Saturday, 1 August 2026
TheStatesTimes

‘จุรินทร์’ เปิดทีมเศรษฐกิจ ลุย ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ยันไม่สร้างหนี้ไม่จำเป็น

‘จุรินทร์’ เปิดทีมเศรษฐกิจ เดินหน้ายุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ ขับเคลื่อน เศรษฐกิจ การเมือง สังคม พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ไม่กระทบหนี้สาธารณะ

(26 มี.ค.66) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจบางส่วน เพื่อหารือถึงนโยบายเพิ่มเติมในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเป็นแกนตั้งรัฐบาล ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ดร.พิสิฐ  ลี้อาธรรม ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต นายเกียรติ สิทธีอมร ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ คุณวทันยา บุนนาค ดร.อิสระ  เสรีวัฒนวุฒิ ดร.สรรเสริญ สมะลาภา และนายอลงกรณ์  พลบุตร เป็นต้น 

โดยนายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศว่า พรรคจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ เป็นกรอบใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ สำหรับด้านเศรษฐกิจนั้น ประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจทันสมัย ซึ่งจะมีเศรษฐกิจอนาคตรวมอยู่ด้วย 

สำหรับเศรษฐกิจฐานราก จะได้มุ่งเน้นทั้งเรื่องการให้ความสำคัญกับการเกษตร อุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยว สำหรับเป็นพื้นฐานเรื่อง ‘สร้างเงิน’ ให้ประเทศ โดยจะมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับพืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ ประมง SMEs หมู่บ้าน/ชุมชน และผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น

ส่วนเศรษฐกิจมหภาค จะมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นเป้าหมายหลัก 

ส่วนเศรษฐกิจทันสมัย รวมถึงเศรษฐกิจอนาคตนั้น จะได้เน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ควบคู่กันไป อาทิ Silver Economy ที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์พาวเวอร์ Renew Economy, Social Economy, Digital Economy เป็นต้น 

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีความเห็นตรงกันว่า ในภาพรวมเราจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ถ้าเรามีโอกาสได้เป็นแกนตั้งรัฐบาล ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ 

นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ถึงนโยบายสำหรับกรุงเทพมหานครว่า พรรคได้มีการแถลงนโยบายไปแล้ว และยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ และนโยบายกรุงเทพฯ จะมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 นโยบายรวมของพรรค ส่วนที่ 2 นโยบายเฉพาะในส่วนทีมกรุงเทพมหานคร 

โดยนโยบายรวมที่เกี่ยวพันกับคนกรุงเทพมหานคร เช่น การจัดตั้งธนาคารชุมชน 2,800 กว่าชุมชนทั่วกรุงเทพมหานคร ชุมชนละ 2 ล้านบาท รวมถึงการจัดให้มีอินเทอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุดทั่วประเทศ โดย 1 แสนจุด จะเป็นของกรุงเทพฯ เพื่อให้อินเทอร์เน็ตมีส่วนในการขับเคลื่อน หรือใช้ประโยชน์ในการ “สร้างเงิน” ให้กับทั้งชาวกรุงเทพฯ และกลุ่ม SMEs ต่าง ๆ ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงการใช้ประโยชน์สำหรับการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี สาขาที่ตลาดต้องการ ตรวจสุขภาพฟรี รักษาฟรี ใช้บัตรประชาชนใบเดียว ชมรมผู้สูงอายุรับ 30,000 บาท ทุกชุมชน/หมู่บ้าน SMEs ต้องมีแต้มต่ออย่างน้อย 3 แสนล้านบาท ปลดล็อค กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สามารถซื้อบ้านได้ สามารถลดหนี้ได้ในทันที และสามารถนำเงินที่จะต้องไปใช้หนี้นั้นไปสร้างเงินให้กับข้าราชการ และผู้ใช้แรงงานได้ รวมถึงนโยบายอื่น ๆ เช่น นมโรงเรียนฟรี 365 วัน ด้วย

ส่วนที่ผู้สื่อข่าวถามถึงที่มาของงบประมาณในการดำเนินนโยบายนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอบว่า เรื่องนี้จะมีเงินแต่ละแหล่งของนโยบาย ทั้งในส่วนของงบประมาณแผ่นดิน และแหล่งเงินอื่น ๆ ที่มีอยู่ในจุดต่าง ๆ ซึ่งเราได้ดูอย่างรอบคอบทั้งหมดแล้ว โดยมีหลักใหญ่ว่าจะไม่เน้นการสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มโดยไม่จำเป็น 

‘ซีเกมส์ 2023’ ใช้กรรมการเจ้าถิ่นทั้งหมด ‘กัมพูชา’ อ้าง!! ไม่มีงบให้ผู้ตัดสิ้นจากต่างชาติ

