Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

11 พฤษภาคม ของทุกปี ‘วันปรีดี พนมยงค์’ ผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย

11 พฤษภาคม ‘วันปรีดี พนมยงค์’ เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสคนแรกของไทย ผู้สร้างคุณูปการมากมายทั้งด้านการเมือง กฎหมาย การศึกษา จนได้รับยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ หรือ อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 ณ บ้านวัดพนมยงค์ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับว่าเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยเป็นทั้งผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 3 สมัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ อีกหลายสมัย ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (27 มิถุนายน 2477) และเป็นผู้ประศาสน์การคนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย (ในระหว่างปี 2477-2495) ทั้งนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยต่อต้านกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ยังเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และได้รับยกย่องเป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนแรกของประเทศไทย แต่ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องยุติบทบาททางการเมืองหลังการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 โดยถูกกล่าวหาจากขั้วตรงข้ามทางการเมืองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

และเมื่อครั้งรัฐประหารปี พ.ศ. 2490 ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศ รวมระยะเวลากว่า 30 ปี โดยไม่ได้กลับสู่ประเทศไทย แต่ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้ฟ้องร้องผู้ใส่ความหมิ่นประมาท ปรากฏว่าชนะทุกคดี และได้รับการรับรองจากทางราชการตลอดจนเงินบำนาญและหนังสือเดินทางของประเทศไทย กระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 บนโต๊ะทำงาน ขณะกำลังเขียนหนังสืออยู่ในบ้านพัก ที่ประเทศฝรั่งเศส สิริรวมอายุ 83 ปี

‘ไอซ์’ ยันอีกเสียง 'ก้าวไกล' ไม่เคยบอกตัดเงินบำนาญข้าราชการ ที่พูดๆ กัน คือ 'เฟกนิวส์' และคำว่า 'ช้างป่วย' ก็หมายถึงรัฐบาล

(10 พ.ค. 66) ผู้ใช้บัญชี TikTok ชื่อ ‘Userjvb09b1row’ โพสต์คลิปวิดีโอ ‘น.ส.รักชนก ศรีนอก’ หรือ ‘ไอซ์’ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 28 (บางขุนเทียน หนองแขม บางบอน บางบอนเหนือ คลองบางพราน) พรรคก้าวไกล โดยขณะที่กำลังลงพื้นที่หาเสียงอยู่นั้น ได้มีชาวบ้านคนนึง เข้ามาสอบถามถึงประเด็นการตัดเงินบำนาญข้าราชการของพรรคก้าวไกล ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ ทำให้ น.ส.รักชนก ได้ตอบกับชาวบ้านท่านนั้น ว่า…

“พรรคก้าวไกลไม่มีนโยบายในการตัดบำนาญข้าราชการ สิ่งที่เราพูดคือ ถ้าประยุทธ์ยังบริหารงบประมาณแบบทุกวันนี้ คือกู้มาแล้วก็ใช้ สุดท้ายมันจะไปกระทบกับบำนาญข้าราชการ นั่นคือเราต้องมาจัดสรรจัดการใช้ภาษี หรือการใช้เงินมาใหม่ แล้วจะทำให้บำนาญข้าราชการมั่งคั่งมั่นคงในรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ที่ใช้เงินเป็น ที่หาเงินได้...ข้าราชการบำนาญจะไม่ต้องมานั่งเอาตีนก่ายหน้าผากกังวลว่าในอนาคตจะมีเงินบำนาญไหม เพราะว่าจะทำให้มันมั่งคั่งมั่นคงค่ะคุณพี่ นี่คือคำมั่นสัญญาจากพรรคก้าวไกล ไม่มีนโยบายในการจัดการกับบำนาญข้าราชการ” 

ต่ออีกข้อคำถามจากชาวบ้าน คำว่าช้างป่วยคืออะไรนั้น? น.ส.รักชนก ตอบว่า “ช้างป่วยเราเปรียบเทียบวิธีการในการใช้เงินของรัฐบาลชุดนี้ ว่านั่นคือวิธีการใช้เงินแบบช้างป่วย” ชาวบ้านถามต่อว่า "ก็คือว่าจะไม่มายุ่ง" ด้าน น.ส.รักชนก ยืนยันว่า "ไม่ยุ่งแน่นอน"

น.ส.รักชนก กล่าวเสริมต่อว่า "คุณทิมก็เป็นข้าราชการบำนาญ ในพรรคเราก็มีข้าราชการบำนาญหลายคน เราไม่ทำเรื่องนี้ให้มันเสียกับเราเองแน่นอน"

ชาวบ้าน พูดต่ออีกว่า "เพราะว่าตอนนี้ เถียงกันเรื่องนี้อยู่" น.ส.รักชนก กล่าวว่า “ไม่ต้องเถียงค่ะคุณพี่ เฟกนิวส์ 100% จากฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการจะดิสเครดิตพวกเรา หนูขอแรงคุณพี่นะ กราบขอแรง ไปช่วยพวกหนูทำความเข้าใจที นี่คือสิ่งที่พวกหนูโดนโจมตี แล้วก็ทำให้พวกเราเนี่ยเสียตรงนี้อย่างมาก เยอะมากจริงๆ

