Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

‘ทล.’ เปิดขายสัญญาร่วมลงทุนที่พักริมทาง ‘ศรีราชา บางละมุง’  ตั้งแต่ 23 ส.ค.- 22 ก.ย.นี้ คาดเริ่มสร้างปี 67 เปิดเต็มรูปแบบปี 69

(17 ส.ค. 66) กรมทางหลวงเปิดขายซองชิงงานร่วมลงทุนที่พักริมทางบนมอเตอร์เวย์สาย 7 ‘ศรีราชา และบางละมุง’ จำนวน 2 สัญญาตั้งแต่ 23 ส.ค. ถึง 22 ก.ย. 66 คาดเริ่มก่อสร้างปี 67 ใช้เวลา 2 ปี เปิดบริการเต็มรูปแบบปี 69 อำนวยความสะดวกผู้ใช้ทาง

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 สิงหาคม 2566 กรมทางหลวงได้ออกประกาศเชิญชวนโครงการร่วมลงทุน สำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุนในการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา และโครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้ทางและยกระดับการให้บริการของระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สู่มาตรฐานสากล โดยจะเป็นจุดแวะพักที่ผู้เดินทางสามารถพักผ่อนอิริยาบถจากการเดินทาง ทำธุระส่วนตัว ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียจากความเหนื่อยล้า หรือหลับในของผู้ขับขี่ ตลอดจนช่วยให้ผู้ใช้ทางประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่ายจากการเดินทางเข้า-ออกทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

สำหรับโครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา เป็นที่พักริมทางขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณ กม.93+500 ของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา ระหว่างทางแยกต่างระดับบางพระ (คีรี) และทางแยกต่างระดับหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แบ่งพื้นที่เป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งทิศทางมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพมหานคร และฝั่งทิศทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร มีขนาดพื้นที่ฝั่งละประมาณ 59 ไร่

ส่วนโครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง เป็นที่พักริมทางขนาดกลาง ตั้งอยู่บริเวณ กม.137+100 ของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด อยู่ระหว่างทางแยกต่างระดับห้วยใหญ่ และทางแยกต่างระดับเขาชีโอน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แบ่งพื้นที่เป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งทิศทางมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพมหานคร และฝั่งทิศทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร มีขนาดพื้นที่ฝั่งละประมาณ 38 ไร่

โดยที่พักริมทางทั้ง 2 แห่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการที่ครบครัน ประกอบด้วย ที่จอดรถ พื้นที่พักผ่อน พื้นที่สีเขียว ห้องสุขา ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ที่จำหน่ายสินค้าและบริการ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ศูนย์บริการข้อมูลจราจรและเส้นทางการเดินทาง และการบริการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เดินทาง

สำหรับการดำเนินงานโครงการฯ จะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ในรูปแบบ PPP Net Cost โดยกรมทางหลวงจะส่งมอบพื้นที่โครงการฯ ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างที่พักริมทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงมีหน้าที่บริหารจัดการและดูแลบำรุงรักษาโครงการฯ ตลอดจนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรายได้ของโครงการฯ โดยต้องชำระค่าตอบแทนให้กรมทางหลวงตามเงื่อนไขที่กำหนด ภายในระยะเวลาดำเนินโครงการ 32 ปี แบ่งเป็นงาน 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้าง เอกชนมีหน้าที่จัดหาแหล่งเงินทุน ออกแบบและก่อสร้างองค์ประกอบและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมถึงจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี

ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา เอกชนมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษา รวมถึงการบริหารจัดการโครงการฯ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี

ทั้งนี้ การดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนฯ ดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยกรมทางหลวงจะจำหน่ายเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal : RFP) ของทั้ง 2 โครงการพร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม ถึง 22 กันยายน 2566 ระหว่างเวลา 09.00 น. ถึง 15.00 น. สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ ข้อกำหนดคุณสมบัติต่างๆ และขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน ได้จากประกาศเชิญชวนฯ (ฉบับทางการ) ที่เว็บไซต์ www.doh.go.th หรือ www.doh-motorway.com

โดยกรมทางหลวงกำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 และคาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชนแล้วเสร็จในต้นปี 2567 พร้อมลงนามสัญญาและเริ่มต้นก่อสร้างช่วงกลางปี 2567 เพื่อเปิดให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการบางส่วนในปี 2568 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2569 ต่อไป

สำหรับการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง ช่วงชลบุรี-พัทยา และช่วงพัทยา-มาบตาพุด เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีศักยภาพและประสบการณ์มีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เพื่อยกระดับการให้บริการของระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสู่มาตรฐานสากล

‘ดร.สุวินัย’ ชี้!! ‘ครูกายแก้ว’ แท้จริงเป็นของขลังจากเขมร แต่ถูกพวกไสยพาณิชย์ ใช้เป็นเครื่องมือลวงเงินคนสิ้นหวัง

(17 ส.ค. 66)  ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ ‘ครูกายแก้ว’ โดยระบุว่า…

ครูกายแก้ว คือ ของขลังเขมรคล้ายกุมารทองที่พระธุดงค์นิรนามรูปหนึ่งจากลำปางได้มาจากเขมรแล้วมอบให้ อาจารย์ถวิล มิลินทจินดาซึ่งเป็นอาจารย์ของ อาจารย์สุชาติ รัตนสุข

ครูกายแก้วของจริง เป็นแค่ของขลังชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ต่อมาอาจารย์ถวิลได้มอบของขลังชิ้นนี้ (ปอบขาว) ให้อาจารย์สุชาติเก็บรักษาดูแล โดยที่อาจารย์สุชาติสามารถสื่อทางจิตกับ ปอบขาวตนนี้ได้

