Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

‘มดดำ’ รู้จัก ‘ครูกายแก้ว’ มานาน 20 ปี ตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นดารา เคยถ่ายรายการเรื่องนี้ แต่ทำได้แค่ครึ่งเทป เหตุไม่มีข้อมูลมากพอ

(16 ส.ค. 66) ยังคงเป็นประเด็นดรามาที่พูดถึง ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา สำหรับเรื่องราวของ ‘ครูกายแก้ว’ ที่ประชาชนหลายคนเสียงแตก มีทั้งคนที่นับถือบูชา และคนที่เห็นต่าง มีการพูดและถกเถียงกันในโลกโซเชียลมากมาย ขณะที่พิธีกรดัง ‘มดดำ คชาภา ตันเจริญ’ ตัวแม่สายมู ได้เผยถึงเรื่องนี้ ในรายการข่าวใส่ไข่ โดยเปิดเผยว่า…

"วันนั้นมดดำไปถ่ายรายการ ไม่ได้ไปบวงสรวงนะ ไปถ่ายรายการ ก็ไปกันหมด มีแจ็ค มีอะไร ก็ไปกันหมด เชื่อไหม รายการของคชาภาพาไปมู เคยทำแล้วแต่ทำไม่จบ ทำได้แค่ครึ่งเทป จนครูกายแก้วมาวันนี้ เราทำตั้งแต่เราอยู่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่าอยู่ดี ๆ ก็มาดัง แล้วเขาบอกว่าเหรียญที่แพง ๆ ตอนนี้เท่าไหร่นะ (2,500 ใช่ไหมครับ?) เดี๋ยวคชาภาแจกฟรี อยู่ที่บ้านฉัน 250 เหรียญ” 

ท่านมีอิทธิฤทธิ์อะไร? “คือเขาเป็นนกการเวก แต่กลายเป็นที่ฮือฮา ในติ๊กต็อกบอกผีป่าจะเข้าเมือง เขาว่าอย่างนั้น ผีป่าจะวิ่งมาสิงเมือง และมีครูบอกกระแสครูกายแก้ว เหรียญขึ้นไป 2-3 พันบาท มันจะเป็นมงคลยังไง คือตัวเองเคยรู้จัก ครูกายแก้ว เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว คือรู้จักที่ห้วยขวาง อ.สุชาติ เป็นคนสร้างพระพิฆเนศ ที่ห้วยขวาง เป็นคนสร้างพระตรีมูรติ แต่ปรากฏว่าลูก ๆ เขา 2 คน ได้ครูกายแก้วมาคนละองค์ แต่องค์จริง ๆ เขาบอกว่าพระธุดงค์ให้มา เป็นตำนานที่เขาเล่า ตัวเองเพิ่งไปทำรายการคชาภามา เขาบอกว่าองค์ขนาดนี้ องค์เล็ก ๆ เขาบอกว่าแล้วเราก็ไปเติมอีกเติมหางกันเอาเอง บางคนก็บอกมาจากนครวัด นครธม” หลังจากนั้นก็อ่านข่าวครูกายแก้วต่อ

และเล่าต่อว่า “เอาตรง ๆ นะ ฉันไปถ่ายรายการ คือฉันรู้จักมานาน ถ้าแอ๊บบอกไม่รู้จักไม่ได้ รู้จักมา 20 ปีแล้ว มีมานานแล้ว ตั้งแต่ฉันยังไม่เป็นดารา เมื่อก่อนคนไปไหว้ตรงตั้งฮั่วเส็ง ตรงจรัญสนิทวงศ์ เมื่อก่อนอยู่ตรงนั้น มีมานานแล้ว เป็นความเชื่อของครูกายแก้ว ซึ่งเขาเป็นรูปปั้นจริง ๆ เมื่อก่อนองค์เล็กกว่านี้อีก อยู่ที่ห้วยขวาง 20-30 ปีแล้วนะ แต่ห้วยขวางเขาไว้ข้างใน คือข้างในเยอะไปหมดเลย”

