Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

‘ทนายนกเขา’ ฟาดสื่อหลายสำนัก ปั่นข่าวเบี้ยผู้สูงอายุจนเละ  นำเสนอไม่ครบถ้วน ทั้งที่ประกาศใหม่ ทุกคนยังได้สิทธิคงเดิม

เมื่อไม่นานนี้ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ทนายนกเขา’ ทนายความที่รับว่าความคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบันเป็นกรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชนประจำสภาทนายความ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนหลายๆ สำนัก ที่ได้ทำข่าวประเด็นเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย ปี 66 ในลักษณะที่บิดเบือน และข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้สังคมเกิดความสับสน จนนำไปสู่การวิจารณ์รัฐบาลด้วยความเข้าใจผิด โดยระบุว่า…

“ในเรื่องเบี้ยยังชีพของคนชราที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ จริงๆ แล้ว น่าตบปากสื่อมวลชนหลายสำนัก นำเสนอข่าววันแรก ก็นำเสนอไม่ครบ นำเสนอวันที่ 2 ก็ปั่นกระแสจนวุ่นวายหมด ไม่ได้ดูเลยว่า การที่รัฐบาลออกประกาศใหม่มานั้น ทุกคนยังได้สิทธิ์คงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และผู้รับสิทธิ์รายใหม่ ที่อายุกำลังจะถึง 60 ปี ก็ยังได้สิทธิ์ดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อ คณะกรรมการผู้สูงอายุไปกำหนดระเบียบ ประกาศ กำหนกหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งก็อยู่ในประกาศข้อที่ 17-18 ที่มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีกระแสปั่นจนเกิดความเข้าใจผิด”

“พี่น้องประชาชนลองคิดดูว่า ถ้าการจ่ายเงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ไร้สาระ เช่น คนที่ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะได้ ให้ทำอย่างไร? เหมือนที่คุณอนุพงษ์ เผ่าจินดา เขาพูดว่า ถ้าหากเขา หรือ พล.อ.ประยุทธ์ได้เบี้ยคนชรา สังคมจะรู้สึกอย่างไร?

ส่วนคุณเศรษฐา คงจะไม่รู้สึกอะไร เพราะเขาคงแจกเงินคนรวยจากเงินดิจิทัลอยู่แล้ว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของพวกคุณธนาธร คุณพิธา เขาเดือดร้อนขนาดนั้นเลยหรือ? เดือดร้อนถึงขั้นต้องมาเอาเงินจากภาษีของพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันจ่ายเลยหรือ?”

“เพราะฉะนั้น ‘ความเท่าเทียม’ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องได้เบี้ยคนชรา เมื่อมีอายุครบเกณฑ์แล้ว แต่หมายความว่า เมื่ออายุเข้าสู่ผู้สูงวัยแล้วนั้นจะต้องมีการดูแลให้ใกล้เคียง หรือมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อ เหมือนกับผู้สูงอายที่มีรายได้ มีฐานทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้ว”

มันก็อาจจะก่อเกิดความคิดที่ว่า คนที่ยังต้องดูแล อาจจะได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นก็ได้ หากบริหารจัดการจากเม็ดเงินตรงนี้ดีๆ ก็จะได้ประโยชน์อย่างเป็นถาวร เป็นนิรันดร์ เศรษฐกิจต่างๆ มันก็อาจจะฟื้นตัวดีขึ้นได้ แต่เราเจอนักเมืองที่ไม่ประสีประสาเรื่องนโนยบายการเงิน การคลังของประเทศ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประสีประสามากน้อยแค่ไหน? คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประสีประสามากน้อยแค่ไหนกันเชียว? กับเรื่องงบประมาณการเงิน การคลังของประเทศในภาพรวมทั้งหมด พูดแต่วิธีจ่ายเงินออกไปทั้งนั้นเลย วิธีหายรายได้ให้ประเทศ พูดเป็นไหม? พูดได้ไหม?

บทสรุปคนจนหมั่นเพียร สร้างรายได้โกยกำไร กลายเป็นเศรษฐี สวนทางคนไหว้ผี บูชาปีศาจ จนอนาถ วิทยาศาสตร์ไม่ช่วยอะไร

(16 ส.ค.66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความเตือนสติถึงคนไทยที่ยังหลงติดกับวัฒนธรรมโง่ ๆ ผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat ระบุว่า...