แต่หลังจากอาจารย์สุชาติสิ้นบุญแล้ว …‘ตำนานครูกายแก้ว’ ได้ถูกพวกไสยพาณิชย์เอามาปั่นสร้างกระแสงมงายเพื่อดูดเงินจากพวกที่กำลังสิ้นหวังในชีวิตเพราะประสบปัญหาหนี้สิน

ใครจะบูชา ‘ครูกายแก้ว’ ที่กำลังเป็นกระแส จงพิจารณาให้ดีให้ถี่ถ้วนเถิด

อวิชชา คือสิ่งที่อยู่คู่สังสารวัฏ 

อวิชชาทั้งหลายถือกำเนิดมาจาก ความกลัว 
พลังด้านมืดทุกชนิดก็มาจากความกลัว มิใช่ความรัก 
ความกลัวทำให้แบ่งแยก แตกแยก จากจิตเดิมแท้อันบริสุทธิ์

การจะเลือกนับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้นจะต้องไม่เอากิเลสหรืออัตตาตัวตนนำหน้าเป็นอันขาด

คืออย่ามุ่งเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มารับใช้ตัวตนของตน หรือสนองความอยากทางโลกของตัวเองเป็นอันขาด

เพราะนี่คือการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ถูกต้อง เป็นมิจฉา... แถมมีดอกเบี้ยหรือราคาที่ต้องจ่ายแพงมาก ๆ เพราะโลกนี้ไม่มีของฟรีหรอก…ขอได้ แต่อาจแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าตัวที่จะสั้นลงมาก

ในการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเลือกเคารพบูชา สิ่งสำคัญสุดคือ ‘การมอบตัวตน’ (surrender) ยินดีพลีกายใจเป็นเครื่องมือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อข้ามพ้นตัวตนของตน

คนมีหลายระดับ ดอกบัวมีหลายประเภท

ถ้าใครยังพึ่งรัตนตรัยไม่ได้ ก็ควรมีความรู้ที่จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน

ผู้นำทางจิตแบบบูรณาการต้องมีใจที่เปิดกว้าง สามารถชี้นำคนทุกระดับได้ตามสติปัญญาของคนแต่ละประเภท

อย่าไปโจมตีลอย ๆ ว่า นั่นเป็นมาร ซาตาน แต่ควรเตือนสติคนที่หลงเชื่อว่า ตัวเขาบูชาครูกายแก้วเพื่ออะไร เพราะเหตุใด

ทำให้เขาเห็นจิตโลภ จิตหลงของตนเองก่อน

คนที่มีตบะ มีอำนาจจิตที่เข้มแข็งจะไม่ไปขอพร พึ่งอะไรแบบนี้หรอก

แต่อย่างว่าคนเราบุญวาสนาบารมีไม่เท่ากัน

ช่วยอย่างแรกที่ทำได้ทันทีเลย คือเตือนสติ

ช่วยอย่างที่สอง คือทำจิตตัวเองให้เข้มแข็งด้วยการฝึกจิต ฝึกลมปราณกรรมฐาน

คนที่ทำได้เท่านั้นถึงจะคู่ควร มีคุณสมบัติบำเพ็ญวัชรจิตได้

'บิ๊กตู่' ลงพื้นที่สระบุรี ตรวจโครงข่ายคมนาคมระบบราง ดูความคืบหน้า ‘รถไฟทางคู่ - รถไฟไฮสปีดไทย-จีน’

(17 ส.ค. 66) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ จ.สระบุรี ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ อุโมงค์ที่ 1 (อุโมงค์ผาเสด็จ) ณ พื้นที่โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ฯ สถานีรถไฟหินลับ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี รับฟังรายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ จากนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีออกเดินทางจากพื้นที่โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ฯ ไปยังอุโมงค์มวกเหล็ก ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการความร่วมมือระหว่างไทย-จีน (ไฮสปีด) ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา) (เฟส 1) แล้วเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

“คิดให้ใหญ่ Think Big” ข้อคิดดีๆ จาก ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ 

ครั้งหนึ่ง ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ เคยแชร์ข้อคิดดีๆ ไว้ว่า “คุณพ่อไม่เคยสอนอะไรตรง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ผมคิดว่าคุณพ่อไม่เคยคิดด้วยซ้ำไปว่าผมจะเข้ามาช่วยทํามหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาอาจจะมีความหวังเล็ก ๆ ว่าผมจะไปทําธุรกิจของครอบครัวด้านอื่นมากกว่า คือโอสถสภา แต่พอผมเข้ามาทําเขาก็ดีใจ อันนี้ก็คือในบั้นปลายชีวิตของท่านแล้วนะครับ ท่านไม่เคยสอนอะไรผมจริง ๆ จัง ๆ  ทั้งคุณพ่อคุณแม่เลย แต่เราก็ดูท่านเป็นตัวอย่าง”

“แต่คําพูดประโยคเดียวที่ผมจําได้ขึ้นใจเกี่ยวกับธุรกิจแต่ว่ามาประยุกต์ใช้ในวงการศึกษาได้ด้วยก็คือ เวลาเราจะคิดทําอะไร มันต้องทุ่มเทและใช้เวลา เพราะฉะนั้นให้คิดการใหญ่ ให้คิดเรื่องใหญ่ ๆ เพราะทําเรื่องเล็ก ๆ มันก็ใช้เวลาเท่ากัน เพียงแต่ว่าขยายให้มันใหญ่เท่านั้นเอง มันจะได้คุ้มค่า คุ้มเวลา คุ้มการลงทุนลงแรง ซึ่งผมก็พยายามตระหนักข้อนี้ไม่ว่าจะทําอะไร ตั้งแต่ในอดีต ซึ่งผมก็เคยอยู่ในแวดวงธุรกิจ โฆษณา การตลาด จนกระทั่งกระโดดมาทํามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็ยังคิดถึงประเด็นที่คุณพ่อพูดไว้ตรงนี้อยู่ ก็คือ Think Big ถ้าพูดกระชับ ๆ เป็นภาษาอังกฤษ”

