Thursday, 30 July 2026
TheStatesTimes

‘คริสติน่า’ โพสต์รูปบนเตียง แต่ชาวเน็ตดันโฟกัสผิดจุด อึ้ง!! อายุ 56 จริงไหม สงสัย!! ไปทำอะไรมาหน้าเด็กขึ้น

(25 ก.ค. 66) เรียกได้ว่าเป็นนักร้องที่สวยตลอดกาลอย่าง ‘คริสติน่า อากีล่าร์’ ในวัย 56 ปี ที่มีผลงานออกมาให้แฟน ๆ ได้รับชม แต่ช่วงหลังได้มีแฟน ๆ ชมว่าไปทำอะไรมาทำไมหน้าเด็กมาก

ล่าสุด ‘คริสติน่า’ ได้โพสต์รูปภาพที่นอนบนเตียง แต่ทำเอาชาวเน็ตนั้นแอบเขินแทน โดยได้ระบุแคปชันว่า “It's Sunday, let's stay in bed”

ท่ามกลางแฟน ๆ เข้ามาโฟกัสทั้งชุดของคริสติน่าไปจนถึงความหน้าเด็ก และคอมเมนต์กันสนั่น เช่น เอารูปตอน 22 มาลงเปล่าครับ, คนสวยทำหนูละลายมากค่า, อันนี้รูปน้องสาวพี่ติ๊นาอีกคนนึงใช่ไหม สวยน่ารัก สดใส มาก ๆ เป็นต้น

‘ปกรณ์วุฒิ’ หอบหลักฐานปึกใหญ่ เตรียมยื่น ป.ป.ช.เพิ่ม จ่อสอย ‘ศักดิ์สยาม’ คดีซุกหุ้น ยัน ไม่เกี่ยวกดดันจัดตั้งรัฐบาล

(25 ก.ค. 66) นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้แถลงข้อมูลเพิ่มเติมคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซุกหุ้น จนนำมาสู่การสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวว่า ได้รับเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเมื่อ 3-4 สัปดาห์ก่อน ตนพบพิรุธหลายจุด และพบหลักฐานใหม่ว่า มีหนี้สินคงค้างกับห้างหุ้นส่วนฯ ในวันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี และไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

โดยข้อมูลระบุว่า เคยกู้เงินในปี 2558-2559 จำนวน 4 ครั้ง วงเงินจำนวน 108.4 ล้านบาท มีสัญญากู้ยืมเงิน และชำระหนี้คืนทั้งก้อน 22 เม.ย 2562 ก่อนเข้ารับตำแหน่ง 33 วัน โดยอ้างอิงว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 ซึ่งได้ถามว่าหนี้สินที่นายศักดิ์สยามมีกับห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ ได้โอนออกพร้อมกับการโอนหุ้นหรือไม่ แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อ ข้อมูลดังกล่าวที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่เปิดเผย ชี้เห็นว่า หลังจากการโอนหุ้นแล้วไม่มีการโอนหนี้สินก้อนนี้ออกไปด้วย เอกสารเป็นการมัดตัวว่าหนี้สินจำนวนนี้ ยังเป็นของนายศักดิ์สยาม หลังการโอนหุ้นเมื่อปี 2561 จึงเกิดคำถามว่ามีการชำระหนี้คืนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 จริงหรือไม่

เพราะงบการเงินของห้างหุ้นส่วนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ระบุชัดเจนว่า ยังมีเงินให้ในส่วนผู้จัดการกู้ยืมคงค้างจำนวน 38 ล้านบาท จากนั้นยอดหนี้สินจึงถูกปิดลงเหลือ 0 บาท ในงบการเงินสิ้นปี 2563 ซึ่งการปิดงบจะต้องสอดคล้องกับเอกสารและยอดเงินในธนาคารทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน เพราะจะต้องยื่นต่อหน่วยงานราชการตามกฎหมาย

“จึงเป็นไปได้ว่านายศักดิ์สยามเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนอยู่ 38 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2562 และไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. สมมติมองในแง่ดีวันที่ 22 เมษายน 2562 มีการโอนเงิน 108 ล้านบาท ให้ห้างหุ้นส่วนตามเอกสาร” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อ พิรุธในประการต่อไป เมื่อพิจารณาเอกสารชี้แจง จะพบว่าห้างหุ้นส่วนได้ระบุว่า นายศักดิ์สยามกู้ยืมเงิน 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2559, 2560, 2561 ระบุยอดตรงกัน 69 ล้านบาท ซึ่งตรงกับการกู้ยืมครั้งที่ 3-4 รวมกัน แต่การกู้เงินครั้ง 1-2 เป็นจำนวนเงิน 39 ล้านบาท ทำไมไม่เคยปรากฏในงบการเงินแม้แต่ครั้งเดียว และยอดเงินจำนวนดังกล่าวมาจากไหน

