากร้านซูชิแถวบ้านครับ ฝากเตือนกันด้วยนะครับ ค่อนข้างจะชัดว่าเป็นวงที่หนวด ไม่ใช่ที่โคนหนวดครับผม ยังไงถ้าไม่มั่นใจ แนะนำว่าไม่ให้กิน ดีที่สุดครับ”

พร้อมกับโพสต์ภาพของซูชิหน้าหมึกคำดังกล่าว โดยที่หนวกหมึกนั้นมีวงแหวนอยู่ทุกชิ้น ซึ่งลักษณะคล้ายกับหนวดของ ‘หมึกบลูริง’ และได้โพสต์ภาพเปรียบเทียบระหว่างหมึกบลูริง กับ ‘หมึกอิคคิว’ ซึ่งหมึกอิคคิวนั้นมีวงแหวนที่แก้มแค่ 1 วง กินได้ไม่เป็นอันตราย ส่วนหมึกบลูริงนั้นมีวงแหวนที่หนวดหลายจุด มีพิษร้ายแรง

โดยผู้โพสต์บอกว่า “แจ้งทางร้านเรียบร้อยครับ ร้านขอโทษแล้ว คืนเงินมาแล้ว ร้านแจ้งว่าไม่ได้แล่เอง แต่ซื้อที่เค้าสับปนกันมาครับ”

สำหรับ ‘หมึกบลูริง’ จะมีลักษณะลำตัวขนาดเล็ก มีลายวงแหวนสีฟ้าสะท้อนแสงเล็กๆ กระจายอยู่ตามลำตัวและหนวด ตัวเต็มวัยมีขนาด 4-5 เซนติเมตร และหนวดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร อาศัยอยู่ตามซอกหินและชอบหลบซ่อนตัวอยู่ในทรายใต้ท้องทะเล เคลื่อนที่โดยการใช้หนวดเดินจะไม่ใช้การพ่นน้ำเพื่อพุ่งตัวในการเคลื่อนที่เหมือนหมึกกล้วย

พิษของหมึกบลูริงหรือ ‘หมึกสายสีน้ำเงิน’ มีชื่อว่า ‘Maculotoxin’ (มาคูโลทอกซิน) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพิษของปลาปักเป้าที่มีชื่อว่า ‘Tetrodotoxin’ (เทโทรโดทอกซิน) สามารถพบพิษนี้ได้ในต่อมน้ำลาย (Salivary gland) ปาก หนวด ลำไส้ และต่อมหมึก พิษชนิดนี้จะทำลายระบบประสาททำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และทำให้เหยื่อตายหรือเป็นอัมพาต ผู้ที่ถูกหมึกบลูริงกัดเปรียบเหมือนการฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือดโดยตรง

โดยพิษจะออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าพิษจากปลาปักเป้า อาการเริ่มแรกของผู้ที่ถูกกัดหรือกินหมึกบลูริงเข้าไปจะมีอาการคลื่นไส้ ตาพร่าเลือน มองไม่เห็น ประสาทสัมผัสไม่ทำงาน พูดหรือกลืนน้ำลายไม่ได้ จากนั้นจะเป็นอัมพาตและหยุดหายใจเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะทำให้ตายในที่สุด

'อี้ แทนคุณ' จี้ 'ศธ.' รีบคุ้มครองโรงเรียนดังย่านสมุทรปราการ  หลัง สส.ก้าวไกลก้าวก่ายระเบียบ ส่อสร้างความแตกแยกในหมู่นักเรียน

(15 ธ.ค.66) ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีภาคีเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนดังแห่งหนึ่งย่าน สมุทรปราการ ทำหนังสือให้เพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' และเพจได้ประสานมายังตนให้ตรวจสอบกรณีการโพสต์ข้อความของ สส.วีรภัทร คันธะ พรรคก้าวไกลที่เข้าข่ายไปก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของโรงเรียน ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐในประเด็นกฎระเบียบของโรงเรียนในเรื่องเกณฑ์การตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียน เช่น การประพฤติผิดในเชิงชู้สาวตัด 80 คะแนน 