ผมยกตัวอย่าง 3 ครอบครัว...

ครอบครัวแรก คือคุณทวดทางคุณพ่อ เสื่อผืนหมอนใบมาจากจีน ล่องแม่น้ำท่าจีนกับคนจีนยุคนั้นไปปักหลักที่ อ.บางปลาม้า ขยันทำมาหากิน (คุณปู่ผมลูกจีน 100% ตั้งใจเรียนจนสอบได้ทุนในหลวง ไปจบแพทย์ Harvard)

ครอบครัว 2 ไทยแท้ที่ปากพนัง เห็นการทำนามีแต่จะจนลง ๆ ก็มานั่งอ่านเกษตรทฤษฎีใหม่ในหลวง ค่อย ๆ เอาที่ดินเพียง 17 ไร่ มาทำเกษตรหลากชนิด ตอนนี้ไฮไลต์คือส้มโอทับทิมสยาม ฐานะดีจนส่งลูกเรียนเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว

ครอบครัว 3 เป็นไทยเชื้อสายอินเดีย มาไทยมือเปล่า แต่มุ่งหน้าเรียนรู้ทำด้านยา เภสัช เพราะมองว่าการรักษาโรคนั้นยังไงก็จำเป็น จนรุ่นลูกจบแพทย์ เปิดคลินิกใหญ่โตร่ำรวย หากรวมคนไทยเชื้อสายอินเดียอีกบ้าน คนนั้นไปขนาดเปิดโรงงานยาเอง ตอนนี้รายได้ปีละ 5-8,000 ล้านบาท

3-4 ครอบครัวนี้เป็นตัวอย่าง ไทยแท้ที่เคยยากจน

- คนไทยเชื้อสายจีนเสื่อผืนหมอนใบ
- คนไทยเชื้อสายอินเดียเดินเท้ามือเปล่ามาดินแดนสยาม
- แถมตอนนี้เริ่มมีเศรษฐีพม่าที่รวยจากในไทยมากขึ้น ๆ

ตัดกลับมาพวกแห่มานับถือภูติผีปีศาจ คนกลุ่มนี้ไม่ต่างอะไรกับพวกไปไหว้ขอนไม้ / ไปไหว้หมา 2 หัว

คือ เป็นคนอ่อนแอ...

แทนที่จะกล้าเปลี่ยนตัวเองให้ขยัน หมายถึงขยันทั้งกาย ขยันทั้งการหมั่นหาความรู้ให้เก่ง กลับอ่อนแอนับถือทุกอย่างที่ไร้แก่นสาร แต่ไม่นับถือตัวเอง

นอกจากปัญหาใหญ่เกิดจากการศึกษาที่ไม่ทำให้คนเชื่อในความรู้ และคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว วัฒนธรรมความเชื่อโง่ ๆ ที่ยังกระจายอยู่ในหลายส่วนของสังคมไทยยังเป็นตัวบ่อนทำลายความเจริญของประเทศเป็นอย่างมาก

ไม่ต่างจาก เอาพระมาเจิมรถ แต่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย / ขับกระบะซิ่งบนถนน โดยยังมีดอกไม้ไหว้แม่ย่านางแปะหน้ารถ / ไปสักยันต์กลางศีรษะให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่กลับเกียจคร้าน

ประเทศไม่เจริญเพราะคนเหล่านี้แหละครับ

‘เอ็กโก’ โชว์กำไร Q2/66 แตะ 2.6 พันล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘4S’ เสริมแกร่ง-ต่อยอดธุรกิจโตอย่างยั่งยืน

