Friday, 17 July 2026
TheStatesTimes

‘เวียดนาม’ ยัน!! ยึดมั่นหลักการจีนเดียว ค้านแทรกแซงกิจการภายในของจีน

(13 ธ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ฮานอย เผยว่า ‘สี จิ้นผิง’ เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดีจีน ได้กล่าวถึงการประกาศสร้างประชาคม ‘จีน-เวียดนาม’ ที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกของความมุ่งมั่นของสองประเทศสังคมนิยมในความสามัคคี มิตรภาพ และการพัฒนาร่วมกัน โดยคำกล่าวนี้ สี จิ้นผิง ได้กล่าวขณะพบปะหารือกับ ‘เวือง ดิ่งห์ เหวะ’ ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม ณ กรุงฮานอย

ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานถึงการพบปะพูดคุยกันระหว่างผู้นำจีน กับ ‘เหงียน ฟู้ จ่อง’ เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดย จ่อง ได้กล่าวว่า เวียดนามยึดมั่นหลักการจีนเดียวอย่างหนักแน่น และคัดค้านกองกำลังใดๆ เข้าแทรกแซงกิจการภายในของจีน และกล่าวอีกว่าเวียดนามรับรองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่มิอาจแบ่งแยกของดินแดนจีน สนับสนุนกิจการรวมชาติของจีน และคัดค้านกิจกรรมแบ่งแยกดินแดนเพื่อ ‘เอกราชไต้หวัน’ ในทุกรูปแบบ

จ่อง กล่าวเสริมอีกว่า ประเด็นเกี่ยวกับฮ่องกง, ซินเจียง และทิเบต (ซีจ้าง) ล้วนเป็นกิจการภายในของจีน ซึ่งเวียดนามหวังและเชื่อว่าจีนจะรักษาเสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองไว้ได้

หลังจากนั้น สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึง ความพร้อมของจีนในการทำงานร่วมกับเวียดนาม เพื่อส่งเสริมพหุภาคีนิยมที่แท้จริง โดยฝ่ายจีนยินดีจะร่วมเพิ่มการส่งเสียงและอิทธิพลของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในกิจการระหว่างประเทศกับเวียดนาม

'รมว.ปุ้ย' เตรียมชง ครม.พิจารณายกร่างฯ ตั้ง 'อกฮช.' ระดมหัวกะทิ 4 กระทรวง ขับเคลื่อนฮาลาลไทยเชื่อมโลก

(13 ธ.ค. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางสาวศิริเพ็ญ เกียรติเฟื่องฟู รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ให้คณะผู้บริการ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) เข้าพบ โดยมี นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, นายพิตรพิบูล ธีร์จันทึก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้บริหาร ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาล โดยล่าสุดได้จัดทำร่างข้อเสนอกลไกในการบริหารจัดการ 'องค์การอุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ' หรือ อกฮช. ซึ่งมีประเด็นสำคัญ อาทิ การเสนอแต่งตั้งผู้แทนการค้าไทย การกำหนดอำนาจหน้าที่ และบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าฮาลาลระหว่างประเทศ ส่งเสริมการผลิตและการขอรับมาตรฐานฮาลาล โดยเบื้องต้นกำหนดใช้พื้นที่ของสถาบันอาหารในระยะเริ่มต้นดำเนินการ และเสนอของบประมาณจัดตั้ง จำนวน 630 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ เตรียมเสนอขอสนับสนุนบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมฮาลาลจาก 4 กระทรวงหลัก ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 27 อัตรา เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระยะเริ่มต้น 

ทั้งนี้ สำหรับการพิจารณาความเหมาะสมของการจัดตั้งว่าจะเป็นองค์การมหาชน หรือ หน่วยงานระดับกรม ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร. เป็นผู้ประเมินต่อไป

สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศมุสลิมในฐานะผู้บริโภค กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED เตรียมจัดงาน Thailand International Halal Expo 2024 เพื่อเชื่อมโยงตลาดสินค้าฮาลาลทั่วโลก และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวน 57 ประเทศ ซึ่งจะมีเวทีสำหรับการจับคู่ธุรกิจ การให้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการขอรับมาตรฐานฮาลาล การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการจัดแสดงสินค้าฮาลาลในธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการ และธุรกิจโรงแรม เพื่อแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งเป็นการกระตุ้นการลงทุนจากประเทศมุสลิมในอนาคต

‘รัฐบาล’ ตั้ง ‘คณะกรรมการ PM 2.5 แห่งชาติ’ แก้ปัญหาฝุ่นพิษ รอ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ผ่านสภาฯ

เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 66) ณ บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ซึ่งได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้แถลงข่าวประเด็น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ซึ่งค่าฝุ่นพิษสูงมากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือว่า นายกรัฐมนตรีให้ความใส่ใจและตั้งใจในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ โดยทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศจะมีวาระหนึ่งที่นำเข้าที่ประชุม คือ การให้ความร่วมมือกันในกลุ่มหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมกับพูดคุยกับกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) เพื่อยกระดับการพูดคุยเรื่องหมอกควันข้ามพรมแดน รวมถึงพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ฉบับของคณะรัฐมนตรี ที่ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้บรรจุผ่านเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว 

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกาในการหารือและนำเข้าวิปรัฐบาลก่อนจะนำเข้าสู่รัฐสภาต่อไป ซึ่งจะทำงานควบคู่กับพระราชบัญญัติอากาศสะอาดของพรรคเพื่อไทยในแง่ของนิติบัญญัติ ส่วนฝ่ายบริหารจะเป็นพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ฉบับของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความครบถ้วนมากที่สุดในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ระหว่างการแก้กฎหมายจนแล้วเสร็จนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน คือ คณะกรรมการ PM 2.5 แห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะเป็นการทำงานแบบ Quick Win ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ระหว่างที่กฎหมายหรือพระราชบัญญัติกำลังพิจารณาอยู่ในสภา

นายจักรพล กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าว่ากรุงเทพมหานครติดอันดับ 12 ของโลก เชียงใหม่ติดอันดับ 23 ของโลก ค่า AQI ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) อยู่ที่ 154 - 156 อยู่ในโซนสีแดง ทั้งนี้ ทุกปีประเทศไทยจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะวางแผนที่จะทำการรับมืออย่างครบถ้วนและครบทุกมิติ ด้วยการเพิ่มมาตรการภาษีบริเวณเขตชายแดนของการนำเข้าสินค้า การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV การเพิ่มโทษ (Polluters Pay Principle: PPP) ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย มาตรการเหล่านี้จะเป็นการปลุกระดมให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกร ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคสังคม ที่ทำการศึกษาและพยายามจะฝ่าฟันปัญหาฝุ่นพิษให้ลุล่วงไปอย่างยั่งยืน

นอกจากนั้นระหว่างการเดินทางช่วงเช้าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยกับภาวะ PM 2.5 จะรุนแรงขึ้นอีกในปลายปีนี้ รวมถึงไตรมาสหนึ่งของปีหน้า อย่างไรก็ตามอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำทุกวิถีทางให้ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ค่า AQI ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) จะสูงระดับนี้ และอยากให้เป็นปีสุดท้ายที่จะทำให้ประชาชนทุกพื้นที่ต้องเผชิญฝุ่นพิษนี้ เราตระหนักดีถึงพิษทางเศรษฐกิจและพิษทางสุขภาพ ยืนยันรัฐบาลจะตั้งใจแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

