Thursday, 30 July 2026
TheStatesTimes

28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวิชราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ภายหลังทรงมีพระราชดำรัสตอบรับคำกราบบังคมทูลเชิญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.  2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ

ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะนั้นทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา นับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

>>การศึกษา
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร

หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาได้เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

>>ทรงผนวช
วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร วัดราชบพิธ เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ถวายพระสมณนามว่า วชิราลงฺกรโณ ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครบ 15 วัน ทรงลาผนวช

>>พระราชกรณียกิจ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์มาโดยตลอด เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งในการพระราชพิธีสำคัญ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรไทย และพระราชพิธีทางศาสนาต่าง ๆ

นอกจากนี้ได้เสด็จติดตามสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินไปแปรพระราชฐานประทับแรมตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยทรงติดตามความก้าวหน้าด้านการชลประทาน การสร้างเขื่อนต่าง ๆ และพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานแก้ปัญหาตามที่ชาวบ้านกราบทูล ส่งให้ราษฎรมีน้ำใช้ในการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข 
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักว่าสุขภาพพลานามัยอันดีของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคล จึงทรงสนพระราชหฤทัยในการประกอบพระราชกรณียกิจ เช่น เมื่อรัฐบาลได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ พระองค์ก็ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลทุกแห่งและทรงเยี่ยมโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย

ด้านการศึกษา 
ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสนับสนุนให้กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดาร 6 แห่ง ทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ และในด้านการอุดมศึกษา พระองค์ได้ทรงพระกรุณาเสด็จฯ แทนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ทรงจัดตั้งโครงการทุนการศึกษาพระราชทานด้วยทรงมีพระราชปณิธานในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย และในปี 2553 มีพระราชดำริให้จัดตั้งมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารขึ้น โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมานักเรียนทุนพระราชทานทุกรุ่นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีอัตราสูงกว่าร้อยละ 97 โดยผู้ได้รับทุนพระราชทานไม่มีภาระผูกพันที่ต้องใช้ทุนคืน และเมื่อจบการศึกษา ทรงเปิดโอกาสให้สมัครเข้าถวายงานเป็นข้าราชบริพารในพระองค์ได้ตามความสมัครใจ

ด้านสังคมสงเคราะห์ 
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรทรงพระกรุณาห่วงใยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาส ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น ชุมชนแออัดพระโขนง เขตคลองเตย เขตยานนาวา พระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนโครงการของชุมชน เช่น โครงการพัฒนาเด็กเล็กที่ขาดแคลน โครงการปราบปรามยาเสพติด

ด้านการต่างประเทศ 
ทรงเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยือนมิตรประเทศทั่วทุกทวีป เช่น ประเทศอิตาลี สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เนปาล สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สาธารณรัฐเปรู ออสเตรเลีย สิงคโปร์ นอกจากจะมุ่งเจริญสัมพันธไมตรีแล้ว ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการทอดพระเนตรและศึกษากิจการต่างๆ ที่จะทรงนำประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาประเทศไทย เช่น เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชมกิจการทหาร ศิลปวัฒนธรรม อุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของประชาชน

ด้านเกษตรกรรม 
ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมกิจการด้านเกษตรกรรม เช่น เสด็จฯ แทนพระองค์ในการพระราชพิธีพืชมงคล

ด้านพระศาสนา 
ทรงเสด็จฯ แทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาเป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล รวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานถ้วยรางวัล การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านระดับประเทศ

ด้านการกีฬา 
ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทั้งในผู้แทนพระองค์และในส่วนของพระองค์เอง เช่น พระราชทานไฟพระฤกษ์กีฬาเยาวชนแห่งชาติ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักกีฬาไทยเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม

ด้านการทหาร 
ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการด้านการทหารมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นอกจากทรงรับการศึกษาด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงพระวิริยะอุตสาหะเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านวิทยาการการบิน ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอดตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.2518 และทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พล.อ. พล.ร.อ. พล.อ.อ. โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จ.ตราด อีกทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีการด้านทหาร อาทิ งานวันราชวัลลภ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยความวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เองล้วนเป็นไปเพื่อประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคงและเพื่อประชาชนชาวไทยได้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

'แจ็คสันหวัง' พาครอบครัวดินเนอร์มื้อพิเศษที่ 'สมบูรณ์โภชนา' สุดแฮปปี้เมนูยอดฮิต 'ปูผัดผงกะหรี่ – กุ้งผัดพริกเกลือ'

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 'แจ็คสัน หวัง' ซุปตาร์ระดับโลก ที่ล่าสุดเจ้าตัวมาเยือนไทยอีกครั้ง เพื่อมาร่วมงานและสร้างความประทับใจให้กับแฟนคลับชาวไทย ได้ตะลุยกินอาหารยามค่ำ พร้อมกับครอบครัวมาด้วย

โดยช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. แจ็คสัน ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปทานอาหารรอบดึก โดยได้เลือกร้านสมบูรณ์โภชนา สาขาสุรวงศ์ เป็นอาหารมื้อค่ำและมื้อพิเศษสำหรับครอบครัว 

สำหรับเมนูที่แจ็คสันหวังและครอบครัวสั่งมาทานนั้น เป็นเมนูยอดฮิตและจัดเต็มทุกเมนู อาทิ ปูผัดผงกะหรี่, กุ้งอบวุ้นเส้น, กุ้งผัดพริกเกลือ, ไก่ผัดเม็ดมะม่วง, หอยจ๊อ, ข้าวผัดปู ตบท้ายด้วยของหวานแบบไทยๆ ข้าวเหนียวมะม่วง โดยเมนูที่สั่งมานั้น ถือเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อของทางร้านสมบูรณ์โภชนาและเป็นเมนูที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่ง 

แน่นอนว่า การเดินทางมาเยือนร้านสมบูรณ์โภชนาของ แจ็คสัน และครอบครัวในครั้งนี้ ก็ทำให้บรรดาเชฟในร้านต่างรู้สึกประทับใจที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสแสดงฝีมือให้นักร้องดังระดับโลกได้เพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศในเมืองไทย ที่เจ้าตัวก็ดูเอ็นจอยอีตติ้งแบบสุด ๆ

‘อดีตติ่งส้ม’ ฟาดแรง!! หลังตาสว่างที่เลือกพรรคผิด ถาม ‘พิธา’ ปมแก้ ม.112 ยังมีความเป็นคนอยู่หรือไม่?