“สำหรับมหาวิทยาลัยกรุงเทพก่อตั้งมานานมาก ถ้าจําไม่ผิดตอนนั้นผมอายุไม่ถึง 10 ขวบ แล้วก็เห็นว่าคุณพ่อเขามีความตั้งใจสูงมาก ที่จะสร้างสถาบันการศึกษาทางเลือกใหม่ที่แตกต่าง เพราะในขณะนั้นมีแต่สถาบันการศึกษาของรัฐในระดับอุดมศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีเป้าหมายที่จะผลิตและพัฒนาเด็กเพื่อป้อนรัฐ ยังไม่มีอุดมศึกษาแห่งไหนเลยที่เรียกว่าเน้นที่จะพัฒนาเด็กเพื่อเข้าวงการธุรกิจเอกชนต่าง ๆ”

“ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นเป็นวิสัยทัศน์ที่สูงมาก โดยท่านเน้นคุณภาพทางการศึกษามาก ๆ ไม่เคยมองในแง่ของกําไรหรืออะไร ท่านคิดเสมอว่าเงินมาจากธุรกิจอื่น อันนี้เป็นสถาบันการศึกษาที่ท่านอยากจะสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แล้วผมก็มอง ตั้งแต่เด็กจนโต ก็จับประเด็นได้ว่าเป็นแบบนี้จริง ๆ”

“สำหรับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เท่าที่ผมสังเกตตอนเด็ก ๆ ผมคิดว่าท่านทํางาน โดยให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกันหมด คิดแบบนั้นจริง ๆ เท่าที่ผมได้ยินได้ฟังมา คือทุกคนรักและทุ่มเทให้มหาวิทยาลัยราวกับเป็นเจ้าของ พอมาถึงจุดนี้มหาวิทยาลัยมันพัฒนาก้าวมาไกลมาก เป็นองค์กรที่ใหญ่มาก”

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ กล่าวผ่านรายการ ‘Me สติ’ Ep.53 ตอน ทำดีไม่ได้ดี?

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ กล่าวผ่านรายการ ‘Me สติ’ Ep.53 ตอน ทำดีไม่ได้ดี? | หากินกับความเชื่อของคน!? ถึงปรากฏการณ์ ‘ครูกายแก้ว’ หรือ ‘พ่อใหญ่ บรมครูผู้เรืองเวทย์’ ที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมขณะนี้ โดยระบุว่า…

“การไปไหว้เทพองค์นั้น เทพองค์นี้ เพราะคิดว่าท่านจะช่วยเราได้ ในความเห็นของหมอบี ถ้าเราไม่มีบุญ บารมีไม่ถึง ท่านก็ช่วยเหลือเราไม่ได้ แต่ถ้าบุญบารมีเราถึง แล้วเราขอท่าน ก็เหมือนไปร้องขอผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็อาจจะช่วยผลักดัน เพื่อให้มันชัดเจนขึ้น ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเราไม่เคยทําบุญเลย ไม่มีทางที่ใครจะมาช่วยเราได้ เราต้องสะสมบุญเป็นทุนเดิมด้วย เรียกว่า ‘ต้นทุนบุญ’ เราต้องมี”

“เรากําลังพูดถึงเรื่อง ‘บุญกับบาป’ บุญ แปลว่า ‘ความสบายกายและสบายใจ’ อะไรก็ตามที่ทําแล้วสบายกายสบายใจเท่ากับเป็นบุญ อะไรที่ทําแล้วไม่สบายกายไม่สบายใจเท่ากับเป็นบาป แต่เราอย่าไปตีความว่าการทำบาป คือต้องตกนรก ลงกระทะทองแดงอะไรอย่างนั้น

คนเราสามารถทําบุญและบาปได้ตลอดเวลา ทุกลมหายใจ เราคิดไม่ดี เราก็บาปแล้ว เพราะเราไม่สบายใจ แต่ถ้าเราคิดสิ่งดีๆ เราก็โล่งอก สบายใจ ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว เป็นเรื่องเบสิกมากๆ คือ ทําอะไรแล้วมันสบายกาย และสบายใจ เราก็ได้บุญหมด”

‘บิ๊กตู่’ ควงคณะรัฐมนตรีคู่ใจ ลงพื้นที่ จ.สระบุรี เยี่ยมชมโครงการรถไฟทางคู่ ‘มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ’

(17 ส.ค. 66) ที่จังหวัดสระบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงข่ายคมนาคมระบบราง งานอุโมงค์รถไฟผาเสด็จช่วงมาบกะเบา-หินลับ ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ

และตรวจเยี่ยมงานอุโมงค์มวกเหล็ก และลำตะคอง ช่วงอุโมงค์มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา สัญญาที่ 3-2 งานอุโมงค์มวกเหล็ก และลำตะคอง ตามนโยบายรัฐบาลที่ได้วางแผนและเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผลักดันให้เกิดโครงการรถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อรองรับและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยกระดับการเดินทางและศักยภาพการให้บริการขนส่งระบบราง เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ทั่วประเทศและรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ ลดต้นทุนการขนส่งระบบโลจิสต์ติก เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ลดระยะเวลาในการเดินทางได้อย่างชัดเจน และมีความปลอดภัย

โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ร่วมตรวจเยี่ยมด้วย

โดยจุดแรก นายกรัฐมนตรีและคณะ ตรวจติดตามความก้าวหน้างานอุโมงค์รถไฟผาเสด็จ (อุโมงค์ที่ 1) ช่วงมาบกะเบา-หินลับ ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ซึ่งสัญญาที่ 3 เป็นงานอุโมงค์รถไฟ จำนวน 3 อุโมงค์ ได้แก่