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 มีรายได้รวม 15,593 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 2,652 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพาจู อีเอส ในเกาหลีใต้ ตอกย้ำความมั่นใจการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าหยุนหลินในไต้หวัน มีความคืบหน้าและเป็นไปตามแผน พร้อมงัดกลยุทธ์ ‘4S’ สร้างรายได้ เสริมแกร่งธุรกิจ ต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2566 เอ็กโก กรุ๊ป ยังคงสามารถบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าและต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งความสามารถในการบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงาน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเอเพ็กซ์ ในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถก่อสร้างพร้อมกันได้ถึง 5 โครงการ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) ซึ่งมีจำนวนรวม 657 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าเอ็กโก โคเจนเนอเรชั่น (ส่วนขยาย) ที่มีความก้าวหน้ากว่า 78% และโครงการโรงไฟฟ้าหยุนหลิน ในไต้หวัน ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างได้ตามแผนงาน ในขณะที่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ดังเช่นโครงการทีพีเอ็น ก็มีความพร้อมที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 เอ็กโก กรุ๊ป มีรายได้รวมทั้งสิ้น 15,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 2,652 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่งใน สปป.ลาว ได้แก่ น้ำเทิน 1 น้ำเทิน 2 และไซยะบุรี มีปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำลดลงและมีการซ่อมบำรุง รวมทั้งโรงไฟฟ้าขนอมมีรายได้ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ลดลง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากรายได้ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพาจู อีเอส ในเกาหลีใต้ ในขณะที่มีกำไรสุทธิ 1,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 288% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ด้านความคืบหน้าทางธุรกิจจนถึงปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้น 115 เมกะวัตต์ จากโครงการพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างของเอเพ็กซ์ ในสหรัฐอเมริกา จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 2 โครงการ โครงการพลังงานลม 1 โครงการ และโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 2 โครงการ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง 2 ใน 3 ส่วน และจำหน่ายโครงการออกไป 1 ใน 3 ส่วน ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของเอ็กโก กรุ๊ป ในรูปแบบไฮบริด 

สำหรับความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน ในไต้หวัน มีกังหันลมที่ติดตั้งแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน จำนวนทั้งสิ้น 20 ชุด โดยมีกำลังผลิตรวม 144 เมกะวัตต์ และสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบสะสมแล้วมากกว่า 620 กิกะวัตต์ชั่วโมง ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้ามากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ประกอบกับโครงการอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานด้านพลังงานของภาครัฐไต้หวัน (Taiwanese Bureau of Energy) เพื่อขอเลื่อนกำหนดแล้วเสร็จของโครงการตามที่ระบุไว้ในสัญญาบริหารจัดการให้สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2567 ซึ่งการหารือมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ทั้งนี้ โครงการอยู่ระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนภายในปีนี้

“ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความท้าทายมากขึ้นในปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าต่อยอดธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ ‘4S’ เพื่อสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างรวดเร็วและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 

1) Strengthen financial performance เสริมความแข็งแกร่งในการแข่งขันด้านการเงิน 
2) Select high quality project ให้ความสำคัญกับการลงทุนในรูปแบบ M&A ทั้งโรงไฟฟ้า Conventional และ Renewable ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อรับรู้รายได้ทันที 
3) Speed up projects under construction เร่งรัดบริหารโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนงาน 
4) Streamline portfolio and improve operation บริหารพอร์ตโฟลิโอ โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน 36 แห่ง และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งกลยุทธ์ ‘4S’ สอดคล้องกับหนึ่งในพันธกิจหลักของบริษัทที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน” นายเทพรัตน์ กล่าวสรุป

‘เจ้าหลงสุนัขพันธุ์ไทย’ ถูกเพื่อนบ้านใช้ปืนแก๊ปยิง สาหัสปางตาย สุดท้ายรอดมาได้ ล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกผู้กระทำผิดแล้ว

เจ้าหลงสุนัขพันธุ์ไทยถูกทำร้าย หลังถูกเพื่อนบ้านลากปืนแก๊ปยิงอาการสาหัสปางตาย แต่รอดตายแล้วดูท่าสุนัขก็มีหัวใจน้ำตาจะไหล หากพูดได้คงพูดไปแล้วว่ารอดตายแล้ว เมื่อมีคนใจบุญจ่ายค่ารักษาผ่าตัด ล่าสุดตำรวจออกหมายเรียกเชิญตัวผู้กระทำผิดแล้ว

(16 ส.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา มีเหตุคนใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงสุนัข ของนางนวลศรี อายุ 59 ปี เหตุเกิดที่บ้านหลุบหวาย ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ตามที่เสนอข่าวไปนั้น 