นายจักรพล กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเปิดแนวกั้นไฟที่จังหวัดเชียงใหม่ และประชุมร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมทั้งประชุมกับภาคภาคีสังคม พร้อมทั้งมอบนโยบายการดูแลป่า 11 แปลงใหญ่ รวมถึงการเผาพืชผลทางการเกษตรหรือเผาเพื่อเอาผลิตผลต่าง ๆ และการเพิ่มโทษของ Contract Farming ในการที่จะทำสิ่งใดก็ตามที่จะนำมาซึ่งฝุ่นควัน โดยนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการพูดถึงค่าฝุ่นพิษที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากการเผาไร่อ้อยในปริมณฑล ซึ่งได้มีการเฝ้าระวัง และติดตามอย่างเข้มข้นแล้ว ขณะที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เดินทางไปร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 28 หรือ COP28 ที่นครดูไบ ได้มีการใส่สารัตถะในการให้ความสำคัญเรื่อง PM 2.5 เพื่อจะนำมาเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการพูดคุยกับกรอบประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผาและเกิดมลพิษข้ามพรมแดน ตรงนี้จะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับปัญหา PM 2.5 เป็นอย่างมาก โดยมอบหมายกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข เข้ามากำกับดูแลปัญหา PM 2.5 รวมทั้งในส่วนฝ่ายนิติบัญญัติได้มีการพูดคุยพรรคร่วมกับรัฐบาลที่จะพยายามขับเคลื่อนพระราชบัญญัติอากาศสะอาดในภาคของนิติบัญญัติอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งมีการหารือกับนักวิชาการและนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง โดยในวันพรุ่งนี้ (14 ธันวาคม 2566) จะเดินทางไปที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อทำโมเดลในเรื่องของการเลี่ยงการเผา เปลี่ยนจากการเผาให้เป็นฟางให้เป็นมูลค่าทางหน้าดินให้เกิดนวัตกรรมทางการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป

นอกจากนั้น นายจักรพล ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงปัญหาฝุ่นพิษที่สูงในวันนี้ว่าไม่ได้เกิดจากจังหวัดปทุมธานี แต่เป็นเขตปริมณฑล โดยฝุ่นพิษที่สูงในวันนี้เกิดจากการเผาเพื่อเตรียมหน้าดินในเรื่องของการทำไร่อ้อย โดยจะมีมาตรการของ ธกส. ในการที่จะเปลี่ยนการเผาให้เป็นทุน รวมถึงมีการพิจารณาเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเปลี่ยนจากการเผามาเป็นการรับซื้อเพื่อเพิ่มมูลค่าจากการเผาให้มาเป็นมูลค่าแทน ทั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ทันทีนั้น คือ ใครเผาหรือก่อมลพิษ เจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับได้เลยซึ่งมีโทษอยู่แล้ว หากเป็นในต่างจังหวัดก็จะมีเกษตรจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการซึ่งจะทำงานร่วมกับนายอำเภอของแต่ละจังหวัด โดยได้มีการเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานอย่างเข้มข้นในการตรวจจับ ตรวจสอบ เฝ้าระวัง นอกจากนั้นต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยยังไม่เด็ดขาด โดยในการผลักดันครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทย ทั้งในเรื่องของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติให้ความเข้าใจและมีความเห็นตรงกันในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาปัญหา PM 2.5 ไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างจริงจัง หากเราไม่ขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหานี้ในทุกมิติก็จะสร้างผลกระทบเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

อุดรธานี -ประธานสภาเวียดนามและคณะเยือนอุดรฯ เพื่อกระชับสัมพันธ์ไมตรี พร้อมเปิดถนนอาหารวัฒนธรรมเวียดนาม "เวียดนามทาวน์"

ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะเยือนจังหวัดอุดรธานี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับนายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี พร้อมเปิดถนนอาหารวัฒนธรรมเวียดนาม"เวียดนามทาวน์ สัญลักษณ์ของการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม ที่จังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดอุดรธานี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยคณะหัวหน้าส่วนราชการ และนายสุทิน พัชระนาคิน นายกสมาคมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแห่งประเทศไทย ชุมชนชาวเวียดนามในไทย ให้การต้อนรับนายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และคณะในโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดอุดรธานี เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี หารือข้อราชการ ในประเด็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย-เวียดนาม, การสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องอุดรธานี-ท้ายเงวียน การดูแลชาวไทยเชื้อสานเวียดนามที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งจังหวัดอุดรธานีมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มากที่สุด และถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาจังหวัดอุดรธานี นอกจากนี้จังหวัดอุดรธานียังมีการส่งเสริมความร่วมมือสามเหลี่ยมมรดกโลก (บ้านเชียงอุดรธานี-หลวงพระบาง-ฮาลองเบย์ กวางนิงส์) มาตั้งแต่ 30 สิงหาคม 2547 และเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานประธานาธิบดี โฮจิมินห์ในไทยแห่งที่ 3 (แหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์ ตำบลเชียงพิณ อำเภอเมืองอุดรธานี)

