Sunday, 2 August 2026
TheStatesTimes

Reinventing University ส่งมอบศูนย์อัจฉริยะ มุ่งพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ ช่วย ม.ทุกแห่งทั่วประเทศ ขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างคล่องตัว

(29 มี.ค.66) อนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย สป.อว. นำทีมโดย ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการ, นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการ Reinventing University ของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคใต้ 5 แห่ง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จ.สงขลา โดยมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ รวมถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏอีก 4 แห่ง ให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่ง ได้ส่งมอบศูนย์อัจฉริยะเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ 5 ศูนย์ ได้แก่...
1. ด้านการพัฒนานวัตกรรมท้องถิ่นและโลจิสติกส์ โดย มรภ.สุราษฎร์ธานี 
2. ด้านการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น โดย มรภ.สงขลา 
3. ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดย มรภ.นครศรีธรรมราช 
4. ด้านการเกษตรและอาหาร โดย มรภ.ยะลา 
5. และ ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดย มรภ.ภูเก็ต

เมื่อครูยึดขนบปฏิบัติจนขาดความยืดหยุ่นและเมตตา  ส่วนพ่อแม่ก็ยัดเยียดความเกลียดชังให้ลูกตั้งแต่เด็ก

ไม่ร้องเพลงชาติ อาจเจอครูแจ้งจับ

เมื่อไม่นานมานี้ มีคดีน่าสนใจคดีหนึ่ง นั่นคือครูอเมริกันแจ้งตำรวจให้มาจับนักเรียนของตัวเอง ด้วยข้อหาประหลาดว่า “นักเรียนรายนี้ไม่ยอมร้องเพลงชาติ”

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือเด็กนักเรียนที่เปรี้ยวใส่กฎระเบียบโรงเรียนอายุแค่ 11 ขวบเท่านั้น และเป็นเด็กผิวดำแอฟริกัน-อเมริกัน 

ครูสาวในโรงเรียนลอว์ตัน ไชลส์ มิดเดิล อคาเดมี รัฐฟลอริดา โทรเรียกตำรวจมาจับเด็กนักเรียนชายวัย 11 ขวบ เพราะนักเรียนคนนี้ไม่ยอมยืนตรงเคารพธงชาติ โดยให้เหตุผลว่าการเคารพธงชาติเป็นการเหยียดผิว และเพลงชาติมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วยการดูหมิ่นแอฟริกันอเมริกัน

กรณีนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโซเชียลมีเดีย ว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอะไร? และจบลงอย่างไร?

ตามเนื้อข่าว เมื่อครูอเมริกันถามนักเรียนว่า...

“ทำไมจึงไม่ไปอยู่ที่อื่น หากว่าที่นี่เลวร้ายเกินทน”

คำถามแบบนี้ฟังดูคุ้นๆ หูอีกแล้ว แต่เด็กสวนกลับไปทันควันว่า...

“พวกเขา (หมายถึงคนผิวขาว) นำผมมาที่นี่”

เดี๋ยวนะ...หนู สงสัยพ่อแม่เปิดหนังเรื่อง ‘รูทส์’ ให้ดูตั้งแต่เกิดเลยล่ะมั้ง คือตอบเอาจริงเอาจังไปมั้ยน่ะ แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที

เมื่อเรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ความเห็นของฝรั่งอั้งม้อออกไปในแนวว่า พ่อแม่เด็กเสี้ยมให้ลูกเกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในอเมริกา 

หลายคนมองว่าครูทำเกินกว่าเหตุ เรื่องแค่นี้ไม่น่าต้องโทรเรียกตำรวจมาจับเด็กที่อายุแค่ 11 ขวบเลย แต่ควรใช้หลักความเมตตาอบรมสั่งสอนดีๆ ซึ่งครูสาวส่ายหน้าท่าเดียว เพราะนอกจากพูดจาท้าทายแล้ว เด็กชายคนนี้ยังมีอาการต่อต้านทุกคนอย่างชัดเจน เช่น ขู่ทำร้ายครูและไม่ยอมออกจากห้องเรียน

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เด็กผิวสีรายนี้ก็ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์สำหรับเยาวชน หรือเทียบง่ายๆ คือบ้านเมตตาบ้านกรุณาของเราอะไรทำนองนั้นนั่นแหละ