“คือเอาจริง ๆ เขาก็ไม่ได้บอกว่าการตั้งตรงนี้ถูกหรือผิด ถ้ามองให้เป็นอาร์ต แต่ สว.ไพศาล ก็ถามแล้วคนไม่ตกใจเหรอ ฉันว่านะใครหาว่าฉันเชื่อพญานาคและงมงาย อันนี้ไม่หนักกว่าเหรอ ถามว่าเคยไหว้ เคยรู้จักไหม รู้จักมา 20 ปีแล้ว เคยทำรายการคชาภา แต่ทำได้ครึ่งเทป ทำไม่เสร็จจนต้องไปถ่ายใหม่”

ทำไมถึงทำไม่เสร็จ? “มันไม่มีคอนเทนต์ มันมีเรื่องแค่นั้นแล้วจบ สมมติเราทำปู่อือลือ เรายังมีคนนี้คนนั้น ที่มาที่ไป ถูกต้องไหม แต่อันนี้เทปที่ถ่าย ถ่ายไว้ครึ่งเทป เพิ่งมาถ่ายได้เต็มเทป ตอนที่เป็นกระแส" 

‘ตั๊กแตน ชลดา’ ถูกหามส่งโรงพยาบาล ต้องแคนเซิลงานกะทันหัน พบติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บี หลังโหมงานหนัก-ตากฝน

(16 ส.ค. 66) ทำแฟนเพลงใจหายมาก หลังนักร้องสาวเสียงดีอย่าง ‘ตั๊กแตน ชลดา’ ที่พึ่งฝ่าฟันมรสุมเรื่องราวดรามามาด้วยดี จนล่าสุด ‘สาวตั๊กแตน’ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแอดมิทด่วน พร้อมกับยกเลิกงานแบบกะทันหัน โดย 'สาวตั๊กแตน' โพสต์รูปและข้อความเอาไว้ว่า 

“หลายวันที่ผ่านมา แตนวิ่งงานทุกวันเลยค่ะ แล้วแตนตากฝนตอนปลูกต้นไม้ที่บ้านสวนด้วย พอกลับมาก็เริ่มมีไข้อ่อน ๆ แต่ก็ยังวิ่งงานได้ต่อ พอมาเมื่อวานทานยาแล้วแต่อาการไข้ไม่ลดลง แตนมีการอ่อนเพลีย ตัวร้อนมากอย่างเห็นได้ชัด เมื่อวานแตนเลยต้องมาพบคุณหมอ ปรากฏว่าไข้ขึ้น 39 คุณหมอจึงเจาะเลือดตรวจ พบว่าแตนเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ บี ที่กำลังป่วยกันเยอะอยู่ในช่วงนี้ค่ะ ตอนนี้แตนแอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาล แตนกราบขออภัยแฟนเพลง แฟนคลับ ที่ตั้งใจจะไปให้กำลังใจแตนในวันนี้ด้วยนะคะ ตอนนี้เริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่ทางคุณหมอยังขอให้อยู่ดูอาการก่อนค่ะ แตนขอกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจด้วยนะคะ” ท่ามกลางความเป็นห่วงและกำลังใจของแฟนเพลง

ดับฝัน ‘พิธา’ ฮึดสู้ ระทึก…มีลุง มีเรา…เดินหน้า ‘เศรษฐา’ อาการหนัก…‘ชัยเกษม’ มีลุ้น

กำลังจะปั่นต้นฉบับ ก็ได้รับทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำให้สถานการณ์ไทม์ไลน์การเลือกนายกรัฐมนตรีชัดเจนขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญชี้เปรี้ยงมาแล้วว่าไม่รับเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นไว้ กรณีข้อบังคับการประชุมรัฐสภากับการโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์… เมื่อศาลไม่รับพิจารณาทุกอย่างก็ตกไป ผลพวงสำคัญก็คือ โอกาสการเสนอชื่อนายพิธาได้ถูกปิดฉากลงในชั้นนี้ แต่คำถามสำคัญคือถ้าพิธาจะไปยื่นเองเพราะมีส่วนได้เสีย จะเกิดอะไรขึ้น…