จากนั้นนายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยนายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และคณะ ได้เดินทางไปที่ทำการสำนักงานชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี เลขที่ 23/41 ถนนศรีสุข ซอย 2 เพื่อเยี่ยมชุมชนชาวเวียดนามในไทย และเปิดถนนอาหารวัฒนธรรมเวียดนาม "เวียดนามทาวน์" ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งเวียดนามทาวน์ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดอุดรธานี โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแขกผู้มีเกียรติ พี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานี สมาคมชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี สมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามแห่งประเทศไทย ชมรมนักธุรกิจชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี และภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมบูรณาการความร่วมมือทำให้เกิดขึ้น โดยสำนักงานชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี และเวียดนามทาวน์ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนต่อกันของพี่น้องชาวอุดรธานี และชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานี

นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2519 ซึ่งนับเป็นเวลา 47 ปี ที่ทั้งสองประเทศได้เชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ในฐานะมิตรประเทศที่ดีต่อกัน และในปีนี้ยังเป็นปีที่สำคัญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม อันจะส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามเกิดขึ้นในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นและการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและอนุภูมิภาค

โอกาสนี้นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยนายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชนของจังหวัดอุดรธานี ได้ร่วมหารือข้อราชการ กับ นายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และคณะรัฐสภา ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี และในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ นายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

(14 ธ.ค.66) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า...

"พ่อแม่ต้องอยู่เบื้องหลังลูกทุกคน สนับสนุนในสิ่งที่ลูกรัก ที่ลูกอยากทำ สร้างความมั่นใจ ไม่ต้องกลัว ทำดี ทำเลย...สุภาพอ่อนน้อม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก...พูดคุย ยิ้ม หัวเราะ กอดกัน สร้างวินัย รับผิดชอบเรื่องการเรียน สอนให้รู้จักอารมณ์ตัวเอง รู้จักผิดถูก และ...เล่นมือถือต่อหน้าลูกให้น้อยลง"

'อินฟลูฯ ลาว' เคลียร์ประโยค "เวียงจันทน์ก็แค่ปากซอย" ให้คนลาวรู้ ที่แท้ 'คนไทย' เชิญชวนให้ไปเที่ยว มิใช่การเหยียดตามการตีความผิดๆ

หลังจากกรณีดรามา 'ไทย-ลาว' เกี่ยวกับประเด็นคำพูดของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'พระราม เดินดง' ที่ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพประตูชัย ว่า... "เวียงจันทน์ก็แค่ปากซอย" ลงกลุ่ม 'เที่ยวลาว ด้วยตัวเอง' จนเกิดเป็นกระแสดรามาในหมู่คนลาวขึ้นมาทันที เพราะชาวลาวบางกลุ่มตีความว่า เป็นคำพูดดูถูกประเทศลาว ไม่เจริญ มีความเจริญน้อยเหมือนแค่ปากซอยหน้าบ้าน ไม่ได้เข้าไปในตัวเมือง"

ล่าสุด (13 ธ.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ເຮົາຄົນລາວ ຮັກແພງກັນເດີ່' ได้ออกมาแจงแก่พี่น้องชาวลาวที่เข้าใจผิดกับประโยคดังกล่าว ว่า...

