Tuesday, 4 August 2026
TheStatesTimes

23 เมษายน พ.ศ. 2159 โลกสูญเสียยอดกวีเอก ‘วิลเลียม เชกสเปียร์’

วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) เกิดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้แน่ รู้แต่ว่าเขาได้รับศีลล้างบาปในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1564 ซึ่งตามธรรมเนียมในสมัยนั้นการรับศีลของทารกมักจะทำกัน 3 วันหลังการเกิด วันที่ 23 เมษายนจึงถูกถือเอาเป็นวันเกิดของเขา

เชกสเปียร์เติบโตขึ้นในเมืองสแตรทฟอร์ดริมฝั่งเอวอน (Stratford-upon-Avon) วอร์วิกไชร์ (Warwickshire) ประเทศอังกฤษ รายละเอียดของชีวประวัติของเชกสเปียร์มีบันทึกไม่มากนักเนื่องจากเขามิใช่ชนชั้นสูง เรื่องราวในชีวิตช่วงแรกๆ ของเขาจึงมีแต่เพียงเรื่องที่ถูกบันทึกในเอกสารของทางการ เช่น การรับศีล และการแต่งงาน

พ่อของเขาจอห์น เชกสเปียร์ (John Shakespeare) ทำการค้าหลายอย่างและดูเหมือนจะมีปัญหาทางการเงินเป็นระยะ ขณะที่แม่ของเขาแมรี อาร์เดน แห่งวิล์มโคต (Mary Arden, of Wilmcote) มาจากครอบครัวเก่าแก่และเป็นทายาทที่จะได้รับมรดกเป็นที่ดินบางส่วน ทำให้เชื่อกันว่าการแต่งงานของทั้งคู่เป็นหนึ่งในความพยายามเพื่อยกฐานะของจอห์น เชกสเปียร์

เชื่อกันว่าเชกสเปียร์น่าจะเข้าเรียนในโรงเรียนไวยากรณ์ (Grammar School เป็นโรงเรียนสอนภาษาละตินและวรรณกรรมคลาสสิกในยุคกลาง ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นโรงเรียนระดับมัธยมของอังกฤษ) ในสแตรทฟอร์ด แต่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาแต่งงานกับแอนน์ แฮทธาเวย์ หญิงซึ่งแก่กว่าเขา 8 ปี และตั้งท้องอยู่แล้วก่อนแต่งงานกับเขา หลังแต่งงานได้ 6 เดือนทั้งคู่ได้ลูกสาวคนแรกชื่อว่า ซูซานนา (Susanna) ในปี 1585 ทั้งคู่ได้ลูกแฝด แฮมเน็ต (Hamnet) และจูดิธ (Judith) ก่อนที่แฮมเน็ตลูกชายคนเดียวของครอบครัวเชกสเปียร์จะเสียชีวิตในอีก 11 ปีถัดมา

เชกสเปียร์เริ่มมีชื่อถูกอ้างถึงในฐานะนักเขียนในปี 1592 เมื่อเขาถูกวิจารณ์โดย โรเบิร์ต กรีน (Robert Greene) ผู้เป็นนักเขียนบทละครเช่นเดียวกับเชกสเปียร์ เชื่อกันว่าในขณะนั้นเชกสเปียร์ น่าจะเขียนเรื่องเฮนรีที่ 6 (Henry VI) ไปแล้ว 3 ตอน ในปี 1593 วีนัสแอนด์อดอนิส (Venus and Adonis) เป็นบทกวีชิ้นแรกของเชกสเปียร์ที่ถูกนำออกเผยแพร่ ซึ่งเป็นงานที่ทำขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเฮนรี ไรโอเธสลีย์ ที่ 3 เอิร์ลแห่งเซาแธมป์ตัน (Henry Wriothesley, the 3rd earl of Southampton)

ในปี 1594 เชกสเปียร์ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะละครลอร์ดแชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain’s Men) ซึ่งภายหลังกลายเป็นคณะละครในพระบรมราชูปถัมภ์ (King’s Men) เมื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 1 (James I) ขึ้นครองราชย์ ซึ่งเป็นคณะละครที่เชกสเปียร์ร่วมงานด้วยจนกระทั่งเขาเกษียณอายุ

'เพื่อไทย' ลั่น!! นโยบาย Digital Wallet ไม่ต้องกู้ ไม่ต้องขึ้น VAT ชี้!! ใช้จ่ายผ่านบัตรปชช.ได้ ยัน!! สงกรานต์หน้าเตรียมได้ใช้

'เพื่อไทย' ลั่น!! นโยบาย Digital Wallet เติมเงิน 10,000 บาท สงกรานต์ปีหน้า คนไทยได้ใช้แน่นอน หากได้เป็นรัฐบาล ยัน!! ไม่ขึ้นภาษี ไม่ขึ้น VAT ไม่ต้องกู้ ไม่มีการเก็งกำไรเหมือนคริปโต คนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ สามารถนำบัตรประชาชนไปที่ร้านค้าก็ซื้อสินค้าและบริการได้ทันที!