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่ง ชื่อ ‘user9614268366121’ ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอฝากข้อความถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยในคลิประบุว่า…

“14 ล้านเสียงจริงๆ เหรอ? 14 ล้านเสียงจริงๆ เหรอคะ? คุณรู้ไหมคะ ว่าคุณกําลังทําให้คนที่เขาเลือกคุณมา เกลียดคุณมากขึ้นแค่ไหน ไม่ใช่เพราะใครเลยค่ะ เพราะคุณเอง เขาเสียความรู้สึกกับคุณมาก ๆ นะ เพราะเขาเลือกคุณมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่เขาคิดว่าลุงตู่ทําไม่ได้ แล้วคุณบอกคุณทําได้ แต่คุณไม่เริ่มที่จะลงมือทําเลยด้วยซ้ำ พวกคุณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สส.ในพรรคคุณ ไม่เริ่มที่จะแก้ไขปัญหาเลยด้วยซ้ำ คุณสร้างความเกลียดชังให้กับคนที่เขาเคยรักคุณ คุณรู้ไหมคะว่าคุณเป็นคนทํา ไม่ใช่ใครเลยค่ะ คิดสักนิดค่ะคุณพิธา คุณเป็นคนที่มีความสามารถ คุณทําอะไรเพื่อประเทศชาตินี้ได้อีกมากเลย แล้วคุณก็รู้ว่าสิ่งที่คุณทํา และพวกของคุณกําลังโกหกอะไรอยู่ ไม่มีหลักฐานอะไรที่บ่งบอกว่าสิ่งที่พวกคุณพูดมันเป็นเรื่องจริงสักอย่าง แต่พวกเรามีหลักฐานที่จะหักล้างได้ว่าพวกคุณพูดเท็จ และคนที่เขาเปลี่ยนทัศนคติจากการที่เคยไปร่วมชุมนุมกับคุณ และชอบคุณ ทําไมถึงหันมารักสถาบันฯ เพราะเราเห็น เรารู้ ไม่ใช่แค่ดิฉันที่เห็นและสํานึก ดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันที่เคยเชื่อ เคยสนับสนุนเสื้อแดง นปช.มาก่อน แต่ก็รักสถาบันฯ มากขึ้น และมากขึ้นทุกวัน เพราะเราเห็น เรารู้ เรามีความสํานึก เรามีความเป็นมนุษย์ค่ะ”

“คุณรู้ไหมคะ ว่าคนที่เขาเกลียดคุณจริงๆ เขาไม่ได้แช่งแค่คุณนะ เขาแช่งไปถึงลูกคุณ ถึงครอบครัวของคุณด้วย แล้วลูกหลานของคุณในอนาคตจะต้องอยู่บนแผ่นดินไทยนี้อีกนานเลยค่ะ ลูกคุณน่ารักนะคุณพิธา น่ารักมาก คุณทําเพื่อใครอยู่ ในอนาคตคุณไม่ได้อยู่กับเขาตลอดชีวิตนะคะ คุณจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของคุณจะเจออะไรในอนาคตบ้าง หลานของคุณในอนาคตจะเจออะไรบ้าง คุณรู้ไหมคะ ว่าเวรกรรมที่คุณทําอยู่ มันเป็นกรรมพันธุ์ ที่มันจะติดตัวลูกของคุณและหลานของคุณไปอีกนานเลยค่ะ คิดดีๆ ค่ะคุณพิธา คิดดีๆ คุณก็รู้ ว่าความดีต้องชนะความเลวอยู่แล้ว คุณคิดว่าสิ่งที่คุณกําลังทํามันเป็นความดีแล้วเหรอคะ? ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องมาเจออะไรแบบนี้ เหตุผลที่เราหาได้คือ พวกคุณอิจฉา พวกคุณต้องการที่จะยึดอํานาจ เพราะอยากจะได้อํานาจนั้น พวกคุณทําเพื่อใครก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้คือมันไม่มีอะไรที่พวกคุณพูดมาเป็นความจริงเลย และไม่ใช่แค่พวกเรา คนเกือบทั้งโลกค่ะ แน่นอนมันย่อมเปอร์เซ็นต์มากกว่าคนที่ไม่ชอบ เราอยู่ในโลกที่มันอยู่บนความเป็นจริงคุณพิธา ถ้าคุณกําลังเชื่ออะไรที่มันผิดๆ อยู่”

“คุณเป็นคนที่มีความสามารถ คุณน่าจะหาความรู้ได้ไม่ยาก และพวกเราที่เป็นคนไทย เป็นลูกของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมที่จะให้โอกาสคุณนะ ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่ทำตัวแย่มาขนาดไหน หากกลับใจ กลับใจจริงๆ ด้วยความจริงใจ เราพร้อมเสมอ คนไทยพร้อมเสมอที่จะให้โอกาส เพราะนอกจากพวกเราคนไทยด้วยกันแล้ว ไม่มีใครที่จะช่วยเราได้หรอกค่ะคุณพิธา ไม่มีใครที่จะช่วยเราได้เหมือนคนไทยช่วยกันเอง แล้วตอนที่เราช่วยเหลือกัน เราไม่เคยที่จะแบ่งแยกสีด้วยซ้ำ คิดดีๆ ค่ะ คุณโชคดีมากขนาดไหนที่คุณเกิดบนผืนแผ่นดินไทย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ทุกพระองค์แบบนี้ โชคดีมากๆ จริงๆ ค่ะ คิดดีๆ ถ้าคุณยังมีความเป็นคนอยู่นะคะคุณพิธา ถ้าคุณยังมีความเป็นคนอยู่ คิดดีๆ ให้นึกถึงลูกคุณ นึกถึงครอบครัวคุณ ฝากไว้แค่นี้ค่ะ”

