Friday, 17 July 2026
TheStatesTimes

‘Tesla’ เรียกคืนรถกว่า 2 ล้านคันในสหรัฐฯ หลังพบข้อบกพร่องของระบบ ‘Autopilot’

(14 ธ.ค.66) รอยเตอร์ รายงานว่า เทสลา บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เรียกคืนรถยนต์เทสลามากกว่า 2 ล้านคัน หลังจากหน่วยงานความปลอดภัยทางหลวงของสหรัฐ (เอ็นเอชทีเอสเอ) พบว่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือ ออโต้ไพลอต มีข้อบกพร่องบางส่วน

การเรียกคืนดังกล่าว มีผลกับเทสลาเกือบทุกคันที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เปิดตัวด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือ Auto pilot ในปี 2558 รายงานระบุด้วยว่า หน่วยงานความปลอดภัยทางหลวง ใช้เวลา 2 ปี ในการตรวจสอบเหตุเทสลาชนจำนวน 956 คัน เกิดขึ้นเมื่อใช้เทคโนโลยีออโตไพลอต

โดยเทสลาเตรียมจะเรียกคืนรถยนต์ 193,000 คันในแคนาดา หลังจากเรียกคืนรถยนต์ในสหรัฐ

“เทคโนโลยีอัตโนมัติถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ดีในการปรับปรุงความปลอดภัยของต่อเมื่อใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบเท่านั้น” หน่วยงานความปลอดภัยทางหลวงระบุในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่าจะตรวจสอบซอฟต์แวร์ของเทสลาต่อไปเมื่อมีการอัปเดต

ขณะเดียวกันเทสลาไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของหน่วยงานความปลอดภัยทางหลวง แต่ตกลงที่จะเพิ่มคุณสมบัติใหม่เพื่อแก้ไขข้อกังวล รวมทั้งตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดใช้คุณสมบัติการขับขี่ด้วยตนเอง

การเรียกคืนครั้งนี้เกิดขึ้น หนึ่งสัปดาห์หลังจากอดีตพนักงานของ Tesla บอกกับ BBC ว่าเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ปลอดภัย

‘เศรษฐา’ นำ 2 ค่ายยักษ์ยานยนต์บิน ‘ญี่ปุ่น’ ช่วยเจรจาการค้า เชื่อ ฟรีวีซ่าเพิ่มความสะดวก ช่วยเศรษฐกิจไทยส่องแสงสว่าง

(14 ธ.ค. 88) ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังในการปฏิบัติภารกิจที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ว่า เป็นการเยือนญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก มีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเยอะ และจะมีการพบปะกับ ‘ฮุน มาเนต’ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ ‘เจ้าชายอับดุล มาทีน’ มกุฏราชกุมารลำดับที่ 4 ของราชวงศ์บรูไนที่จะอภิเษกสมรสในเดือนหน้านี้ การเดินทางเป็นการไปล่วงหน้าก่อน 2 วัน ไปเจรจาเรื่องการค้าญี่ปุ่น ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับยานยนต์ที่จะมีการพูดคุยกัน จะเจอรายใหญ่หลายราย เช่น พานาโซนิค และมีอีกหลายนัด และพยายามให้บริษัทยานยนต์ของญี่ปุ่นมาพบมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ ระบุว่า การเดินทางไปต่างประเทศจะชักชวนนักธุรกิจไทยไปด้วย เพื่อพูดคุยถึงการลงทุนที่จะดึงต่างประเทศเข้ามาในไทย รอบนี้มีนักธุรกิจกลุ่มไหนบ้างที่ไปด้วย นายเศรษฐา กล่าวว่า คราวนี้มี แต่เขาเดินทางไปเอง คือ นายพรวุฒิ สารสิน ประธานบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจะไปช่วยเจรจาให้ และนายกลินท์ สารสิน ประธานบริษัทโตโยต้า ที่จะเดินทางไปด้วย และยังมีอีกหลายท่านที่จะไปช่วยเจรจาเพื่อนำผลประโยชน์กลับมาสู่ประเทศ

เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดความมั่นใจทางด้านเศรษฐกิจ และมีแสงสว่างมากขึ้นใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า อย่างไรแสงสว่างก็มีอยู่แล้ว แต่เรื่องความหนักใจ การแบกความหวังเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน 68 ล้านคน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำต่อไป คงจะไม่เพียงพอ ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่า การเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ ซึ่งจะมีเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นด้วย ในส่วนของไทยมีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าญี่ปุ่นมาลงทุนสูงสุดในประเทศไทยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้น เราพยายามทำให้ความสัมพันธ์นี้เข้มแข็งมากขึ้นในเรื่องการลงทุนของทั้งสองฝ่าย และเราได้มีการประกาศจะให้วีซ่าฟรีกับธุรกิจญี่ปุ่นด้วยที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งจะทำให้การเดินทางเข้าออกทั้งสองทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เป็นการอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกัน

‘มาดามเดียร์’ ประกาศคว่ำบาตร กก.บห.ชุดใหม่ 'ปชป.' ลั่น!! ไม่ขอร่วมทุกกิจกรรมพรรค แต่ยืนยัน 'ไม่ลาออก'

(14 ธ.ค. 66) ที่รัฐสภา น.ส.วทันยา บุนนาค สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวเปิดใจถึงบทบาทของตนเองต่อพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้ว่า ตนเองจะยังคงตั้งมั่น และมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก้ไขกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชนต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่งหรืออำนาจใด ๆ แต่กิจกรรมทั้งหมด ที่ขับเคลื่อนโดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะของดเว้นบทบาท และยุติบทบาทการทำงานกับพรรค แต่จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน ตนจะไม่ขอเข้าร่วม 

น.ส.วทันยา ยังกล่าวถึงการสืบหาข้อเท็จจริงกรณีที่มีแชทหลุดล็อบบี้สกัดการลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของตนเอง โดยมั่นใจว่า สื่อมวลชนได้มีการเปิดเผยชื่อของผู้ส่งข้อความดังกล่าวแล้ว และยังเป็น 1 ในคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ด้วย ซึ่งตนเชื่อว่า การสกัดกั้น กีดกันการแข่งขันของตนนั้น สังคมจะรับทราบ และเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่เหตุที่เกิดขึ้น ตนเองไม่ขอไปร้องเรียนใด ๆ เพิ่มเติม เพราะการเลือกหัวหน้าพรรคได้ข้อยุติแล้ว 

พร้อมย้ำว่า ตนเองไม่ศรัทธาในวิถีการทำงานการเมืองในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะการมีแชตไลน์การล็อบบี้หลุด หรือการกีดกันสกัดกั้นทางการเมือง ที่สะท้อนความไม่เป็นธรรม และเป็นข้อกังขาถึงความสง่างามของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ตนจึงขอยุติบทบาท และกิจกรรมทางการเมืองที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยจะยังคงเหลือเพียงการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ยังไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทั้งที่สมาชิกรุ่นเก่าตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น น.ส.วทันยา กล่าวว่า ระหว่างนี้ ยังขอรอดูทิศทางการทำงานของพรรคให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน เพราะยังจะต้องให้ความเป็นธรรมกับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ด้วย แม้จะไม่ได้ศรัทธา และไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารของกรรมการบริหารชุดใหม่ที่กำลังจะดำเนินไป จึงไม่เร่งผลีผลามตัดสินใจ และจะอดทน ไม่ย่อท้อต่อการทำงานทางการเมือง ดังนั้น จึงไม่เร่งสรุป หรือตัดสินใจใด ๆ และยังตั้งมั่นทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องไปข้องเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของพรรค 