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.66 ณ ซอยเพชรเกษม 66 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและกรรมการบริหารพรรค พร้อมด้วย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับ ดร.ตั้น กฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ลงสมัคร ส.ส.เขต เบอร์ 9 กรุงเทพมหานคร เขต 29

รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล กล่าวว่า ทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นสามารถทำได้จริง!

"นโยบาย Digital Wallet จะสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับประเทศไทย โดยการเติมเงินให้คนไทยทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ใช้ซื้อสินค้าและบริการภายในรัศมี 4 กิโลเมตรตามทะเบียนบ้านในบัตรประชาชน คนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ สามารถนำบัตรประชาชนไปที่ร้านค้าก็ซื้อสินค้าและบริการได้ทันที

"โดยรัฐบาล ไม่ต้องกู้ ไม่ขึ้นภาษี ไม่ขึ้น VAT ไม่มีการเก็งกำไรเหมือนคริปโต ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คนไทยได้ใช้ทันทีภายในสงกรานต์ 2567

“อลงกรณ์” ขอบคุณประชาชนโหวต”พรรคประชาธิปัตย์”เป็นพรรคขวัญใจเกษตรกร 2 ปีซ้อน 

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคกล่าวแสดงความเห็นวันนี้(23 เม.ย)ว่า ขอขอบคุณซูเปอร์โพลและพี่น้องประชาชนที่โหวตให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขวัญใจของเกษตรกรที่ไม่มีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริตติดต่อกัน 2 ปีซ้อนและนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นผู้นำพรรคการเมืองที่ประชาชนเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาปากท้อง รายได้และหนี้สินของประชาชนอันดับที่3 

“พรรคประชาธิปัตย์ในยุคอุดมการณ์-ทันสมัยทำได้ไวทำได้จริงโดยการนำของนายจุรินทร์ 
ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีเกษตรฯ.มุ่งมั่นทุ่มเททำงานแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและประชาชนฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไร้ทุจริตในช่วง4ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะนโยบายประกันรายได้เกษตรกร การเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร8ล้านครัวเรือนๆละ1.5หมื่นบาทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การเยียวยาชาวสวนลำใย การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ปีละกว่า 1.39 ล้านล้านบาทภายใต้ยุทธศาสตร์นำการผลิต การส่งออกทุเรียนทะลุแสนล้านบาทเป็นครั้งแรกของประเทศ ยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ การพัฒนาเกษตรแม่นยำ 2 ล้านไร่ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรบิ๊กดาต้าแห่งชาติและการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม77จังหวัดครั้งแรกของประเทศตามยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร4.0

การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรอินทรีย์ การปฏิรูปที่ดิน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร การพัฒนาระบบสหกรณ์ การขยายเขตชลประทาน การพัฒนาพันธ์ุข้าวพันธุ์พืชพันธุ์ประมงพันธ์ุปศุสัตว์ การพัฒนายางไทยเพิ่มผลผลิตตรงความต้องการของตลาดยกระดับราคาข้าวเพิ่มรายได้ชาวนาจนประเทศไทยกลับมาครองแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ2ของโลกได้สำเร็จภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย ข้าวโลก การริเริ่มขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต การขยายเอฟทีเอ. และมินิเอฟทีเอ. เป็นตัวอย่างบางส่วนที่ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นพรรคขวัญใจเกษตรกรและเป็นพรรคไม่โกง พรรคประชาธิปัตย์จะทำงานหนักต่อไปจนกว่าพี่น้องเกษตรกรจะก้าวข้ามความยากจนก้าวพ้นหนี้สินมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

ทั้งนี้ผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เรื่อง “นโยบายพรรคการเมืองที่ชื่นชอบของประชาชน” กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,322 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15 – 21 เมษายน พ.ศ.2566
ระบุว่า3 อันดับแรกพรรคการเมืองที่มีนโยบาย ช่วยเหลือเกษตรกรและไม่ด่างพร้อย ไม่ทุจริตที่ชื่นชอบ (ชอบได้มากกว่า 1 พรรค) พบว่า ร้อยละ 41.0 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 38.3 ระบุพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 29.1 ระบุ พรรคเพื่อไทย 