โดยการโพสต์ดังกล่าวของ สส. นอกจากจะสร้างความไม่สบายใจต่อพฤติกรรมของ สส.คนดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิเด็กนักเรียน เพราะมีการนำภาพถ่ายนักเรียนและสถานที่ของโรงเรียน โดยอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่ากฎระเบียบและค่านิยมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติและมีคุณค่าของนักเรียนกับครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ชุมชนและสังคม ตลอดจนภาคีเครือข่ายของโรงเรียนทั้ง 5 เครือข่าย เป็นกฎไม่เหมาะสม ล้าหลัง เลือกปฏิบัติโดยเป็นการตีความระเบียบดังกล่าวแบบมโนไปเองของ สส. หากแต่การสื่อสารนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องจากเกรงจะใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมให้นักเรียนบางส่วนละเมิดกฎและทำผิดทั้งที่กฎระเบียบดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองนักเรียนด้วยความรักและเมตตาต่อเด็กนักเรียน

การตีความคลาดเคลื่อนเพื่อสร้างความขัดแย้งในต่อชุมชนการศึกษาตลอดจนชื่อเสียงของโรงเรียน โดยภาคีเครือข่ายผู้ปกครองตั้งข้อสังเกตการเคลื่อนไหวดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่และการมาสร้างปัญหาหาเหยื่อ สร้างความขัดแย้ง การให้ท้ายนักเรียนบางกลุ่มของ สส.คนดังกล่าว แต่กลับมายุ่งวุ่นวายเรื่องของนักเรียน

ดังนั้นตนจะเรียกร้องและประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่าน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ให้มาช่วยเหลือดูแลคุ้มครองโรงเรียน อย่าให้มีนักการเมืองมาหาผลประโยชน์โดยมิชอบและสร้างความแตกแยกในหมู่นักเรียนและผู้ปกครองและขอให้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวของ สส.ว่าเข้าข่าย การทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 185 ที่ว่า สมาชิก สส.ต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งการเป็นส.ส.กระทําการใดๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ทั้งนี้หากพบว่า การก้าวก่ายหรือแทรกแซงสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ให้ร้องต่อ ป.ป.ช.ซึ่งอาจเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของความเป็น สส.สิ้นสุดลงได้ ตามมาตรา 101(7) คือ รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ โดยหากพบว่าจงใจบิดเบือนปลุกปั่นให้เด็กนักเรียนละเมิดกฎที่มีอยู่ทั้งยังไม่ฟังความคิดเห็นหรือสภาพปัญหาของสังคมรอบ ๆ โรงเรียนว่าเกิดอะไรอย่างไรขึ้นบ้าง ก็นำข้อมูลด้านเดียวไปโพสต์โจมตี โดยตนเป็นห่วงเกรงว่า หากขืนปล่อยไปนักเรียนจะมีชะตากรรมซ้ำรอยเดิมกับโรงเรียนดังแห่งหนึ่งที่สุดท้ายถูกลอยแพหมดอนาคต หลังหลงเชื่อและทำตามนโยบายของก้าวไกล

'พีระพันธุ์' ชงงบ 1.9 พันล้าน ช่วยค่าไฟกลุ่มเปราะบาง 3.99 บาทต่อหน่วย  ส่วนค่าไฟงวดใหม่ ม.ค. - เม.ย.67 มั่นใจ!! ไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วย

เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค. 66) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะมีเรื่องตัวเลขค่าไฟฟ้างวดใหม่ ม.ค. - เม.ย.67 เสนอต่อที่ประชุม ครม. โดยได้ข้อสรุปตัวเลขค่าไฟจะไม่เกินที่ 4.20 บาทต่อหน่วย ขณะนี้กำลังทำตัวเลขอยู่ว่าจะได้เท่าไหร่ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน 

ส่วนตัวเลข 3.99 บาทต่อหน่วยจะเป็นของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ก็ยังอยู่ที่ราคาดังกล่าว

ส่วนจะใช้เงินอุดหนุนค่าไฟ 3.99 บาทต่อหน่วยเท่าไหร่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ใช้งบประมาณ 1.9 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากหากเทียบกับการช่วยเหลือคนได้ 17 ล้านครัวเรือน คาดจะนำเข้า ครม.พิจารณา 19 ธ.ค.นี้