โฆษกของเขตการศึกษาโพล์ค เคาน์ตี พับลิก สกูลส์ แถลงการณ์ว่าเด็กชายถูกจับ เพราะทำให้ระบบของโรงเรียนยุ่งเหยิง และปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งโรงเรียน ไม่ได้ถูกจับเพราะไม่ยอมทำความเคารพธงชาติ 

หากจะถามว่าการที่เด็กไม่เคารพธงชาติมีความผิดไหม ถ้ายึดตามตัวบทกฎหมายอเมริกัน คงต้องตอบว่าไม่ผิด ตามกฎหมายพลเมืองสหรัฐฯ ว่าด้วยบทข้อแก้ไขที่ 1 ที่เรียกว่า The First Amendment ห้ามโรงเรียนบังคับให้เด็กนักเรียนต้องกล่าวปฏิญาณต่อธงชาติสหรัฐฯ หรือเคารพธงชาติ  

แต่ในความเป็นจริง เคยเกิดคดีอื้อฉาวที่ครูโรงเรียนมัธยมคนหนึ่งใช้ด้ามธงชี้กระดานดำประกอบการสอน ผลคือ ครูคนนั้นถูกไล่ออกจากโรงเรียนทันที

เด็กผิวสีอ้างว่าไม่อยากร้องเพลงชาติและเคารพธงชาติ เพราะเป็นเรื่องการเหยียดผิว ซึ่งก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เนื้อหาเพลงชาติอเมริกาที่เรียกว่า ‘เดอะสตาร์สแปงเกิลด์แบนเนอร์’ หรือแปลง่ายๆ ว่า ‘ธงดาราประดับ’ มีที่มาจากบทกวี Defence of Fort M'Henry หรือการพิทักษ์ป้อมแมคเฮนรี่ แต่งโดยฟรานซิส สก็อตต์ คีย์ ผู้เป็นทั้งทนายและกวี  

แรงบันดาลใจนั้นมาจากธงชาติอเมริกา สะพัดเหนือป้อมเมื่อฝ่ายอเมริกันได้ชัยชนะ ในยุทธการบัลติมอร์ ปี ค.ศ. 1812 ต่อมานำมาทำเป็นเพลงชาติและใช้ชื่อว่า ‘เดอะสตาร์สแปงเกิลด์แบนเนอร์’

‘อนุทิน’ ไร้กังวล ปม ‘ชูวิทย์’ ต้านกัญชาต่อเนื่อง ชี้!! มีประโยชน์ด้านการแพทย์-สุขภาพ-เศรษฐกิจ

(29 มี.ค.66) ที่หอประชุมโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ออกมาต่อต้านนโยบายกัญชาของพรรค ว่า ไม่กังวลเพราะกัญชามีประโยชน์ต่อการแพทย์ สุขภาพ และเศรษฐกิจ

‘บิ๊กบี้’ รับ!! คาดไม่ถึง ‘พ่นกำแพงยกเลิก ม.112’ โผล่วัดพระแก้ว ลั่น!! บ้านเมืองมีขื่อมีแป ใครดี-ไม่ดี คนส่วนใหญ่ตัดสินได้

(29 มี.ค.66) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงเหตุการณ์พ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว เพื่อแสดงออกถึงการยกเลิกมาตรา 112 ว่า ใครทำผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะกฎหมายใดก็ตาม เช่น กฎหมายโบราณสถาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ ความคิดเราห้ามกันไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎหมาย บ้านเมืองมีขื่อมีแป ก็เหมือนกับแต่ก่อน ที่ผมพูดไง ที่จะถืออะไรไป เพื่อไปที่พระบรมมหาราชวังให้ได้ ก็บอกแล้ว สถานที่นั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไปทำก็ต้องสนใจความรู้สึก หรือความศรัทธา ความรักของคนไทยที่มีต่อสถานที่นั้นด้วย เป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ที่ต้องคิดว่าใครดี ใครไม่ดี ใครถูกใครผิด

ถามย้ำว่าแต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการปลุกกระแส ยกเลิกมาตรา 112 พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ ใครทำผิด หรือไม่ทำผิด คนส่วนใหญ่ก็ต้องคิดเอง ใครดี ใครไม่ดี เท่านั้นเอง 