ต่อมา เจ้าของได้นำสุนัขทำการรักษาผ่าตัดเอาลูกกระสุนออกแล้วที่โรงพยาบาลสัตว์ โดยอาการของเจ้าหลงนั้นปลอดภัยดีแต่ยังมีอาการอ่อนเพลีย หมอให้นำกลับไปดูแลต่อที่บ้าน โดยสีหน้าเจ้าหลงหลังจากหมอทำการผ่าตัดรักษาแล้วปรากฏว่า เหมือนมีรอยยิ้มดีใจหากพูดได้คงพูดไปแล้วว่า ขอบคุณ บางครั้งจะเห็นเหมือนเจ้าหลงน้ำตาจะไหลออกมา ส่วนคดีความเจ้าของสุนัขได้เข้าแจ้งความไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วที่ สภ.โนนสูง จ.อุดรธานี โดยตำรวจจะได้ออกหมายเรียกคนก่อเหตุมาสอบสวนต่อไป

น้องสาวเจ้าของสุนัข บอกว่า ตอนแรกก็ไม่มีเงินพาหมามารักษาแต่ก็ทนสงสารไม่ได้จึงให้เพื่อนบ้านพาหมามาหาหมอก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าจะหาทางหาเงินมาจากไหนเป็นค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันพอเจ้าหลงมารักษาที่รพ.สัตว์ปรากฏว่า มีผู้ใจบุญที่นำสุนัขมาหาคุณหมอเจอพอดี จึงมอบเงินช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เป็นจำวนเงิน 1,840 บาท ขอบคุณผู้ใจบุญที่ช่วยน้องในครั้งนี้

นางณัฐิกา อายุ 43 ปี บอกว่า วันนี้ตนเองเอาสุนัขที่เลี้ยงไว้ที่บ้านมาอาบน้ำและตัดผม พอดีมาเจอเจ้าหลงเลยสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าของบอกว่า น้องโดนยิงมาและไม่มีเงินค่ารักษา ตนเองที่เป็นคนรักสุนัขอยู่แล้วเห็นแล้วก็สงสาร จึงช่วยเหลือจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ถือว่าช่วยๆ กันไปเท่าแรงที่เรามี สุนัข เขาก็มีหัวใจ โดนยิงคงเจ็บน่าดู หนูดูสีหน้าเขาแล้วคงจะดีใจที่มีคนมาช่วย ดีใจที่ได้ช่วยเจ้าหลงค่ะ นางณัฐิการ กล่าวไปน้ำตาก็จะไหลออกมาเพราะสงสารสุนัขโดนยิงปางตาย

จากนั้น ตำรวจจะออกหมายเรียก เชิญตัวนายนภา ผู้กระทำผิดใช้ปืนแก๊ปยิงเจ้าหลงเข้าพบตำรวจในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นี้ เวลา 09.00 น.

ทางด้านนางกันตนา อายุ 30 ปี ภรรยาผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ในฐานะภรรยาผู้ก่อเหตุขณะนี้ก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและพูดคุยกันกับสามีแล้ว และสามีไม่ได้หนีไปไหนแต่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด สำหรับค่าเสียหายนั้นตนก็ยินยอมจะชดใช้ให้ ส่วนปืนที่ก่อเหตุนั้นตนก็ไม่รู้ว่าสามีเอาไปด้วยหรือเปล่า ยืนยันว่าสามีไม่ได้หนีไปไหน แต่เมื่อตำรวจนำหมายเรียกมาแล้วสามีก็จะเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายตามเวลาแน่นอน ในฐานะภรรยาผู้ก่อเหตุตนก็ขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนตัวตนก็เลี้ยงหมาและรักหมาเหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของสามี ซึ่งยอมรับว่าสามีเป็นคนใจร้อน

ด้านเจ้าของหมา บอกว่า ฉันว่าผู้ก่อเหตุทำเกินกว่าเหตุ เดินถือปืนไปยิงถึงในบ้าน และยังขู่บอกว่า แม่ใหญ่หนูข้อยบ่เอาไว้นะ บักหลง จะฆ่ามันทิ้ง เราก็ตกใจอยากให้กฎหมายดำเนินการกับบุคคลที่ก่อเหตุครั้งให้ถึงที่สุด ส่วนค่าเสียหายก็ให้ชดใช้ตามจริง ตอนนี้ตนยังเกรงกลัวคำขู่ของหลานอยู่เพราะก่อนไปเคยขู่ทำร้ายญาติอีกคนไว้ จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แถมยังมาขู่เราว่า ให้ระวังไว้ เราก็กลัวเพราะเขามีปืน เราไม่อยากยอมเพราะกลัวเขามาก่อเหตุอีก