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ามีคนเข้าไปล็อบบี้เรื่องค่าไฟ ว่า ท่านก็เปรย ๆ แต่ก็ขอบคุณนายกรัฐมนตรี หากไม่ได้ท่านเป็นหลักในการยืนหลักการเรื่องการลดค่าไฟก็คงจะทำงานได้ลำบาก เพราะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย ลำพังกระทรวงพลังงานหน่วยงานเดียวคงไม่พอ

ส่วนได้มีการพูดคุยกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บ้างหรือไม่ เนื่องจากมีการแบกหนี้อยู่ 1.3 แสนล้านบาท นายพีระพันธุ์ ระบุว่า มันก็มีมานานแล้ว สิ่งที่ตนจะทำให้ตอนนี้จะตั้งกรรมการขึ้นมาแก้ไขดูแลเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีเพราะ กฟผ. ก็ดูแลตัวเองมาตลอด แต่ตนคิดว่าตอนนี้ต้องเข้าไปช่วยดูแลเขาแล้ว เพื่อที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีอยากให้ได้ค่าไฟอยู่ที่ 4.10 บาทต่อหน่วย จะทำได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เป้าหมายคืออยากจะให้ราคาต่ำที่สุด อยากให้ต่ำกว่า 4.10 บาท เสียอีก แต่อย่างที่บอกว่าไม่ได้อยู่ที่ กฟผ.อย่างเดียว แต่มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ด้วย

นอกจากนี้ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแก๊สมีคนเสนอให้ปรับโครงสร้าง แต่ตนบอกไม่พอแล้ว ซึ่งต้องรื้อทั้งระบบ​ ตนทำงานมา 3 เดือน เหนื่อยแต่เมื่ออาสามาทำงานจึงไม่ต้องบ่นเรามีหน้าที่ทำงานก็พยายามทำให้ดีที่สุดสำหรับประชาชน ทั้งเรื่องของน้ำมัน พลังงาน ไฟฟ้า ระบบอะไรที่ไม่ดีมา 30-40 ปี จะรื้อให้หมด

ส่วนรัฐบาลจะต้องประกาศตัวเลขค่าไฟสองแบบหรือไม่นั้นในส่วนของกลุ่มเปราะบาง 3.99 บาทต่อหน่วย แน่นอนอยู่แล้ว หากใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ส่วนใครใช้เกินก็ต้องไปเสียในราคาที่ไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งกำลังทำข้อมูลอยู่ว่าจะเสีย 4.10 หรือ 4.20 บาทต่อหน่วย โดยวันที่ 19 ธ.ค.นี้ น่าจะเสร็จแล้วเสนอ ครม.ได้

‘นายกฯ’ หารือ ‘รมว. METI ญี่ปุ่น’ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนในอุตฯ ยานยนต์ EV และพลังงานสะอาด

(15 ธ.ค. 66) ที่โรงแรม Imperial Hotel Tokyo กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 14 - 18 ธันวาคมว่า เช้าวันเดียวกันนี้นายกรัฐมนตรี พบหารือกับนายไซโต เค็น (H.E. Mr. Saito Ken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Ministry of Economic, Trade and Industry: METI) ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น

โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง METI ต่างยินดีต่อความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางการค้าและลงทุนกับญี่ปุ่น จึงได้จัดสัมมนา Investment Forum เพื่อนำเสนอนโยบายส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการลงทุนในไทยให้ญี่ปุ่นได้รับทราบ

นายกรัฐมนตรี ใช้โอกาสนี้ กล่าวเชิญชวนมาร่วมมือในโครงการ Landbridge เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งให้แก่ภูมิภาค ช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค รวมถึงเชิญชวนภาคเอกชนญี่ปุ่นให้มาร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย 

จากนั้นทั้งสองฝ่าย ได้หารือถึงความร่วมมือด้านยานยนต์ โดยนายกรัฐมนตรีจะพบปะกับผู้ประกอบการยานยนต์ของญี่ปุ่น 7 ราย เพื่อให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลพร้อมดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปของญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนา EV และยานยนต์สมัยใหม่ รวมทั้งไทยออกมาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุนในสาขายานยนต์ หวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ICE ของญี่ปุ่นในไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะเปลี่ยนผ่าน