วางเรื่องนี้ไว้ก่อน…

คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแถลงเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ว่าน่าจะได้โหวตนายกรัฐมนตรี วันที่ 18 หรือ 21 ส.ค. และพรรคเพื่อไทยยืนยันเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน ขณะที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคมั่นใจว่า… ม้วนเดียวจบ

ม้วนเดียวจบหรือม้วนเดียวจอดก็ไม่รู้… รู้แต่ว่าแต่สายข่าวของ ‘เล็ก เลียบด่วน’ 5 สายลงมติ 3 ต่อ 2 สายว่า… เศรษฐาจะสอบไม่ผ่านคะแนน 375 เสียง… เหตุผลก็เรื่องเดิมๆ ที่รู้ๆ กันคือ กรณีการซื้อขายที่ดิน กรณีการเสียภาษีของบริษัทแสนสิริ ที่คุณเศรษฐาเคยบริหารนั่นแหละ… อ๋อ เรื่องสะพานข้ามคลอง ตั้งด่านเก็บค่าตั๋วอะไรนั่นด้วย… รวมทั้งกรณีแนวคิดการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เคยพูดเอาไว้ด้วย… 

จะว่าไปแม้จะกระบวนท่าลีลาเยอะจนถูกเหน็บแนมว่าเป็น ‘เพื่อไทยการแสดง’ ก็ตาม แต่มองอีกมุมก็น่าเห็นใจพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะอ้าปากพูดอะไร ขยับตัวอธิบายเรื่องอะไรก็ถูกกองทัพด้อมส้มของจริง และด้อมส้มใส่เสื้อแดงดักคอดักทางถล่มซ้ายถล่มขวาแทบโงหัวไม่ขึ้น…

ขนาด ‘สหายใหญ่’ ภูมิธรรม เวชยชัย แม่ทัพใหญ่ที่มีทั้งสายบุ๋นสายบู๊อยู่ในตัวก็งัดวิชาออกมารับมือแทบไม่ทัน… นอกจากสารภาพว่าการจัดตั้งรัฐบาลสูตรสลายขั้วหนนี้ พรรคเพื่อไทยยอมเสียต้นทุนทางการเมืองมากมายมหาศาล เพื่ออนาคตที่ดีของบ้านเมืองจะเกิดสมัครสมานสามัคคีเลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย…

อยากจะเรียน ‘บิ๊กอ้วน ภูมิธรรม’ ว่าเดินหน้าทำไปเถอะ ขอให้มีศรัทธาที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์จริงๆ อย่ามีวาระซ่อนเร้นทำให้เป็นรูปธรรม  อย่าเอาเรื่องนายห้างดูไบมาเกี่ยวข้อง รับรองคนเชียร์อื้อ!!

วันนี้… รู้สึก ‘เล็ก เลียบด่วน’ ออกความเห็นมากไปนิด… กลับมาที่ทิศทางข่าวจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งก็ยังสรุปว่า โอกาสของเสี่ยนิด เศรษฐา มีน้อย… โอกาสที่จะตกเป็นของชัยเกษม นิติสิริ มีสูงหากสุขภาพสู้ไหว หาไม่แล้วเกมมันจะไหลไปที่พรรคอันดับ 3 เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีระกูล นาทีนี้พร้อมแล้วที่จะรับส้มหล่น…