“ในพรรคนะคุณพี่ไปถามร้อยคนก็ตรงกันร้อยคน ถามห้าร้อยก็ตรงกันห้าร้อย ไม่มีนโยบายในการตัดบำนาญข้าราชการ ยืนยันได้หัวหน้าพรรคเราพูดเอง”

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า “คือพวกนี้ทำกันเป็นกระบวนการมากนะคะ ไม่ว่าจะบอกว่าเป็นคนล้มเจ้า หรือว่ามีนโยบายในการตัดบำนาญข้าราชการ แล้วมันมีพรรคการเมืองพรรคนึงที่เป็นพรรครัฐบาลอยู่ตอนนี้ เอาเรื่องนี้ไปตีฟูว่าพวกเราจะตัดบำนาญข้าราชการ แล้วต่อไปข้าราชการบำนาญจะเป็นขอทาน 'ตอแหลทั้งเพคุณพี่' เราไม่เคยมีนโยบายนี้ มีแต่ฝั่งนั้นแหละที่เอาไปตีฟูสร้างเฟกนิวส์ ปล่อยเฟกนิวส์เป็นกระบวนการทำให้พวกเราเสียหาย เสียหายมากจริงๆ ฝากพี่ด้วยนะ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”

“กาก้าวไกลพี่ แล้วบำนาญของบ้านพี่จะมั่นคง อยู่ในมือนะคะ ถ้าการบริหารงบประมาณอยู่ในมือของคนที่หางบเป็น บริหารจัดการเงินได้ตรงไปตรงมา บำนาญพี่จะมั่นคงไปอีกร้อยปีเลย” น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้าย

‘เจ๊จุกคลองสาม’ เปิดคลิปนาที ‘กลุ่ม 3 นิ้ว’ สาดเลือดลบหลู่ศาลพระภูมิ ชี้!! ทำแบบนี้ไม่ถูก มาลบหลู่สิ่งที่คนอื่นเคารพนับถือแบบนี้ไม่ได้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 66 จากกรณีกลุ่ม ‘เพื่อนหยก’ อาทิ กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ทะลุวัง และทะลุแก๊ซ ได้เดินทางไปรวมตัวทำกิจกรรมที่ สน.สำราญราษฏร์ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว ‘หยก’ และชี้แจงการพยายามแจ้งข้อหาเพิ่มเติม มีการสาดสีแดงคล้ายเลือดบริเวณบันได และศาลพระภูมิ จนเลอะเทอะเสียหาย ล่าสุดผู้ชุมนุมถูกจับกุมเบื้องต้น 9 ราย

ล่าสุดทวิตเตอร์ ‘เจ๊จุก คลองสาม’ ได้โพสต์คลิปย่ำยีความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ สน.สำราญราษฏร์ ขณะกลุ่มผู้ชุมนุมนำเลือดหมูไปสาดใส่ศาลพระภูมิ โดยระบุข้อความว่า “พวก...จะไม่เคารพสิ่งสิทธิ์ ศาสนา ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ก็เรื่องของ...ค่ะ แต่...จะไปลบหลู่สิ่งที่คนอื่นเคารพนับถือแบบนี้ไม่ได้ พ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนเหรอคะ  ...รู้ไหมว่า ตำรวจใน สน. เขากราบไหว้นับถือ ขอพรตอนออกทำงาน ให้รอดพ้นปลอดภัย พวก...เป็นใครมาจากไหน ถึงกล้าทำแบบนี้”

นอกจากนี้นำคลิปอีกมุมหนึ่งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ชุมนุม พร้อมกับโพสต์ข้อความชี้แจงในทำนองว่า มันเป็นใคร ทำไมชั่งหน้าด้านหน้าทน กล้าตะโกนว่า #ตำรวจทำร้ายประชาชน อีก ดูสิคะทุกคน ฟาดเอาๆไม่ยั้ง โกหกตอแหล ตั้งแต่ศาสดายันสาวก เหมือนก็อป DNA กันมา ควรจะเลิกหลอกหลวงประชาชนกันได้รึยัง คิดว่าคนไทยโง่และพร้อมที่จะเชื่อทุกอย่างที่มึงพูด รึไงคะ

‘เอส กันตพงศ์’ ถูกหามส่ง รพ. หลังวูบหมดสติกลางงานอีเวนต์ ชี้ อาการยังน่าเป็นห่วง ด้านภรรยาโพสต์ขอทุกคนช่วยอธิษฐานให้สามี