ขอตั้งข้อสันนิษฐานว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าอาจไม่ได้มีการชำระหนี้และยังมียอดหนี้คงค้างตามงบการเงิน จึงใช้วิธีหายอดเงินที่มีการโอนเข้าห้างหุ้นส่วนจริงๆ ซึ่งอาจเป็นการทำทธุรกรรมเพื่อการอื่นมากล่าวอ้างว่าเป็นการใช้หนี้ แต่ยอดเงินดังกล่าวไม่ตรงกับ 69 ล้านบาท จึงต้องสร้างยอดหนี้ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏ ทำสัญญาเงินกู้ขึ้นมา ที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีการติดอากรแสตมป์ ที่จะมีการประทับวันที่มีผลทางกฎหมายเป็นทางการหรือไม่ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะสืบสวนต่อไป

และข้อสงสัยมากที่สุดคือ ตัวเลขในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่สอดคล้องกับการขายหุ้นของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว หากขายจริงและได้รับเงิน 120 ล้านบาทจริงในเดือนมกราคม 2561 เหตุใดในการยื่นทรัพย์สินในช่วง 16 เดือนหลังจากนั้นกลับมีเงินสด ซึ่งเป็นเงินฝากเพียงจำนวน 76 ล้านบาท หากเป็นตัวเลขจริงอาจเป็นการใช้เงินที่ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินอย่างน้อย 40 ล้านบาท ภายใน16 เดือน และตัวเลข 40 ล้านบาทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ก่อนเดือนมกราคม 2561 นายศักดิ์สยามไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว

พร้อมทั้งหยิบยกคำชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ของนายศักดิ์สยามว่า เงินจากการขายหุ้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะนำไปใช้ จึงไม่จำเป็นรายงานต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงตั้งข้อสงสัยว่า หากมีการจ่ายเงินคืนหนี้สิน 22 เมษายน 2562 เหตุใดนายศักดิ์สยามจึงไม่นำข้อมูลหลักฐานมาชี้แจงในสภาฯ ซึ่งหนี้สินก้อนนี้คือฟางเส้นสุดท้ายในการยึดโยงนายศักดิ์สยามกับห้างหุ้นส่วนแห่งนี้

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อ หากมีการชำระหนี้ไปแล้วจริง จะเป็นหลักฐานสำคัญว่า ได้ตัดขาดจากห้างหุ้นส่วนแห่งนี้โดยเด็ดขาด และจะสามารถหักล้างข้อสงสัยได้ทันทีทันใด และยอมรับว่าจะกลายเป็นตนเองนั้นถูกน็อคกลางสภา แต่นายศักดิ์สยามไม่ชี้แจงว่า นำเงินจากการขายหุ้นมาใช้คืนหนี้สินให้กับทางหุ้นส่วนจำกัดแห่งนี้มูลค่า 108 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ยังพบพิรุธในเอกสารที่แจ้ง ต้องถามรัฐธรรมนูญหลายจุดเช่น นายศักดิ์สยามให้ขอเอกสารจากห้างหุ้นส่วนฯ เป็นเอกสารใบรับวางบิล หุ้นส่วนฯ และผู้จัดการคนใหม่ได้เข้ามาควบคุมเซ็นเอกสารตั้งแต่ต้นปี 2561 ตามที่มีการโอนหุ้นจริง

พร้อมกับให้เปิดเผยว่า ได้ยื่นรายชื่อพยานต่อศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 22 คน และรายชื่อพยานเอกสาร รายการเพื่อให้ศาลเรียกเพื่อหักล้างคำขี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม และยังพบรายการเดินบัญชี 27 บัญชีของนายศักดิ์สยามและผู้เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังมีทีมงานเพื่อชี้เบาะแสผู้ที่น่าเชื่อว่า ร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ‘DSI’

จึงขอเรียกร้องไปยังองค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เรียกศรัทธาจากสังคมและการปฏิบัติกับทุกคำร้องตามกฎหมาย ตามกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม และ มาตรฐานในการทำงานที่กำลังถูกสังคมจับจ้องและตั้งคำถาม