อุโมงค์ที่ 1 ตั้งอยู่ระหว่างสถานีมาบกะเบา สถานีผาเสด็จ และสถานีหินลับ จ.สระบุรี มีความยาว 5.85 กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ 7.50 เมตร สูง 7.00 เมตร มีลักษณะเป็นอุโมงค์คู่ รางเดี่ยว ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นการออกแบบที่มีระบบความปลอดภัยค่อนข้างสูง โดยภายในอุโมงค์มีช่องอพยพผู้โดยสารทุก ๆ ระยะ 500 เมตร ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย ปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 98.130

อุโมงค์ที่ 2 ตั้งอยู่ระหว่างสถานีหินลับ และสถานีมวกเหล็กใหม่ จ.สระบุรี มีความยาว 650 เมตร กว้าง 11.00 เมตร สูง 7.30 เมตร มีลักษณะเป็นอุโมงค์เดี่ยว รางคู่ โดยช่องอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่กว่าอุโมงค์อื่น ๆ ทำให้มองเห็นปากอุโมงค์ทั้งสองฝั่งได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ

อุโมงค์ที่ 3 ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนลำตะคอง ระหว่างสถานีคลองขนานจิตร อ.ปากช่อง และสถานีคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา มีความยาวประมาณ 1.4 กิโลเมตร กว้าง 7.50 เมตร สูง 7.00 เมตร ลักษณะเป็นอุโมงค์คู่ รางเดี่ยว ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยอุโมงค์ทั้ง 3 แห่ง มีศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ซึ่งในอนาคตได้มีการวางแผนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีทิวทัศน์สวยงาม เนื่องจากโดยรอบเป็นภูเขาและป่าร่มรื่น

นายกรัฐมนตรี รับฟังรายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จากนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และได้ขึ้นขบวนรถไฟไปยังอุโมงค์ผาเสด็จ ระยะทาง 300 เมตร เพื่อเยี่ยมชมอุโมงค์ผาเสด็จ ก่อนขึ้นขบวนรถไฟกลับไปยังบริเวณพื้นที่โครงการฯ โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันดำเนินงานโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ มีความก้าวหน้าเกิดผลสำเร็จเป็นไปแผนที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ได้วางแผนและเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ระบบราง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการพัฒนาประเทศ ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่รัฐบาลได้วางแผนไว้

พร้อมย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบถึงประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไว้สำหรับประชาชนและประเทศชาติ ในการพัฒนาไปสู่อนาคต ส่วนบางโครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษา ก็ขอให้ดำเนินการต่อให้เกิดผลสำเร็จตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้ต่อไป

หากโครงการฯ แล้วเสร็จจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการเดินขบวนรถได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถรองรับขบวนรถเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าตัว โดยขบวนรถโดยสาร จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เฉลี่ย 100-120 กม./ชม. จากเดิม 50 กม./ชม. และขบวนรถสินค้า จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เฉลี่ย 60 กม./ชม. จากเดิม 29 กม./ชม. ลดระยะเวลาการเดินทาง มีความตรงต่อเวลาของขบวนรถ เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการรอหลีกขบวนรถ ลดต้นทุนการขนส่งด้านโลจิสติกส์ และประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งผู้ใช้รถใช้ถนนกับผู้โดยสารรถไฟ ด้วยการแก้ปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนนให้เป็นทางต่างระดับทั้งหมด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จ และเปิดเดินรถในทางคู่ใหม่บางส่วนได้ภายในปี 2567 นี้

‘คุณแม่ไอซ์ ปรีชญา’ เผย!! รู้อยู่แล้วต้องถูกฟ้องคดีไซยาไนด์ สภาพจิตใจลูกสาวยังไม่เต็มร้อย แต่ก็ไม่ได้เครียดเพิ่ม

(17 ส.ค. 66) จากกรณี ‘กรมโรงงานอุตสาหกรรม’ เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เพื่อยื่นเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องการนำเข้า จำหน่าย ซื้อขายสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ สารเคมีอันตราย รวมถึงผู้ที่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

สำหรับกลุ่มผู้ที่จะถูกดำเนินคดีแบ่งเป็น ผู้นำเข้า 1 ราย ตัวแทนจำหน่าย 4 ราย และ ผู้นำไปใช้ผิด
วัตถุประสงค์จำนวน 31 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ พบมีรายชื่อของ ‘นางสรารัตน์’ หรือ ‘แอม’ และนางเอกชื่อ
ดัง ‘ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร’

โดยล่าสุด คุณแม่บังอร แม่ของไอซ์ เปิดเผยว่า "ทราบแล้วค่ะว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมแจ้งความดำเนินคดีกับน้องไอซ์ เราไม่ได้กังวลอะไร ทราบอยู่แล้วจะมีการดำเนินคดีเรื่องนี้ แต่ในเรื่องของคดีความทางตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาอะไรเรา ซึ่งเราก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ แล้วหลักฐานก็อยู่ที่โรงพัก บิ๊กโจ๊ก (พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล) ก็แถลงแล้วว่าน้องไปพบครั้งนั้นในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา ดังนั้นถ้ากรมโรงงานอุตสาหกรรม จะฟ้องดำเนินคดีที่น้องไอซ์มีสารครอบครอง จึงไม่ได้กังวลใจอะไรให้ทนายความเป็นคนจัดการทั้งหมดอยู่แล้ว