'บิ๊กป้อม' เดินหน้าก้าวข้ามความขัดแย้ง 

22 เม.ย.2566 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการนำคณะกรรมการบริหารพรรค ปราศรัยหาเสียง จ.นครราชสีมา ว่า การนั่งรถไฟในวันนี้ เพื่อดูวิถีของประชาชนตามที่ตนได้บอกเรื่องการพัฒนาภาคอีสาน ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่น เพื่อช่วยทำงานในภาคอีสาน และให้เด็กอาชีวะมีงานทำในพื้นที่อุตสาหกรรม การมานั่งรถไฟครั้งนี้เพื่อดูระบบตามนโยบายโครงการอีสานประชารัฐของพรรคให้ได้ก่อน เพื่อทำให้หลายจังหวัดในภาคอีสานมีความเจริญ คนมีงานทำ เป็นการสร้างงาน และถ้าทำได้จริงจะเชื่อมต่อไปที่ภาคตะวันออกและไปที่ จ.กาญจนบุรีได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งเป้าส.ส.นครราชสีมาไว้ อย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค เพราะเป็นหัวหน้าทีมภาคอีสาน ตนไม่ได้เป็นหัวหน้าทีม และหัวหน้าพรรคคงไม่ต้องมาดูในระดับพื้นที่ ขณะที่นายสันติ กล่าวแทรกขึ้นว่า อยากได้ส.ส.ทั้ง 16 เขตเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐอยากปักธงเป็นอันดับหนึ่งในภาคอีสานใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “อยากสิครับ ไม่น่าถาม อยากได้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า อยากให้พี่น้องชาวอีสานเลือกผม เพื่อให้ได้ที่หนึ่ง เมื่อถามย้ำว่า หากได้ที่หนึ่งแล้วจะเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องการเป็นนายกฯ ต้องไปเลือกกันในสภาฯ ไม่ใช่มาเลือกกันตรงนี้

ถามถึงกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศชัดเจนว่าไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป เพราะตนยังไม่ได้ประกาศว่าจะจับมือกับใคร

‘เศรษฐา’ ยัน!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ ไม่จับมือ 2 ลุง ย้ำ ผู้ใหญ่ในพรรคเห็นด้วย ขอมุ่งหน้าตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หวังปลุกแลนด์สไลด์

‘เศรษฐา’ ยัน ‘อุ๊งอิ๊ง’ ก็ไม่ร่วมงาน 2 ลุง ผู้ใหญ่ในพรรคเห็นด้วย ปลุกแลนด์สไลด์ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

เมื่อวันที่ (22 เม.ย.66) ที่ จ.เพชรบูรณ์ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. พร้อมนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ กรรมการยุทธศาสตร์พรรค นายสุทิน คลังแสง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส.เพชรบูรณ์ทั้ง 6 เขต ได้แก่

นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี เขต 1 เบอร์ 5 นายชัยณรงค์ สืบสุรีย์กุล เขต 2 เบอร์ 8 นายจำเนียร โฉมงาม เขต 3 เบอร์ 1 นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เขต 4 เบอร์ 7 นายสุประวีย์ อนรรฆพันธ์ เขต 5 เบอร์ 7 และนายเกรียงไกร ปานสีทอง เขต 6 เบอร์ 5 รวมถึงผู้สมัคร ส.ส.หนองคายพรรค พท. ลงพื้นที่หาเสียงและร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ ที่โรงเรียนวิทยานุกูลนารี อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนร่วมฟังปราศรัยและให้กำลังใจจนเต็มพื้นที่

จากนั้นเวลา 17.00 น. นายเศรษฐาและคณะ เดินทางมาปราศรัยใหญ่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย จ.สุโขทัย โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค รวมทั้งผู้สมัคร ส.ส.สุโขทัยทั้ง 4 เขต ร่วมเวทีปราศรัย โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ปราศรัยผ่านวิดีโอคอลว่า

จ.สุโขทัยสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นจังหวัดนำร่องในโครงการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน และสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีแผนให้รถไฟฟ้าความเร็วสูงมาผ่านสุโขทัยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ แต่ผ่านไป 9 ปีหลังรัฐประหาร พี่น้องเกษตรกรที่นี่ยังยากจน ไม่มีที่ดินของตนเอง บางรายมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ ถ้าพรรค พท.เป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิทำกิน รวมถึงผลักดันให้นำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก มาจัดให้เป็นที่ดินทำกินเพื่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงจะนำโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนกลับมาสานและทำให้ดีขึ้นเพื่อให้พี่น้องได้ประโยชน์

‘พงษ์ภาณุ’ ชี้ ไทยต้องมีมาตรการกระตุ้น ศก. หลังถดถอยหนักช่วงโควิด - เติบโตไม่ทันเพื่อนบ้าน