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณ 9-10 เดือนที่ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และฝั่งศาลรัฐธรรมนูญก็มีเวลาใกล้เคียงกันแต่มีความคืบหน้าไปแล้ว ตอนนี้รอเพียงศาลรัฐธรรมนูญเรียกพยานบุคคลไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า หากเทียบเคียงกับคดีของ สส.ก้าวไกลความรวดเร็วและการทำงานแตกต่างกันอย่างไร นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คงไม่ใช่แค่เรื่องนี้ และเรื่องนี้คงเป็นแค่เรื่องหนึ่ง หากย้อนไปตั้งแต่ยุคของ คสช.ที่มีการยื่นคุณสมบัติของรัฐมนตรีแต่ละกรณีพิจารณาไม่ต่ำกว่า 300 กว่าวันหรือบางทีก็มากกว่านั้น แต่หากเป็นเคสของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก็จะค่อนข้างรวดเร็วอย่างที่เห็น

ส่วนที่ต้องยื่นเอกสารใหม่อีกครั้งที่ ป.ป.ช. เพราะเป็นหลักฐานเพิ่มเติมและเป็นเด็นที่แยกย่อยมาจากคำร้องครั้งที่แล้วในคดีซุกหุ้น จึงอยากให้ ป.ป.ช.เรียกดูเอกสารตามอำนาจที่มี ทั้งจากธนาคาร และเอกชน รวมถึงราชการที่จะมาเชื่อมโยงได้ว่าทั้งหมดที่มีการกล่าวอ้างจริงหรือไม่ และตัวเลขหนี้ที่คงค้างอยู่ในงบการเงินนั้น เป็นความผิดพลาดทางงบการเงิน หรือเป็นความผิดพลาดที่ไม่เคยมีการใช้หนี้มาก่อน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีการพูดถึงพรรคอันดับที่ 3 จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายปกรวุฒิ กล่าวว่า ตนได้รับทราบว่ามีเอกสารชุดนี้เมื่อประมาณ 4 สัปดาห์ที่แล้วจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และช่วงที่ผ่านมาตนก็ได้ยังไม่มีเวลาที่จะดูเรื่องนี้ แต่หลังจากเปิดประชุมสภาแล้ว และได้มีเวลาดูเอกสารประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ทำเรื่องนี้เสร็จเมื่อวันเสาร์ (22 ก.ค.) ที่ผ่านมา จึงนำมาสู่การแถลงข่าว โดยไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรออะไรในการที่จะไปยื่น เพราะหากรอไปเกิดมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อาจจะไม่ทันการ จึงคิดว่าจะต้องยื่นเลย

ส่วนจะกระทบไปยังการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีการขอเสียงพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น มองว่า เป็นการทำหน้าที่ตามปกติ เพราะตนก็ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเอง รวมไปถึงยื่นต่อป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญเอง ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไม่ทำ ส่วนเรื่องการร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วมรัฐบาล เราเคยประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่า ต่อให้นายพิธา เป็นนายกฯ หรือไม่ได้เป็นนายกฯ ก็จะตรวจสอบรัฐมตรีทุกคน ไม่เว้นแม้แต่รัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล รวมไปถึงประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ที่ได้เซ็นต์ไว้ใน MOU ของ 8 พรรคร่วมด้วย

ส่วนจะเป็นการสื่อสารว่า ไม่เอาพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า จริงๆ ก็ไม่ใช่ไม่ว่าเราจะร่วมหรือไม่ร่วม ในท้ายที่สุดเราก็ต้องทำงานตรวจสอบพรรคร่วมรัฐบาลทุกคน รวมไปถึงพรรคตัวเองด้วย ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หากมีพฤติกรรมอย่างไรที่ไม่ดีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเจรจา เพราะการเจรจาร่วมรัฐบาลในตอนนี้ เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยและทีมเจรจาของพรรคก้าวไกล ซึ่งตนไม่ได้อยู่ในทีมเจรจา

เมื่อถามว่า ยอมรับหรือไม่ว่า จะกระทบกับการจัดตั้งรัฐบาล มองว่า ไม่กระทบ เพราะถือว่าเป็นระบบปกติ ทุกคนทราบอยู่แล้วว่า ดีเอ็นเอของพรรคก้าวไกลเป็นแบบนี้ ตนคิดว่าถ้าพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลแะนายพิธา ได้เป็นนายกฯ ภาพของการที่พรรคก้าวไกลตรวจสอบพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกังเอง คงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไร ดังนั้นเมื่อเคยพูดแบบไหนก็ทำแบบนั้นดีกว่า วันนี้แกล้งทำเป็นหลับหูหลับตา แล้ววันหนึ่งเรากลับมาตรวจสอบเขาอย่างเข้มข้น ตนคิดว่าเป็นภาพที่ดูไม่งามเท่าไร ซึ่งตนคิดว่าการตรวจสอบการทุจริตไม่มีเวลาที่ไม่เหมาะสม ในการยืนยันสิ่งที่ถูกต้อง