เมื่อถามต่อว่าในฐานะที่เป็นทหารของพระราชาและปกป้องสถาบัน รู้สึกอย่างไรบ้าง พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ เรามีสถาบันหลักอยู่แล้ว ตามกฎหมายเรามี เราก็ต้องปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักอยู่แล้ว ส่วนอยู่ในอำนาจหน้าที่ขอบเขตแค่ไหน เราก็ทำตามขอบเขตหน้าที่นั้น

ซักว่าจะต้องมีการดูแลรอบพื้นที่พระบรมมหาราชวังเพิ่มขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า ก็มีการดูแลอยู่แล้ว แต่ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ที่มีความเคารพรัก ศรัทธา ในสิ่งที่บรรพชนสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนก็ต้องช่วยกันด้วย

ถามอีกว่าในบริเวณดังกล่าวเป็นเขตพระราชฐาน จะต้องมีทหารไปช่วยดูแลหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า ทหารมีอยู่แล้ว ทหารดูแลอยู่แล้ว เรารักษาความปลอดภัยในพระบรมมหาราชวังอยู่แล้ว เรามีกองรักษาการอยู่แล้วในสถานที่สำคัญต่างๆ

เมื่อถามว่าคาดไม่ถึงใช่หรือไม่ ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า “ก็คงไม่มีใครคาดคิด เพราะถ้าคนดี คนปกติคงไม่ทำ” 

เมื่อถามว่าได้ดูการดีเบตของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องนโยบายของพรรคการเมือง ตนเป็นข้าราชการทหาร ก็ทำหน้าที่ของตน ทหารก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

‘อนุทิน’ เมินหลากโพล ชี้ คะแนนพรรค ภท.ไม่กระเตื้อง เชื่อ ‘โพลอนุทิน’ ไม่เคยพลาด 2-3 ครั้งที่ผ่านมา

(29 มี.ค. 66) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การจัดลำดับรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิไทย ว่า เบอร์ 1 เบอร์  2 เสร็จแล้ว ส่วนตำแหน่งอื่นมีอยู่ในใจแล้ว รอให้ประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายพรรคมีปัญหาผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ไม่พอใจการจัดลำดับจนขอลาออก จะเกิดเหตุแบบนี้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ยืนยันในพรรค ภท.ไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้ เพราะเตรียมตัวมาเป็นปีและพูดคุยกับสมาชิกแล้ว ไม่เคยทะเลาะกัน และทะเลาะกันไม่ได้”

เมื่อถามว่า บัญชีรายชื่อลำดับ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ภท.เป็นคนเดียวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “คนเดียวกัน แคนดิเดตนายกฯ มีคนเดียว ที่ผ่านมาก็เสนอคนเดียวมาตลอด ไม่จำเป็นต้องมีสำรอง คนเดียวเอาอยู่”

ผู้สื่อข่าวถามถึง การลาราชการได้ยื่นใบลากับนายกฯ แล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า “จะยื่นลาเป็นวัน ๆ ไป วันไหนที่ต้องใช้เวลาราชการ จะลาตามช่วงที่ได้ใช้ไปจะได้ไม่มีปัญหา เพราะบางครั้งช่วงเวลาคาบเกี่ยวกัน และขณะนี้กำลังจัดเวลาอยู่ ใครขอคิวมาให้ ขอให้เสร็จในช่วงเวลา 16.00 น.”

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้ลาติดต่อกันตลอดทั้งเดือนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “อุ๊ย!! ลาไม่ได้หรอก ลาเป็นเดือนก็ไม่กล้าเขียน เขียนไปถูกดุตายเลย”

เมื่อถามว่า จำนวน ส.ส.ที่พรรค ภท.ตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ จะเพิ่มขึ้นหรือยัง เพราะพรรคพลังประชารัฐ ตั้งเป้าไว้ที่ 100 ที่นั่ง นายอนุทิน กล่าวว่า “ความจริงกระแสของพรรค ภท.ดีขึ้นเรื่อย ๆ อุปสรรคที่เกิดขึ้นมา ไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคลดลง เราประเมินผลในทุกพื้นที่มาตลอด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรค ภท.หวังว่าจะได้ ส.ส.เขต และปาร์ลิสต์เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า “เก็บไว้ในใจ บอกไปไม่ได้”

หลานเปลี่ยนภาพ ‘อุลตร้าแมน’ แทนเจ้าแม่กวนอิม ทำอาม่าจีนเดือด!! เพราะเผลอกราบไหว้อยู่เป็นเดือน