น.ส.วทันยา กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าหากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ นำพาพรรคไปร่วมรัฐบาล ก็จะเป็นจุดทบทวนสำคัญของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เฉพาะตนเองเท่านั้น จะเป็นจุดทบทวนของสมาชิกพรรคทุกคน รวมถึงประชาชนผู้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่า ประชาชนเชื่อมั่นการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดมั่นใจอุดมการณ์ และจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ไม่ได้แสวงหาประโยชน์และอำนาจ

‘ผัดกะเพรา’ คว้าอันดับ 3 อาหารที่ดีที่สุดในโลกปี 2023 ‘ข้าวซอย-พะแนง-ต้มข่าไก่-มัสมั่น’ ไม่น้อยหน้า!! ติดมาด้วย

(14 ธ.ค.66) จากเพจ ‘Travel360 เที่ยวรอบทิศ’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

อาหารไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อ ‘TasteAtlas’ จัดอันดับ 100 เมนูอาหารที่ดีที่สุดในโลกปี 2023 ซึ่ง ‘ผัดกะเพรา’ ได้อันดับ 3 มาครอง

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอาหารไทยอีก 4 เมนู ที่ติดมาใน 100 อันดับในครั้งนี้ด้วย ได้แก่…

อันดับ 6 ข้าวซอย 
อันดับ 10 แกงพะแนง
อันดับ 15 ต้มข่าไก่ 
อันดับที่ 73 แกงมัสมั่น

'เก็ต ชินภัสร์' ลาออกสมาชิกพรรค 'รทสช.' ชี้ทำงานแบบนี้เปลี่ยนประเทศไม่ได้ เตือน!! ฝ่ายอนุรักษ์ หากไม่ปฏิรูปตัวเอง จะไม่มีพื้นที่เหลือในอนาคต

(14 ธ.ค. 66) เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา อดีตรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความลาออกจาก รทสช. ระบุว่า...

— จดหมายลาออกสมาชิกพรรค 

10 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนแปลงไปในทุกมิติ 

ผมสัมผัสได้ว่าคนไทยต้องการความเปลี่ยนแปลง ประชาชนไม่ต้องการการเมืองเดิม ๆ นักการเมืองรุ่นเก่าเดิม ๆ ชุดความคิดเดิม  =ๆ อีกต่อไป 

ผมอยู่สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติมา 10 เดือน บินไปเข้าประชุมพรรคจากเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ทุ่มเทพลังกายและพลังใจทํางานกับพรรคมาตลอด ผมจึงกล้าพูดได้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้ ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนระบบภายใน และยังทํางานแบบเดิม 

ผู้บริหารพรรคในอุดมคติของผมต้องกล้าชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เข้าถึงง่าย ฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ใจถึง ทํางานเชิงรุก ทำงานมีระบบ และกล้าเปลี่ยนแปลง

หากฝ่ายอนุรักษ์ไม่ปฏิรูปตัวเอง ฝ่ายอนุรักษ์จะไม่มีพื้นที่เหลือในอนาคต

ส่วนสถาบันกษัตริย์ยังคงต้องมีอยู่ จุดยืนข้อนี้ของผมชัดเจน แต่ฝ่ายอนุรักษ์ต้องมีมากกว่า ‘ปกป้องสถาบัน’ และ ‘ห้ามเเตะ 112’ ไปวัน ๆ 

ผมจึงตัดสินใจลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอยุติบทบาทรองโฆษกพรรค ณ บัดนี้

ด้วยความเคารพ

เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา
14 ธันวาคม 2566

‘รมว.ปุ้ย’ ผุดแผนยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ มุ่งส่งเสริมการลงทุนกว่า 359,000 คันต่อปี พร้อมชูรียูสแบตฯ 

'รมว.พิมพ์ภัทรา' นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ครั้งที่ 1/2566 เผยที่ประชุมรับทราบ และเห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน หลัง สศอ. ในฐานะเลขานุการฯ นำเสนอ พร้อมเตรียมรับเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2567 ตามแผนส่งเสริมการลงทุนรวม 359,000 คันต่อปี 