ส่วนจะบีบให้ทางเลือกเหลือน้อยลงหรือไม่ เพราะหากไม่เอาพรรค 2 ลุง ก็จะเหลือทางเลือกเดียวคือภูมิใจไทย โดยมีนายศักดิ์สยาม เป็นเลขาธิการพรรค นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เป็นเรื่องของทีมเจรจาว่า จะไปเจรจาด้วยเงื่อนไขอย่างไร แต่เราก็ยืนยันตรงนี้ ว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะบอกว่าเราต้องรอการเจรจาให้จบก่อน ก็ไม่รู้ว่าการเจรจาจะจบเมื่อไร แล้วจะต้องรอเรื่องที่เราตรวจสอบไว้นานแล้ว ไปอีกนานเท่าไร ดังนั้นจึงมองว่า ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ นอกจากทำไปตามกระบวนการตามปกติ

ทั้งนี้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่านายศักดิ์สยาม จะยังคงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะจะมีผลในอนาคต หากคำร้องนี้มีคำวินิจฉัยว่าผิดจริง อย่างน้อยก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกอย่างน้อยสองปี

จากนั้นในเวลา 11.30 น. นายปกรณ์วุฒิเดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือและเอกสารเกือบ 100 แผ่น ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ของนายศักดิ์สยามต่อไป

‘เกรซ กาญจน์เกล้า’ จัดหนักจัดเต็ม แปลงโฉมเป็นบาร์บี้ เสื้อผ้าหน้าผม เป๊ะ!! เหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ทุกกระเบียดนิ้ว

(24 ก.ค. 66) ได้เวลาแปลงโฉมอีกครั้ง สำหรับนักร้อง-นักแสดงสาวสวย ‘เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า’ ต้องบอกว่านอกจากจะสวยมากความสามารถทั้งร้องทั้งเต้นแล้ว เธอยังสร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้กับแฟน ๆ อีกด้วย

โดยช่วงนี้กระแสภาพยนตร์เรื่อง Barbie กำลังโด่งดังไปทั่วโลก งานนี้สาวเกรซก็ไม่พลาดที่จะแปลงโฉม เนรมิตรลุคจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผมออกมาเป๊ะเหมือนดั่งตุ๊กตาบาร์บี้จริง เรียกว่าเป๊ะทุกจุดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าจริง ๆ

‘เต๋า สมชาย’ โผกอด ‘นัท มีเรีย’ หลังพบกันอีกครั้ง เกิดเป็นภาพความประทับแก่เหล่าแฟนเพลงที่ยังคิดถึง

(25 ก.ค. 66) แม้จะแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองแต่ก็ยังมีมิตรภาพที่สวยงามให้กันเสมอมา สำหรับ เต๋า สมชาย และ นัท มีเรีย ที่ล่าสุดทั้งคู่ได้มีโอกาสร่วมงานกันอีกครั้งในคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเต๋าได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเบื้องหลังการซ้อม ที่ได้เจอนัทอีกครั้งพร้อมโผเข้ากอดกัน ซึ่งเต๋าก็ได้เขียนข้อความบอกว่า

“ดีใจนะ ที่เราได้เจอคุณ @myriabenedetti และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์… บนเวทีอันยิ่งใหญ่ ด้วยกัน

#GrammyRSConcerts
#90sVersary
#ข้ามยุคมาเต้น
#ไทยประกันชีวิต
#ไม่แน่จริงไม่มาหรอก
#ถึงได้ชื่อสมชายตลอด

'สำนักข่าวอิศรา' เปิดข้อมูล 11 บริษัท 'ลิ้มเจริญรัตน์' พบ!! พี่ชาย 'เสี่ยชูวิทย์' เคยร่วมธุรกิจอสังหาฯ ด้วย

(25 ก.ค. 66) สำนักข่าวอิศรา เจาะลึกเครือข่ายธุรกิจ 'ลิ้มเจริญรัตน์' ช่วงปี 2503 -2534 ก่อตั้ง 11 แห่ง ค้าขายเชือกป่าน พืชไร่ รับเหมาก่อสร้าง พบ บ.สยามแอสเซ็ท กิจการอสังหาฯ พี่ชาย 'เสี่ยชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์' ร่วมหุ้นด้วย ก่อนเลิกร้างปี 2530