ไม่นานมานี้ ได้มีคลิปไวรัลที่มีการแชร์กันสนั่น เมื่ออาม่าชาวจีนคนหนึ่งออกอาการหัวเสีย หลังพบว่าหลานสาวแอบเอารูปยอดมนุษย์ ‘อุลตร้าแมน’ มาเปลี่ยนแทนเจ้าแม่กวนอิม แถมปล่อยให้อาม่าหลงกราบไหว้ขอพรอยู่นานเป็นเดือน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่มณฑลกว่างตง โดยจากคลิปจะเห็นว่าอาม่ากำลังยืนถือภาพอุลตร้าแมนนั่งขัดสมาธิ และมีรัศมีเปล่งประกายสีทองเหมือนเทพเจ้า พร้อมกับด่าทอหลานสาวเป็นภาษาฮกเกี้ยนด้วยความโมโห

‘เพื่อไทย’ ต้อนรับ ‘พ่อมดดำ’ กลับบ้านชื่นมื่น มั่นใจแลนด์สไลด์ จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

(29 มี.ค.66) พรรคเพื่อไทย นำโดย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย กรรมการบริหารพรรค และว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัครรับการเลือกตั้ง จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมแถลงข่าวต้อนรับ สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และอดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวต้อนรับ สุชาติ ตันเจริญ และคณะกลับพรรคเพื่อไทย ถือเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองที่ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น วันนี้ได้ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์ทำงานกับพรรคเพื่อไทย เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นสถาบันการเมืองของพี่น้องประชาชน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบอบรัฐสภา

พรรคเพื่อไทยเชื่อในอำนาจพี่น้องประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเชื่อว่านายสุชาติมีศักยภาพ รวมไปถึงจังหวัดภาคตะวันออก น่าจะพาพรรคเพื่อไทยเข้าสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ได้แน่นอน” หัวหน้าพรรค กล่าว

สุชาติ ตันเจริญ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการกลับเข้ามาสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยเป็นการกลับมาบ้านเก่าที่เคยทำให้ตนสามารถทำงานการเมืองมาอีก 10 กว่าปี จากเดิมเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ถูกตัดสิทธิ์การเมืองเว้นวรรค 2 สมัย และดิ้นรนมาหลายปี จนกลับมาบ้านในวันนี้ ส่วนเหตุผลที่กลับมาพรรคเพื่อไทย คือ…

1. มดดำ - คชาภา บุตรชาย อยากให้กลับมาที่พรรคเพื่อไทย
2. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อยากให้กลับมา
3. เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน ที่ต้องการพรรคการเมืองที่ทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ 

‘รฟท.- ขสมก.-กรุงไทย’ ร่วมดันบัตรเหมาจ่ายค่ารถไฟฟ้ายสีแดง-ขสมก. ราคา 2,000 บาท/เดือน ไม่จำกัดเที่ยว ยกระดับการเดินทางแบบไร้รอยต่อ

‘รฟท. ขสมก. และกรุงไทย’ ผนึกกำลัง เปิดตัว บัตรเหมาจ่ายนั่งรถไฟฟ้า ‘สายสีแดง-รถเมล์’ 2,000 บาท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ตั้งเป้าจ่ายผ่านบัตรวันละหมื่นคน จากปัจจุบัน 4-5 พันคนต่อวัน ส่วนขสมก. คาดเพิ่มขึ้น 5.5-6 หมื่นคนต่อวัน จากเดิม 5 หมื่นคนต่อวัน พร้อมประเมินผล 6 เดือน หนุนรองรับพรรคการเมืองออกนโยบายประหยุดค่าครองชีพ

(29 มี.ค. 66) นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมด้วย นางพริ้มเพรา วงศ์สุทธิรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และ นายกิตติพัฒน์ เพียรธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันเปิดโครงการบัตรเหมาจ่าย TRANSIT PASS RED LINE BKK X BMTA หรือ บัตรเหมาจ่ายรถไฟฟ้าสายสีแดงกับรถโดยสาร (รถเมล์) ของ ขสมก. เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ 2 ระบบ คือ ทางรางและทางบกเดินทางได้ด้วยการใช้บัตรใบเดียว