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ฮิโรชิมะ ประเทศญี่ปุ่น อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ได้ให้มุมมองต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านรายการ ‘NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า’ ออกอากาศช่วงเช้า เวลา 07.00- 08.00 น. ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 66 โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วน โดยภาครัฐจะต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เพราะอย่างที่ทราบการดีว่า การจะใช้เงินของภาครัฐนั้นมีขั้นมีตอนที่ต้องรอการอนุมัติ

ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนภาครัฐประสบความสำเร็จมาแล้ว เมื่อราวปี 2551 ซึ่งขณะนั้น เศรษฐกิจของประเทศติดลบประมาณ 7% ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้ดำเนินโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” โดยวางงบประมาณเอาไว้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปใช้ลงทุนก่อสร้างภาครัฐในระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ และทางรัฐบาล ได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว และได้ใช้งบประมาณไปเพียง 4 แสนล้านเท่านั้น เศรษฐกิจก็กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

และอย่างที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว เพราะฉะนั้น หากต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง เหมือนก่อนการเกิดโรคโควิด – 19 ที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยถดถอยมาถึง 3 ปี ทางรัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย เพราะโครงการรัฐขนาดใหญ่บางโครงการต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน

แต่อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใส่เม็ดเงินจำนวนเข้าไปในระบบนั้น จะต้องดูช่วงเวลา จะทำแบบพร่ำเพรื่อไม่ได้ เพราะเงินที่นำมาใช้เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดโรคโควิดด้วยการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการต่างๆ รวมถึงกระตุ้นผ่าน โครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจของประเทศจะถดถอยมากกว่านี้

ทั้งนี้ หากมองถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน นายพงษ์ภาณุ มองว่า เศรษฐกิจของไทยที่เติบโตในระดับ 3% นับว่ายังเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของประเทศ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโตได้สูงกว่า เพราะฉะนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องมีกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เพราะเศรษฐกิจของไทยหดตัวอย่างมากตั้งแต่เกิดโควิด-19 เมื่อ 3 ปีก่อน 

แน่นอนว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและได้ผลนั้นคงต้องอาศัยมาตรการด้านการคลัง อย่างที่หลาย ๆ ประเทศได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น สหรัฐ อเมริการ ที่ใช้เงินถึง 25% ของจีดีพี กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิดที่ผ่านมา ส่วนประเทศไทยหากจะกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ จะต้องอัดฉีดเม็ดเงินก้อนใหญ่แบบรวดเร็ว ไม่ใช่ทำแบบทีละนิด เพราะจะไม่เกิดประโยชน์ตามเป้าหมาย ที่สำคัญต้องสามารถนำเงินออกมาจากคลัง แล้วใส่ไปในกระเป๋าประชาชนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อให้เงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจด้วยความรวดเร็วจะรอเป็นปีไม่ได้

นายพงษ์ภาณุ ย้ำว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะต้องมีเป้าที่ชัดเจน ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนใด เพราะคำว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่กว้างมาก ยกตัวอย่าง หากเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ก็ต้องใส่เม็ดเงินลงทุนไปในด้านการก่อสร้าง แม้จะไม่กระต้นได้โดยเร็ว แต่จะนำมาซึ่งการจ้างงาน สร้างรายได้ของประชาชน แต่หากต้องการกระตุ้นที่การบริโภค รัฐต้องอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าประชาชน แล้วให้นำออกมาจับจ่ายใช้สอยเร็วที่สุด พร้อมกับกำหนดให้ชัดเจนว่าเงินที่ให้ไปนั้นใช้จ่ายอย่างไร ซื้ออะไรได้บ้าง โดยไม่ให้นำเงินไปเก็บไว้ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ

และหากจะมองลึกลงไปว่า ประเทศไทยควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนใดนั้น นายพงษ์ภาณุ มองว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกที่ติดลบติดต่อกันหลายเดือน เพราะฉะนั้น หากเงินที่จะอัดฉีดให้ประชาชนนำไปสู่การใช้จ่ายซื้อสินค้าที่ลงไปสู่ภาคการผลิตโดยตรงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการโดยเร็ว ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้น มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

วิเคราะห์!! 'ดอลลาร์' จะยังเป็น King อีกยาวไหม? ขณะที่ 'จีน-รัสเซีย' ดัน 'หยวน-ทองคำ' มาทุบ

ข่าวที่ว่าดอลลาร์จะเสื่อมค่ากลายเป็นแบงก์กงเต็กไม่มีใครเอานั้น ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่จะมาจากฝั่งอำนาจนิยมที่กล่าวว่าตนเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความต้องการทำลายชาวยิว ! ดังนั้นเรื่องที่ว่าดอลลาร์จะพังไม่มีใครเอาจริงหรือไม่นั้น ? เป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อข่าวจากฝั่งที่โจมตีว่าดอลลาร์จะพังอย่างเดียวโดยไม่คิดให้ดี !