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ‘ลิ้มเจริญรัตน์’ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ ‘กมลวิศิษฏ์’ ของนายชูวิทย์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย นักธุรกิจใหญ่ตัวแสดงอีกคน

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานแล้วว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายภาษิณ ลิ้มเจริญรัตน์ น้องชาย เป็นกรรมการธุรกิจรวม 7 บริษัท (รวมบริษัท ออยล์ฟอร์ไลฟ์ จำกัด ธุรกิจน้ำมันรำข้าว) ในจำนวนนี้ 1 บริษัทคือ บริษัท เกร็ทโอเชียนฟู้ด จำกัด จดทะเบียนเลิกเมื่อ 17 ธ.ค. 2553 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อ 4 ส.ค.2554 โดยก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี บริษัท โซลิทสึ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหนี้ ยกเลิกหนี้คงค้างของบริษัทฯให้แก่ บริษัท เกร็ทโอเชียนฟู้ด จำกัด จำนวน 584,302.74 บาท

ล่าสุด จากการตรวจสอบธุรกิจของคนตระกูลลิ้มเจริญรัตน์พบว่า ตระกูลลิ้มเจริญรัตน์ของนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ บิดานายพิธา มีธุรกิจในอดีตและยังเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันกว่า 20 บริษัท ก่อตั้งในช่วงแรกๆ ปี 2500 - 2535 ประมาณ 11 บริษัท...

เริ่มจาก วันที่ 28 ธันวาคม 2503 จดทะเบียน หจก.พรเกียรติ ค้าขายเชือก แห อวน ในย่านสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ด้วยทุน 6 แสนบาท

วันที่ 4 เมษายน 2505 จดทะเบียน บริษัท ไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2507 จดทะเบียน บริษัท ไทยโรจน์ จำกัด รับเหมาก่อสร้าง

วันที่ 13 กันยายน 2520 จดทะเบียน หจก.อาโกรโพรดักส์ ค้าขายข้าวพืชไร่

วันที่ 28 ธันวาคม 2520 จดทะเบียน บริษัท กิตติอาโกรโพรดักส์ จำกัด

วันที่ 28 ตุลาคม 2524 จดทะเบียน หจก.ขอนแก่นพรเกียรติ ที่ จ.ขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2527 จดทะเบียน หจก.ทรัพย์พรชัย ขายเชือกมนิลาอยู่แถวพระโขนง

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2525 จดทะเบียนบริษัท สยามแอสเซ็ท จำกัด ประกอบกิจการซื้อ ขายที่ดิน และจัดแบ่งที่ดินออกเป็นแปลง และจำหน่ายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

วันที่ 14 มกราคม 2531 จดทะเบียนบริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เอสคอน จำกัด ทำเสาเข็ม

วันที่ 25 กรกฎาคม 2531 จดทะเบียนบริษัท แสงธนาเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด รับเหมาก่อสร้าง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2534 จดทะเบียนบริษัท บางกอกคอร์เดจ จำกัด นำเข้าเชือกป่าน

ต่อมาขยายอีกสิบแห่ง เฉพาะนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ ทำธุรกิจน้ำมันพืชร่วมกับชาวญี่ปุ่นและกลุ่มเกษตรรุ่งเรืองในชื่อบริษัท เอส.เอ็น. บี.ผลิตผลการเกษตร จำกัด และ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ออยล์ฟอร์ไลฟ์ จำกัด)

ทว่า 1 ในธุรกิจ ‘ลิ้มเจริญรัตน์’ อย่าง บริษัท สยามแอสเซ็ท จำกัด ก็มีคนตระกูลกมลวิศิษฏ์ร่วมเป็นกรรมการด้วย

โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท สยามแอสเซ็ท จำกัด จดทะเบียนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2525 ทุน 2 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 523 ถนนวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นายบรรลือ ลิ้มเจริญรัตน์ นายวิโรจน์ กมลวิศิษฎ์ (พี่ชายนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.) เป็นกรรมการร่วมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน รวมเป็น 5 คน ต่อมาได้เลิกกิจการนายทะเบียน ได้ขีดชื่อออกจากทะเบียน เป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2530