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง METI ชื่นชมในนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของไทย และขอบคุณที่ไทยดูแลเอกชนญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และยินดีร่วมมือกันในกรอบ Asia Zero-Emission Community (AZEC) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงยังได้เสนอข้อริเริ่มในการจัดตั้งกลไก energy and industrial dialogue เพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งพลังงานสีเขียวกับไทย

‘TCP Group’ ตั้งฐานผลิต 'เครื่องดื่มกระทิงแดง' ใหญ่สุดในจีน กินพื้นที่ 167 ไร่ กำลังการผลิต 1.44 พันล้านกระป๋องต่อปี

เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า โครงการฐานการผลิตเครื่องดื่มกระทิงแดงของทีซีพี กรุ๊ป (TCP Group) จากไทยในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเน่ยเจียง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เริ่มต้นการดำเนินงานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 ธ.ค.) ซึ่งนับเป็นโรงงานแห่งที่ 2 ที่ทีซีพี กรุ๊ป ลงทุนโดยตรงในจีน รวมถึงฐานการผลิตเครื่องดื่มกระทิงแดงขนาดใหญ่ที่สุดในจีน

ฐานการผลิตแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ราว 167 ไร่ มูลค่าการลงทุน 2 พันล้านหยวน (ราว 1 หมื่นล้านบาท) มีสายการผลิต 5 สาย กำลังการผลิตรายปีตามการออกแบบอยู่ที่ 1.44 พันล้านกระป๋อง และมูลค่าผลผลิตรายปีจะแตะ 5 พันล้านหยวน (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) หลังจากก่อสร้างโครงการเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เป็นฐานการผลิตที่มีการลงทุนมากที่สุด สายการผลิตมากที่สุด และความอัจฉริยะระดับสูงสุดของทีซีพี กรุ๊ป ในจีน

สำหรับเมืองเน่ยเจียงของซื่อชวน ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี ได้ดึงดูดเหล่าผู้ประกอบการจำนวนมากจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าพัฒนาธุรกิจในพื้นที่ เช่น ซีพี กรุ๊ป (CP Group) ที่เข้ามาในปี 1992 และทีซีพี กรุ๊ป ที่เข้ามาในปี 2020 โดยเน่ยเจียงได้เดินหน้าการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างใกล้ชิดกับ 63 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงไทยและเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักความร่วมมือทางเศรษฐกิจเน่ยเจียงระบุว่าปริมาณการนำเข้าและส่งออกของเน่ยเจียงกับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 1.14 พันล้านหยวน (ราว 5.7 พันล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 28.8 ของปริมาณการนำเข้าและส่งออกทั้งหมดของเมืองในปีดังกล่าว และร้อยละ 96 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเน่ยเจียงมาจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนการค้าระหว่างประเทศของเน่ยเจียงในปีนี้คาดว่าจะสูงเกิน 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากปีก่อน

เน่ยเจียงได้ดำเนินโครงการการลงทุนใหม่ จำนวน 169 โครงการ ซึ่ง 67 โครงการมีมูลค่าสูงเกิน 500 ล้านหยวน (ราว 2.5 พันล้านบาท) มีการลงทุนที่แท้จริงในโครงการอุตสาหกรรมนำเข้าจากนอกเมืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.25 เมื่อเทียบปีต่อปี และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงแตะ 35.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.25 พันล้านบาท) เมื่อนับถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่สำนักฯ เผยว่าเน่ยเจียงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง ซึ่งมุ่งเน้นกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก และพยายามบุกเบิกความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างประเทศรูปแบบใหม่อย่างแข็งขัน

ทั้งนี้ ‘นิคมความร่วมมือทางอุตสาหกรรมซื่อชวน-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ซึ่งถือเป็นนิคมความร่วมมือทางอุตสาหกรรมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งแรกของซื่อชวน ได้เปิดทำการในเมืองเน่ยเจียงพร้อมกันเมื่อวันพฤหัสบดี (14 ธ.ค.) อีกด้วย ซึ่งนิคมแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจอันมุ่งเน้นการส่งออกของเน่ยเจียง