เข้าทำนองไม่พร้อมอย่าจัด แต่เอ๊ะหรือเป็นแผนของเจ้าภาพ กัมพูชา ที่ต้องการจะใช้กรรมการของตนเอง จึงอ้างว่าไม่มีงบให้กับผู้ตัดสินของชาติอื่น ๆ หรือชาติเป็นกลาง งานนี้ได้แต่งงว่าทำแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ

(26 มี.ค.66)ความเคลื่อนไหวการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 5-17 พฤษภาคมนี้ ที่มาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะทางฝั่งเจ้าภาพ กัมพูชา ที่ไม่พร้อมสักอย่าง ล่าสุดมีปัญหาเรื่องผู้ตัดสินอีก

นิพนธ์ โชว์วิสัยทัศน์ภาคใต้ ชู นโยบาย 3 ส. สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ แก้ปัญหา

ยกระดับการพัฒนาที่ครอบคลุม พ่วง นโยบายสันติภาพสู่สันติสุข นำภาคใต้ชายแดน หลุดพ้นกับดักความยากจน

ที่สวนสาธารณะเมืองสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ในภาคใต้ รวมถึงตอบข้อซักถามของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ อนาคตประเทศไทย  บนหัวข้อ”เปิดเวทีภาคใต้ กับนโยบายที่กินได้” ซึ่งจัดโดยเครือเนชั่น 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า พรรคปชป.มีนโยบายชัดเจน ตั้งแต่สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ นโยบายประชาธิปัตย์ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์นี้ ได้เรียนให้พี่น้องประชาชนทราบแล้ว สร้างเงินให้พี่น้องประชาชน เช่นธนาคารหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งต่อไปนี้ทุกหมู่บ้านทุกชุมชน จะมีธนาคารหมู่บ้านเกิดขึ้น หมู่บ้านละ 2 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าไป เพื่อเป็นทุนหทุนเวียนใช้จ่ายในหมู่บ้านหรือในชุมชน  นอกจากนั้นก็ยังมีในการที่จะดูแล SME. โดยจะมี กองทุนSME สามแสนล้านบาท เพื่อดูแลเศรษฐกิจขนาดเล็ก นี่คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์จะสร้างเงินให้กับคน พร้อมทั้งเดินหน้าประกันรายได้แก่เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด  

ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่าประชาธิปัตย์ได้ดูแลเกษตรกรถึงแปดล้านกว่าครัวเรือน ร่วม 39 ล้านคนใช้เงินถึงห้าแสนล้าน โดยไม่มีรั่วไหล เพราะเป็นการโอนจากธนาคารสู่เกษตรกรโดยตรง และปีนี้ก็จะโอนเงินให้กับเกษตรกรเดินหน้าต่อ และจะดูแลชาวนาครอบครัวละ 30,000 บาท นี่คือสิ่งที่จะดูแลชาวนา เพื่อเพิ่มผลผลิตและดูแลการเก็บเกี่ยวไม่เกิน15ไร่ ซึ่งทำมาแล้วและจะทำต่อไปอีก และสิ่งสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะทำคือการออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน โดยใน4 ปี เราจะทำให้ได้ 1 ล้านแปลง ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา ที่ผมดูแลกรมที่ดิน ผมออกโฉนดไปแล้วถึง 3 แสนกว่าแปลง ดังนั้นจึงต้องเดินหน้าต่อ นี่คือสิ่งสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะทำ พร้อมทั้งปลดล็อกให้กับพี่น้องชาวประมง  ซึ่งอยู่ในโซ่ตรวนนี้มายาวนาน 

'ซูเปอร์โพล' เผย ปชช. หนุนพรรคร่วม เป็น รบ. อีกสมัย ดัน 'ลุงหนู' นั่งนายกฯ เพราะมีเมตตา-ไม่ขัดแย้งกับใคร

26 มี.ค.2566-สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง โพลเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ 1 (ฉบับเต็ม) กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 53,094,778 คน ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,257 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 – 25 มี.ค.2566 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่างบวกลบร้อยละ 5 ในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95

ที่น่าสนใจคือ ความตั้งใจของประชาชนจะเลือกพรรคการเมือง แบ่งออกระหว่าง กลุ่มพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล และ กลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน พบว่า ในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลรวมกันได้ร้อยละ 51.6 ในขณะที่ พรรคร่วมฝ่ายค้านตอนนี้รวมกันได้ร้อยละ 43.3 โดยในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล อันดับหนึ่งได้แก่ พรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 19.1 เพราะ เชื่อมั่นศรัทธานายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ ต้องการคนมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การเมือง มีผลงานเป็นที่ยอมรับนานาชาติช่วงวิกฤตโควิด ไม่ต้องการความขัดแย้ง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ ผู้นำที่ไม่สร้างความขัดแย้ง ต้องการการพัฒนา ชอบนโยบายสุขภาพ และ อสม. และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นคนจิตใจดี ช่วยเหลือชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อย เป็นต้น