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ กมลวิศิษฎ์ นายชูชาติ กมลวิศิษฎ์ นายฤทัย กมลวิศิษฎ์ พี่ชายนายชูวิทย์ ทำธุรกิจรับสร้างบ้านชื่อ บริษัท กรุงเทพ เอส อาร์ พี จำกัด ธุรกิจขายเครื่องเขียนชื่อ หจก. โกล์ดวอเตอร์ส , บริษัท อิมเมกซ์ เอส อาร์ พี จำกัด , บริษัท ยังเบอร์รี่ จำกัด ทั้ง 4 แห่งตั้งอยู่แถวพุทธมณฑลสาย 2 เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ และทำธุรกิจค้าที่ดินชื่อ บริษัท ซี.ดี.แลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ถนนสาธรใต้ แขวงยานนาวา เขตยานนาวา กรุงเทพฯ

ขณะที่ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือหุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อ บริษัท บี.พี.แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับหุ้นส่วนอีก 7 คน และ นายผดุงยังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ในเวลาต่อมา

เห็นได้ว่า ‘ลิ้มเจริญรัตน์’ เกี่ยวโยงทางธุรกิจกับ ‘กมลวิศิษฎ์’

กระนั้นไม่มีข้อมูลความโยงกันทางการเมือง

'คนร้าย' ผวา!! รีบคืนมือถือสาวบราซิลหลังปล้นได้แป๊บเดียว เหตุ!! เห็นรูป 'จิน BTS ในชุดทหาร' และคิดว่าเป็นแฟน

เมื่อไม่นานมานี้ สื่อฝั่งบราซิลได้รายงานเรื่องราวของสาววัย 21 ปีที่เจอเหตุการณ์สุดระทึก เผยว่า เธอคนนี้เป็นแฟนคลับของศิลปินวง BTS หรือที่หลายคนรู้จักกันในนามอาร์มี่ โดยวันเกิดเหตุนั้นเธอกำลังยืนรอรถอยู่ตรงป้ายรถเมล์ ก่อนจะถูกคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ด้วยการกระชากมือถือของเธอไป ซึ่งภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เธอเลือกใช้นั้นเป็นรูปถ่ายของ ‘จิน BTS’ ในชุดทหารที่เป็นเครื่องแบบใส่ตอนเข้ากรมของเกาหลีใต้

หญิงสาวรายดังกล่าวเผยอีกว่า หลังจากที่คนร้ายได้คว้าโทรศัพท์มือถือของเธอไป เขาก็ทำการกดดูหน้าจอพร้อมกับมีท่าทีที่ไม่เหมือนเดิม เมื่อเห็นรูปของซอกจินสวมชุดทหารจากโทรศัพท์ ซึ่งดูเหมือนเขาจะคิดเองแล้วว่าทหารในรูปนั้นคงเป็นแฟนของหญิงสาวรายนี้ ก็เลยคืนโทรศัพท์มือถือให้แล้วรีบวิ่งหนีไป

หลังจากที่อาร์มี่สาวรอดพ้นจากการปล้นชิงทรัพย์มาได้อย่างปลอดภัย เรื่องราวของเธอก็ถูกเปิดเผยจนกลายเป็นกระแสฮือฮาขึ้นมาในหมู่แฟนคลับ K-pop โดยชาวเน็ตหลายต่อหลายคนพากันคอมเมนต์ถึงเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น “จินได้ช่วยชีวิตไว้”, “BTS จะช่วยอาร์มี่เสมอ”, “น่าทึ่งมาก”, “ฉันจะตั้งรูปทหารเป็นภาพพื้นหลังของโทรศัพท์ตอนไปต่างประเทศ”, และ “โอ้..แค่รูปถ่ายของเขาก็สามารถช่วยชีวิตคนได้” เป็นต้น

‘พรรค JRP’ ญี่ปุ่น ลงดาบนักการเมืองสาวในสังกัด หลังโพสต์ภาพเซ็กซี่ ขายภาพโป๊เปลือยในสื่อออนไลน์

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อญี่ปุ่นได้รายงานเรื่องราวสุดอื้อฉาวของ ‘เอริกะ ซาโต้’ นักการเมืองท้องถิ่นสาววัย 37 ปี ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาเมืองอาเงโอะ ในจังหวัดไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น

โดย ซาโต้ เป็นอดีตสมาชิกวงไอดอลและเป็นนางแบบแนวเซ็กซี่ ต่อมาในปี 2562 เธอได้ลงสมัครสภาเมืองอาเงโอะ ในนามพรรคปกป้องประชาชนจากเอ็นเอชเค และได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยแรก จากนั้นเธอได้ลาออกจากพรรคและย้ายมาอยู่กับพรรค JRP เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