(14 ธ.ค. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ครั้งที่ 1/2566 เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้รับทราบ และเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอ ได้แก่ ความคืบหน้าของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, แนวทางการส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (EV Conversion), แนวทางการส่งเสริม System Integrator (SI) สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงแนวทางการส่งเสริมและจัดการแบตเตอรี่ในประเทศ 

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือในรายละเอียด ข้อกฎหมาย และรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามระเบียบขั้นตอน เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภททั้งรถขนาดเล็ก เช่น รถจักรยานยนต์, รถยนต์, รถกระบะ ไปจนถึงรถขนาดใหญ่ เช่น รถโดยสาร, รถบรรทุก และการส่งเสริมการผลิตและการจัดการซากตลอดช่วงชีวิตการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า หรือ End of Life Vehicle (ELV) 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตเครื่องจักรกลอัตโนมัติในกระบวนการผลิต และ EV Conversion อาทิ รถขนขยะมูลฝอย, รถบรรทุกน้ำ รวมถึงแนวทางการส่งเสริมกระบวนการจัดการแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อขยายความต้องการลงทุนผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

ด้าน นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในฐานะเลขานุการฯ ได้นำเสนอความคืบหน้าของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้านการผลิต การใช้ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตามแผน 30@30 เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน และ มาตการ EV3 ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle : BEV) รวม 67,056 คัน ซึ่งเติบโตมากกว่าร้อยละ 690 หรือ 7.9 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 8,483 คัน ทำให้ตลาด EV ไทยเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มีผู้เข้ามาลงทุนผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนผลิต BEV คิดเป็นมูลค่า 39,579 ล้านบาท กำลังผลิตรวม 359,000 คันต่อปี และผู้ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วน คิดเป็นมูลค่า 35,303 ล้านบาท 

นอกจากนี้ ได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์ (EV Conversion) โดยเป็นการสร้างต้นแบบการดัดแปลงรถขนาดใหญ่ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า เช่น รถขนขยะมูลฝอย และรถบรรทุกน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ โดยให้คำนึงถึงการพัฒนาต้นแบบยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างมาตรฐานในการดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการ โดยมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดำเนินการกำหนดมาตรการ และกลไกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมยานยนต์ดัดแปลงประเภทต่างๆ ผ่านคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติต่อไป

ขณะเดียวกัน ได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริม System Integrator (SI) สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต ครอบคลุมมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษี โดยมีมาตรการที่มุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ System Integrator (SI) ผ่านการดำเนินงาน เช่น พัฒนาบุคลากร System Integrator (SI) จำนวน 1,301 คน และบุคลากรในสถานประกอบการ จำนวน 3,665 คน รวมทั้งพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ จำนวน 185 ต้นแบบ 

โดยปัจจุบันมี System Integrator (SI) ที่ขึ้นทะเบียนรายกิจการ จำนวน 121 กิจการ ผ่านกลไกศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ Center of Robotics Excellence (CoRE) มีผู้ประกอบการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ จำนวน 271 กิจการ มูลค่ารวม 27,710 ล้านบาท 

นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการฯ ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อแนวทางการส่งเสริม System Integrator (SI) ให้มีศักยภาพและเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีของ SI ไทยที่จะสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของไทย เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนในประเทศได้

ขณะเดียวกัน ยังได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริม และจัดการแบตเตอรี่ในประเทศ สร้างมูลค่าจากการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ประกอบด้วย กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เนื่องจากแบตเตอรี่มีมูลค่าสูง ซึ่งจากผลการศึกษาที่ได้ประเมินว่าแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ซ้ำในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า หรือ การผลิตอุปกรณ์สำรองไฟฟ้า (Energy Storage System: ESS) และส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Cloud Service โดยคณะกรรมการฯ ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องในการควบคุม และติดตามการจัดการแบตเตอรี่ให้เหมาะสม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อศึกษารายละเอียด และกำหนดแนวทางการส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมต่อไป 

สำหรับการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 มีนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ทรงคุณวุฒิจาก หลายหน่วยงานเข้าร่วมการประชุม โดยมีนางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ กระทรวงอุตสาหกรรม

บิ๊กโจ๊ก ฟิตจัด นัดผู้ช่วยฑูตตำรวจ 50 ประเทศ จิบกาแฟ แลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ ชี้ภัยออนไลน์ ยังเป็นมหัตภัยคุกคามคนไทย ขณะที่คนร้ายย้ายประเทศหลังก่อเหตุ เร็วกว่านินจา 

หลังกลับจากการประชุมสมัชชาใหญ่ตำรวจสากล (INTERPOL) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกกว่า 195 ประเทศ ที่ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุม เสนอให้ใช้หมายสีเงิน (Silver Notice) เพื่อประสานและแจ้งเตือนประเทศสมาชิกในการช่วยติดตามยึดอายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งจะมีประโยชน์ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เพื่อให้แนวทางนี้ถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในประเทศไทย พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เชิญเจ้าหน้าที่นายตำรวจประสานงานประจำสถานเอกอัครราชทูตในราชอาณาจักรไทย ประมาณ 100 คน จาก 54 ประเทศ เข้ามาร่วมจิบกาแฟ หารือแนวทางการจัดการปัญหา และกระชับความสัมพันธ์ ส่งเสริมความร่วมมือในการประสานงานกันอย่างอย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และแนวทางการปฎิบัติที่ดีที่สุดระหว่างกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ณ ชั้น 32 ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม เวลา 08.30 น. – 10.30 น. 

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า แต่ละปี จะมีนายตำรวจประสานงานสถานฑูต สลับสับเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้การทำงานสอดประสานกันใกล้ชิด จึงจำเป็นต้องเชิญทุกคนมาทำความรู้จัก และแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดต่อสื่อสาร และ ข้อมูลของคนร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นที่ต้องการของแต่ละประเทศ จะได้ช่วยกันติดตามและจับกุม มาดำเนินคดี ไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลไปก่อเหตุได้อีก

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยอมรับว่าปัจจุบันไทยตกเป็นเป้าหมายของการก่ออาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะมหันตภัยจากออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คลิปอนาจาร ไปจนถึงการค้ามนุษย์ ซึ่งหลังจากที่มีการก่อเหตุแล้ว ภาพของเหยื่อมักถูกส่งเข้าไปใน โซเชียล แม้ว่าเหยื่อจะโตเป็นผู้ใหญ่ภาพก็ยังปรากฏชัดโดยลบออกได้ไม่หมด กลายเป็นการกระทำซ้ำกับเหยื่อ ขณะที่เหยื่อจากการถูกหลอกลวงอีกไม่น้อย โดยเฉพาะเหยื่อออนไลน์ ไม่เพียงจะหมดเนื้อ หมดตัว หลายครอบครัวตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองและคนในครอบครัว ไมก็ทิ้งบุตรหลาน ไว้กับญาติมิตร นี่จึงเป็นมหันตภัยคุกคาม ที่ต้องเร่งแก้ไข ด้วยการใช้พลังความร่วมมือของตำรวจสากล ร่วมกันขจัดปัญหาให้หมดไป

‘ป้าอยุธยา’ ฝากถึง ‘เก็ต’ หลัง ‘ลาออก-ทิ้งระเบิด’ รทสช. ต่างอะไรกับก้าวไกล ที่ความคิดตนถูกปัดตก ก็ไม่ถูกใจ

(14 ธ.ค.66) นางกัลยานี จูปรางค์ หรือ ป้าอยุธยา ประธานกลุ่มปกป้องสถาบันอยุธยา ได้ออกมาอัดคลิปพูดถึงกรณีที่ ‘เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา’ อดีตรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความลาออกจาก รทสช. โดยมองว่าการทำงานของพรรคฯ ในลักษณะนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ และหากฝ่ายอนุรักษ์ยังมีอะไรที่ไม่มากกว่าการ ‘ปกป้องสถาบัน’ และ ‘ห้ามเเตะ 112’ ไปวันๆ ก็จะไม่มีพื้นที่เหลือในอนาคตอีกต่อไป โดย ‘ป้าอยุธยา’ กล่าวว่า...