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 66 เป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้แฟนคลับจำนวนมาก หลังมีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ‘เอส-กันตพงศ์ บำรุงรักษ์’ พระเอกชื่อดังแห่งวิก 7 สี เกิดวูบ หมดสติ ระหว่างที่ออกอีเวนต์ของช่อง ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ล่าสุดนั้น คริสติน่า ภรรยาสาวของ เอส กันตพงศ์ ออกมาโพสต์ไอจีสตอรี่ ว่า “Please keep us in your prayers! We can fight this teerak. You are strong”

เบื้องต้นทราบว่า เอส กันตพงศ์ เป็นคนที่แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่มีโรคประจำตัวอะไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจให้กับครอบครัวและแฟนคลับอย่างมาก และแพทย์ที่ดูแลนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ว่าอาการของเอสจะดีขึ้นเมื่อไหร่

นอกจากนี้ ‘วินน์ วาทิต โสภา’ นักร้องและนักแสดงชายชาวไทย โพสต์ไอจีสตอรี่ ระบุว่า “สู้ๆนะพี่ชาย”, “ขอให้บุญที่ผมได้สร้างสมมาส่งผลให้พี่ชายผมกลับมาแข็งแรงนะครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานอีเวนต์ของช่อง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น เป็นดีเบตประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร จาก 7 พรรคการเมือง ซึ่งผู้ที่ไปงานนี้และอยู่ในเหตุการณ์ที่ เอส กันตพงศ์ ล้มนั้น ได้แชร์ไอจีสตอรี่ ระบุว่า “ขอให้อาการปลอดภัยนะคะ เมื่อวานน่าสงสารพี่เอสมาก ช็อตฟีล คือ แกล้มกระแทกแรงมาก แล้วอากาศร้อนมากจริงเมื่อวาน ขออย่าให้เป็นอะไรมากนะคะ ”

‘น้องชายใบเตย’ ประกาศ!! ครอบครัวยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ พร้อมยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อใด รบกวนไม่แอบอ้างชื่อ

จากกรณีอัยการได้มีคำสั่งฟ้อง 6 ผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่ Forex 3D ใน 3 ข้อหา และได้มีการนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดสั่งฟ้องต่อศาลอาญา ล่าสุด นายพัฒนพล กุญชร หรือดีเจแมน และ น.ส.สุธีวัน กุญชร หรือทวีสิน หรือใบเตย พร้อมพวกรวม 6 ราย มาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงกลาง ในคดีร่วมกันฉ้อโกงแชร์ Forex-3D และศาลอาญาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้น

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘ลุกซ์ ชาญวิทย์’ น้องชายของสาวใบเตย ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ‘luxx.c.t_’ ระบุว่า…

“ลุกซ์และครอบครัว (ทั้ง 2 ครอบครัว) ยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์สื่อใดๆในตอนนี้นะคะ
ขอความกรุณาพี่ๆสื่อมวลชน ทุกสื่อทุกสำนักงดติดต่อไปยังคุณพ่อ คุณแม่ ของพี่เตยและพี่แมน นะคะ

ลุกซ์ขอชี้แจ้งว่าทั้งตัวลุกซ์เองและคุณแม่ป้อง พิมพ์แข ไม่เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไหนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นรบกวนพี่ๆสื่อมวลชนทุกท่าน ไม่แอบอ้างชื่อของลุกซ์และแม่ป้องไปใช้ ในการนำเสนอข่าวโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตค่ะ

สุดท้ายนี้ลุกซ์ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ”

‘มณีรัตน์-ภูมิใจไทย’ ชูนโยบาย ‘ส่งเสริมอาชีพคนรุ่นใหม่’  หนุนผู้ค้าธุรกิจออนไลน์ พร้อม 'ลดค่าขนส่ง-ลดภาษี' 

(11 พ.ค. 66) น.ส.มณีรัตน์ ลิมป์รัตนกาญจน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตพระโขนง บางนา หมายเลข 6 พรรคภูมิใจไทย พูดถึงประสบการณ์การทำงานตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ตอนนี้ตนอายุ 40 แล้ว พร้อมเสนอนโยบายส่งเสริมอาชีพคนรุ่นใหม่ และมุ่งเน้นนโยบายต่อเนื่อง โดยระบุว่า…

“อายุ 40 ล่ะ ผ่านมาครึ่งชีวิตแล้วค่ะ 20 ปีที่ผ่านมา เป็น 20 ปีที่มีคุณค่ามากๆ ถ้าเราก้าวข้ามเรื่องการทะเลาะกัน ทำทุกอย่างโดยใช้เวลา 20 ปีนี้ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน”

ต่อข้อคำถาม “จุดยืน และแนวทางการทำงานการเมือง” น.ส.มณีรัตน์ กล่าวว่า “เราอยากทำการเมืองสร้างสรรค์ เราเรียกตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่คือคนที่จะต้องทำงานได้กับทุกคน ผูกมิตร และก็ทำเพื่อประชาชน ให้มีผลลัพธ์ ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงผ่านนโยบายต่างๆ ส่งผลไปถึงคนในพื้นที่ของเรา โดยเฉพาะในเขตพระโขนง” 

“พรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้นเรื่องนโยบายต่อเนื่องและสัญญาที่จะทำด้านสาธารณะสุข ต่อยอดนโยบายศูนย์ฟอกไตฟรี ซึ่งก่อนหน้านี้การฟอกไตของเราฟรีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ก็คือให้มีศูนย์ฟอกไต ทุกเขต ทุกอำเภอ ล่นระยะเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องพาผู้ป่วยไป”

เข้าใจหัวอกคนวัยทำงาน…ในการที่จะออกไปทำงาน ค่าเดินทางเป็น Cost เป็นต้นทุนอย่างนึงของทุกคน เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปทำงาน ก็อยากจะผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ลดความทุกข์พี่น้องประชาชนคนเมือง

พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายส่งเสริมอาชีพคนรุ่นใหม่ โดย น.ส.มณีรัตน์ กล่าวว่า “พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำที่อยากจะมีอาชีพอิสระ หรือแม้กระทั่งแค่อยากจะมีรายได้เสริม แต่ก็มีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าขนส่ง หรือแม้กระทั่งช่องทางที่จะค้าขาย เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องนึงที่อยากจะช่วยผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าขนส่งต่างๆ เจรจาเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางด้านภาษี เพื่อซัพพอร์ตพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เดินต่อไปได้”

หากถามถึงกระแสการเลือกตั้งโค้งสุดท้าย “กระแสก็เป็นเรื่องของกระแส แต่ก็อยากจะให้มองที่คุณสมบัติและการตั้งใจจริงในการทำงาน ข้อดีอย่างนึงก็คือเป็นคนที่ทำงานผ่านมาหลายบทบาท 3 ส่วนหลักๆ คือ ภาคประชาชน ภาคเอกชน หรือฝั่งราชการ เราเคยทำงานกับเขา ร่วมมาทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะเห็นภาพรวมต่างๆ และก็ทำงานขับเคลื่อนออกมาให้เป็นผลลัพทธ์แก่ประชาชน”

ต่อข้อคำถาม ‘คนรุ่นใหม่กับการเมืองใหม่’ ในมุมมองของน.ส.มณีรัตน์ เปิดเผยว่า “แน่นอนคนรุ่นใหม่ไม่ได้ตัดสินที่อายุ มันอยู่ที่แนวคิด อยู่ที่ความเข้าใจเขามากกว่า ว่าเขาอยากจะได้อะไร คนรุ่นใหม่เหล่านี้เขามีความฝัน  มีแพชชัน มีความที่อยากจะทำนู้นอยากจะทำนี้ หน้าที่ของเราคืออยากจะเป็นคนที่จะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณะสุข ที่เขาจะห่วงใยพ่อแม่เขา แต่ตัวเขาเนี่ยแหละเอฟเฟกโดยตรงในการที่จะต้องดูแลพ่อแม่เรื่องการหาหมอ หายา หรือแม้กระทั่งเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าเดินทาง ในการที่จะไปทำงาน หรือสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นดิจิทัลครีเอเตอร์ เป็นเชฟ หรือเป็นอาชีพต่างๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะผลักดันทั้งเชิงนโยบาย ทั้งเชิงปฏิบัติต่างๆ ก็คืออยากจะให้เขาไปสู่ฝันให้ได้”

ต่อข้อคำถามสุดท้าย ถึงความตั้งใจที่ทำให้มานั่งอยู่ตรงนี้ คืออะไร… “ก็อยากจะทำจริงๆ อยากจะทำให้กับทุกคนในพื้นที่ มีความตั้งใจจริงๆ ที่อยากจะมา มาเป็นทั้งตัวเชื่อม มาเป็นทั้งตัวคนทำงาน ให้ผลประโยชน์ตกกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตพระโขนง-บางนา อย่างแท้จริง” น.ส.มณีรัตน์ ผู้สมัครส.ส. ภูมิใจไทย กล่าวทิ้งท้าย

‘อาทิตย์ ริว’ อดีตพระเอกยุค 90 หมดสติอยู่ท้ายตลาด เจ้าหน้าที่รุดเข้าช่วย ล่าสุดถูกหามส่งโรงพยาบาลแล้ว

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 66 แฟนคลับตกใจหลังมีภาพอดีตพระเอก ยุค 90’s อย่าง ‘อาทิตย์ ริว’ ซึ่งเพิ่งออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตพลิกผัน ทั้งเรื่องครอบครัวความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป จนต้องไปขายของที่ตลาดนัดเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพนั้น พบว่าวูบหลายชั่วโมงก่อนมีคนมาพบแจ้งเจ้าหน้าที่รุดเข้าช่วย

โดยล่าสุดพบว่ามีภาพ อาทิตย์ ริว วูบหมดสตินอนอยู่ท้ายตลาดเขต 71 ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยรุดเข้าช่วย และถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลด่วน จากนั้นเผยภาพอดีตพระเอกอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ภูมิพล โดยระบุว่า ตอนนี้พี่ริวป่วยอยู่รพ. นอนรพ. ขณะที่แฟนๆ ต่างเข้าไปให้กำลังใจจำนวนมาก

เปิดตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2566 แบบแยก Generation พบ 'เจน X' มากสุด 20 ล้านคน!! 