หลังจากเข้าสู่เส้นทางการเมือง ซาโต้ มีทวิตเตอร์ทางการในนามสมาชิกสภาเมือง และเธอยังมีทวิตเตอร์อีกแอ็กเคานต์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 8,000 คน โดยเธอมักโพสต์รูปภาพสุดเซ็กซี่ เปิดเผยเรือนร่างอย่างชัดเจน นอกจากนี้มีการซื้อขายภาพลับให้กับแฟนคลับอีกด้วย

สำหรับเรื่องนี้ ซาโต้ ให้สัมภาษณ์กับทางบุนชุนว่า เธอขายภาพส่วนตัวให้แฟน ๆ จริง โดยขายในราคาไม่ได้สูงนัก เริ่มต้นเพียง 1,000 เยน หรือราว ๆ 240 บาท แต่เมื่อพรรคทราบเรื่อง ทางพรรคได้สั่งห้ามเธอแล้ว เธอจึงขายภาพลับให้กับแฟน ๆ ได้เพียง 3 คนเท่านั้น

ต่อมา ซาโต้ ได้ประกาศขอโทษทางทวิตเตอร์ โดยเธอน้อมรับคำวิจารณ์และจะปรับปรุงตัว อย่างไรก็ตาม ในสองวันถัดมา ทางพรรค JRP ได้ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนเธอลงเลือกตั้งสมัยหน้า ซึ่งหลายคนคาดว่านี่ถือเป็นการกดดันให้เธอลาออกจากพรรคไปเอง

‘เจมมี่เจมส์’ สร้างเรื่อง ถอดเสื้อโชว์กล้าม อวดหุ่นแซ่บ การันตีความฟิตเปรี๊ยะ!! เล่นเอาไทม์ไลน์ร้อนเป็นไฟ

(25 ก.ค. 66) เเฟนคลับเเห่เข้ามากดไลก์กันสนั่นไอจีเเทบเเตกเลยจ้า เมื่อนักเเสดงหนุ่มสุดฮ็อต ‘เจมมี่เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ’ ได้ออกมาโพสต์ภาพของตัวเองถอดเสื้อโชว์ซิกเเพคเเน่น ๆ สวมกางเกงสีขาวเเละมีรอยสักเลข 17 อยู่ที่เอวด้วย

หลังจากที่โพสต์นี้เผยเเพร่ออกไปมีเเฟนคลับเข้ามากดไลก์มากมาย อาทิ เดือดเกิ้น พี่ชาย, โวยยย, อู้ววว, สมุยก็แรงเกิ๊นนคุนพี่่, หุ่นดีสุด, พ่อคุณทูลหัววววของบ่าวว ฯลฯ

สำหรับ เจมมี่เจมส์ ก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้ทุ่มเทเพื่อการเเสดงลดน้ำหนักจาก 54 เหลือ 47 จนเห็นหุ่มผอมซี่โครงขึ้นเเต่ตอนนี้เเฟน ๆ ก็วางใจหายห่วงเพราะเจ้าตัวกลับมาฟิตเหมือนเดิมเเล้ว

‘วัดอินทาราม’ เปิดสถานีชาร์จในวัดแห่งแรกของไทย เจ้าอาวาส เจิมหัวชาร์จ พรมน้ำมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

พระครูพิศิษฏ์ประชานาถ (ดร.หลวงพ่อแดง นันทิโย) รองเจ้าคณะอำเภออัมพวา เจ้าอาวาสวัดอินทาราม ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ได้เจิมและปะพรมน้ำพระพุทธมนต์สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Station  ที่ทางวัดอินทารามติดตั้งขึ้นภายในวัดอินทาราม และตรวจสอบระบบการใช้งานเรียบร้อยแล้ว นับเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในวัดแห่งแรกของ จ.สมุทรสงคราม โดยมีพระสงฆ์จำนวน 5 รูป เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

พระครูพิศิษฏ์ประชานาถ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันประชาชนเริ่มใช้รถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อนมากขึ้น ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สถานีชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ยังมีไม่เพียงพอและยังไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะที่ จ.สมุทรสงคราม แม้จะเริ่มพบเห็นตามปั๊มน้ำมันบ้างแล้ว แต่ EV Station ก็ยังเปิดให้บริการกันน้อยมาก ทำให้ผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าบางรายขาดความมั่นใจในการเดินทางเนื่องจากเกรงว่าจะหาสถานีชาร์จไฟฟ้าไม่ได้