และไอซ์ทราบเรื่องนี้แล้ว เขาก็ไม่ได้กังวลอะไร แต่ถามว่าสภาพจิตใจเป็นอย่างไร ก็ไม่เต็ม 100
เปอร์เซ็นต์หรอกนะคะ เพราะเราก็ไม่สบายใจ ไม่อยากให้มีเรื่องกระทบงานหรืออะไรแบบนี้อีก
เพราะเขาแย่มาพักหนึ่งแล้ว พอมีเรื่องนี้อีก ถ้าว่าเครียดกว่าเดิมไหม ก็ไม่นะคะ ทราบอยู่แล้วจะต้อง
มีเรื่องนี้ขึ้นมา เพียงแค่เมื่อไหร่เท่านี้เอง ตอนนี้รอหมายจากตำรวจที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแจ้ง
ความ ซึ่งยังไม่มีอะไร เท่าที่แม่คุยกับทนาย ทางทนายเขาจะไปพบพนักงานสอบสวน สน. (ศูนย์รับ
แจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก.) ที่กรมโรงงานไปแจ้งความต่อไปค่ะ"

‘มิกค์ ทองระย้า’ สลัดลุคนักแสดง ลงแปลงปลูกผักออร์แกนิก หลังช่วงนี้อินวิถีธรรมชาติ แย้มแพลนสร้างบ้านที่เขาใหญ่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 66 กลายเป็นคนหลงรักธรรมชาติขั้นสุดอีกคนหนึ่งแล้ว หลังจากได้ลงมือทำแปลงเกษตรสวนครัว และผักสลัดออร์แกนิก บนเนื้อที่ 4 ไร่ ละแวกเขาใหญ่ แถมยังมีแพลนสร้างบ้านไว้อยู่ในระยะยาวอีกด้วย สำหรับพระเอกหนุ่ม ‘มิกค์ ทองระย้า’ ที่พักหลังมานี้โพสต์รูปปลูกต้นไม้ ปลูกพืชปลูกผักแบบรัวๆ

ล่าสุด มิกค์ ที่เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าว ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’ จัดขึ้นที่ควอเทียร์ เฮลิกซ์ การ์เด้นท์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ จึงได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องหลงรักธรรมชาติ ติดใจวิถีชาวสวน รวมถึงเรื่องข่าวที่ว่า ‘อั้ม พัชราภา’ ได้ค่าต่อสัญญา 20 ล้านบาท ไม่ต้องเล่นละคร ไม่ต้องทำกิจกรรมช่องก็ได้

“วันนี้ผมมาร่วมงาน เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย จัดโดย ภัทรพัฒน์ ก็เพิ่งเริ่มรู้จักได้ไม่นาน คล้ายๆ น้ำมันมะกอก แต่ว่ามีประโยชน์มากกว่า ทนความร้อนได้ดีกว่า ไม่ใช่แค่เอามาเป็นน้ำมันอย่างเดียว แต่เอามาบำรุงผิว มีหลายๆ อย่างด้วย เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีมากๆ ได้ช่วยเหลือพี่ๆ บนดอยด้วยที่เขาปลูกต้นเมล็ดคามีเลีย ให้เขามีรายได้ครับ ซื้อเป็นของขวัญของฝากให้กับครอบครัวดีมากๆ เลยครับ” มิกค์ กล่าว

อยากลองเอาไปปลูกที่สวนตัวเองไหม?
มิกค์ : “น่าคิดอยู่เหมือนกันครับ แต่ว่าอาจจะยากเพราะมันต้องอยู่สูง 700 เมตรกว่าจากระดับน้ำทะเล ต้องปลูกบนเขาหรือเปล่า”

ที่ของเราเป็นยังไง ปลูกอะไรบ้าง?
มิกค์ : “ค่อนข้างอยู่บนเนินนะ แต่ไม่รู้ว่าสูงได้เท่ากันไหม ตอนนี้ปลูกหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นสวยงาม ไม้ดอก มีคูนขาว คูนเหลือง คูนชมพู ผมปลูกทุกสีเลย ผมชอบสีๆ ต้นหูกระจง ต้นหางนกยูง (เพาะขายไหม?) ปลูกประดับครับ เอามาเป็นไม้ใหญ่แล้วครับ ได้ร่มเงาด้วย”

พืชผักมีมั้ย?
มิกค์ : “มีครับ เป็นผักออร์แกนิก ผักสวนครัวด้วย มีผักคอส มีกรีนโอ้ค เบบี้คอส ผักสวนครัวไทยก็มี โหระพา กะเพรา พริก ปลูกเยอะ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้เองเท่าไหร่ ปลูกเอาไว้พอถึงเวลาต้องตัดก็ต้องตัด เอากินเองด้วย เอามาแบ่งแจกพี่ๆ ที่สนิทสนม เอามากรุงเทพฯ ปลูกแล้วสวยดีมันเป็นแปลงผัก ต้องแจกครับ ค่อนข้างเยอะพอสมควร แม่ผมก็ชอบกินผักอยู่แล้ว”

มีโอกาสขยายจำหน่ายเลยมั้ย?
มิกค์ : “ตอนนี้ยังไม่ถึงขนาดนั้น แน่รอดูอนาคต ผมชอบนะสนุกดี เวลาหลังจากถ่ายละครมาเหนื่อยๆ ก็เหมือนไปพักผ่อนด้วย มีเริ่มตัดตกแต่งกิ่งมีกุหลาบ ปลูกเองบ้างก็มีครับ (ติดใจชีวิตอยู่สวน?) ใช่ๆ พอเวลาทำงานมาเหนื่อยมากๆ หรือติดต่อกันหลายวัน ก็ค่อนข้างคิดถึง ที่ผ่านมาไม่ได้ไป 2-3 อาทิตย์ ผมก็คิดถึงมาก อยากลมเย็นๆ ชิลชิล ถ้ามีโอกาสก็ไปครับ”