อย่างไรก็ตาม… เชื่อกันว่าระดับเพื่อไทยคงไม่ปล่อยให้โอกาสทองผ่านเลยไปอย่างแน่นอน… หน้าฉากก็ทำวับๆ แวมๆ โหวตก่อนแบ่ง หรือแบ่งก่อนโหวต แต่นาทีนี้ก็คงส่งสัญญาณทางลึกกันแล้วว่าพรรคไหนได้กี่เก้าอี้ กระทรวงไหนที่เพื่อไทยขอสงวนสิทธิ์ ส่วนหลักการที่ปล่อยออกมาว่าไม่ให้พรรคการเมืองในรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่กระทรวงเดิมนั้น ล่าสุดทราบว่าไม่ติดยึดแแล้ว… ทำให้พรรคภูมิใจไทยที่ยังตั้งมั่นที่จะคุมกระทรวงสาธารณสุข การท่องเที่ยวและการกีฬา คลายเครียดขึ้นมาบ้าง… ส่วนกระทรวงคมนาคมนั้นดูเหมือนจะทำใจแล้วว่า พรรคเพื่อไทยไม่ยอมปล่อยแน่…

อ๋อ สำหรับกระทรวงพลังงานที่โผเดิมจะยกให้พรรครวมไทยสร้างชาติกำกับดูแลนั้น… ล่าสุดทราบว่าพรรคเพื่อไทยโยกมาเป็นของตัวเอง แต่คนแดนไกลไม่ขัดข้องที่จะให้เจ้าสัวพลังงาน… ส่งคนมานั่งว่าการ… 

มีลุง… มีเรา… มีเจ้าสัว… มีเจ้ามือ…

ทราบแล้วเปลี่ยน!!

‘บิ๊กตู่’ ปลื้ม!! ค่ายรถเมืองจีนเลือก ‘ไทย’ เป็นฐานผลิตใหญ่ ประเดิมลงทุนเฟสแรก 8.8 พันล้าน เดินหน้าดันไทยสู่ฮับ EV

(16 ส.ค. 66) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มุ่งเน้นให้ไทยเดินตามนโยบาย 30@30 คือการตั้งเป้าการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ.2030 หรือ พ.ศ. 2573 เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกหรือศูนย์กลางของภูมิภาค (EV Hub) ซึ่งขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตรถ EV หลายสัญชาติ ได้ตัดสินใจเข้ามาสร้างโรงงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

“คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน ได้รายงานผลสำเร็จของการเดินทางเข้าพบกับนาย Zhu Huarong ประธานกรรมการและคณะผู้บริหาร บริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล จำกัด (Changan Automobile) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน เมื่อเดือน มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา โดยได้นำเสนอภาพการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย มาตรการสนับสนุน รวมทั้งให้ความมั่นใจเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย ทำให้รัฐบาลจีนเห็นชอบให้บริษัทดังกล่าวยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้ว โดยมีการลงทุนในเฟสแรกมูลค่ากว่า 8,800 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาทั้งประเภท BEV, PHEV, REEV (Range Extended EV) กำลังการผลิตในระยะแรก 1 แสนคันต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังกลุ่มอาเซียน รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ แอฟริกาใต้ และตลาดอื่นๆ โดยบริษัทมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในไทยช่วงปลายปีนี้” สำนักนายกรัฐมนตรี เผย

สำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นอกจากจะมาตั้งฐานผลิตที่ประเทศไทยแล้ว บริษัท ฉางอัน ออโตโมบิลยังมีแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนสำคัญ ซึ่งจะเป็นการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ให้กับคนไทยอีกด้วย ซึ่งบริษัท ฉางอัน เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัจฉริยะ และเป็น 1 ใน 4 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน

“การที่ บริษัท ฉางอัน ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิต สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย รวมถึงศักยภาพและความพร้อมในด้านต่างๆ ที่สนับสนุนการแข่งขันอันเป็นผลงานเชิงประจักษ์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเชื่อว่าจะผลักดันให้ไทยก้าวสู่เป้าหมายการเป็นฮับ EV ได้ไม่ยาก ทั้งยังช่วยส่งเสริมลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ พลิกโฉมประเทศไทยตามกลยุทธ์ 3 แกนขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสำหรับอนาคต” สำนักนายกรัฐมนตรี เผย

‘หนิง ปณิตา’ ยอมรับ!! ทุกวันนี้ยังอยู่บ้านหลังเดียวกับสามี ‘จิน’ โชคดีลูกสาวเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เตรียมขึ้นศาลอีกครั้ง 4 ต.ค.นี้