"ปากซอยหมายความว่า ใกล้ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปมัย และเจตนาของคนไทยที่กล่าวประโยคนี้ คือ การเชิญชวนไปเที่ยวลาว ซึ่งอยู่ใกล้ไทยแค่นี้ สามารถไปเที่ยวเมื่อไรก็ได้ สามารถไปเที่ยวเวียงจันทน์ได้ง่าย ๆ มิใช่การต่อว่าหรือดูถูกประเทศลาวแต่อย่างใด"

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2566 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลา 19.00 น. ที่ สวนสุขภาพ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ  อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณ คัทลียา แสงศิริรักษ์ ประธานสมาคม แม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ได้เดินทางมาเป็นประธานการเปิดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2566 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยมี พลตรี นพดล ยงพาณิชย์ ผู้บัญชาการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วยหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ตลอดทั้งหน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมฯ

สำหรับการจัดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่สวนสุขภาพค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นการจัดงานปีที่ 3 เพื่อจัดหารายได้บำรุงสภากาชาดไทย โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการทหารพันธุ์ดี การจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรจากโครงการทหารพันธุ์ดี การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าของครอบครัว และบุตรหลานกำลังพลที่มีความต้องการพิเศษ และกิจกรรมนันทนาการสำหรับบุตรหลาน โดยเน้นการจำหน่วยสินค้าคุณภาพดี ราคาย่อมเยา เป็นการช่วยเหลือกำลังพล และครอบครัว

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการจัดหารายได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางทหารต่อการช่วยเหลือประชาชน ตลอดทั้งเผยแพร่ผลงานของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ในการช่วยเหลือกำลังพล และครอบครัวที่นำผลผลิต จากโครงการทหารพันธุ์ดี ผลิตภัณฑ์ของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 นอกจากนั้นยังมีร้านค้าจากประชาชนหลายพื้นที่นำสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายภายในงานอีกจำนวนมาก ตลอดทั้งยังสามารถมาออกกำลังกายที่สวนสุขภาพแห่งนี้ โดยทางค่ายฯจะเปิดประตูด้านหลังแยกโคกช้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน สามารถเข้าออกโดยไม่ต้องแลกบัตรผ่าน ตั้งแต่เวลา 15.00 น. - 22.00 น. ระหว่างวันที่ 13 - 18 ธันวาคม 2566 นี้

‘สมรักษ์’ เข้ามอบตัวกลางดึก ปฏิเสธทุกข้อหา รับ!! ผิดพลาด ขอโทษคนไทย-ครอบครัวเด็ก 17

เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค.66) ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น (บก.ภ.จว.ขอนแก่น) นายสมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักมวยเหรียญทองโอลิมปิก และอดีตผู้สมัคร สส.ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ สุวรรณราช รอง ผกก.สอบสวน.สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังถูก น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี เข้าแจ้งความเอาผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ

นายสมรักษ์ เดินทางมาพร้อมกับพี่ชายและเพื่อนสนิท ซึ่งหลังรับทราบข้อกล่าวหาประมาณ 30 นาที นายสมรักษ์ เดินทางกลับทันที ตามการปล่อยตัวของทางเจ้าหน้าที่

“กราบขอโทษครอบครัวตนเอง ขอโทษครอบครัวน้อง และขอโทษชาวไทยและชาวขอนแก่น กับเหตุการณ์ที่เกิดเหตุจากความผิดพลาดของตัวเอง เพราะไม่ทราบจริงๆ ว่าน้องอายุ 17 ปี และเข้าใจความรู้สึกของทุกคน จะขอแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไป เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องตั้งสติ หาทางแก้ไข และพร้อมเข้าสู้ตามกระบวนการยุติธรรม” นายสมรักษ์ กล่าว

ขณะที่ พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า นายสมรักษ์ ติดต่อขอพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ที่ บก.ภ.จว.ขอนแก่น ซึ่งการเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนนั้น เบื้องต้นทราบว่าประสงค์จะเข้ามอบตัว เมื่อผู้ถูกกล่าวหามามอบตัวแล้ว และรับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว ในข้อหาร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง, ร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารฯ, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและข้อหาพยายามข่มขืนผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ยังไม่มีการสอบสวน เนื่องจากนายสมรักษ์ ขอไปตั้งสติก่อนแล้วจะให้ทนายความพิมพ์คำให้การมามอบให้พนักงานสอบสวนภายใน 15 วัน อีกทั้งมาพบตำรวจวันนี้มากับพี่ชาย ไม่ได้มาพร้อมทนายความ จึงยังไม่พร้อมให้การ

“ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยขอเวลา 15 วัน เพื่อเตรียมคำให้การมาแก้ข้อกล่าวหา ในส่วนที่ทำผิดพลาดไป ผู้ถูกกล่าวหาจะกลับไปแก้ไขให้ดีขึ้น และฝากขอโทษทุกๆ ฝ่าย ขอโทษสังคมด้วย โดยผู้ต้องหาไม่ได้มีท่าทีเครียด แต่รู้สึกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือความผิดพลาด เบื้องต้นผู้ถูกกล่าวหาประสงค์ที่จะมอบตัว และแสดงความบริสุทธิ์อยู่แล้ว ทางคณะสอบสวนได้มีการประชุมกันแล้ว ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงไม่ได้มีการควบคุมตัวไว้” พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ กล่าว

พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องหาอีกคน ซึ่งเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์พามาที่โรงแรมนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ในข้อหาร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และข้อหาร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารฯ

‘ต้อม ยุทธเลิศ’ ย้อนถาม หลัง ‘ไอซ์ รัชนก’ ได้ประกันตัว คดี 112 เหตุใดคนอื่นที่โดนโทษเดียวกัน ถึงไม่ได้รับการประกันตัวบ้าง?!

(14 ธ.ค. 66) หลังจากที่เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค.) ศาลอาญาตัดสินให้ ‘ไอซ์ รัชนก ศรีนอก’ ส.ส.พรรคก้าวไกล จำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังโพสต์วิจารณ์หมิ่นสถาบันฯ ซึ่งไอซ์ได้ขอยื่นประกันตัวด้วยวงเงิน 500,000 บาท โดยเป็นเงินสด 300,000 และใช้ตำแหน่ง สส.ค้ำประกันเป็นวงเงิน 200,000 บาท เพื่อออกมาสู้คดีต่อ และศาลก็อนุมัติให้ประกันชั่วคราวได้ แต่มีเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการหรือร่วมกิจกรรมลักษณะเดียวกันกับข้อหาตามคำฟ้อง และหรือมีพฤติกรรมใดๆ ในลักษณะและข้อเดียวกัน

ล่าสุด ด้านผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ‘ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค’ ก็ไม่รอช้า รีทวิตข้อความของสาวไอซ์ ที่พิมพ์เลข 5555 จำนวนมาก เหมือนเป็นการหัวเราะ โดย ต้อม เขียนข้อความใต้รีโพสต์นี้ว่า “🤭หัวเราะทีหลังดังกว่าจริงๆ ครับ”

พร้อมทั้งมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า การที่ได้รับประกันตัวแบบนี้ แต่คนที่เคยโดนคดีเดียวกัน แต่ไม่ได้รับประกันตัว แบบนี้ถือเป็นคนเหมือนกันหรือไม่?

“ตั้งแต่คดีที่เขาหมิ่นประมาทผม มากล่าวหาใส่ร้าย ผมมองเป็นเรื่องเล็กเลย เพราะว่าเขาทำคดีนี้ไว้ รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาทำกับผมมันก็ผิดอยู่แล้ว แต่อันนี้หนักกว่า นี่เป็นเหตุนึงที่ผมไม่ได้คิดจะไปเอาความจนถึงที่สุด เพราะวันนี้มันเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาทำมันหนักกว่าที่ทำกับผม แต่ถ้าถามเรื่องส่วนตัว เรื่องอารมณ์ เรื่องความสะใจ เราไม่ขอแสดงแล้วกัน ทุกอย่างมันเป็นไปตามกฎหมาย คนก็ต้องยอมรับผลของการกระทำแค่นั้นเอง เขาจะได้เข้าใจคำว่า ‘อภิสิทธิ์’ นี่ก็จะไปย้อนถามอีกว่า ถ้าเขาได้ประกัน แล้วทำไมคนอื่นไม่ได้ประกันล่ะ? คนอื่นที่ติดไปในคดี 112 ที่ไม่ได้ประกันตัวล่ะ หมายความว่ายังไง? ถ้าจะให้เท่าเทียมกัน คนที่เคยติด คนที่ไม่ได้ประกัน คุณก็ต้องไม่ได้ประกันเหมือนกัน คุณต้องเป็นคนเท่ากัน สุดท้ายสิทธิ สส.อะไรก็ตามกฎหมาย ก็ว่ากันไป เอาใจช่วย (หัวเราะ)” ต้อม ยุทธเลิศ กล่าว