นายสุเทพ เปิดเผยว่า บัตรเหมาจ่ายจัดจำหน่ายใบละ 2,000 บาท และค่าธรรมเนียมออกบัตร 100 บาท รวมค่าใช้จ่าย 2,100 บาท โดยหาซื้อบัตรเหมาจ่ายได้จากจุดจำหน่ายบัตรของ ขสมก. และ รฟท. ส่วนการใช้งานสามารถใช้บัตรเหมาจ่ายแตะชำระค่าโดยสารที่เครื่องชำระค่าโดยสารอัตโนมัติ หรือ EDC บน รถเมล์ ขสมก. ที่ให้บริการปัจจุบัน 2,885 คัน และจุดรับชำระค่าโดยสารที่ รฟท. กำหนด หลังจากเติมเงินบัตรจะมีอายุการใช้งาน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่แตะชำระครั้งแรกที่ ขสมก. และ รฟท. อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผู้โดยสารชำระค่าโดยสารครั้งแรกที่ ขสมก. วันที่ 1 เม.ย.66 บัตรจะใช้งานทั้ง ขสมก. และ รฟท. ได้ถึงวันที่ 30 เม.ย.66 เท่านั้น จนกว่าการเติมเงินครั้งถัดไป โดยสามารถใช้งานกับรถเมล์ ขสมก. ทุกประเภทแบบไม่จำกัดเที่ยว

ส่วนกรณีใช้ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงจะนับจำนวนเที่ยวสูงสุด 50 เที่ยวต่อการเติมเงินหนึ่งครั้ง หากใช้จำนวนเที่ยว 50 เที่ยวหมดก่อน 30 วัน จะไม่สามารถใช้ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงได้อีก แต่ยังใช้ชำระค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก. ได้จนกว่าครบ 30 วัน เช่น ผู้โดยสารใช้งานรถไฟฟ้าสายสีแดงครั้งแรกวันที่ 1 เม.ย.66 ครบ 50 เที่ยวในวันที่ 25 เม.ย.66 ผู้โดยสารไม่สามารถใช้ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงได้อีก แต่ยังคงใช้ชำระค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก. ได้จนถึงวันที่ 30 เม.ย.66 ตามปกติ จนกว่าจะเติมเงินรอบต่อไป 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง 25,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นใช้จ่ายผ่านบัตรประเภทต่างๆ รถไฟฟ้าสายสีแดงรองรับ 4,000-5,000 คนต่อวัน ที่เหลือจ่ายค่าโดยสารผ่านเหรียญโดยสาร คาดว่ามีบัตรเหมาจ่ายจะเพิ่มให้มีผู้มาใช้จ่ายผ่านบัตรเป็น 10,000 คนต่อวัน ส่วนค่าโดยสารจำนวน 50 เที่ยว จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,250 บาท หรือ เฉลี่ย 25 บาทต่อเที่ยว เมื่อมีบัตรเหมาจ่ายจะจ่ายแค่ 1,100 บาท หรือเฉลี่ย 22 บาทต่อเที่ยว ช่วยประหยัดได้ 150 บาท หรือ 3 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ซื้อบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ ขสมก. ประเภทรถเมล์แอร์แบบรายเดือนราคา 1,020 บาท แต่เมื่อซื้อบัตรแบบเหมาจ่ายจะจ่ายแค่ 900 บาทต่อ 30 วัน ซึ่งช่วยประหยัดได้ 120 บาทต่อเดือน

ด้านนางพริ้มเพรา กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้โดยสารที่ชำระค่าโดยสารผ่านเครื่อง EDC อยู่ที่ 50,000 คนต่อวัน หากมีบัตรเหมาจ่ายตั้งเป้าจะเพิ่มยอดชำระผ่านเครื่อง EDC อยู่ที่ 55,000-60,000 คนต่อวัน จากจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการรถเมล์ประมาณ 700,000 คนต่อวัน หลังจากนี้ ขสมก. และรถไฟฟ้าสายสีแดงจะใช้เวลาประมาณเมิน 6 เดือน เกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการ รวมทั้งระบบการใช้งานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับการใช้งานต่อไป

เมื่อ ‘เพื่อไทย’ เลือก ‘หมอมิ้ง’ แคนดิเดต ชู ‘แลนด์สไลด์’ ทรมานใจติ่งพรรคส้ม

ในวันที่ 4 เม.ย.2566 ก็จะได้เวลากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเคาะชื่อ “บุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง...” หรือที่เรียกกันสั้น ว่าแคนดิเดตนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88

แต่เนื่องด้วยยังมีบทเฉพาะกาลมาตรา 272  คนโหวตเลือกนายกฯ จะมีสมาชิกวุฒิสภามาร่วมแจมด้วย