(16 ส.ค.66) ‘หนิง ปณิตา’ นักแสดงและผู้จัดละครดัง ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าของคดีฟ้องร้องมือที่สามที่เข้ามาพัวพันจนสร้างปัญหาในครอบครัว ว่า จะขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 4 ตุลาคม แต่ว่าโดยรายละเอียดยังไม่ได้ไปตามอะไรมากมาย และยังไม่ได้มีการติดต่อกลับมาจากทางใด ๆ ทั้งสิ้น ถามว่ายังเดินหน้าฟ้องไหม คือเราทำทุกอย่างตามที่ตั้งใจเอาไว้เหมือนเดิม

เรื่องกระทบจิตใจคือเราไม่ได้เป็นจุดที่เอามาทำให้รู้สึกว่ามันจะแย่ลง พอเวลามันเดินผ่านไปข้างหน้า มันก็จะเดินไปข้างหน้าได้ดีขึ้น ความโชคดีของหนิงคือ ณิริน เขาเป็นเด็กที่พยายามจะเข้าใจและปรับตัว ปรับปรุง ให้กำลังใจ วันนี้เรามองลูกเป็นหลักใหญ่ที่สุด พอมันมีตรงนี้มันก็เป็นกำลังใจ ที่ทำให้เรื่องอื่นเราพยายามมองข้ามไปหงุดหงิดก็มองข้ามไป

ถามว่าท้อไหมเหนื่อยไหม เหนื่อย รู้สึกเซ็ง รู้สึกเบื่อ แต่มันก็ไม่เอาเก็บมาเป็นอารมณ์ พอเวลาเราเห็นรอยยิ้มของลูกเรา เราเห็นความพยายามเข้าใจในหลาย ๆ เรื่องของลูกเราที่จะพยายามปรับตัวกับเรา มันทำให้เป็นเรื่องเบา และมันก็ทำให้เรามีแรงฮึดมีพลังที่จะทำเรื่องดี ๆ ออกมาทำงาน มาเจอผู้คน ใช้ชีวิตให้มันเป็นปกติ มีรอยยิ้ม กลับมาหาเงินทำงาน

หนิง ยอมรับว่า ครั้งแรกที่อธิบายเรื่องนี้ให้ลูกฟังนั้นยากมาก ไม่ได้ยากแค่ครั้งแรก มันอยู่ที่ว่าเราจะต้องประเมินให้ได้ว่าตอนนี้การพูดของเรากับวัยของเด็กมันควรจะพูดแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำให้หนิงเรียนรู้ก็คือ ต้องไม่คาดหวังกับสิ่งที่เราพูดไป และคิดว่าเขาจะเข้าใจ จะให้เขาเข้าใจทุกอย่างแบบที่เราเข้าใจมันไม่ง่าย

ดังนั้น เราเป็นแม่ เราก็ต้องมีความอดทนและใจเย็น ซึ่งณิรินเขาพยายามที่จะเข้าใจ และไม่ทำอะไรให้เราไม่สบายใจ สิ่งที่ทำให้เราอึ้งและทำให้เราเย็นลงได้ทุกเรื่องคือเวลาที่เขารู้ว่าเราจะมีภาวะอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกเหนื่อย เราท้อ เขาจะเดินเข้ามากอด มองหน้าแล้วบอกว่า แม่สู้ ๆ นะ หนูอยู่ตรงนี้ หนูส่งพลัง หนูกอด ๆ หนูเป็นกำลังใจให้แม่ ด้วยความสดใสของเขา

ถามว่า เคยร้องไห้ให้ลูกเห็นไหม ยังไม่เคยถึงขั้นน้ำตาไหลพราก ระยะหลังเราสองคนก็จะมีการคุยกับคุณหมอด้วยกัน มันจะมีมุมที่เขาแสดงออกมาให้เราเห็น เรามีมุมที่บางทีเราไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้แต่ประเมินแล้วว่ามุมนี้ให้ลูกรับรู้ได้ ก็ให้ลูกเห็นในมุมของความอ่อนแอของเราบ้าง