นี่หรือความคิดของเด็กรุ่นใหม่ ป้ามองเก็ตมาตลอด มองเห็นเด็กคนหนึ่งที่ได้รับการศึกษามาจากเมืองนอก และพยายามบอกว่าตนเป็นคนรุ่นใหม่ 

แน่นอนว่า เก็ต จะลาออกจากพรรค หรือไม่ชอบใจพรรค บอกว่าการบริหารงานของพรรคไม่ถูกใจบ้าง มองว่าเป็นอนุรักษ์นิยมแบบนี้ ไปได้ไม่ถึงไหนบ้าง ป้าอยากบอกว่า จุดยืนของพรรค รทสช. เขาก็บอกมานานแล้ว ว่า จะยึดมั่นภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่แตะต้องเรื่องที่จะทำให้สะเทือนสถาบันฯ นี่คือหลักการของพรรค

ต้องถาม เก็ต ก่อนว่าเข้าใจบทบาทพรรคตรงนี้หรือไม่ ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคแห่งนี้

ขณะเดียวกัน ในแง่หลักการทำงานของพรรคนี้ ก็อยู่ในหลักเกณฑ์ และจุดยืนที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อปากท้องประชาชนตามผลงานที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน และตัวพรรค รทสช. เอง ก็มีอุดมการณ์อย่างชัดเจน ภายใต้ตัดสินใจและกระทำการใดๆ บนกลไกของรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นคำว่า ‘เด็กรุ่นใหม่’ ของ ‘เก็ต’ คืออะไร? การเมืองสมัยใหม่ของเก็ตคืออะไร? ต้องเป็นเด็กรุ่นใหม่แบบก้าวไกล หรือ เก็ต เป็นคนแบบพรรคก้าวไกล? เห็นทราบมาว่าน้องชายอยู่พรรคก้าวไกลด้วยหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม จากนี้ เก็ต จะไปอยู่พรรคใดก็ตามสะดวก แต่ก็ไม่น่าจะโจมตีพรรคที่ตนเองเคยอยู่มา ด้วยความรู้สึกส่วนตัวที่ว่า ไม่ถูกใจ และอย่างน้อยก็อยากให้ตระหนักว่า พรรค รทสช. ก็เป็นพรรคที่ทำให้เก็ตมีคนรู้จัก ได้คะแนนจากการเลือกตั้งเกือบหมื่นคะแนน จากแต่ก่อนที่มีคะแนนหลักร้อย 

ในฐานะที่ป้าเป็นผู้บุกเบิกและหาเสียงให้พรรค รทสช. เก็ต จะไปสู่พรรคที่ทันสมัยนิยมกว่า ก็เป็นสิทธิ แต่การโจมตีพรรคที่เคยสังกัด เพียงเพราะแค่คิดว่าตัวเองทำถูก พอผู้ใหญ่สั่งสอนก็ขัดใจ จนนำมาสู่การตัดสินใจและกล่าวโทษเช่นนี้…

สรุปว่า ‘คนรุ่นใหม่’ เขาชอบทำกันแบบนี้งั้นหรือ?