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เปิดเผยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. 2566 โดยแยกตามช่วงอายุ Generation จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวม 52,241,808 คน ดังนี้ 

1.กลุ่ม Before Baby Boommer เกิดก่อน พ.ศ. 2491 จำนวน 2,956,182 ราย 
2.กลุ่ม Generation Baby Boommer เกิดระหว่างพ.ศ. 2491-2505 จำนวน 9,326,314 ราย 
3.กลุ่ม Generation X เกิดระหว่าง พ.ศ. 2506-2526 จำนวน 20,882,235 ราย 
4.กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างพ.ศ. 2527-2546 จำนวน 17,983,355 ราย 
และ 5.กลุ่ม Generation Z เกิดระหว่าง 2547 จนถึงก่อนวันที่ 16 พ.ค. 2548 จำนวน 1,093,722 ราย 

ทั้งนี้ เมื่อแยกรายละเอียดเป็นรายจังหวัด พบว่า กรุงเทพมหานคร มีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลุ่ม Generation X มากสุด คือ 1,777,588 ราย รองลงมาคือ กลุ่ม Generation Y จำนวน 1,455,337 ราย กลุ่ม Generation Baby Boommer 869,461 ราย กลุ่ม Before Baby Boommer 295,302 ราย และกลุ่ม Generation Z จำนวน 81,467 ราย 

วิกฤตใหญ่รอบนี้อาจไม่ใช่สหรัฐฯ  แต่อาจเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่

(11 พ.ค. 66) แน่นอนว่าหากใครติดตามข่าวสารการเงินโลกอยู่ตอนนี้ ก็คงเห็นข่าวถล่มสหรัฐฯ กันทุกวี่ทุกวันจากฝั่งคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะข่าวที่ว่าดอลลาร์จะเสื่อมค่าหนักกลายเป็นแบงก์กงเต็กที่ไม่มีใครเอา ไม่มีใครต้องการ แต่ในความเป็นจริงแล้วระเบิดลูกใหญ่อาจซ่อนอยู่ในประเทศที่ดูดีเวอร์ ๆ และดูไม่มีความเสี่ยง มากกว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เสียอีก !

World Maker ย้ำมาตลอดหลายบทความแล้วว่าท่านควรจะระวังอะไรบ้าง ซึ่งเราไม่ได้การันตีว่าจะเกิดขึ้นแบบ 100% เนื่องจากผู้เขียนเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดแล้วจะสร้างความเสียหายแก่คนจำนวนมากที่กำลังประมาท “สู้ให้ผู้เขียนเป็นผู้ผิดเสียเองจะดีกว่า” แต่ถึงกระนั้นก็อยากบรรยายถึงความเสี่ยงเอาไว้ให้ท่านไม่ประมาทเกินไป โดยจะสรุปให้เป็นข้อ ๆ อีกครั้งเพื่อความชัดเจนดังนี้ (ถ้าผมผิดและมันไม่เกิดขึ้นจริงตามนี้ก็ดีแล้ว ให้ผมผิดไปเลย ผมไม่กลัวความผิด แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงคนที่เดือดร้อนไม่ใช่ผมแต่จะเป็นคนส่วนใหญ่)

1. ตลาดทองคำและ Crypto ตอนนี้กำลังมีข่าวจากผู้ที่ยกตนเป็นกูรูการเงินโลก ออกมาเชียร์ให้คนซื้อทองคำและทิ้งเงินดอลลาร์-พันธบัตรอเมริกา ขณะที่หลายปีมานี้ทองคำถูกดันราคาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเทรดอยู่ที่ระดับสูงกว่า 2,030 $/Oz และมีแรงเชียร์ซื้อมากมายจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่พยายามล้มดอลลาร์ ซึ่งแม้ว่าตลอด 5,000 ปีที่ผ่านมาทองคำจะมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างดูดีและสามารถรักษามูลค่ามาได้ตลอด แต่การจะบอกว่ามันคือสินทรัพย์อมตะที่จะล้มเงินดอลลาร์และราคาพุ่งทะลุเพดานนั้น ไม่แน่ด้วยซ้ำว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ? โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทองคำแทบไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อะไรในทางเศรษฐกิจจริง นอกจากการเก็งกำไร และการซื้อเพราะหวังว่าจะสามารถขายต่อได้ที่ในราคาแพงกว่าเดิม