หนิง เผยว่าได้มีการไปพบจิตแพทย์ โดยไปทั้งตัวเอง ลูกสาว และคนครอบครัวทั้งหมด จริง ๆ ก่อนหน้านี้จะมีการไปคุยกับหมอเป็นระยะตั้งแต่น้องเกิดมา เพราะว่าเราอยากที่จะเรียนรู้ที่จะเข้าใจเด็ก แต่ว่าช่วงหลังมานี้ มันจะไม่ใช่แค่หนิงและน้องอย่างเดียว มันมีคุณอา คุณยาย และคนที่อยู่รอบ ๆ ข้างหนิงที่เป็นคนสนิทของหนิงที่มีผลกับความรู้สึกของณิริน เราก็จะไปกันเป็นกลุ่ม แล้วเราก็จะมีการบ้านว่าต้องทำแบบนี้ช่วยกัน

มองว่ามันเป็นการฮีลใจกันทั้งครอบครัว หนิง ยังเผยอีกว่า ทุกวันนี้ลูกสาวยังได้เจอกับคุณพ่ออยู่เรื่อย ๆ เพราะเรายังอยู่บ้านหลังเดียวกัน ลูกกับพ่อยังมีปฏิสัมพันธ์ปกติ

ตำรวจไซเบอร์จับเครือข่ายหลอกทำงานเสริมออนไลน์ อ้างแค่กดไลก์เฟซบุ๊ก แต่เหยื่อโดนไปจุก ๆ กว่า 4 แสน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายพบโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่ารับสมัครทำงานเสริมออนไลน์ เพียงใช้เวลา 5-10 นาที สามารถได้เงิน 500 - 1,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ติดต่อพูดคุยกับมิจฉาชีพ จากนั้นได้พูดคุยกับแอดมินผ่านแอปไลน์ โดยช่วงแรก ผู้เสียหายเริ่มงานด้วยการกดไลก์ในเฟซบุ๊กแล้วได้ผลตอบแทนจริง

ต่อมา แอดมินได้ให้ผู้เสียหายทำงานถัดไปคือ การกดสั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าออนไลน์ ผ่านทางแพลตฟอร์ม SHOPEE โดยได้ส่งลิงก์เว็บไซต์ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นให้ลงทะเบียน แล้วเริ่มทำงานโดยการให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปสำรองในระบบเพื่อสั่งซื้อสินค้า ซึ่งในช่วงแรกๆ นั้น เมื่อทำงานเสร็จแล้วผู้เสียหายจะได้รับเงินทุนพร้อมค่าคอมมิชชั่นคืน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อว่าได้เงินจริง อีกทั้ง มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายได้เลื่อนระดับ จึงถูกดึงเข้ากลุ่ม VIP แล้วโดนหลอกให้โอนเงินเพิ่มขึ้น โดยมีสมาชิกหน้าม้าในกลุ่มคอยสนทนาสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 9 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 430,974 บาท 

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 ส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนเร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

ต่อมา เมื่อช่วงค่ำของ วันที่ 15 ส.ค. 2566 พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ชูบุญเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 ได้นำกำลังชุดสืบสวนร่วมกันลงพื้นที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่ได้เปิดบัญชีธนาคารไว้สำหรับรับโอนเงินจากเหยื่อในคดีดังกล่าว จนสามารถเข้าจับกุมตัว นายเอกชัย อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดมหาสารคาม ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” โดยควบคุมตัวได้บริเวณ หน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.บ้านใหม่ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน .กก.4 บก.สอท.1 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1
และ พ.ต.อ.ศุภรฐโชติ จำหงษ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ชูบุญเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าร่วมประชุมหารือศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในจังหวัดเมียวดี ร่วมกับ 4 ประเทศภาคี เพื่อร่วมจัดแผนปฏิบัติการพร้อมรับมือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