‘อี้ แทนคุณ’ ร้อง ‘ปธ.สภาฯ’ สอบจริยธรรม ‘พิธา’ ปมให้เด็ก 10 ขวบขึ้นเวทีการเมือง-สร้างความเกลียดชัง

(25 ก.ค. 66) ที่รัฐสภา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต สส.กทม.และรักษาการประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างประเทศ เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ คณะทำงานประธานสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มีการปล่อยปละละเลยและสนับสนับให้เด็กอายุ 10 ปี ขึ้นเวทีการเมืองและกล่าวคำพูดลักษณะสร้างความเกลียดชัง และกรณีของ นายสิริน สงวนสิน สส.กทม.พรรคก้าวไกล ทำร้ายสตรี

โดย นายแทนคุณ กล่าวว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พรรคก้าวไกลได้จัดงานงานเพื่อขอบคุณประชาชน และฟังเสียงทุกคนก่อนโหวตนายก โดยมีประชาชนร่วมรับฟังจำนวนมาก ณ ลานหน้าห้างเซนทรัลเวิร์ล โดยมีการนำเด็ก 10 ปี 2 คน ขึ้นเวที และนายพิธาได้กล่าวคำพูดในลักษณะยุยงให้เกิดความเกลียดชัง เช่น ตอนหนึ่งระบุว่า อยากให้พิธาเป็นนายกฯ หากว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อยากให้ว่าชื่อพิธา อยากให้จัดการกับระบบปรสิต ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับพรรคก้าวไกลและขบวนการปลุกปั่นทางสังคมได้สื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสนับสนุนให้เด็กนำเสนอแนวคิดทางการเมืองเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองต่อเด็ก เนื่องจากเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นขอเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรมอย่างร้ายแรงของนายสิริน ที่มีข่าวทำร้ายร่างกายแฟนสาว ทั้งต่อยที่ใบหน้า และดึงศีรษะให้ลงจากรถจนสตรีผู้นั้นได้รับบาดเจ็บตามที่เป็นข่าวไปแล้ว ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดกับจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ภาพลักษณ์ของสมาชิกผู้แทนราษฎรเสื่อมเสีย จึงไม่อยากให้ประธานสภาปล่อยปะละเลยผู้กระทำการละเมิดทั้ง 2 กรณีที่เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก เยาวชน และคนทั่วไป จึงอยากให้ประธานสภาตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม หรือประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 หรือขัดกับกฎหมายระเบียบข้อบังคับอื่นใดหรือไม่ เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ไอซ์ รักชนก’ แท็กเฟซถาม ‘วัน อยู่บำรุง’ หลังถูกคนสนิทโพสต์เหน็บเรื่องท่านั่งในสภาฯ

บางบอนเดือด! 'ไอซ์ รักชนก' แท็กเฟซบุ๊กเรียก 'วัน อยู่บำรุง' ถามตรงๆ ลูกน้องพี่เป็นอะไรกับหนูมากไหม? โพสต์เหน็บเรื่องท่านั่งในสภาฯ ลั่น! นั่งนานก็เมื่อยบ้าง เรื่องแค่นี้ต้องเอามาโจมตีกัน ทีตน เวลาพี่ทำอะไรดีๆ ยังช่วยแชร์เลย ว่าแต่ว่าภาพนี้พี่ได้มาจากไหน จากมุมภาพเหมือนถ่ายมาจากฝั่งที่นั่ง สส.พลังประชารัฐ สนิทกันหรอ?

(25 ก.ค. 66) น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ รักชนก สส.กทม. เขตบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ระบุว่า ลูกน้องพี่วัน Wan ubumrung ทำไมชอบมีปัญหากับไอซ์จัง ทั้ง ๆ ที่เวลาพี่วันทำอะไรดี ๆ ไอซ์ช่วยแชร์ให้ตลอด นี่หลายทีละนะ ตั้งแต่เสี่ยปอดีเคตอนยังเป็นผู้สมัคร ก็เอารูปมาโจมตี มาเมนต์ด่า

ในรูปนี่กำลังหาอ่านไฟล์ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอยู่ แล้วเท่า ๆ ที่อ่านดู เค้าก็ไม่ได้บอกนะว่าท่านี้ห้ามนั่งท่านี้นะ พี่วันเคยอยู่ในสภา ช่วยบอกลูกน้องหน่อยค่ะว่า นั่งนานๆ มันก็ต้องมีเมื่อยกันบ้าง

ไอซ์ทำงานทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ได้ตำแหน่ง ยังไม่ได้หยุดเลย นี่คือการให้เกียรติพ่อแม่พี่น้องประชาชนในแบบของไอซ์

สภาฯ มีเกียรติได้ไม่ใช่คนที่อยู่ แต่เพราะมันเป็นที่ซึ่งเอาไว้บำบัดทุกข์ของคนทั้งประเทศ แก้ไขปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชน แล้วไอซ์ก็คิดว่าเป็นคนนึงที่ทำงานคุ้มภาษีทุกบาทแน่นอน ทำไมไม่เห็นเคยพูดถึงบ้าง ปวดหลังนิดเดียวเลยเปลี่ยนท่านั่ง เล่นใหญ่เลยน้า

ปล. ผังการนั่งประชุมสภาฯ ในวันนั้น ถ้าดูจริง ๆ มุมกล้องนี้คือที่นั่ง สส.ของพลังประชารัฐ ไม่ทราบว่าไปเอารูปนี้มาจากไหนคะ สนิทกันหรอ

“สมาคมสภาคนพิการฯ จัดสมัชชาคนพิการ เน้นขับเคลื่อนสิทธิด้วยพลังความรู้”