เจ้าหน้าที่สำนักพาณิชย์มณฑลซื่อชวนระบุว่าสำนักพาณิชย์ฯ จะสนับสนุนเน่ยเจียงในการขยับขยายความร่วมมือทางอุตสาหกรรมและการแลกเปลี่ยนทางการค้ากับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนเน่ยเจียงทำการพัฒนาตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างลึกซึ้ง และมีส่วนร่วมในโครงข่ายอุตสาหกรรมระดับโลกเพิ่มขึ้น

เพื่อนสาว 17 แฉวีรกรรม เคยแบล็กเมลผู้ชายคล้ายเคส ‘สมรักษ์’ ซัด!! เต็มใจไปเอง แต่กลับมาโทษว่าถูกสมรักษ์ข่มขืน

เพื่อนสาววัย 17 ปี ยัน!! ผู้เสียหายเต็มใจไปกับ ‘สมรักษ์’ เองตั้งแต่แรก หลังชวนกลับแล้ว แต่โดนชักสีหน้าใส่ พร้อมเผย ผู้เสียหายเคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับนายสมรักษ์ เรียกค่าเสียหายที่ จ.กาฬสินธุ์ มาก่อนแล้ว 2-3 ครั้ง 

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 66 ‘ทีมข่าวเวิร์คพอยท์’ ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเพื่อนของผู้เสียหายวัย 17 ปี ได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ในวันที่เกิดเหตุเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับผู้เสียหาย เพราะเป็นเพื่อนของเพื่อนของตนอีกทีนึง ซึ่งครั้งแรกที่เจอกันผู้เสียหายก็ดูเป็นคนเงียบๆ จนพออยู่ในร้านตนกับเพื่อนก็เต้นสนุกกันอยู่ที่โต๊ะ แต่ผู้เสียหายวัย 17 ปี ไม่ได้มาเต้นด้วย ตนจึงไม่สนใจอะไรเพราะไม่ได้สนิทกัน แต่ระหว่างที่ตนไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมา ตนเห็นเพื่อนผู้เสียหายไปนั่งอยู่ที่โต๊ะของสมรักษ์ โดยมีการนั่งข้างกัน และโอบเอวกันอยู่ตลอด ตนจึงเข้าไปถามว่าทำไมมาอยู่ตรงนี้ แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้ตอบอะไร ตนจึงชวนกลับโต๊ะ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่กลับและเลือกที่จะอยู่ต่อ ตนจึงปล่อยไป 

จนมาถึงจังหวะที่พวกเพื่อนๆ จะกลับกัน แต่ผู้เสียหายวัย 17 ปี เลือกที่จะเดินไปหาสมรักษ์ที่รถจักรยานยนต์ เพื่อนจึงตะโกนถามว่า “จะไปกับสมรักษ์เหรอ คิดให้ดีๆ นะ” แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา และเพื่อนผู้ชายก็อาสาจะไปส่งที่บ้าน แต่ผู้เสียหายกลับชักสีหน้าอารมณ์เสียใส่ จนเพื่อนทุกคนงงกันหมด ซึ่งทางเพื่อนยืนยันว่าไม่ได้ทิ้ง และไม่ได้บังคับให้มาด้วยตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม พอเกิดเรื่องขึ้น ทางเพื่อนของผู้เสียหายรู้สึกสงสารสมรักษ์มาก เพราะผู้เสียหายเต็มใจไปกับสมรักษ์เอง และการที่ไปด้วยกันแบบนั้นก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ามันจะไปจบที่โรงแรม แต่กลับมาโทษว่าถูกสมรักษ์ข่มขืน ทางฝั่งเพื่อนจึงอยากให้ออกมาพูดความจริง เพราะพวกเพื่อนถูกเอารูปไปแชร์จนทำให้เกิดความเสียหาย และยังโดนสังคมต่อว่าอย่างหนัก ตอนนี้ไม่อยากคบและไม่อยากเป็นเพื่อนอีกต่อไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีรุ่นน้องบอกว่า ผู้เสียหายเคยทำลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ทางเพื่อนก็ไม่รู้ว่ามีคนยอมจ่ายไปหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นข่าว