ส่วน Crypto นั้นก่อนหน้านี้เป็นกระแสข่าวหนักว่าจะล้มดอลลาร์และทองคำ แต่สุดท้ายก็พังไปก่อนเพื่อน และตอนนี้กำลังถูกหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ-ตะวันตกตรวจสอบอย่างหนัก สวนทางกับที่จีน-รัสเซียกลับลำเปิดหน้าหันมาดันอย่างชัดเจน โดยฮ่องกงตั้งเป้าตัวเองเป็นศูนย์กลางคริปโตโลก ขณะที่รัสเซียเริ่มเชื่อม Ethereum และ Metamask เข้ากับ Sberbank ที่เป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ แต่ Crypto เป็น 1 สินทรัพย์ที่ปู่ Warren Buffett ออกมาประจานชัดเจนว่าเป็นเหรียญเก็งกำไรไม่มีมูลค่าแท้จริงและจะพบจุดจบไม่สวยงาม (ปู่เคยกล่าวอีกว่าทองคำก็เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้นอกจากเก็งกำไรเป็นหลัก)

2. อสังหาฯ-ที่ดินใน Emerging Market และอีกหลายประเทศ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมามีกลุ่มที่กว้านซื้อหวังเก็งกำไรจนดันให้ราคาสูงเกินมูลค่าที่ควรจะเป็นไปอย่างมาก และคนทั่วไปส่วนใหญ่แทบจะเอื้อมกันไม่ถึงแล้ว ซึ่งพอมาถึงสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้กลุ่มที่ดันราคามาตลอดหาผู้ซื้อใหม่แทบจะไม่ได้ สุดท้ายหากขาดแคลนสภาพคล่องขึ้นมา จะต้องนำอสังหาฯ-ที่ดินเหล่านี้มาขายทอดตลาดในราคา Discount อย่างมาก

3. พันธบัตร-ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ ต้องระวังเอาไว้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของสภาพคล่อง เพราะพันธบัตรเหล่านี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการออกกู้กันเยอะมากโดยพวกที่โลภและคิดจะหาเงินแบบ Easy Money แต่กลับไม่มีความสามารถในการทำกำไรมาจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้ ดังนั้นหากโดนกดดันจากสภาพแวดล้อมในตอนนี้ต่อไปอีกจนถึงทางตันขึ้นมา เราอาจได้เห็นการ Default เกิดขึ้นหนักกว่าในสหรัฐฯ หลายเท่า

4. ธนาคารในหลายประเทศ จะต้องจับตามองเอาไว้ โดยเฉพาะธนาคารที่มีผู้บริหารไม่ได้เรื่อง โลภมาก ใช้จ่ายเงินอย่างประมาท อย่างที่ปู่ Warren Buffett ออกมากล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่ากลุ่มธนาคารนั้นมีความล่อใจอย่างมากให้คนทำชั่วและตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้แต่สหรัฐฯ ที่มีการตรวจสอบโดยรวมเข้มงวดก็ยังเกิดวิกฤตเช่นนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้นในหลายประเทศที่ไม่มีการตรวจสอบเหมือนสหรัฐฯ อาจมีวิกฤตใหญ่กว่าที่ซ่อนอยู่

5. ค่าเงินของประเทศที่พยายามทำให้ดูดี เพราะแม้ว่าปัจจุบันจะมีข่าวกระหน่ำโจมตีค่าเงินดอลลาร์อย่างหนัก ทำให้ดูเหมือนดอลลาร์จะมีความเสี่ยงมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วประเทศที่มีปัญหาใหญ่เรื่องเศรษฐกิจ-ค่าเงินอาจกำลังปิดข่าวเงียบ ซึ่งหากใครตามข่าวสารดูดี ๆ จะเห็นว่าค่าเงินหลายประเทศกำลังเปราะบางอย่างมาก บางประเทศคิดอะไรไม่ออกก็ต้องหันไปหาทองคำเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการเสื่อมค่าของสกุลเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ คือระบบบริหารและระบบสืบทอดอำนาจจากผู้ที่ไม่มีความรู้อย่างถ่องแท้ในการดำเนินเศรษฐศาสตร์-การเงินของประเทศ (และถ้าทองคำไม่ใช่คำตอบอีกก็จะยิ่งเสียหายหนัก)

📌 ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับเพดานหนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด Joe Biden ระบุว่ามีความคืบหน้าเล็กน้อยในการเจรจาเมื่อวันอังคาร ซึ่งเรื่องของเพดานหนี้สหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อย่างมาก เพราะแม้แต่ขุนคลัง Janet Yellen ก็ออกมากล่าวชัดเจนว่าหากสหรัฐฯ ผิดชำระหนี้ขึ้นมา มันจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ-การเงินโลกเป็นอย่างมาก รวมถึงทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างสาหัส

และขณะเดียวกันก็จะทำให้กลุ่มคอมมิวนิสต์โหมกระหน่ำถล่มสหรัฐฯ หนักขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในแง่ของข้อมูลข่าวสาร นั่นหมายถึงการสั่นคลอนเงินดอลลาร์มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าสหรัฐฯ จะยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ ?