วัดอินทารามจึงได้ติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถหน้าพระอุโบสถหินอ่อน เป็นขนาด 7 กิโลวัตร์ จำนวน 3 เครื่อง รองรับหัวชาร์จมาตรฐานทุกรุ่น ให้บริการผู้ที่มาร่วมทำบุญและนักท่องเที่ยวสายมูที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด เช่นหลวงพ่อโตซัมปอกง 300 ปี และท้าวเวสสุวรรณ โดยเปิดให้บริการชาร์จฟรีในช่วงกลางวันตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2566  หลังจากนั้นจะให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยคิดค่ากระแสไฟฟ้าเพียงแค่ชั่วโมงละไม่เกิน 60 บาท

นายศิริพงษ์ ภัณฑารักษ์สกุล วิศวกรไฟฟ้าผู้ติดตั้งระบบ ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดอินทาราม บอกว่าเครื่องชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ที่วัดอินทาราม ติดตั้งโดยบริษัท Friendly Charge รุ่น Delta AC Mini Plus 7.4 k W รองรับหัวชาร์จมาตรฐาน Type-2 รองรับรถไฟฟ้าได้ทุกรุ่นทุกแบบถึง 95 เปอร์เซ็นต์ มีระบบ IP55 ป้องกันฝนแดดและฝุ่นละออง  และระบบ IK08 กันแรงกระแทก รวมทั้งมีระบบควบคุมแรงดันไฟฟ้าตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม หรือมีเหตุขัดข้อง ภายในให้โซลูชั่นการชาร์จไฟฟ้าที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานระบบจ่ายเงินง่ายสะดวก สามารถแสกนคิวอาร์โคดใช้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ไม่จำเป็นต้องโหลดแอพพลิเคชั่นเพียงกรอกข้อมูลรายละเอียดพื้นฐาน แล้วกด next  ก็เริ่มชาร์จได้ทันที อีกทั้งสามารถตั้งเวลาว่าต้องการชาร์จกี่ชั่วโมง เพื่อใช้เวลาในการทำบุญไหว้พระท่องเที่ยว อีกทั้งยังตรวจสอบในสมาร์ทโฟนเพื่อวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้ เช่นหากต้องการชาร์จเต็มที่รถวิ่งได้ 400 ก.ม.จะใช้เวลาชาร์จประมาณ 6-7 ช.ม.

‘ไทยสร้างไทย’ แถลงจุดยืนทางการเมือง ในการจัดตั้งรัฐบาล ยัน!! ค้านแก้ ม.112 พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติ

‘พรรคไทยสร้างไทย’ ประชุมผู้บริหารพรรคแถลง 5 จุดยืนทางการเมืองในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล หวังทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศชาติ ประชาชน ด้วยความจริงใจและเสียสละ

(25 ก.ค. 66) ที่พรรคสร้างไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะผู้บริหาร นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, นายฐากร ตัณฑสิทธิ์, นายอุดมเดช รัตนเสถียร และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ซึ่งหลังการประชุม มีการประกาศ 5 จุดยืนทางการเมือง ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1.) พรรคไทยสร้างไทยยืนยันเคารพเสียง และเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยตามข้อตกลงร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรค ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน และสนับสนุนให้มีการเดินหน้าตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชนให้สำเร็จ เพื่อนำประเทศสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

2.) พรรคไทยสร้างไทย ขอขอบคุณและชื่นชมความเสียสละของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ระหว่างทางจะมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่ขอให้กำลังใจให้เดินหน้าต่อไปเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

3.) ขอให้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคร่วมได้หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในการหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจาก ส.ว. และ ส.ส. ขอให้นำมาพูดคุยกัน
ด้วยความจริงใจและความเสียสละเพื่อประชาชน และถอยกันคนละก้าวเพื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของประเทศ

4.) พรรคไทยสร้างไทยมีจุดยืนมั่นคงในการรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพรรคไทยสร้างไทยขอสนับสนุนการสร้างประชาธิปไตยถาวร ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจอย่างเด็ดขาด และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่เห็นว่า รากเหง้าปัญหาของประเทศเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560

พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เสนอ ให้คืนอำนาจให้กับประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามร่างที่พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอเข้าสภาเรียบร้อยแล้ว เพื่อตัดวงจรการสืบทอดอำนาจทั้งสว. และแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยไม่แก้ หมวด 1 และ 2 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนสำเร็จลุล่วงได้จริง

5.) ยอมรับว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องการรัฐบาล และปัญหาของประชาชนรอไม่ได้ แต่ถ้าหากสามารถตั้งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยได้ตามที่ประชาชนคาดหวังก็จะดีที่สุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง โดยระหว่างนี้ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาและประสานงานกับคณะรัฐบาลรักษาการและหน่วยงานราชการเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนไปพลางก่อน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top