วันนี้ (16 ส.ค. 66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) พร้อมคณะได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมศูนย์ประสานงานไตรภาคีเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งราชอาณาจักรไทย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้แทนจากกระทรวงป้องกันความสงบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย จีน และเมียนมา ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลอกลวงคนไปทำงานในแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลักหลายพันล้านบาท จึงได้มีแผนการในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งในครั้งนี้ได้มีผู้แทนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญและเสนอความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประเทศที่ 4 ซึ่งจะทำให้การปราบปรามอาชญากรรมซึ่งกำลังกระจายตัวไปทั่วภูมิภาคนี้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศูนย์ประสานงาน ซึ่งคาดว่าจะตั้งศูนย์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของไทย รวมทั้งมีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประสานงานของแต่ละประเทศเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มไปยังอีก 2 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ตำรวจสากลและ UN ร่วมสังเกตการณ์ และหลังจากนี้จะผลักดันให้มีการปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่จากประเทศภาคีทั้งหมด และโดยทางการจีนจะมีการสนับสนุนในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมถึงงบประมาณและเทคโนโลยีในการปฏิบัติการต่างๆ ในการนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งค์คอลเซนเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งการประสานงานระหว่างประเทศในการเข้าช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงไปทำงานคอลเซนเตอร์ร่วมกับประเทศต่างๆ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย จีน และเมียนมา ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งสำคัญซึ่งเดินทางเข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการปราบปรามและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การหลอกคนไปทำงานในแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในครั้งนี้ ทางการลาวได้เห็นความสำคัญและเข้าประสานความร่วมมือเป็นประเทศที่ 4 จะทำให้การดำเนินการประสานงานของทุกประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากการประชุมในครั้งนี้แล้ว จะทำให้การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเป็นโครงร่างที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งแผนปฏิบัติงานร่วมกันของทุกประเทศ จากนี้จะเร่งขับเคลื่อนให้การจัดตั้งศูนย์ประสานงานให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว และมีการบูรณาการร่วมกันของประเทศภาคีเข้าปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ เพื่อตอบสนองต่อการเกิดขึ้นของอาชญากรรมให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

‘บิ๊กตู่’ เผยความในใจ ไม่ได้เข้ามาเพื่อทุจริต แต่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองด้วยความตั้งใจ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงเหตุการณ์รัฐประหาร ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พร้อมยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาในการทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ตนและคณะทำงานทุกท่านนั้นไม่ได้เข้ามาเพื่อทำการทุจริต แต่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองด้วยความตั้งใจ จากใจจริง โดยระบุว่า…

“วันแรกวันที่ 22 บ้านผมเนี่ย ร้องไห้ทั้งบ้าน เอาล่ะ พูดไปเดี๋ยวก็ไม่ดี ถ้าไม่อยากให้ผมเป็นอย่าง งี้เลย แต่ผมบอกไม่ได้ ต้องทํา แล้วผมก็ไม่ได้บอกใคร พี่ ๆ ผมบอกทีหลังทั้งนั้นแหละ แต่มันไม่ได้ไง วันหน้าเกษียณก็โดนด่าอีก ปล่อยให้เป็นอย่างงี้ได้ไง? เพราะฉะนั้น อย่ารอเวลา เวลาของเรามันใกล้จะหมดแล้ว คําว่าหมดก็คือหมดจากเวทีโลก ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นอยู่แบบเดิม มันจะกลับมาอีกไม่ได้เลย เราจะเป็นประเทศที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง วันนี้ไม่ถึงขั้นนั้น เราเริ่มเดินหน้าได้แล้ว ด้วยความร่วมมือของทุกท่านในปัจจุบัน ใครก็ตามที่ยังเฉื่อยแฉะ ยังรอเวลา ผมว่าผมไม่ปล่อยให้ท่านรออยู่แล้วนะ”