‘ดีเจบุ๊คโกะ’ แปลงโฉมแต่งเป็นสายฝอ ผมยาวถึงกลางหลัง โซเชียลถล่มหัวใจให้รัวๆ บอกเลยรูปนี้!! สวยเต็ม 10 ไม่หัก

(16 ส.ค.66) นับว่าเป็นดีเจที่โด่งดังมีแฟนคลับอยู่มากมายสำหรับ ‘ดีเจบุ๊คโกะ’ ที่มีฉายาว่าเป็นเจ้าหญิงของวงการวิทยุ ที่ตอนนี้นอกจากจะเป็นดีเจแล้วเจ้าตัวยังรับบทเป็นพิธีกรมืออาชีพ และยังเป็น Youtuber อีกด้วย 

สำหรับ ‘ดีเจบุ๊คโกะ’ เราจะเห็นว่าเจ้าตัวนั้นสวยขึ้นทุกวันเลย ล่าสุดเจ้าตัวได้ลงภาพใน Instagram ส่วนตัวแต่งตัวเป็นผู้หญิงสายฝอผมยาวตรง รูปนี้บอกเลยว่าสวยเต็ม 10 ไม่หัก แฟนคลับต่างเข้ามากดหัวใจแล้วก็ Comment กันรัว ๆ บอกว่าแม่สวยมากสวยเต็ม 10 สวยจริงสุด ๆ

ต่างชาติสัมผัส 'รถไฟจีน-ลาว' พาเข้างานแสดงสินค้าในคุนหมิง เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมจีน-ลาว และโลกไว้ด้วยกัน

(ซินหัว) (15 ส.ค. 66) ที่คุนหมิง นายมูฮัมหมัด ฟาซเซิล แรบบี ชาวบังกลาเทศที่เดินทางจากลาวเข้าสู่จีนเมื่อไม่นานนี้ และเตรียมเดินทางสู่นครคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เพื่อร่วมงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 7 และงานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกคุนหมิงแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 27 เปิดเผยว่าทางรถไฟจีน-ลาว เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนและลาว รวมถึงจีนและโลก

ทางรถไฟจีน-ลาว ได้เปิดบริการขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. เป็นต้นมา ซึ่งเกื้อหนุนการเดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวสู่นครคุนหมิงของอวิ๋นหนาน เมืองเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 7 และงานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกคุนหมิงแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 16-20 ส.ค. นี้

ข้อมูลจากสถานีผ่านแดนตำบลโม๋ฮันบนพรมแดนจีน-ลาว ระบุว่าสถานีฯ ได้ตรวจสอบรับรองรถไฟจีน-ลาว ที่ขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนทั้งหมด 246 เที่ยว รวมถึงผู้โดยสารขาเข้า-ขาออกจาก 53 ประเทศและภูมิภาค จำนวน 52,888 คน เมื่อนับถึงวันที่ 15 ส.ค.

สำหรับผู้โดยสารที่สื่อสารต่างภาษาสามารถใช้บริการเครื่องแปลภาษาอัจฉริยะที่สถานีฯ ซึ่งสามารถแปลภาษาต่างๆ แบบเรียลไทม์มากกว่า 70 ภาษา รวมถึงรองรับภาษาต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยในจีน แปลสลับระหว่างภาษาถิ่นกับภาษาจีนกลาง ภายใต้การผสานเทคโนโลยีวิเคราะห์ความหมายเชิงอัจฉริยะ โดยเครื่องแปลภาษานี้อำนวยความสะดวกแก่การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้โดยสารอย่างมาก

‘เศรษฐา’ โต้ ‘ชูวิทย์’ บิดเบือนปมซื้อที่ดิน เล็งฟ้องถึงที่สุด ย้ำ!! ‘แสนสิริ’ ยึดมั่นในธรรมาภิบาลจนนำพาบริษัทเติบโต

‘เศรษฐา’ โพสต์เฟซบุ๊กโต้ ‘ชูวิทย์’ ยันซื้อที่ดินตามราคาตลาดปกติ ยกผลงาน ‘แสนสิริ’ เติบโตมีทรัพย์สิน 130,000 ล้าน กำไรปีที่ผ่านมา 4,000 ล้าน การันตีบริหารมีธรรมาภิบาล ยืนยันพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การบิดเบือนปลุกปั่นโดยมีเป้าหมายบางประการ ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายจนถึงที่สุด