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดสัมมนาโฆษกหน่วยระดับกองบัญชาการและกองบังคับการทั่วประเทศ เสริมประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างตำรวจกับพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พล.ต.ต.หญิง สมพร พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า วันนี้ (14 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนางานด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโฆษกหน่วยระดับกองบัญชาการและกองบังคับการทั่วประเทศ เข้าร่วม 

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2566 ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 2 ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ปฏิบัติหน้าที่โฆษกระดับกองบัญชาการ เข้าร่วมสัมมนา 30 หน่วย และระดับกองบังคับการ 3 หน่วย รวมจำนวน รวม 74 นาย มีวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ร่วมบรรยายพิเศษในการสัมมนาครั้งนี้ อาทิ คุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย นักแสดงและพิธีกรข่าวชื่อดัง , คุณกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ดร.สุภนันท์ ฤทธิ์มนตรี ผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อให้ผู้เข้ารับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะด้านการสื่อสาร มีทักษะการเป็นโฆษก ตลอดจนได้รับทราบแนวทางและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน การสร้างเครือข่าย เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิ์ผล 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการสื่อสารงานรัฐ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นความจริงให้กับประชาชนได้อย่างทันต่อสถานการณ์ ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจที่เกี่ยวข้องประชาชนหลายมิติ และเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตลอดจนภาพลักษณ์ขององค์กร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสามารถสื่อสารได้หลากหลายในทุกช่องทางและทันต่อสถานการณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้จัดทำโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อที่จะให้โฆษกของหน่วยต่างๆ ได้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารหน่วยของตน เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

‘รพ.ตำรวจ’ ยัน!! ไม่เปิดเผยอาการป่วย 'ทักษิณ' โยนราชทัณฑ์แจง หากใครอยากส่องสถานะชั้น 14

(14 ธ.ค. 66) ที่โรงพยาบาลตำรวจ (รพ.ตร.) พ.ต.อ.หญิงศิริกุล ศรีสง่า โฆษก รพ.ตร. กล่าวถึงอาการของ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจใกล้ครบ 120 วัน ว่า ในส่วนของอาการคนไข้เป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่สามารถเปิดเผยหรือให้ข้อมูลกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติคนในครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ 

ส่วนกรณีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท.บุกยื่นหนังสือถึงแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจเรียกร้องให้รักษาจรรยาบรรณแพทย์ และความยุติธรรมโดยการทำความเห็นอย่างตรงไปมากับทางราชทัณฑ์เรื่องอาการป่วยนายทักษิณ หลังบุตรสาวของ น.ช.ทักษิณ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า น.ช.ทักษิณ อยู่ในช่วงพักฟื้นตัวเท่านั้น และกลุ่ม คปท.เห็นว่าแพทย์ควรทำความเห็นและส่งตัว น.ช.ทักษิณ ไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพราะมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือครบนั้น ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานมายื่นหนังสือ ซึ่งทางโรงพยาบาลตำรวจ ก็รับไว้และทำรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน แต่การให้ข้อมูลคนไข้ ย้ำว่าไม่สามารถเปิดเผยได้

“ส่วนคนไข้หรือญาติจะมอบหมายใครให้ข้อมูลก็เป็นสิทธิ์ พร้อมยืนยันว่าคนไข้ที่ทางราชทัณฑ์ส่งมาโรงพยาบาลตำรวจ มีระบบรักษาตามมาตรฐานอยู่แล้วในการดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม ส่วนการทำความเห็นเรื่องอาการคนไข้ให้ราชทัณฑ์ก็มีช่วงระยะเวลาอยู่ และจะมีเจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์มาคอยดูแลที่โรงพยาบาล โดยทั่วไปหากคนไข้หายดีหรือสามารถกลับไปเรือนจำได้ ทางแพทย์และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบไม่ใช่แค่กรณีใดกรณีหนึ่ง” โฆษก รพ.ตร. กล่าว

พ.ต.อ.หญิงศิริกุล กล่าวถึงกรณีกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ จะไปตรวจสอบที่ชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา สถานที่รักษาตัวของ น.ช.ทักษิณ นั้น ว่า หากมีการแจ้งมาทางโรงพยาบาลตำรวจ ก็จะต้องประสานไปยังกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นเรื่องเพื่อให้พิจารณาและดำเนินการตามระเบียบ ส่วนจะอนุญาตหรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top