เมื่อวันที่ 22-24 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย​“
สมัชชาคนพิการแห่งชาติและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565” ณ โรงแรม เอ็ม บูทีค รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้เข้าร่วมงาน อาทิ นางสาวภาณี จันทร์ตัน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย ,นายศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย , นางณฐอร อินทร์ดีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ , นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ เลขาธิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและอุปนายกสภาคนพิการ ร่วมด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และอุปนายกสภาคนพิการฯ คนที่ 1 , นายวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย และอุปนายกสภาคนพิการฯ คนที่ 2  , นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และอุปนายกสภาคนพิการฯ คนที่ 3 , นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และอุปนายกสภาคนพิการฯ คนที่ 4  และผู้แทนสภาคนพิการจังหวัดทุกจังหวัด

ทั้งนี้ สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้จัดงานสมัชชาคนพิการฯ เป็นองค์การขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ ซึ่งได้มีการรับรองฐานะไว้ใน มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 รวมทั้งเป็นองค์กรร่ม (Umbrella Organization) ขององค์การคนพิการแต่ละประเภทระดับชาติซึ่งเป็นสมาชิกสามัญถาวร 6 องค์กร ได้แก่ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ประกอบกับมีสมาชิกสามัญทั่วไป คือ สภาคนพิการทุกประเภทประจำจังหวัดใน 77 จังหวัด รวมทั้งมีสมาชิกวิสามัญ ได้แก่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกทั้งยังทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ เช่น ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) เป็นต้น

ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ เน้นเรื่องของ "การผลักดันสิทธิคนพิการไปสู่นโยบายรัฐบาลด้วยพลังความรู้" โดยมีวัตถุประสงค์ ได้แก่
1. เพื่อเป็นเวทีสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สถานการณ์และอุปสรรคการดำเนินงานของสมาชิก ทั้งองค์การคนพิการแต่ละประเภท สภาคนพิการทุกประเภทประจำจังหวัด และภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนและติดตาม กฎหมาย นโยบาย ไปสู่การปฏิบัติ
2. เพื่อรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมาแก่สมาชิก และสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการเสนอแนะความเห็นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสมาคมฯ ผ่านการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
ภายในงาน ผู้ร่วมประชุมให้ความสนใจ พร้อมร่วมซักถาม ถกปัญหา รวมถึงแนะแนวทางต่างๆ โดยมีผู้นำของคนพิการ ครบทุกประเภทความพิการ จากทั้ง 77 จังหวัดเดินทางมาเข้าร่วม โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนกว่า 500 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภท 6 สมาคม ผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภทประจำจังหวัด 77 จังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีนิทรรศการแสดงสินค้าของคนพิการทุกๆ ประเภท ในบริเวณการจัดงานอีกด้วยอีกด้วย 

ชิงเงินเกือบ 1 ล้านบาท สวนนงนุชพัทยา จัดกิจกรรมประกวดถ่ายภาพสวนสวยสุดว้าวววว  ในหัวข้อ “ว้าวสวนนงนุชพัทยา”

สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดแถลงข่าวการจัดกิจกรรมการประกวดภาพถ่ายสวนสวยครั้งที่ 2ในหัวข้อ“ว้าวสวนนงนุชพัทยา”บันทึกภาพมุมสวยๆ ร่วมประกวดชิงเงินรางวัลเกือบ 1ล้านบาท ระหว่างวันที่ 20กรกฎาคม ถึง10ตุลาคม 2566 

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา  กล่าวว่าการกลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมประกวดถ่ายภาพ  ณ สวนนงนุชพัทยา  สวนสวยที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10สวนสวยที่สุดในโลก สำหรับกิจกรรมประกวดภาพถ่ายประจำปี 2566 นี้  ภายใต้หัวข้อ "ว้าว สวนนงนุชพัทยา 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก" โดยได้แบ่งหัวข้อออกเป็น 3 หัวข้อได้แก่
1. ภาพถ่ายจากกล้องถ่ายภาพทั่วไปรวมถึงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ
2. ภาพถ่ายทางอากาศด้วยอุปกรณ์โดรน
3. Nongnooch’s AI-Based Imageโดยมีการจัดประกวดครั้งแรกอย่างเป็นทางการ และให้มีการใช้ภาพถ่ายจริงที่เกิดขึ้นที่สวนนงนุชพัทยา ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี AI ที่สามารถป้อนคำสั่งทั้งจาก Keywords ต่างๆ

การแถลงข่าวในครั้งนี้ได้จัดขึ้น ณ ห้องแคลทรียา ซึ่งเป็นห้องสำหรับจัดเลี้ยงใหม่ล่าสุดของสวนนงนุชพัทยาเลยถือฤกษ์เปิดใช้บริการเป็นครั้งแรก ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เวทีขนาดใหญ่สำหรับการแสดง จอLED ระบบแสง สี เสียง ที่ทันสมัย และประดับตกแต่งด้วยโคมไฟแชนเดอเลียร์สุดอลังการ สำหรับงานจัดเลี้ยงมีการสร้างห้องครัวพร้อมอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด สามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 650 คน

สำหรับกิจกรรมนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจาก ช่างภาพมืออาชีพ มือสมัครเล่น นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั่วไป  ที่ได้เดินทางเข้ามาเยือนสวนนงนุชพัทยาแห่งนี้ และสร้างผลงานภาพถ่ายอันสวยงามเอาไว้เมื่อ พ.ศ.2563  ระยะเวลา3ปีที่ผ่านมาทางสวนนงนุชพัทยา ได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์สวนสวยมากกว่า 50 สวนรอผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวด  ดูรายละเอียดและวิธีสมัครได้ที่ https://www.nongnoochpattaya.com/th

‘ไบร์ท ชินวัตร’ แฉ!! ขบวนการ ตปท.จ้องทำลายสถาบันฯ เผย ไม่เห็นด้วย ปมแก้ ม.112 ลั่น!! “ถ้าผมทำ ผมโคตรบาป”

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้ TikTok บัญชี @3geeb_2475 ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ‘ไบร์ท ชินวัตร’ หรือนายชินวัตร จันทร์กระจ่าง เล่าเปิดใจก่อนมอบตัวคดี 112 โดยระบุว่า…

“การเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ มันก็จะมีความชัดเจนว่า เขาจะมีการล้มล้างอะไรในประเทศไทย แต่สุดท้ายที่ผมอยู่ไป ๆ แล้วเราได้สัมผัสกับกลุ่มต่างประเทศ ที่มีการไลฟ์เข้ามาบ้าง หรือในโซเชียลบ้าง ซึ่งมีการโจมตีสถาบันแล้วมันทําให้เรารู้แล้วว่า อ๋อ… มันมีขบวนการจากต่างประเทศ ในการจ้องจะทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยของเรา ดังนั้น ผมจึงเริ่มไม่ค่อยเห็นด้วยแล้ว และยังผิดต่อเจตนารมณ์อีกด้วย แล้วถ้าผมทําลงไป ถ้าผมเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมนี่จะโคตรบาปมาก เพราะว่าปู่ย่าตายายของผม ทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ตั้งแต่ผมเกิดมาและจําความได้ ตาของผมได้แขวนภาพพระเจ้าอยู่หัวไว้บนหัว หรือแค่ผมกลับจากโรงเรียน แล้วเอาเข็มขัดหรือเอากางเกงไปแขวน ผมก็โดนด่าแล้ว”

'ปราชญ์ สามสี' ขยายผลชื่อ 'สส.ก้าวไกล' แฉ!! เร่งรื้อแก้ 112 เพราะโยงทุนต่างชาติ 

จากกรณีที่ทวิตเตอร์ ‘Headache Stencil’ ของ นายสมรนนท์ แย้มอุทัย หรือ ‘แป้ง’ ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดัง แนวร่วมม็อบราษฎร ทวีตข้อความ “กูได้เงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาทำงานศิลปะด่าการเมืองด่าระบบประเทศ ไม่ได้ผิดกฏหมายนี่ แต่ ส.ส. กูไม่แน่ใจว่ะ”

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์ข้อความระบุว่า “มีคนสารภาพแล้วหนึ่ง…. แล้วไงต่อ …. #รังสิมันโรม #ก้าวไกล #พรรคนอมินีต่างชาติ”

‘ปราชญ์ สามสี’ ยังระบุข้อความอีกว่า สมศักดิ์ เจียมใช้เงินใคร อยู่ดีกินดีที่ฝรั่งเศส? ดูเหมือนว่า เรื่องการเร่ง เอา 112 มาเป็นประเด็นของ ฝ่ายนักการเมืองพรรคก้าวไกล จะทำพิษรุนแรงกับ ฝ่ายเดียวกันเองจน ฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนกันมาตลอดเริ่มตั้งคำถาม ถึงการ มุ่งน่า ยกเลิกม.112 จนเสียโอกาสเป็นเป็นรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องนี้ headche stencil (ขอเรียกว่านายซิ่ว) หนึ่งในนักเคลื่อนไหว ทั้งเรื่อง 112 และต่อต้านการรัฐประหาร ได้ออกมาแฉเรื่องราวไว้ค่อนข้างน่าสนใจ

โดยเฉพาะ สาเหตุที่ทางฝ่าย ส้มรีบเร่ง เล่นยกเลิก 112 โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ …เพราะ มีใบสั่งจาก ‘คนเบื้องหลัง’ ที่สนับสนุนความเป็นอยู่ของพวกที่ลี้ภัยในต่างประเทศ เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล…นาย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ รวมไปถึงพวกผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ เยอรมนีและฝรั่งเศส อีกหลายๆ คน…รีบเร่งให้มีการเคลื่อนไหวเพราะ เป็นเรื่องของงบประมาณการเคลื่อนไหวอันเกี่ยวข้องกับปากท้อง…เพราะหาก สถานการณ์ที่ก้าวไกลยอมวาง ม112…ลงจะส่งผลให้ ปากผู้ลี้ภัยที่ต่อต้านสถาบันฯ ในต่างประเทศหมดลง…

(ในกรณีที่นายซิ่วออกมาแฉนั้น ‘คนเบื้องหลัง’ นั้น มีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าเป็นเงินทุนจากกลุ่มทุนระหว่างประเทศที่จ้างเอาไว้ทำงานทำร้ายสถาบันกษัตริย์ของไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังเดือดร้อนเพราะ ในหลากหลายประเทศเริ่มรู้เท่าทันและไม่ทำตามความประสงค์ขององค์กรเหล่านี้แล้ว…เรื่องนี้ ดูที่เฮนรี่ คริสทิงเจอร์ ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ โดดไปคุยกับ กลาโหมจีนแผ่นดินใหญ่ ก็พอจะเห็นทิศทาง )

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าสิ่งที่นายซิ่วถามถึงนั้น เป็นจริงหรือ? และพยายามตั้งแง่โจมตีว่า นายซิ่วไม่มีทางรู้จักปวิน หรือเครือข่ายต่างประเทศได้…ซึ่งเรื่องนี้ นายซิ่วก็พอพยายาม อธิบาย ไว้ในทวิตเตอร์ส่วนตัว…ถึงความเป็นจริงที่เขาเคยพบเจอ

อนึ่งคือ…ในทัศนะของข้าพเจ้า…สิ่งที่ นายซิ่วพูด ค่อนข้างน่าเชื่อถือ เพราะ ปูมหลัง นายซิ่ว เป็นนักเคลื่อนไหวสายบันเทิงที่เคยเป็นตัวตึงในม็อบสามนิ้ว ที่เคยได้รับการยอมรับ จากแกนนำทั้งในพื้นที่ และในต่างประเทศ จนกระทั่งเคย จิบชา ที่ Château de mareil-le-guyon สุดหรูร่วมกับขบวนการระดับอินเตอร์!!!!! ทั้งเครือข่ายผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ ทั้งปวิน สมศักดิ์ หรือแม้แต่ คนในเครือข่ายกลุ่ม จรรยา ยิ้มประเสริฐ และอาจารย์ชาวต่างชาติ ที่เคยเคลื่อนไหวร่วมกัน