(16 ส.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin’ ว่า…

“ตามที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลง สุขุมวิท 55 ที่ปัจจุบันคือโครงการ คุณ บาย ยู (KHUN by YOO) และทางบริษัทแสนสิริได้ออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริงแล้วนั้น

ผม นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทฯ ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ จากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทแสนสิริได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล”

“การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ในขณะที่ผมเป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

การกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมีเป้าหมายบางประการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” นายเศรษฐาระบุ

‘ตูน Three Man Down’ เกิดอุบัติเหตุ โดนรถชนท้าย พ่อค้าขายลอตเตอรี่ไม่รอช้า!! รีบปั่นมาชาร์จอย่างไว

(16 ส.ค. 66) ลุ้นกันเย็นนี้ อาจเป็นทุกขลาภ สำหรับนักดนตรีหนุ่ม ‘ตูน’ มือกีตาร์วงดัง Three Man Down (ทรีแมนดาวน์) ที่ออกมาเล่าเรื่องราวอุบัติเหตุที่เจอแต่มีติดตลกตอนท้าย ทำแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์รัว ๆ หวังได้โชคตามไปด้วย

โดย ‘ตูน’ ลงภาพรถยนต์ตัวเองที่เกิดอุบัติเหตุโดนรถคันอื่นชนท้าย พร้อมแคปชันติดขำ “รถผมโดนเสยตูดปุ้ป พี่แกรีบปั่นมาแต่ไกลเลย555” ซึ่งในภาพเป็นพ่อค้าขายลอตเตอรี่ที่ปั่นมาขายทันทีนั่นเอง

ทำเอาเอฟซีแสดงความคิดเห็นกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น นักขายแบบร้อยเปอร์เซนต์, ก็จังหวะนี้เลขทะเบียนต้องเข้าแล้วไหม55555, พลิกวิกฤตเป็นโอกาส, เคลมไวยิ่งกว่าประกัน5555555, รู้งานสุด ๆ, ขอตามเลข 212, การตลาดแบบเชิงรุก , ไวกว่าประกัน ฯลฯ

17 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ  ร่วมรำลึกถึงพะยูนน้อย ‘มาเรียม’ 

17 สิงหาคม ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ ย้อนเรื่องราวของ ‘น้องมาเรียม’ พะยูนน้อยขวัญใจแห่งท้องทะเล ได้เสียชีวิตลงในปี 2552 โดยมีสาเหตุมาจาก ‘การติดเชื้อจากขยะพลาสติกที่อุดตันในทางเดินอาหาร’

17 สิงหาคม ของทุกปีเป็น ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ และเป็นวันที่เราต้องสูญเสีย ‘น้องมาเรียม’ พะยูนน้อยขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ จากการอุดตันของลำไส้เล็กจาก ‘ขยะพลาสติก’ การจากไปของเจ้าพะยูนน้อยในครั้งนั้น ได้ให้บทเรียนสำคัญให้กับเราเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และมีแผนในการอนุรักษ์คุ้มครองพะยูนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

‘น้องมาเรียม’ เป็นลูกพะยูนน้อย เพศเมีย ที่พลัดหลงกับแม่และเข้ามาเกยตื้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562 บริเวณอ่าวทึง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ อายุประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี น้องมาเรียมผอมกว่าพะยูนในวัยเดียวกันเพราะขาดอาหาร และนมแม่ แต่สภาพร่างกายสมบูรณ์ ไม่พบบาดแผล ว่ายน้ำได้ปกติ น้องมาเรียมมักจะดูดครีบข้างเวลาหิวนม และยังมีรอยแผลเป็นสีชมพูที่บริเวณแก้มข้างซ้าย ที่ได้มาจากการเกยตื้นเป็นประจำ