“การทุจริตผิดกฎหมาย อะไรที่ร่ำลือกันมาว่าวันนี้ก็มีอยู่ 50% ส่ง คสช. สลึงพวกผมยังไม่ได้เลย ผมไม่มีต้นทุน ไม่มีต้นทุนในการทํางาน ไม่ได้เสียเงินสักสลึงเข้ามาทํางาน เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องการที่จะเอากําไรกลับไป…ไม่มี เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าพวกเราเข้ามาด้วยความตั้งใจ ทุกคนเข้ามาด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ ความรู้ความสามารถ เกียรติยศของแต่ละท่าน ผมเข้ามาด้วยชีวิต นะ ผมแตกต่าง…ผมอาจจะมีคุณวุฒิหรือมีความรู้ความสามารถไม่เท่าบรรดาพี่ ๆ แต่ผมก็เอาชีวิตเข้ามา ถ้าผมทํา 22 พฤษภาคม ทําจัดระเบียบไม่ได้ ผมก็กลายเป็นกบฏ แล้วผมได้อะไรขึ้นมา นั่นแหละคือสิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้จิตใจผม เพราะผมปล่อยไปไม่ได้ เพราะผมสงสารลูกหลานผมในวันข้างหน้า เขาจะอยู่กันยังไง แล้วประเทศไทยมันจะเข้มแข็งกับเขาได้ยังไง…”

‘บีม พลังใบ’ ย่องไม่เงียบกลางดึก เปิดน้องชายอัปไซส์บึ้ม

(16 ส.ค.66) หลายคนเชื่อว่า ‘ลีลาสำคัญกว่าขนาด’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปฏิเสธยากว่าผู้ชายที่มีขนาดน้องชายใหญ่ยาวนั้นมีแต้มต่อมากกว่า 

หลายงานวิจัยพบว่า ความใหญ่ยาวของน้องชายส่งผลต่อความสุขบนเตียง ยิ่งน้องชายใหญ่ยาวมากเท่าไร ยิ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่คู่นอนได้มากขึ้นเท่านั้น ทว่าเรื่องของขนาดสำหรับคนไทยเราไม่นิยมเปิดเผย ส่วนหนึ่งอาจเป็นด้วยสาเหตุที่ค่าเฉลี่ยน้องชายของชายไทยเล็กกว่าหลายชาติในเอเชีย และตกอยู่ในอันดับท้ายตาราง (เทียบกับขนาดน้องชายผู้ชายโซนยุโรปและแอฟริกา)

แต่สำหรับนักแสดงหนุ่มมาดกวน ‘บีม - ศรัณยู ประชากริช’ เจ้าของฉายา ‘บีม พลังใบ’ เรื่องขนาดไม่จำเป็นต้องเขิน แถมเจ้าตัวยังปวารณาตัวเป็นกูรูชวนคุยเรื่องทางเพศและเรื่องบนเตียงให้ทุกคนได้เปิดโลก 18+ แบบเปิดเผย

ล่าสุด หนุ่มบีม ย่องไม่เงียบเข้ามาปรึกษาคุณหมอที่ศูนย์สุขภาพเพศชาย Men’s Health by Masterpiece Hospital ที่เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 - 24.00 น. และด้วยความที่คลินิกเปิดให้บริการนอกเวลาจนถึงเที่ยงคืน จึงสามารถมาได้ทุกวันทุกเวลา เช่น หลังเลิกงาน หรือเลือกมาช่วงดึกๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น หรือแม้กระทั่งผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบความพลุกพล่าน ทำให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการจริงๆ 

และในครั้งนี้เจ้าตัวถือโอกาสทำหัตถการเสริมขนาดน้องชายด้วย Filler เพราะมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ถือเป็นดาราชายคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่กล้ายืดอกบอกทุกคนว่าอัปขนาดน้องชาย แถมทำเสร็จยังคุยฟุ้งว่า ไม่เจ็บ สบาย แถมยังโล่ง สามารถเดินและทำกิจกรรมทุกอย่างได้ตามปกติ 

ส่วนกิจกรรมบนเตียง เจ้าตัวตอบ...ขอเวลากลับไปทำการบ้านกับภรรยาก่อน ค่อยกลับมาเฉลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top