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2564 ทั้งคู่ได้เคยมีคดีความต่อกัน ไอซ์ได้แจ้งความผู้กำกับชื่อดังในข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บด้วย ฝั่งต้อมได้ยื่นฟ้องไอซ์ในคดีหมิ่นประมาท จากที่มีปากเสียงกันในประเด็นกล่าวหาว่า มีคนทุจริตเงินบริจาคสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มราษฏร บนเรือไฮซีซัน

'รมว.ปุ้ย' เผย!! 'ก.อุตฯ' รับลูกนายกฯ ดันนโยบายสอดรับแก้ไขฝุ่น PM 2.5 ชี้!! จัดเต็มแก้ไขตั้งแต่ต้นตอปัญหา 'โรงงาน-ควันรถยนต์-เผาไร่อ้อย'

(14 ธ.ค. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยภายหลังติดตามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร่วมงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2023 (Dailynews Talk 2023) พร้อมฟังเสวนา หัวข้อ ‘คนไทยถาม นายกฯ เศรษฐาตอบ’ ในหลากหลายมิติ ว่า…

เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 66) ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ติดตาม นายกเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมงาน ‘เดลินิวส์ ทอล์ก 2023’ พร้อมฟังเสวนา ในหัวข้อ ‘คนไทยถาม นายกฯ เศรษฐาตอบ’ โดยมีพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวเดลินิวส์ จัดขึ้นอย่างอลังการมาก คุณปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ เป็นหัวเรือใหญ่ มีประเด็นที่พูดคุยเสวนากันอย่างครบครันที่ล้วนแต่สอดรับกับนโยบายรัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าอย่างเต็มสูบ เต็มกำลัง

รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก คือการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา อัตราเงินเดือนขั้นต่ำเงินของผู้จบปริญญาตรี เงินดิจิตอล การแก้ไขหนี้นอกระบบ ปัญหาเรื่องพลังงาน ปัญหาสังคมยาเสพติด อาชญากรรม ฝุ่น PM 2.5 โดยนายกเศรษฐาได้ให้คำมั่นไว้ รัฐบาลยึดถือประชาชนเป็นหลัก ทำงานให้เต็มกำลังแก้ปัญหาให้ทุก ๆ ปัญหา

รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เรากำลังนำนโยบายมาแก้ไขซึ่งสอดรับกับเรื่องฝุ่น เป็นนโยบายที่เร่งด่วนลดผลกระทบกับสภาพอากาศ ต้นตอปัญหาที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งแก้ไขจัดการคือ โรงงานอุตสาหกรรมต้นตอการปล่อยฝุ่นควัน ท่อไอเสียยานยนต์ชนิดต่าง ๆ และที่กำลังรอผลประเมินคือการแก้ไขปัญหาการเผาไร่อ้อย โดยมีมาตรการที่เข้าไปจัดการแก้ไขคือทั้งในรูปแบบในการสนับสนุนด้วยวงเงินสนับสนุนเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลง และการสนับสนุนและการกำกับตามกฎหมาย ยกระดับมาตรฐาน ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ 

“เหล่านี้เพื่อสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและภาคอุตสาหกรรม สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ มีความสุขและความยั่งยืน ตนกำลังนำพากระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าไปหาจุดนั้น เต็มที่ เต็มกำลังแน่นอน” รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top