เจ้าหน้าที่ช่วยกันดูแลน้องมาเรียมอย่างดี เพื่อดูแลลูกพะยูนน้อย ‘มาเรียม’ ให้มีชีวิตรอดตามธรรมชาติอย่างดีที่สุด แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อช่วงบ่ายที่เจ้าหน้าที่เวรบ่ายพามาเรียมออกกินหญ้าทะเลตามปกติ และมาเรียมผละออกไปกินหญ้าทะเลด้วยตัวเอง มาเรียมเจอพะยูนโตเต็มวัยไล่คุกคาม จนหนีเตลิด จากนั้นมาเรียมก็มีภาวะเครียดจัด ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562 มาเรียมผอมลงอย่างเห็นได้ชัดในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน มาเรียมไม่ยอมกินอะไร จนมีอาการอ่อนเพลีย ไม่ร่าเริง ไม่ค่อยว่ายน้ำ อัตราการเต้นของหัวใจก็ช้ากว่าในช่วงร่างกายปกติ มาเรียมอาการเริ่มดีขึ้น จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562 มาเรียมเริ่มไม่ว่ายน้ำ ดำน้ำนานขึ้น ปล่อยตัวไปตามกระแสคลื่น และมีอาการซึม เจ้าหน้าที่เลยตัดสินใจย้ายมาเรียมมายังบ่อชั่วคราว

แต่สุดท้ายเจ้ามาเรียมก็สู้ต่อไปไม่ไหว และจากไปในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 0.09 น. จากการชันสูตรพบเศษพลาสติก 8 ชิ้น อุดตันลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย เกิดการสะสมของแก๊สในทางเดินอาหาร  ทำให้ลำไส้บวมมาก ปวดท้อง มีผิวหนังตายที่ลำไส้ด้านใน ร่างกายขาดน้ำ ปอดเป็นหนอง ติดเชื้อในกระแสเลือด มีรอยช้ำจากการเกยตื้น ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจนช็อกและเสียชีวิตในที่สุด

การจากไปของเจ้าพะยูนน้อยได้ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้มีการจัดทำแผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เน้นเป้าหมายเพิ่มประชากรพะยูน การดูแลพื้นที่อาศัยของพะยูน และกำหนดให้วันที่ 17 สิงหาคม ของทุกปีเป็น ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 

อนึ่ง ‘พะยูน’ ได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส (CITES) พะยูนได้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ลำดับที่ 86 ของบัญชีไซเตส ซึ่งเป็นสัตว์ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้น เพื่อการศึกษาวิจัย และเพาะพันธุ์เท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยแหล่งที่พบพะยูนมากที่สุดคือ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง ซึ่งถือได้ว่าเป็นบ้านหลังใหญ่ของพะยูนในประเทศไทย

ตร. จับมือ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมาย” (Special Law Lab//YLPE : Young Lawyers-Police Engagement) สานต่อ สร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ ร่วมกันแลกเปลี่ยน เรียนรู้งานตำรวจตั้งแต่ต้นทาง สร้างแนวร่วมป้องกันภัยทางออนไลน์และการสืบสวนยุคใหม่

วันนี้ (16 ส.ค.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. พร้อมด้วย รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ณภัทร สรอัฑฒ์ รองคณบดีฯ (ฝ่ายบริหาร) และนิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 24 คน เข้าร่วมพิธี เปิดโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมาย” (Special Law Lab//YLPE : Young Lawyers-Police Engagement) ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยโครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law Lab) ที่จัดขึ้นในห้วงวันที่ 16 – 25 ส.ค.66 นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดโครงการฯ ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงในพื้นที่จริง ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม การตรวจค้น การจับกุม การสอบสวนปากคำ ฯลฯ ได้รับทราบ เรียนรู้ ทำความเข้าใจข้อกฎหมายนำไปสู่การปฏิบัติ โดยลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจสืบสวน สอบสวน ป้องกันปราบปราม จราจร พื้นที่ สน.ห้วยขวาง ลุมพินี พญาไท พระโขนง และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตลอดจนศึกษา ดูงาน ศูนย์ควบคุม สั่งการฯ CCOC กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานนิติเวชวิทยา , สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.), ยุทธวิธีและการยิงปืนขั้นพื้นฐาน การรับแจ้งเหตุและการควบคุม สั่งการ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวเปิดพิธีฯ และบรรยายพิเศษ โดยกล่าวว่า แต่เดิม โครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law LAB) ที่ได้รับความร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง นิสิตที่เข้าร่วมโครงการให้ความสนใจเรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี จึงได้มีการขยายผล สานต่อความร่วมมือกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงถือเป็นอีกหนึ่งผลสำเร็จ ในความร่วมมือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภาคภูมิใจ และจะได้ขยายผลต่อยอดไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ในจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ (ห้วงเดือน ส.ค.- ก.ย.) และจังหวัดต่างๆ ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top