พรรคเพื่อไทยประกาศชัดว่าจะจัดเต็มคาราเบล 3 รายชื่อ...เปิดหน้าเปิดตามาแล้วสองคน...’อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร และ ‘เสี่ยนิด’ เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งคนแดนไกลอย่างโทนี วู้ดซัม บอกว่าเก่ง (คนละด้าน) ทั้งคู่...คนที่สามที่กำลังจะเปิดตัวก็คงเก่งไปอีกทาง…

โทนี่ วู้ดซัม ยังได้พูดแบบไม่สนใจมาตรา 28, 29 ของพรป.พรรคการเมือง คือ พูดอย่างกะเป็นเจ้าของพรรคว่า...ไม่ว่าคนที่สามเป็นใครแต่ทั้งสามคนตกลงกันแล้วว่า คนหนึ่งเป็น (นายกฯ) อีกสองคนจะร่วมด้วยช่วยกัน...

จาก ม.ค.-มี.ค.ปีนี้  ชื่อแคนดิเดตนายกฯ คนที่สามทยอยโผล่มาด้วยที่มาต่างกัน...ประกอบด้วย สมชัย เลิศสุทธิวงศ์  ลูกหม้อเก่าเครือชินคอร์ป, ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย ที่ว่ากันว่าเป็น ส.เสือตัวใหญ่…‘หมอมิ้ง’ หรือ ‘สหายจำรัส’ หรือ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกฯและรมต.ของพรรค และล่าสุด นสพ.มติชน รายวัน บอกว่าอาจปัดฝุ่นเอาชื่อ ‘ชัยเกษม นิติศิริ’ ที่เคยเป็นหนึ่งในแคนดิเดตเมื่อปี 2562มาใช้บริการอีกครั้ง…

ขณะที่รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ยังไม่จบ...รายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ของพรรคก็ออกมา เป็นรายชื่อเรียงตามตัวอักษรยังไม่มีการจัดอันดับจริง

น่าสนใจว่าไม่พบชื่อ แพทองธาร และ เศรษฐา แต่พบรายชื่อ ‘ชัยเกษม นิติศิริ’ ซึ่งอีกด้านหนึ่งพรรคเพิ่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรมและความเสมอภาคเท่าเทียม...

จะให้ถอดรหัสก็น่าจะอนุมานได้ว่าทางพรรคอยากดูแล ‘ชัยเกษม’ ให้เป็น ส.ส.หรือเป็นรัฐมนตรีในอนาคต  ยังไม่น่าจะเอามาปัดฝุ่นเป็นนายกฯ

‘จีน’ ออกข้อบังคับ ‘สถานรับเลี้ยงเด็กที่บ้าน’ ฉบับทดลอง สะท้อนความมุ่งมั่นในนโยบายการเพิ่มจำนวนประชากร

(29 มี.ค. 66) เมื่อวันอังคารที่ 28 มี.ค. 66 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง เปิดเผยว่า ‘ไช่นา เดลี’ (China Daily) รายงานว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน ได้เผยแพร่ข้อบังคับฉบับทดลอง ว่าด้วย ‘บริการสถานรับเลี้ยงเด็กที่บ้าน’

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการฯ ออกข้อบังคับฉบับทดลองเกี่ยวกับผู้ให้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กที่บ้าน ซึ่งอยู่ระหว่างการขอความเห็นจากสาธารณชนจนถึงวันที่ 14 เม.ย. 66 โดยผู้ให้บริการเหล่านี้ คือหน่วยงานที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่พักอาศัยเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จนถึงอายุ 3 ปี และสามารถดูแลเด็กได้ไม่เกิน 5 คน ส่วนผู้ดูแลแต่ละคนสามารถดูแลเด็กสูงสุด 3 คน

ผู้ดูแลควรเป็นคนมีประสบการณ์ หรือมีภูมิหลังทางการศึกษาเกี่ยวกับการรับเลี้ยงเด็กและสุขภาพเด็ก และได้รับการฝึกอบรมด้านสุขภาพจิต ความปลอดภัยทางอาหาร การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และความปลอดภัยด้านอัคคีภัย โดยผู้ที่มีประวัติด้านจิตเวชและเคยก่ออาชญากรรมจะไม่สามารถประกอบอาชีพนี้ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top