โดยเฉพาะในประเทศไทย มีนักวิเคราะห์และกลุ่มคนที่ยกตัวเป็นกูรูด้านเศรษฐศาสตร์-การเงินจำนวนมากมายออกมา “แนะนำ” ให้คนทิ้งดอลลาร์และถือทองคำ-เงินหยวนแทน ! พร้อมกับกล่าวว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ และระบบการเงินโลกดอลลาร์กำลังจะพังทลายกลายเป็นหายนะ ?

คนเหล่านี้มักจะแสดงตัวกับสังคมบ่อย ๆ ว่าทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ต้องการเห็นคนอื่นรู้ทันโลกและฉลาดทางการเงินอย่างแท้จริง แต่เบื้องลึกจะเป็นอย่างที่แสดงออกมาจริง ๆ หรือไม่ ? อาจเป็นคำถามที่เราต้องตามดูกันยาว ๆ ก่อนจะรีบสรุปจากสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมา

และหากเราฟังข่าวจากด้านอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มศัตรูของสหรัฐฯ บ้าง เราจะได้มุมมองที่แตกต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่นล่าสุด Larry Summers อดีตขุนคลังสหรัฐฯ ผู้ที่เคยทำนายสถานการณ์เงินเฟ้อได้อย่างแม่นยำ กล่าวว่าข่าวโจมตีต่าง ๆ ที่ว่าเงินดอลลาร์จะพังนั้นไม่เป็นความจริง ?

ทั้งนี้ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะลดสัดส่วนในการเป็นทุนสำรองทั่วโลกลงจาก 70% เหลือ 58% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ยูโร (ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ) เข้ามามีบทบาทเป็นทางเลือก ! แต่ขณะเดียวกันในแง่ของการค้าและในด้านอื่น ๆ พบว่าทั่วโลกยังคงใช้ดอลลาร์มากกว่า 80% ขณะที่หยวนมีสัดส่วนไม่ถึง 5%

ซึ่ง Summers ชี้ให้เห็นอีกว่าสัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองที่ลดลงเหลือ 58% นั้นก็อาจเป็นการ “พูดเกินจริง” ไปด้วยซ้ำ เพราะในความเป็นจริงแล้วดอลลาร์อาจยังมีสัดส่วนมากกว่าที่สถิติชี้ให้เห็น ขณะที่ทางจีน-รัสเซียนั้นพยายามดันเงินหยวน-ทองคำ (รวมถึง Bitcoin และ Crypto อื่น ๆ) ขึ้นมาทุบดอลลาร์อย่างเต็มที่

ในกลุ่มนักวิเคราะห์ฝั่งจีน-รัสเซีย รวมถึงในไทยส่วนใหญ่ กำลังมีการกระหน่ำข่าวให้ซื้อทองคำกันรัว ๆ โดยไม่กล่าวถึงความเสี่ยงใด ๆ ของทองคำเลย มีแต่บอกว่าทองคำจะพุ่งและดอลลาร์จะพัง ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่จะพัง !

📌 ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ฝั่งจีน-รัสเซียใช้นั้น อธิบายว่าเงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าอย่างหนักเพราะอนาคตจะมีการใช้งานน้อยลง กลายเป็นแบงก์กงเต็กไม่มีใครเอา ? และยังชี้ไปถึงการที่สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมาได้ไม่จำกัดโดยไม่มีทองคำหนุนหลัง พร้อมกับเพดานหนี้ที่ขยายตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ

ทำให้พวกเขามองว่าทองคำนั้นจะมีมูลค่าพุ่งทะลุเพดานหลังจากปฏิบัติการล้มดอลลาร์เสร็จสิ้นลงแล้ว ! หรือพูดง่าย ๆ ว่าจีน-รัสเซีย “มองว่าชาวยิวนั้นโง่เรื่องการเงิน” และดำเนินนโยบายอย่างผิดพลาดที่พิมพ์ดอลลาร์ออกมาโดยไม่มีอะไรหนุนหลัง และมั่นใจว่าตัวเองเป็นผู้ฉลาดล้ำโลกที่เชื่อในทองคำมากกว่าดอลลาร์

ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นแม้ว่าจีน-รัสเซียจะตามหลังสหรัฐฯ อยู่ในหลายแง่ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ระบบการเงิน วิทยาศาสตร์ ขณะที่กลไกการเงินแทบทั้งหมดบนโลกก็เป็นชาวยิวทั้งนั้นที่คิดมาให้เราใช้ ไม่เว้นแม้แต่เทคโนโลยีสุดล้ำต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็มาจากสมองชาวยิวแทบทั้งสิ้น รวมถึงอัจฉริยะที่เปลี่ยนโลกส่วนใหญ่ก็เป็นยิว

⚠️ ดังนั้นเราคงต้องดูกันว่าฝั่งอำนาจนิยมจะล้มชาวยิวได้จริงหรือไม่ ? และชาวยิวโง่จริงหรือ ? ที่พิมพ์ดอลลาร์โดยไม่มีทองคำหนุนหลัง หรือว่าเป็นฝ่ายอำนาจนิยมกันแน่ที่โง่คิดไม่ทันชาวยิว ? สุดท้ายดอลลาร์หรือทองคำกันแน่ที่จะพัง ? อะไรกันแน่ที่กำลังเป็นฟองสบู่ ?