มีคิดไหม 5ปี 10ปี จะไปอยู่ประจำ?
มิกค์ : “มีแพลนไว้อยู่แล้วว่าอยากทำบ้านสร้างไว้ที่นู่น แต่ก็ค่อยๆ ทำไปทีละอย่าง ไม่ได้วางแผน 100 เปอร์เซ็นต์แต่แรก อยากได้อะไรก็ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ผมว่ามันจะค่อยๆ ขึ้นมาเองนะ พอมีโซนนี้มันก็จะเพิ่มตรงนี้ๆ ขึ้นมา อย่างตอนนี้มีโซนสนามหญ้าไว้กางเต็นท์ชิลชิล เรามีสวนแปลงผักออร์แกนิก มีสวนครัวไทย มีห้องรับรองเล็กๆ มีครัวเล็กๆ แต่ยังไม่มีบ้านเป็นเรื่องเป็นราว แต่มีแพลนว่าอาจจะทำเป็นธุรกิจส่วนตัว ทำเป็นคาเฟ่ในอนาคต ที่ตรงนี้ 4 ไร่ ริมถนนเลย วิวดีครับ”

เวลาไปมีใครไปด้วยมั้ย?
มิกค์ : “ยังไม่มีเลยครับ (หัวเราะ) อยู่ที่โน่นมีคนรู้จักอยู่แล้ว พี่ๆ ที่อยู่ใกล้กัน แต่ถ้าเป็นคนใกล้ชิดยังไม่มี ตอนนี้น่าจะเรื่องเวลาที่พอว่างปุ๊บเราก็ไปเขาใหญ่ ยังไม่ได้โฟกัสมาก”

จากรูปและแคปชั่นก็จะรู้สึกได้ว่าเหงา?
มิกค์ : “(หัวเราะ) ผมว่าคนเริ่มคาดหวัง โพสต์ต่อไปคืออะไร ตอนนี้พี่ๆ แฟนคลับ พอเราลงเขาก็จะมาตอบ หรือมาต่อแคปชั่นของเรา ดีนะ สนุกดีน่ารักดี”

แต่เหงาจริงๆ ใช่ไหม?
มิกค์ : “ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่มีบ้าง เวลาเหงาๆ ก็ไดเร็กต์ (หาใคร?) เพื่อนๆ (มีใครเข้ามาบ้างไหม?) ก็มีครับ แต่ไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้น เป็นเพื่อนๆ กันมากกว่า (ยังไม่คลิกกัน?) อืม ยังไม่ได้โฟกัสเต็มที่เรื่องนี้ด้วยนะ ผมน่าจะโฟกัสที่ต้นไม้มากกว่า (ยังไม่โฟกัสคือยังไม่เปิด ยังไม่พร้อม?) ไม่ถึงกับปิดครับ มีคุยเล่นๆ กันยังได้ เพราะว่าถ้าเราคุยกับใครจริงจังสักคนหนึ่ง คือเราต้องมีเวลาให้เขาค่อนข้างเยอะหน่อย (คนที่คุยอยู่เขาเข้าใจสถานะใช่ไหม?) เขารู้แหละ ผมชัดเจน (หัวเราะ)”

ตอนนี้ยังเป็นหนุ่มโสด?
มิกค์ : “ยังโสดครับ (คนที่จะเข้ามาต้องรักต้นไม้ด้วย?) ต้องแล้วล่ะ เพราะว่าผมเริ่มมาทางนี้มากขึ้นแล้ว ต้องชอบธรรมชาติเหมือนกัน (สายลุยถือจอบถือเสียมปลูกต้นไม้ได้?) เดี๋ยวผมถือให้ก็ได้ ไม่ต้องถือ แค่ยืนสวยๆ ชี้ให้ผมก็พอ ผมปลูกให้”

มุมมองความรักเปลี่ยนแปลงไปไหม?
มิกค์ : “เออ ไม่ได้เปลี่ยนมาก ก็ยังเป็นใครที่คุยกันแล้วเข้าใจ สบายใจที่จะคุยกัน ให้กำลังใจกัน แค่นี้ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้โสด 100 เปอร์เซ็นต์ครับ”

ไม่ได้หวงความโสดด้วยใช่ไหม?
มิกค์ : “ไม่หวง คุยได้นะครับ”

สัญญาช่องของเราเป็นยังไงบ้าง?
มิกค์ : “ของผมยังไม่หมดครับ (เห็นข่าวพี่อั้ม พัชราภาไหม?) เนี่ยๆ ผมว่าจะแซวพี่เขาอยู่ว่ามีแบ่งมาให้ผมไหม (หัวเราะ) ล้อเล่นๆ (เราก็เบอร์หนึ่งของช่องเหมือนกันนะ?) เราไม่ขนาดนั้น ในสัญญาจะมีรายละเอียดการทำงานอยู่แล้วครับ แต่ว่าอันนี้ยกให้พี่อั้มเลยครับ (หัวเราะ)”

เนื้อหาข่าว บอกว่าไม่ต้องเล่นละครก็ได้ เป็นแอมบาสซาเดอร์สวยๆ?
มิกค์ : “แค่ยืนเฉยๆ ก็สวยแล้ว พี่อั้มหน่ะ (เรายืนเฉยๆ ก็หล่อเหมือนกัน?) ผมขอทำงานไปด้วยก็ได้ ทำงานไปด้วย เดี๋ยวแฟนๆ ละครจะคิดถึง”

ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นไง?
มิกค์ : “อ๋อ ที่ผ่านมาผมถ่ายอยู่เรื่องเดียว ปีที่ผ่านมาผมถ่ายเรื่องเดียวเพราะว่า ด้วยเวลา และเป็นเรื่องค่อนข้างหนัก เรื่อง แม่โขง เป็นละครบู๊ฟอร์มใหญ่ เข้าป่าตลอด ตอนนี้ผมมีผิวสีแทนไปแล้วนะ ผมต้องบู๊ทุกวัน ก็อัดเรื่องนี้ไปก่อนเต็มๆ คุณภาพจะได้ออกมาดีด้วยครับ แต่ว่าใกล้เสร็จแล้ว ใกล้ได้ดูกันแล้วครับ”

หลายคนโฟกัสที่มูลค่าด้วย ของเราได้ขนาดนี้มั้ย?
มิกค์ : “หูย ไม่ถึงขนาดนั้นครับ อันนี้ต้องยกให้พี่อั้มเขา (ของเราหลักสิบล้านไหม?) อาจจะไม่ได้ระบุเป็นตัวเงินขนาดนั้น อย่างที่บอกในสัญญามันมีเรื่องของการทำงานด้วยครับ ไม่เหมือนกันในแต่ละคนครับ”

‘เจมส์’ ปล่อยผ่านคนวิจารณ์รูปร่างแฟนสาว ‘โฟกัส’ เผยข่าวดี!! หวานใจเร่งฟิตหุ่น เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว

ถูกชาวเน็ตบูลลี่เรื่องรูปร่างอย่างหนัก สำหรับ ‘โฟกัส จิระกุล’ หวานใจหนุ่ม ‘เจมส์ BOY หรือ ‘กิจเกษม แมคแฟดเดน’ ที่แม้ปัจจุบันจะอวบมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 66 หนุ่มเจมส์ เดินทางมาทำงานเป็นพิธีกรในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ‘Blue Beetle’ ที่ SF World Cinema เซนทรัลเวิลด์ จึงได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่แฟนสาวถูกบูลลี่จากชาวเน็ตอย่างหนักถึงเรื่องรูปร่างที่อวบขึ้น พร้อมทั้งเผยเรื่องเซอร์ไพรส์ ว่ามีแพลนให้โฟกัสลดหุ่น เพื่อเตรียมสู่ขอฝ่ายหญิงและทำพิธีหมั้นหมายต่อไป

โฟกัส โดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง?
เจมส์ : “ใช่ครับ โดนมาตลอดเรื่อยๆ อยู่แล้ว บ่างคนใช้โซเชี่ยลเป็นที่ระบาย เราก็รู้ว่าเจตนามาแบบไหน ไม่ได้ซีเรียสครับ ผมเป็นแฟนเขาผมแฮปปี้ เขาแฮปปี้ผมแฮปปี้ครับ”

เบื่อไหม ทำไมไม่หยุดกันสักที?
เจมส์ : “เหมือนเป็นสิ่งที่เราต้องเจอเรื่อยๆ ถามว่าเบื่อไหม เบื่อครับ มีนชอบไม่ได้เนอะ แต่อยู่ที่เราจะจัดการกับความรู้สึกยังไง แต่ผมแฮปปี้กับการที่น้องเขากิน พาน้องเที่ยว ที่ส่วนหนึ่งเขาเป็นแบบนี้ได้ก็ต้องโทษผมด้วย ผมเป็นคนที่เอาใจสุดๆ สปอยสุดๆ ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของครับผม โทษใครไม่ได้”

นอยด์มั้ย?
เจมส์ : “ไม่ครับ โฟกัสเป็นคนไม่นอยด์ มีผมนี่แหละเป็นคนนอยด์แทน บางทีไลฟ์อยู่มีคนทักมาทักแบบน่าโดนด่ามาก ผมก็ด่าเลย จบๆไป ครับ เรามาพบปะผู้คนในโซเชี่ยลเราก็อยากเจอแต่ด้านดีๆ อารมณ์ดีๆ แต่บางทีไม่ได้จริงๆ ก็ต้องจัดสักหน่อย”

มีข้อความที่ทนไม่ได้เลยเยอะไหม?
เจมส์ : “เยอะครับ บางทีมามาดจีบก็มีนะครับ ผมก็นั่งอยู่ข่างๆ เนี่ย ผมก็ทนไม่ไหว ยังดูไม่ออกกันอีกเหรอว่าใครเป็นใคร แต่เราก็ต้องจัดระเบียบให้เป็นครับ”

ดูแลอารมณ์ยังไง มีคนมาจีบกลางไลฟ์?
เจมส์ : “บางมีก็หลุดบ้างครับ ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก บางทีผมก็ด่าบ้าง ด่าเลยครับ เหมือนกันเนอะ ก็มีน็อตหลุดบางครั้ง แต่ก็ตัดอารมณ์ตัวเอง เน้นพูดคุย เอาฮาใส่ครับ ขำๆ ไป”

โฟกัสจัดการยังไง ถ้ายังมีคอมเมนต์มาเรื่อยๆ ?
เจมส์ : “โฟกัสเขาเก่งนะครับ เขาเป็นคนที่อยู่เป็น เขาดูแลตัวเองเป็น เขาไม่ปล่อยให้เสียงแบบนี้มาทำร้ายเขา เขาแฮปปี้ได้ผมก็แฮปปี้ครับ”

มีจะดำเนินการใดๆ ไหม?
เจมส์ : “ไม่ครับ ยกเว้นบางอันที่เกินไป ก็มีดำเนินคดีบ้าง ถ้ามันต้องขนาดนั้นก็ทำครับ แต่เราจัดระเบียบได้ ไม่มีปัญหา ผมกับโฟกัสแฮปปี้ครับ”

มีคุยกันไหม ชวนกันไปฟิตให้ดู?
เจมส์ : “มีๆ นี่ๆ มีข่าวดีครับ โฟกัสเองเขาก็อยากจะเริ่มดูแลตัวเองครับ เป็นเพราะสัญญาณหลายๆ อย่าง ก็รอดูครับ ผมก็รอดูเหมือนกัน”