จนกระทั่ง นายซิ่วขัดแย้งกับขบวนการ ม็อบสามนิ้ว (ช่วงทราย บุ้ง รุ้ง และเพนกวิ้นเป็นแกนนำ) ในปม **อมตังม็อบ** นายซิ่วจึงเริ่มวางมือ…ถอยห่างลง

****เพิ่มเติม ฝ่ายที่ ตรวจสอบ เงินม็อบเป็นฝ่ายนายซิ่ว แต่ดูเหมือนกว่า จะทะเลาะกัน จนโยนความผิดไปที่ซิ่วนั้นเอง****

จนกระทั่งล่าสุดนายซิ่ว ปรากฏตัวแล้วตั้งคำถามถึง โรม สมศักดิ์ เครือข่ายกลุ่มที่หลบหนี้ไปต่างประเทศปม 112 ว่าจะรีบเร่งไปเพราะอะไร โดยชี้ว่า เครื่อข่ายฝ่ายล้มล้างสถาบันที่ลี้ภัยต่างประเทศกำลังห่วงกระแส ที่ก้าวไกลขึ้นเป็นนายกโดยทิ้งการยกเลิกมาตรา 112 ไปจะทำให้ ปากท้องขบวนการ ต่อต้านสถาบันฯ ราว 20 กว่าชีวิตอาจต้องสูญเสีย งบนอก ที่เลี้ยงปากท้องเวลานี้นั้นเอง

นายซิ่วทิ้งท้ายว่า อาจจะตามหาความจริงให้ ถามผู้ลี้ภัย ชื่อ นพพร….
ป.สามสี จับประเด็น #ก้าวไกล #พรรคนอมินีต่างชาติ

ทั้งนี้ ‘ปราชญ์ สามสี’ ยังได้โพสต์อีกว่า เปิดรายชื่อ เครือข่ายฝรั่งและคนไทยที่ไปกองกันที่เยอรมนี เพื่อตั้ง เครือข่าย แทรกแซงสถาบันฯ และประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2561

ปรากฎชื่อของนาย ซิ่ว…และ สส.รังสิมันโรมและภรรยาอิวาน่า ชาวอินโด รวมไปถึง กฤษดา อัคคะประชา ซึ่งเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวแคนนาดา (ลูก บ.ตาใบห่อ) ที่เคยขู่ฆ่า บอย โกศิยพงษ์ เพราะจงรักภักดีต่อในหลวง ร.๙ ด้วย

ตามรายชื่อที่ปรากฎ
Pavin Chachavalpongpun [email protected]
– นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
Ivana Kurniawati [email protected]
– น.ส.อิวาน่า คูร์เนียวาติ (ภรรยา นายรังสิมันต์ โรม)
Dhyta Caturani [email protected]
– น.ส.ดีไฮต้า คาทูรานี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรี ชาวอินโดนีเซีย)
Cha Roque [email protected]
– น.ส.ชา ร็อค (ผู้สร้างภาพยนตร์และผู้สนับสนุน LGBT ชาวฟิลิปปินส์)
Ramon Guillermo [email protected]
– นายรามอน กีลเยอร์โม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาภาษาฟิลิปปินส์และวรรณคดีฟิลิปปินส์ มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์)
Elia Fofi [email protected]
– นายเอฐ์เรียฐ์ ฟอฟิ (แอดมินเพจศิลปะปลดแอก,กลุ่มเห็นต่าง)
Rangsiman Rome [email protected]
– นายรังสิมันต์ โรม
headache stencil [email protected]
– นายสมรนนท์ แย้มอุทัย

Kritsada Akkhapracha [email protected]
– นายกฤษดา อัคคะประชา
Aum Neko [email protected]
– นายศรัณย์ ฉุยฉาย
Chan Nilgianskul [email protected]
– นายชาญ นิลเจียรสกุล
[email protected]
– น.ส.รวิตะวัน โสภณพนิช (อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
Kyaw Thu [email protected]
– นายคยอว์ ธู (นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สองครั้งจากเมียนมาร์)
M Zarni
[email protected]
– นายหม่อง ซาร์นี (นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ชาวเมียนมา)
Chum Chandarin [email protected]
chandarin chum [email protected]
– นายแชนเดอรีน ชุม (วิทยากรจากประเทศกัมพูชา)
Channtha
[email protected]
– นายจันทา โส (อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สากลวิทยาลัยกัมพูชา)
sangar gopalapillai [email protected]
– นายซังการ์ โกพัลพิไล (เพจเฟซบุ๊ก Tamiljust/กลุ่มชาวทมิฬเรียกร้องความยุติธรรมจากการเหยียดเชื้อชาติ)
Don Le
[email protected]
– นายดอน ลี (ผู้ประสานงานด้านสื่อของ Viet Tan ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยในเวียดนาม)
Admin [email protected]

ล่าสุดนายซิ่ว #สารภาพ แล้วว่า #รับเงินต่างชาติ #โจมตีรัฐบาลตู่…
แล้วไงต่อละทีนี้

ข้าพเจ้า เห็นควรว่า ราชการควรคุ้มครอง นายซิ่ว เป็นพยานปากสำคัญด่วนครับ

“ขอเรียกร้อง ให้ #คุ้มครองพยาน #headchestencil…ครับ เขาคือ #whistleblower ตัวจริง ที่รู้ว่า ใครคือทุนหนุนหลังพวกก้าวไกล ไม่ให้ฟังเสียงประชาชน… #ใครคือคนทำร้ายประเทศไทย”

นอกจากนี้ ‘ปราชญ์ สามสี’ ยังโพสต์อีกว่า งานเวิร์คชอปอะไร????…มีชุมนุมเดินประท้วงต่อท้ายคาบด้วย!!!! แถมคนชวน คือ จรรยา ยิ้มประเสริฐ และปวิน นักเคลื่อนไหวโจมตีสถาบันฯ อันนี้อย่าแถเลย ที่ stencil แฉน่ะถูกแล้ว รับเงิน ต่างชาติมาแทรกแซงประเทศไทย