‘สส.ฝ่ายค้านตุรกี’ หัวใจวาย-ล้มฟุบกลางสภาฯ แพทย์ต่อลมหายใจได้ 2 วัน ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว

เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค. 66)ฟาห์เรตติน โคคา รัฐมนตรีสาธารณสุข เปิดเผยว่า นายฮาซาน บิตเมซ สมาชิกรัฐสภาจากพรรค Islamist Saadet Partisi (Felicity Party) เสียชีวิตชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงอังการา 2 วันหลังจากเกิดเหตุ

"คุณเปิดทางให้เรือต่าง ๆ เข้าสู่อิสราเอล และน่าละอายที่คุณเรียกมันว่าการค้า คุณคือผู้สมคบคิดกับอิสราเอล" บิตเมซกล่าวอภิปรายเล็งเป้าเล่นงานพรรค Justice and Development Party (AK Party) ของประธานาธิบดี เรเจป ตัยยิบ แอร์โดอัน เมื่อวันอังคาร (12ธ.ค.) หลังจากวางป้ายโปสเตอร์หนึ่งบนโพเดียม มีใจความว่า "พวกฆาตกรอิสราเอล ผู้สมรู้ร่วมคิด AKP"

"แม้หากคุณรอดพ้นจากความทุกข์ทรมาน แต่คุณจะไม่อาจรอดพ้นจากการลงโทษของพระเจ้าไปได้" เขากล่าวในช่วงท้ายของการอภิปรายที่ใช้เวลาราว ๆ 20 นาที ก่อนล้มฟุบลงไปกองกับพื้น

สมาชิกคนอื่น ๆ ของสมัชชาแห่งชาติตุรกี รุดเข้าไปช่วยเหลือเขา และทาง โคคา เปิดเผยในวันอังคาร (12ธ.ค.) ว่า บิตเมซ ได้รับความช่วยเหลือจนฟื้นคืนสติในรัฐสภา และถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที เบื้องต้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยพยุงชีพเขาไว้ได้ อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้ว เขาก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

นักการเมืองฝ่ายค้านรายนี้ ซึ่งแต่งงานแล้วและมีลูก 1 คน จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยอัล-อาซาร์ ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ จากนั้นก็ทำงานกับกลุ่มองค์กรอิสลามต่าง ๆ ที่ไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นประธานศูนย์วิจัยสหภาพอิสลาม

ระหว่างการอภิปราย เขาได้กล่าวหารัฐบาลต่อการเดินหน้าสานสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้วยความเป็นมิตรกับอิสราเอล ทั้งที่อิสราเอลยังคงถล่มฉนวนกาซาไม่หยุด ซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วเกือบ 19,000 คน ความคิดเห็นของเขาได้เรียกเสียงค่อนขอดมาจากสมาชิกพรรค AK Party

แม้ แอร์โดอัน หาทางปรับปรุงความสัมพันธ์กับอิสราเอล ตามหลังทั้ง 2 ชาติมีความสัมพันธ์อันเย็นชาอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เขาก็ส่งเสียงคัดค้านสงครามปัจจุบันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ‘ฮามาส’ โดยเรียกอิสราเอลว่าเป็น ‘รัฐก่อการร้าย’ และพยายามผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิง

‘ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว’ ธุรกิจแฟรนไชส์ 4 พันสาขา อายุกว่า 30 ปี เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ชื่อ ‘ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น’

(15 ธ.ค. 66) นายอนุชิต สรรพอาษา กรรมการผู้จัดการบริษัท ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารแฟรนไชส์ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์อายุกว่า 30 ปี ของบริษัทเติบโตจนมีสาขามากกว่า 4,000 สาขา

รวมถึงยังมีแบรนด์สตรีตฟู้ดในเครือ อาทิ ชายใหญ่ข้าวมันไก่ พันปีบะหมี่เป็ดย่าง อาลีหมี่ฮาลาล ไก่หมุนคุณพัน ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงภายใต้แบรนด์ชายสี่โกลด์ พร้อมด้วยเครื่องปรุงเพื่อจำหน่ายอีกกว่า 200 รายการ ซึ่งต่างได้รับการยอมรับจากทั้งผู้ขายและผู้บริโภค