มีข้อเสนอข้อแลกเปลี่ยนกัน?
เจมส์ : “มีแน่นอนครับ ผมมีมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมามีปฏิกิริยาครับ ข้อเสนอดีๆ ผมมั่นใจเป็นเรื่องดีแน่นอน ถ้ารักกันดีแน่นอน (กิโลละหมื่น?) ผมกล้าพูดเลยว่าเขาเริ่มเอาจริงแล้ว ถ้าน้องทำได้พี่จะให้รางวัลใหญ่ที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้จะให้ได้เลย เต็มที่ครับ เป็นกำลังใจให้น้องเขาเรื่อยๆ ครับ”

เริ่มเร็วๆ นี้ใช่ไหม?
เจมส์ : “อีกไม่กี่วันครับ รออีก 3 วันจะเริ่มกระบวนการแล้ว เดี๋ยวรอดูโฟกัสจะสวยครับ”

อะไรที่ทำให้ทั้งสองคนไม่ริดลบไปตามคอมเมนต์?
เจมส์ : “เพราะว่าเราไม่ได้ยึดติดแง่ลบมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ จริงๆ ทุกอย่างมันดี เราแฮปปี้ ด้านดีๆ มีอีกเยอะ แต่แค่เราไม่ได้พูดถึงมัน เราอย่าไปสนใจกับเรื่องเล็กๆ มีบางทีมันสะกิดใจเรา เหมือนเส้นผมบังภูเขาครับ อย่าไปยึดครับ”

ที่บอกว่ารางวัลใหญ่ที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะให้ได้ หมายถึงจะขอแต่งงานใช่ไหม?
เจมส์ : “อู้ย รอดูครับ ใจพยายามอยู่ (ให้สวยเพื่องานสำคัญ?)ใช่ ต้องสวยเพื่องานสำคัญครับ”

ตั้งเป้าไว้ว่าเมื่อไหร่?
เจมส์ : “ไม่ได้รีบ แต่เร่งหน่อยแล้วกัน ก็พยายามครับ ผมเองก็มีแผนอะไรของผู้ชายเนอะ มีระยะเวลาอยู่เราก็อยากเต็มที่ในส่วนของเรา และเชื่อว่าน้องก็เต็มที่เหมือนกัน แต่น้องเพิ่งเริ่มครับ พร้อมเมื่อไหร่พี่ก็พร้อมเมื่อนั้น”

พูดได้เลยว่าเตรียมแต่งงานแล้ว?
เจมส์ : “คิดว่าครับ แต่อย่าเพิ่งถึงแต่งเลย เอาพิธีเล็กก่อนครับ พี่ธีหมั่นก่อนเนอะ เอาหมั่นให้รอดก่อน (ปีนี้เลยมั้ย?) พยายามให้เป็นปีนี้ครับ สู้อยู่ครับ ฝากเป็นกำให้น้องด้วยครับ ถ้าน้องก็ออกมาสวยปังก็เดี๋ยวรอเจอน้องครับ ผมก็เป็นแฟนที่ดีทำงานในแบบของผม และคอยซัพพอร์ตน้องไปเรื่อยๆ ครับ”

ผู้บัญชาการทหารบก มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ

พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ผลิตรายการคุณภาพ ที่สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ของคนในสังคม  ผ่านสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5  ในโครงการ “สานฝันผู้ยากไร้” ทางรายการ The Diary ที่ บริษัท มังกี้ อีที จำกัด ได้ดำเนินการผลิตขึ้นมานานกว่า 16 ปี  โดยให้การสนับสนุนงบประมาณในการสร้างบ้านพักอาศัย   มอบทุนการศึกษา และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นกับคนในชุมชน โดยผู้บัญชาการทหารบกได้มอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้แทนในการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ 

วันนี้ที่ห้องพระบารมีปกเกล้า ภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พลโท พนา แคล้วปลอดทุกข์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับ ดร.พัดชา รักตะกนิษฐ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท มังกี้ อีที จำกัด ผู้ผลิตรายการ The Diary ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 ในโครงการ “สานฝันผู้ยากไร้” ซึ่งเป็นโครงการที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม กิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ของคนในสังคม โดยมอบงบประมาณสนับสนุนการสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ทหารกองประจำการ มอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนในชุมชน และมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับผู้สูงอายุและผู้ที่มีรายได้น้อยภายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อกว่า 16 ปี  และได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการสร้างบ้านพักอาศัยไปแล้วกว่า 37 ครั้ง ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 โดยในส่วนของกองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 9 ครั้ง  เป็นเงินกว่า 450,000 บาท 

ในโอกาสนี้ พลเอก ณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้  ผู้บัญชาการทหารบก จึงได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการขอบคุณ  ดร.พัดชา รักตะกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มังกี้ อีที จำกัด  ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ผ่านโครงการ “สานฝันผู้ยากไร้”  ในการสนับสนุนซ่อมแซมบ้านพักให้แก่ทหารกองประจำการ  โดยมี พลตรี นิธิ อิงคสุวรรณ  เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1  ,  พลตรี เอกอนันต์ เหมะบุตร  ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 , พันเอก ธีรยุทธฑ์ เส้งรอด  รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11  ,  พันเอก อภิชัย จูสนิท ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 111 , พันเอก ศรัณยนิษฐ์ สุทธิวัจน์ชินเดช   ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 112 , พันเอก นรินทร์ภัทร์ ศิริวรรณ ผู้บังคับการกรมสนับสนุนกองพลทหารราบที่ 11 , และ คุณ รสิตารัชธ์  กรีวงษ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รสิตา ซีฟู้ดส์ จำกัด  ตลอดจนคณะนายทหารและส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความยินดีในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top