แต่ในทางกลับกัน วันนี้ตัวเลข CPI เทียบรายปีของสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายนประกาศออกมาที่ 4.9% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 5% แม้ว่า Core CPI ที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงานจะอยู่ที่ 5.5% นั่นทำให้ FED อาจมีช่องว่างมากขึ้นในการดำเนินนโยบายทางการเงิน และบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นหายนะเกินควบคุมเหมือนที่สื่อฝั่งคอมมิวนิสต์กำลังโจมตี

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารในสหรัฐฯ ทำกำไรได้มากถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 (เพิ่มขึ้น +33% จากไตรมาส 1 ปี 2022) สวนทางอย่างสิ้นเชิงจากการกระหน่ำข่าวที่ว่าสหรัฐฯ กำลังจะเกิดวิกฤตเหมือนในปี 2008 จนพังทลายลงไป

จากธนาคารเกือบ 4,400 แห่งของสหรัฐฯ พบว่ามีเพียง 197 แห่งหรือน้อยกว่า 5% ที่ขาดทุนในไตรมาสแรก ตามข้อมูลของ BankRegData ซึ่งทำให้น่าจับตามองว่าที่กูรูฝั่งคอมมิวนิสต์กำลังพยายามโจมตีว่าสหรัฐฯ จะล่มสลายนี้ เป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องแต่งขึ้นมาหวังทุบดอลลาร์แล้วครองโลกเอง ?

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้น่าเป็นห่วงเหมือนระเบิดที่ซ่อนอยู่ในประเทศอื่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะประมาทได้ เพราะปู่ Warren Buffett และคู่หูอย่างปู่ Charlie Munger ก็กล่าวเองชัดเจนว่ายังมีธนาคารอีกหลายแห่งที่ต้องได้รับบทเรียนจากการบริหารเงินอย่างไม่ได้เรื่อง ในขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการผ่อนคลายกฎหมายที่เกิดขึ้นในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ (ซึ่งเป็นรัฐบาลที่สัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย) ที่ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก-กลางไม่ต้องโดนตรวจสอบความปลอดภัยด้านการเงินโดยการเข้ารับ Stress Test เหมือนบริษัทใหญ่ ๆ

นั่นหมายความว่านับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป ผลประกอบการของธุรกิจหลายแห่งในสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลง หรือในบางแห่งที่มีปัญหาก็อาจจะเริ่มทรุดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นแม้ว่าโดยภาพรวมจะไม่ใช่จุดที่เป็นความเสียหายครั้งใหญ่เหมือนในปี 2008 แต่ผู้ที่ลงทุนหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับภาคการเงินของสหรัฐฯ ก็จะต้องรัดเข็มขัดเอาไว้อย่างไม่ประมาท

ทั้งนี้ อย่างที่บอกว่าเราที่ควรกังวลจริง ๆ อาจยังไม่เป็นข่าวในตอนนี้และไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่คนปลอยปะละเลยไม่สนใจ แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาคจะมีความตึงเครียดสูงขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่เป็นแบบทวีคูณ โดยเฉพาะเรื่องของฟองสบู่สินทรัพย์ที่ถูกเก็งกำไรดันราคาโดยกลุ่มคนโลภในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้

ตลาดอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ถือว่าน่าจับตามองในช่วงต่อจากนี้ โดยเริ่มจากในสหรัฐฯ ที่ตอนนี้ราคาบ้านในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ได้ลดลงแล้ว -14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกับยอดขายที่ลดลง แม้ว่าในหลายพื้นที่ราคาจะยังเพิ่มขึ้นสวนทางปัจจัยพื้นฐาน แต่ที่สำคัญคือภาพที่อาจตามมาในประเทศอื่น ๆ หลังจากนี้ ซึ่งภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันต่ออสังหาฯ มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเก็งกำไรดันราคาขึ้นไปจนเวอร์สูงลิ่วในหลาย 10 ปีที่ผ่านมา หากไปจนถึงจุดที่สูงเกินไป สุดท้ายจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกและต้องปรับฐานลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยสรุปก็คือ สิ่งที่ World Maker สรุปมา 5 ข้อรวมถึงเรื่องเพดานหนี้และอสังหาฯ นี้ อยากให้จับตามองเอาไว้ให้ดีและระมัดระวังเอาไว้อย่างไม่ประมาท ใครจะทุ่มเงินซื้อบ้าน ซื้อทอง ซื้อรถ ก็อย่าพึ่งมั่นใจนัก อย่าพึ่งรีบร้อนเกินไปกับราคาในปัจจุบัน อย่ามั่นใจ 100% ว่าราคาจะพุ่งทะลุเพดานไปอีกหลาย % ในเร็ว ๆ นี้