ดิจิตัล ฟุดปริ้น ไม่หลอกหรอก!!!
เลิกแถได้แล้ว
#ก้าวไกล #พรรคนอมินีต่างชาติ

“ส่วน พวกล้มเจ้าเคยทำอะไร หักหลังกันยังไง ก็ไปตามโพสต์เก่าๆ เอานะ น่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกัน (ก่อนหลัง ซักปี) ที่ stencil ถูกเชิญเข้าร่วมที่เยอรมนี”

‘อดีตตุลาการศาล รธน.’ ชี้ ศาลฯ ไม่มีโอกาสชี้แจงผ่านออนไลน์ ทำได้แค่เขียนคำวินิจฉัยให้กระจ่าง วอนสื่อช่วยเชื่อมความเข้าใจ

(25 ก.ค. 66) ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จัดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2566 โดยมีนายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานเปิดโครงการ โดยมีสื่อมวลชวนจำนวน 25 สำนักข่าวเข้าร่วม

โดยนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม” ว่า ศาลรัฐธรรมนูญและทุกศาลไม่มีโอกาสพูดแก้ตัวต่อสังคมผ่านช่องทางสื่อของศาล และศาลไม่มีไอโอ งานในฝ่ายตุลาการท่านได้สร้างประเพณีไว้ว่าอยากจะพูดอะไรกับประชาชนก็เขียนลงในคำวินิจฉัยให้กระจ่างให้หมด แล้วไม่ต้องไปโต้แย้งโต้เถียงหรือแก้ตัวอย่างใด ๆ กับประชาชน ขอให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องตั้งใจนำเอาร่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปวิเคราะห์แล้วจะวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอแนะโดยถูกต้องสุจริต เป็นธรรมนั้นก็จะเป็นประโยชน์แก่ศาลรัฐธรรมนูญเราเอง เพราะเสียงติติงของผู้มีใจเป็นธรรมในสังคม เหมือนผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์ให้กับศาลเราได้พัฒนาปรับปรุง เพราะไม่มีอะไรในโลกทางวัตถุนี้จะสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือทำอะไรถูกหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ต้องมีขาดมีเกิน แต่ขอให้ทำโดยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรงไปตรงมา ไม่เบียดเบียน ไม่หลงเชื่อไปตามพยานหลักฐานเท็จ ใช้กฎหมายให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม

นายจรัญ กล่าวอีกว่า ถ้าเราสามารถพัฒนาระบบงานกฎหมาย ยุติธรรมของประเทศเราให้มั่นคงบนหลักการนี้ได้ก็จะช่วยให้ระบอบการปกครอง ระบบการเมือง ระบบกฎหมายงานยุติธรรม ระบบเศรษฐกิจ ระบบคิดและวิถีของประชาชนจะมีคุณภาพมาตรฐานดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้พัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอื่นๆคือเสียงสะท้อนที่ทรงคุณประโยชน์ที่ใช้สติปัญญาความรู้ที่เป็นธรรม และวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ให้เราได้มีโอกาสรับไปปรับพัฒนา ซึ่งความจริงแล้วศาลท่านแทบไม่ได้พูดสื่อสารหลักเกณฑ์พื้นฐานให้ประชาชนได้เข้าใจ ตั้งแต่ก่อนที่คดีจะเข้าสู่ศาล ซึ่งข้อขัดแย้งในสังคมความจริงก็สับสนวุ่นวายอยู่ในโลกเสรี หรือโลกไซเบอร์มาอย่างชุลมุนสับสน อย่างศาลแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปร่วมแสดงหลักการอะไรได้เลย เพราะถ้าศาลพูดก่อนที่คดีจะมาศาลนั่นศาลก็จะไม่มีใจที่จะพิจารณาคดีนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายตุลาการต้องระมัดระวังไม่ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่นั้น

ในระหว่างที่คดีเข้ามายังศาลก็ไม่สามารถไปบอกอะไร ๆ ให้ประชาชนรับรู้ในเชิงลึกในเนื้อหาของคดีได้ แล้วกระแสกดดันในสังคม ในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครองอาจจะไม่รุนแรงเท่าคดีที่มาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเดิมพัน หรือผลของการแพ้ชนะกันที่ศาลรัฐธรรมนูญมันมหาศาล กระทบคนเป็นล้านเป็นสิบล้าน กระทบสถาบันหลักของชาติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่แรงกดดันของฟากฝ่ายต่าง ๆ ของสังคมก็จะอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปในทิศทางที่เป็นคุณประโยชน์แก่ตน พอแพ้ไม่ได้ก็จะเป็นสถานะยากลำบากของศาล วันนี้เราตั้งประเด็นว่าแล้วสื่อมวลชนมีเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ และถือเป็นเสาหลักเสาหนึ่งของการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย เป็นปากเป็นเสียงของประชาชน เป็นเวทีเปิดกว้างให้คนที่ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเองสามารถสะท้อนคิดความเห็น ข้อมูล ออกไปสู่การรับรู้ของประชาชนอย่างมาก ดังนั้นถือเป็นวิชาชีพที่สูงมาก มีมาตรฐาน อุดมการณ์และจริยธรรม ที่ไม่ได้ต่ำต้อยน้อยหน้าไปกว่าอาชีพ อื่น นายจรัญ กล่าว

นายจรัญ กล่าวว่า วันนี้เราใช้ระบบการเมืองแบบรัฐสภา เราเลือกที่จะไม่ใช้ระบบแบบประธานาธิบดี และส่วนใหญ่เราก็เลือกใช้ระบบ 2 สภา ระบบกฎหมายก็สำคัญสำหรับสื่อมวลชนที่จะใช้เสรีภาพ เพราะถ้าเราใช้เสรีภาพล่วงละเมิดกฎหมายบ้านเมืองจะมีปัญหา แล้วเราจะไปโทษว่าคนที่มากล่าวหา ดำเนินคดีกับเราเป็นการกลั่นแกล้ง นั่นมันก็ไม่กระจ่าง ฉะนั้นเราก็ต้องมีกรอบมาในระบบกฎหมายและระบบงานยุติธรรม

อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนถือเป็นกลไกลสำคัญในระบอบการปกครอง ระบบการเมือง ระบบกฎหมาย เศรษฐกิจของประเทศเราที่จะช่วยให้วิถีชีวิตของประชาชนค่อยๆพัฒนาขึ้น แต่ต้องระวังอย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า อย่าใจเร็วด่วนได้ว่าต้องดีขึ้นวันนี้พรุ่งนี้เลย ไม่เช่นนั้นแตกหัก ถ้าสื่อใดพลาดไปอย่างนั้นตนว่าน่าห่วง อีกทั้งตัวร้ายที่เรามองข้ามไป  มหาอำนาจจากโลกเสรี ประชาธิปไตย ทุนนิยมสุดโต่งทรงพลังครอบงำการปกครองระบบการเมืองของเรา ระบบกฎหมาย ระบบงานยุติธรรมของเรา มีอย่างที่ไหนศาลกำลังพิจารณาพิพากษาคดีสำคัญอยู่แต่ส่งตัวแทนต่างชาติเข้ามา แม้จะบอกว่าเข้ามาเพื่อประดับรู้ แต่ผลกระทบมันคือการกดดันผู้พิพากษาที่ทำภารกิจนั้นอยู่ เว้นแต่ท่านจะมั่นคง ตรงไปตรงมาจริงๆไม่หวั่นไหว แต่แรงกดดันแบบนี้เป็นไปได้ และเคยเป็นไปแล้วให้เราได้เห็น ไม่มีประเทศไหนเขายอมอย่าว่าแต่ผู้แทนต่างชาติเลยแม้แต่คนในประเทศพอคดีสำคัญเข้าสู่ศาลต้องหยุดกดดัน เพราะเราก็ไม่มั่นว่าผู้พิพากษาท่านจะหวั่นไหวหรือไม่ ถ้าท่านหวั่นไหวก็ทำงานง่ายตัดสินตามกระแสกดดัน แบบนี้แล้วฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีกระแสหนุนหลังเขาจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่

หลักการพื้นฐานเมื่อคดีเข้าสู่ศาลต้องสกัดการกดดันศาลทุกรูปแบบเพื่อหวังว่าเราจะได้คุณภาพของคำวินิจฉัย หรือถ้ากลัวว่าไม่กดดันเราจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่นั้นต้องบอกว่าถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเราต้องจัดการ ซึ่งมันมีช่องทางมากมาย มีตัวอย่างคนในแวดวงตุลาการที่ดูแลองค์กรนี้อยู่ท่านไม่ปล่อยให้เนื้อร้ายเจริญงอกงามแน่ มะเร็งร้ายจะต้องถูกกำจัดไปโดยกระบวนวิธีการของท่านที่ไม่ต้องการประฌานเชื้อโรคหรือเนื้อร้ายนั้น

“ผมไม่ได้อยู่กับคนไหนฝ่ายไหน ผมไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ทุนนิยม และผมก็ไม่เสรีสุดโต่ง แต่ผมก็ไม่อาจจะยอมรับการกดขี่ข่มเหงของผู้ทรงอำนาจในประเทศ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ทรงอำนาจอาวุธหรือเสียงข้างมาก เพราะในชีวิตผมเติบโตมาในแวดวงการตุลาการไทย เราเคารพเสียงข้างมาก ยอมรับมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่เราขอให้เราที่เป็นเสียงข้างน้อยได้แสดงความคิดเห็น เหตุผลหลักวิชาของเราให้ปรากฏไว้ว่า ไม่ใช่เพราะผมเป็นตะบึงตะบอนเห็นแต่ความเห็นของตัวเอง ไม่เคารพความคิดเห็นของคนอื่น นี่คือวัฒนธรรมของการทำงานของฝ่ายตุลาการของประเทศเรา แต่มันก็ไม่ค่อยได้มีการเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ เพราะมันเกินกำลังของศาลที่จะเผยแพร่อะไรต่างๆที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว นั่นจึงจะเป็นหน้าที่สื่อมวลชนที่จะได้เป็นตัวกลางเชื่อมสื่อสารให้ประชาชนรับรู้เข้าใจ ความโกธรแค้นต่างๆก็จะได้เบาบางลง” นายจรัญ กล่าว

นายจรัญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนจะต้องเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมระหว่างรัฐ กับประชาชน และประชาชนด้วยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันสื่อจะต้องมีเสรีภาพเพื่อไม่ให้ตัวกลางหายไป ถ้าหายไปประชาชนก็จะถูกปลุกปั่นให้เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แล้วจะต้องเป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่ายที่มักจะขัดแย้งกันเพื่อให้ไปสู่ศาลกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่ยุยงให้ลงถนนเพราะการลงถนนของประชาชนต้องเป็นเส้นทางสุดท้ายของสังคม เพราะฉะนั้นจะกลายเป็น Mob Rule  หรือกฎหมู่ เป็นภัยอันตรายมหาศาลของระบอบเสรีประชาธิปไตย ไม่ค่อยเป็นภัยต่อระบอบเผด็จการ ซึ่งประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เขาไม่กลัว Mob Rule อีกทั้ง Mob Rule เป็นตัวบ่อนทำลายหลักของหลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรมที่ทรงพลังที่สุด รวมถึงทำให้เกิดความสูญเสียในสังคม มีผู้วิจารณ์การเมืองบอกว่าถ้าเลือกตั้งใหม่จะเสียค่าอีก 5- 6 พันล้าน ซึ่งเป็นเรื่องเล็กมากถ้าเปรียบเทียบกับความล้มสลายทางเศรษฐกิจเป็นล้านล้าน ถ้าเกิด Mob Rule ซึ่งเสียหายทุกฝ่ายรวมทั้งม็อบเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเดินถนน จึงขอให้นั่นเป็นวิธีสุดท้ายที่หมดปัญญาแล้ว ไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาของประเทศชาติโดยวิธีสันติได้แล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top