จึงพร้อมเดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ภายใต้ชื่อใหม่ ‘ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น’ เพื่อสะท้อนโพซิชั่นของธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการด้านอาหารที่ครบวงจร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทานเพื่อให้บริการในร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต การร่วมทุนผลิตและจำหน่ายอาหารและแฟรนไชส์สตรีตฟู้ดในต่างประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็น ‘สตรีตฟู้ดมหาชนของทุกคน’

ตามแผนนี้บริษัทเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการพัฒนาสินค้า นำเทคโนโลยีเข้ามาลดขั้นตอนและเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ควบคู่ไปกับบริหารต้นทุนและทรัพยากร

อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างในการทำงาน โดยเปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพขึ้นเป็นผู้นำ รวมถึงจัดเตรียมสวัสดิการของพนักงานให้ทัดเทียมองค์กรชั้นนำของไทย

จึงมั่นใจว่าการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่นี้จะส่งเสริมและยกระดับให้ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น เป็นแบรนด์แถวหน้าในธุรกิจบริการอาหารของไทย และเติบโตไปไกลเป็นครัวของทุกบ้าน อาหารของทุกคน หนึ่งในใจทุกเวลา

สมาคมแม่บ้านทหารบก​ สาขา​ กร.ทบ.​ขอเชิญทุกท่าน​ เที่ยว "งานกาชาด 2566" ชวนนุ่งโจง ห่มสไบ เดินช้อป ณ สวนลุมพินี จัด 11 วัน 11 คืน ตั้งแต่ 8-18 ธ.ค.นี้ พร้อมชมมหรสพสุดรื่นเริง"

สมาคมแม่บ้านทหารบก​ สาขากรมกิจการพลเรือนทหารบก​นำโดย​ คุณ​วรางค์สิริ​ ศิริมณฑล​ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขากรมกิจการพลเรือนทหารบก​ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมย้อนวันวานไปกับมหรสพรื่นเริงการกุศลคู่คนไทยที่กำลังหวนกลับมาอีกครั้ง ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ภายในงานวันกาชาด ปีนี้ พร้อมแต่งตัวด้วยชุดไทยนุ่งโจงห่มสไบสวยงาม​

และร่วมสนุก​ กับ​ การตักไข่​ สอยดาว​ ในซุ้ม​สมาคมแม่บ้านทหารบก​ รับของรางวัล​เดินอมยิ้มกลับบ้าน​ และ​ ร่วมกันลุ้น​การออกรางวัลสลากกาชาด​สมาคมแม่บ้านทหารบก​ ที่ของรางวัล​ สุดอลังการ​

สำหรับงานมหรสพสุดรื่นเริง "งานกาชาด 2566" จะจัดขึ้น​ ณ. สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 8-18 ธ.ค. ปีนี้ รวม 11 วัน 11 คืน และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ www.redcrossfair.com

การตรวจสลาก สมาคมแม่บ้านทหารบก จะประกาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕ (ททบ.) หลังข่าวภาค ๒๐.๐๐ น. ของวันที่ ๑๙ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ และทาง Facebook สมาคมแม่บ้านทหารบก  https://www.facebook.com/Thaiarmywives.Th?mibextid=2JQ9oc  หรือที่ www.งานกาซาด.com ติดต่อรับรางวัลได้ที่ สมาคมแม่บ้านทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๒๘๑ ๗๙๗๖ โทร.ทบ. ๙๗๐๔๔ หมดเขตรับรางวัล วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๗ พ้นกำหนดนี้แล้ว ถือว่าสละสิทธิ์ในการรับรางวัล และมอบรางวัลนั้นให้กับสภากาชาดไทย เงื่อนไขรางวัล สลากมี ๑ ชุด จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ฉบับ จะจ่ายรางวัลแก่ผู้ที่ถือสลากที่ถูกรางวัลเท่านั้นที่จะมีสิทธิรับรางวัลได้

Cr.สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top