ซึ่งแม้ว่าผู้เขียนจะไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่าจะเกิดขึ้นจริง และจะอยากให้ตัวเองผิดเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าผู้เขียนเกิดถูกขึ้นมา คนเสียหายก็คือคนที่โลภมากในก่อนหน้านี้ (ซึ่งกลุ่มนี้ควรได้รับบทเรียนอยู่แล้ว) แต่คนที่ไม่ได้มีเป้าประสงค์ไม่ดี เพียงแต่ว่าขาดความรู้ทางการเงินในการบริหารความเสี่ยง อาจตัดสินใจผิดได้และเสียหายหนักไม่ต่างกัน หากไม่ได้รับรู้ข้อมูลตรงนี้


เรื่อง: World Maker

'สนธิรัตน์' ได้ใจเมืองคอน หลังชู 3 นโยบายเด็ดเสริมแรงผู้สมัครฯ 'เมืองอุตฯ น้ำมันเจ็ต - ดันราคาปาล์ม - แปลง สปก. เป็นโฉนด'

พรรคพลังประชารัฐ เปิดปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายที่หลังสถานีรถไฟชะอวด นครศรีธรรมราช ประกาศนโยบายเด็ด นครศรีฯ เมืองอุตสาหกรรมน้ำมันเจ็ต ใช้น้ำมันปาล์มผลิตน้ำมันเครื่องบิน ย้อนสูตร B-10 ปุ๋ยราคาถูก ดันปาล์มสูงกว่า 10 บาทแน่นอน ด้าน 'อาญาสิทธิ์' ดัน สปก. เป็นโฉนด 

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 ที่หลังสถานีรถไฟชะอวด จ.นครศรีธรรมราช นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เปิดปราศรัยใหญ่ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.เขต 4 นครศรีธรรมราช โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจีรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคและทีมงานมาช่วยปราศรัย มีชาวบ้านในพื้นที่เดินทางมาฟังการปราศรัยเกอบ 10,000 คน 

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จนมาถึงรมว.พลังงาน มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ในสมัยเป็นรมว.พาณิชย์ ทำได้แค่ราคา 3-4 บาท แต่พอเป็นรมว.พลังงาน นำน้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมบี 10 ราคาปาล์ม จึงขยับเป็นกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม ต่อมาตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งนโยบายนี้ ก็ไม่ได้ดำเนินการ ราคาปาล์มจึงลดลงในปัจจุบัน 

"พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายที่จะช่วยให้พี่น้องชาวสวนปาล์มได้มีโอกาสร่ำรวยอีกครั้ง และเป็นการร่ำรวยที่ยั่งยืน ขอประกาศณ ที่นี้ว่า จะพัฒนาเองนครฯ เป็นนิคมอุตสาหกรรมน้ำมันเจ็ต นำน้ำมันปาล์มมาเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่องบิน เป็นนโยบายที่ทีมงานคิดค้นขึ้นมา รับประกันว่า ทำได้แน่ เพราะในอนาคตตั๋วเครื่องบินที่เติมน้ำมันสะอาด จะมีราคาถูกกว่า ซึ่งจะทำให้น้ำมนปาล์มไม่เพียงพอแน่นอน เพราะปัจจุบันเราผลิตได้ 3,000 ล้านตัน แต่โรงงานผลิตน้ำมันเครื่องบินเจ็ต จะใช้ปีละเปนหมื่นล้านตัน ราคาปาล์ม จะไม่ต่ำกว่า 10 บาทแน่นอน นโยบายนี้ประกาศที่นครศรีฯ ที่ชะอวดเป็นที่แรก ชาวสวนปาล์ม จะร่ำรวยแน่นอน และจะลดค่าใช้จ่ายโดยมีนโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง พลังประชารัฐจะผลักดันปุ๋ยราคาถูก" ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ กล่าว 

ขณะที่ด้านนายอาญาสิทธิ์ ศรีสุรรณ ผู้สมัครส.ส.เขต 4 หมายเลข 6 ได้พูดถึงนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยจะลดค่าครองชีพ ลดราคาก๊าซหุงต้ม ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า และจะเพิ่มสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุ 3,000-5,000 บาท นโยบายมารดาประชารัฐ จะมีสวัสดิการ แม่ท้องแก่ เด็กแรกเกิด เป็นสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐจะช่วยเหลือพี่น้องผู้ด้อยโอกาส เป็นนโยบายที่พรรคเน้นสร้างคนให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของชาติ

"พรรคมีนโยบายที่จะสร้างที่ดินทำกินที่ยั่งยืนให้พี่น้องเกษตรกร โดยจะแปลงเอกสารสิทธิ์ที่ดินสปก.4-01 เป็นโฉนด ขายได้ จำนองได้ แปลงเป็นทุนได้ พี่น้องจะได้หลุดพ้นเงื่อนไขเดิมๆ จะได้มีฐานะมีอาชีพและฐานะที่มั่นคง" นายอาญาสิทธิ์ กล่าว 

"จากที่เห็นพี่น้องมาฟังการปราศรัยในวันนี้ มีความมั่นใจว่า จะสามารถปักธงพลังประชารัฐ ที่เขต 4 นครศรีธรรมราชอีกครั้ง" อาญาสิทธิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top