📌 ปัจจุบันนี้ นักลงทุนทั่วโลกต่างก็กำลังจับตามองตลาดหุ้นและระบบการเงินดอลลาร์จะพังทลายตามคำทำนายของฝ่ายอำนาจนิยมจริงหรือไม่ ? หรือว่าเศรษฐกิจของฝ่ายที่พยายามโจมตีสหรัฐฯ กันแน่ที่จะพังเสียเอง ?? โดยดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ราว ๆ 102 หน่วยในตอนนี้ จากอดีตเคยอยู่ที่ 70 หน่วย ขณะที่เงินรูเบิลรัสเซียอ่อนค่ากว่า -3x เท่าจากเคยอยู่ที่ 25 ต่อ 1 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 82 ต่อ 1 ดอลลาร์ไปแล้ว

ส่วนดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ เช่น S&P500, NASDAQ100, Dow Jones ก็ปรับตัวขึ้นมาจากจุด Low ในช่วงปี 2020 แม้มีข่าวถล่มมาตลอดหลายสิบปีแล้วว่ากำลังจะเป็นหายนะ พัง ไร้ค่า ไม่มีใครเอา มีเพียงอย่างเดียวที่ยังจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับดอลลาร์ได้ในตอนนี้ก็คือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ความหวังหลักของฝ่ายอำนาจนิยมที่จะใช้ทุบดอลลาร์ให้กลายเป็นแบงก์กงเต็ก

กูรูฝั่งอำนาจนิยมส่วนใหญ่กล่าวว่าเมื่อทองคำยืนเหนือ 2,000 $/Oz ได้แปลว่าราคาจะไปต่ออีกมาก บางคนมองว่าทองคำจะพุ่งทะยานไปถึง 5,000 $/Oz หรือมากกว่านั้นเมื่อดอลลาร์พังลงตามคำทำนายของพวกเขา ? แต่ล่าสุดพบว่าราคาทองคำจะส่ายไปส่ายมาไม่สามารถทะลุ All Time High ใหม่เหนือ 2,075 $/Oz ได้สักที ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าฝั่งอำนาจนิยมจะพยายามดันราคาทองคำไปได้ถึงไหน ? หรือว่าทองคำกำลังเป็นฟองสบู่ที่รอวันระเบิดแทนที่จะเป็นดอลลาร์ ?

⚠️ เมื่อเราฟังมุมมองที่ Bias ในทองคำไปแล้ว ขอยกตัวอย่างคนที่มองว่าทองคำแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยกันบ้าง ! โดยปู่ Warren Buffett รวมถึง Bill Gates ซึ่งเป็นระดับตำนานของโลก ต่างก็มองว่าทองคำนั้นแทบไม่มีมูลค่าอะไรจริง ๆ เลย และไม่ได้ให้ผลผลิตอะไรในทางเศรษฐกิจด้วย ทำได้ก็แค่ซื้อมาเป็นเครื่องประดับหรือเก็งกำไรหวังว่าจะมีการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นในอนาคต และแม้ว่าปัจจุบันทองคำจะเริ่มถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบทางอิเล็กทรอนิกส์บางอย่างด้วยความสามารถในการนำไฟฟ้าของมัน แต่ก็ยังคิดเป็นส่วนน้อยมาก ๆ ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ

Bill Gates เน้นย้ำว่าทองคำเป็นเรื่องของจิตวิทยาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นอะไรที่นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาล เราจึงไม่ได้ Bias ในทองคำ ขณะที่ปู่ Warren Buffett กล่าวว่าทองคำเป็นสิ่งที่ปู่จะไม่ลงทุน เพราะทำได้แค่นั่งดูและหวังว่าราคาจะพุ่งขึ้นในอนาคต สู้เอาเงินไปซื้อที่ดินทำเกษตร หรือซื้อหุ้นดีกว่าเยอะ โดยปู่เคยกล่าวอีกว่าถ้าคุณซื้อทองคำเมื่อตอน 20 $/Oz ปัจจุบันมันจะมีมูลค่าราว 2,000 $/Oz แต่ถ้าคุณซื้อหุ้น Berkshire พร้อม ๆ กันกับทอง (ตอนนั้นมีมูลค่า 15 $/หุ้น) ปัจจุบัน Berkshire ได้มีมูลค่าสูงถึง 496,404 $/หุ้น ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่เจ็บแสบไม่น้อย

ดังนั้นก็คงต้องรอวัดกันต่อไปว่าทองคำจะทุบดอลลาร์ได้จริงหรือไม่ ? แต่อย่างที่ World Maker บอกไปว่าเราไม่ควร Bias ทองคำมากเกินไปตามข่าวของฝั่งอำนาจนิยม เราต้องเข้าใจด้วยว่าข่าวถล่มดอลลาร์และเชียร์ซื้อทองคำส่วนใหญ่นั้นมีผลประโยชน์ทางการเมืองระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีความเป็นจิตวิทยาสูง ซึ่งแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้จริงที่ราคาทองคำจะพุ่งและดอลลาร์จะเสื่อมค่า แต่ในโลกการเงินของจริงนั้น ไม่ว่าสินทรัพย์อะไรก็ล้วนเป็นฟองสบู่ได้เช่นกัน ไม่เกี่ยวกับว่าอยู่มานานแล้วหรือพึ่งเกิดใหม่ (อย่างเช่น Bitcoin, Crypto)

📌 ขณะเดียวกัน ตอนนี้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ รวมถึง FED กำลังเตรียมยกเครื่องกฏระเบียบทางการเงินครั้งใหญ่ ! โดยเฉพาะการเพิ่มการตรวจสอบบริษัทและสถาบันการเงินขนาดเล็ก-กลาง ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Non-Banks (บริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารแต่มีความสำคัญทางการเงิน) อีกด้วย ! แน่นอนว่าการยกระดับครั้งนี้เป็นการ Reset ใหม่จากกฏหมายในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ (ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย) ทำให้บริษัทขนาดเล็ก-กลาง ไม่จำเป็นต้องผ่านการทำ Stress Test อย่างเข้มงวดเหมือนบริษัทใหญ่ ๆ และเป็น 1 ในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Bank Run ขึ้นมา

'อลงกรณ์' ปลื้ม!! ประชาชนโหวต 'พรรคประชาธิปัตย์' ขวัญใจเกษตรกร 2 ปีซ้อน พ่วงพรรคไร้ประวัติทุจริต

(23 เม.ย.66) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค กล่าวแสดงความเห็นขอบคุณซูเปอร์โพลและพี่น้องประชาชนที่โหวตให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขวัญใจของเกษตรกรที่ไม่มีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริตติดต่อกัน 2 ปีซ้อนและนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นผู้นำพรรคการเมืองที่ประชาชนเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาปากท้อง รายได้และหนี้สินของประชาชนอันดับที่ 3 

“พรรคประชาธิปัตย์ในยุคอุดมการณ์-ทันสมัยทำได้ไวทำได้จริงโดยการนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งมั่นทุ่มเททำงานแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและประชาชนฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไร้ทุจริตในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะนโยบายประกันรายได้เกษตรกร การเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร 8 ล้านครัวเรือนๆ ละ 1.5 หมื่นบาทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 การเยียวยาชาวสวนลำใย การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ปีละกว่า 1.39 ล้านล้านบาท ภายใต้ยุทธศาสตร์นำการผลิต การส่งออกทุเรียนทะลุแสนล้านบาทเป็นครั้งแรกของประเทศ ยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ การพัฒนาเกษตรแม่นยำ 2 ล้านไร่ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรบิ๊กดาต้าแห่งชาติและการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม 77 จังหวัดครั้งแรกของประเทศตามยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 

"นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรอินทรีย์ การปฏิรูปที่ดิน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร การพัฒนาระบบสหกรณ์ การขยายเขตชลประทาน การพัฒนาพันธ์ุข้าวพันธุ์พืชพันธุ์ประมงพันธุ์ปศุสัตว์ การพัฒนายางไทยเพิ่มผลผลิตตรงความต้องการของตลาดยกระดับราคาข้าวเพิ่มรายได้ชาวนาจนประเทศไทยกลับมาครองแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกได้สำเร็จภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย ข้าวโลก การริเริ่มขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต การขยายเอฟทีเอ และมินิเอฟทีเอ เป็นตัวอย่างบางส่วนที่ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นพรรคขวัญใจเกษตรกรและเป็นพรรคไม่โกง พรรคประชาธิปัตย์จะทำงานหนักต่อไปจนกว่าพี่น้องเกษตรกรจะก้าวข้ามความยากจนก้าวพ้นหนี้สินมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น" นายอลงกรณ์กล่าว

ทั้งนี้ผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เรื่อง 'นโยบายพรรคการเมืองที่ชื่นชอบของประชาชน' กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,322 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15 – 21 เมษายน พ.ศ.2566 ระบุว่า 3 อันดับแรกพรรคการเมืองที่มีนโยบาย ช่วยเหลือเกษตรกรและไม่ด่างพร้อย ไม่ทุจริตที่ชื่นชอบ (ชอบได้มากกว่า 1 พรรค) พบว่า ร้อยละ 41.0 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 38.3 ระบุพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 29.1 ระบุ พรรคเพื่อไทย 

‘ชาวพระโขนง’ ขอบคุณ ‘มณีรัตน์’ ประสานหน่วยงาน เร่งต่อไฟช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเกิดเหตุไฟไหม้

(23 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ภายในซอยปุณณวิถี 48 (สุขุวิท 101) แขวงบางจาก เขตพระโขนง เมื่อช่วงกลางคืนวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนางน้อย แม่ค้าขายปลาในตลาดประวิทย์และเพื่อน ย่านพระโขนง หนึ่งในผู้ประสบภัย บอกกับผู้สื่อข่าวด้วยความรู้สึกตื่นตกใจมาก โดยเล่าเหตุการณ์ระทึกหนีตาย และต้องรีบขนข้าวของและสัตว์เลี้ยงออกมาจากบ้าน 

ขณะที่พบว่าในช่วงดังกล่าวมีน.ส.มณีรัตน์ ลิมป์รัตนกาญจน์ ผู้สมัครส.ส.กทม. พระโขนง-บางนา พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 ได้ทราบข่าว หลังจากลงพื้นที่จึงเข้ามาติดตามสถานการณ์พร้อมกับโดยได้ประสาน อพปร.ในพื้นที่ทันที  เพื่อนำเครื่องปั่นไฟมาให้ชาวบ้านอีก 3 หลังที่เหลือได้มีไฟใช้ชั่วคราวก่อน พร้อมทั้งประสานการไฟฟ้ามาช่วยต่อไฟให้ชาวบ้าน  ทำให้ผู้ประสบภัยต่างรู้สึกอุ่นใจและขอบคุณนางสาวมณีรัตน์ เป็นอย่างมากที่ไม่เพียงแค่มาเยี่ยมพบปะเท่านั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็เข้ามาช่วยประสานงานอย่างทันท่วงที

‘อรรถวิชช์’ ซัด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ - ประยุทธ์ ต้นตอทำค่าไฟแพง เอื้อเอกชนผลิตไฟฟ้าเกินจำเป็น 

‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’ ซัด 2 รัฐบาล ทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลประยุทธ์ ต้นตอทำค่าไฟแพง หลังให้เอกชนผลิตไฟฟ้าสำรองเกินจำเป็น ลั่นหากได้เป็นรัฐบาล พร้อมผุดกองทุนโซลารูฟท็อป ให้ชาวบ้านผลิตไฟใช้พร้อมขายให้รัฐได้ด้วย

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวบนเวทีดีเบตอนาคตประเทศไทย ที่เวทีเกาะกลางอุทยานสวรรค์ จ.นครสวรรค์ เวทีส่งท้ายนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองระดับภูมิภาค ภายใต้โครงการ “Road to The Future : เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” จัดโดยสื่อเครือเนชั่น เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 66 ซึ่งเป็นเวทีดีเบตภาคเหนือกับนโยบายที่กินได้ว่า

นโยบายสำคัญที่ต้องเร่งจัดการที่สุดตอนนี้คือ นโยบายด้านพลังงาน เพราะเป็นต้นตอที่ทำให้ของแพง แต่การจัดการกับนโยบายพลังงาน เป็นเรื่องยาก เนื่องจากทุนพลังงานใหญ่มา และพรรคการเมืองหลายพรรคให้ความเกรงใจไม่กล้าจัดการ และสาเหตุที่ประเทศไทยมีค่าไฟแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราตั้งสำรองไฟเกิน 

ขณะที่การตั้งสำรองไฟเกินเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องย้อนไป สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปดูว่าใครเป็นคนเซ็นสัญญา 5000 เมกะวัตต์ และคนที่สองที่ทำให้การตั้งสำรองเกินก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะค่าไฟ เวลาราคาขยับไป เรานึกไปถึงว่า ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ไป 5 พันเมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเกินมากแล้ว ตั้งสำรองเยอะแล้ว แต่ปรากฎว่าก่อนจะยุบสภาฯ รัฐบาลประยุทธ์ เพิ่งจะอนุมัติซื้อไฟเพิ่มไปอีก 2 ที่ ให้กับบริษัทใหญ่ จากเขื่อนแม่โขง 1 แห่ง และบริษัทพลังงานทางเลือกอีก 1 แห่ง เติมเข้าไปอีก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top