อันดับที่สองได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 13.4 เพราะ เชื่อมั่นศรัทธา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายชวน หลีกภัย และอดีตผู้นำพรรค เชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มีประสบการณ์ทางการเมือง ความเป็นสุภาพบุรุษ ความเป็นสถาบันพรรคการเมือง มีหลักการ อุดมการณ์การเมือง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ มีผลงานประกันรายได้เกษตรกร การค้าระหว่างประเทศ ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ เป็นต้น

นอกจากนี้ อันดับที่สาม ได้แก่ พลังประชารัฐ ร้อยละ 10.1 เพราะ เชื่อมั่นใน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีผลงานแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ทำกิน บริหารจัดการน้ำ ความสงบความมั่นคงของบ้านเมือง เป็นต้น และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 7.3 เพราะ เชื่อมั่นศรัทธาใน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ความซื่อสัตย์สุจริต มีผลงานแก้วิกฤตชาติ ความวุ่นวายของบ้านเมือง จริงจัง จริงใจ อดทน     ชอบโครงการ คนละครึ่ง เป๋าตังค์ ชอบนักการเมืองรุ่นเก่า อย่างนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ชอบคนรักชาติบ้านเมืองอย่าง พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา เป็นต้น ที่เหลือเป็น พรรคชาติพัฒนา กล้า ร้อยละ 0.9 และพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 0.8 ตามลำดับ

ในขณะที่ ความตั้งใจของประชาชนจะเลือก ส.ส. ในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน พบว่า อันดับแรก พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 36.9 เพราะ ชอบอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ  ชินวัตร ต้องการคนรุ่นใหม่ ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ เข้าถึงชาวบ้านและประชาชน ชอบนโยบาย ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ เป็นต้น รองลงมาคือ พรรคก้าวไกล ร้อยละ 5.9 เพราะ ชอบหัวหน้าพรรค นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ ต้องการคนรุ่นใหม่ อยากลอง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ เป็นต้น และพรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 0.5 เพราะ ชอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคตรงไปตรงมา เด็ดขาด ชัดเจน เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมของความตั้งใจของประชาชนจะเลือก ส.ส. พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 51.6 ระบุ จะเลือกพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ได้แก่ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ชาติพัฒนากล้า ชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 43.3 จะเลือกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ เพื่อไทย  ก้าวไกล เสรีรวมไทย เป็นต้น และร้อยละ 5.1 ระบุอื่น ๆ เช่น ไทยสร้างไทย และไทยภักดี เป็นต้น

ที่น่าพิจารณา คือ ความตั้งใจของประชาชนจะเลือก พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล กับ พรรคร่วมฝ่ายค้าน แบ่งตามกลุ่มจุดยืนการเมือง พบว่า กลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.8 กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.3 และแม้แต่กลุ่มผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 15.6 ตั้งใจจะเลือก พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ได้แก่ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ในขณะที่ กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.7 กลุ่มพลังเงียบร้อยละ 34.6 และแม้แต่กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 21.4 ตั้งใจจะเลือกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ เพื่อไทย  ก้าวไกล เสรีรวมไทย เป็นต้น ตามลำดับ

นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ คนที่ประชาชนอยากได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในกลุ่มแฟนคลับของพรรคร่วมรัฐบาล จำแนกตามกลุ่มอาชีพ พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นขวัญใจมากสุดใน 4 กลุ่มอาชีพได้แก่ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐร้อยละ 20 พนักงานเอกชนร้อยละ 18.4 อาชีพอิสระค้าขายร้อยละ 19.8 และนักศึกษา ร้อยละ 23.2 เพราะเป็นคนมีความสามารถ มีผลงานเคยแก้วิกฤตชาติ เป็นผู้นำที่ไม่ก่อความขัดแย้งกับใคร จิตใจดี ช่วยเหลือชีวิตคน ไม่ด่างพร้อย ดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย ชอบนโยบายสุขภาพ ดูแลใส่ใจคนทุกกลุ่ม เป็นต้น

เปิดสถิติ 3 อันดับ กลุ่ม ส.ส. วินัยดี!! ที่เข้าประชุมสภาผู้แทนฯ...มากที่สุด!!

อันดับ 1 >> มีวันเข้าประชุม 269 วัน  
นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท
นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
นายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
นางสาว วรรณวิภา ไม้สน ส.ส.พรรคก้าวไกล
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล
นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ส.ส.พรรคก้าวไกล
นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ส.ส.พรรคก้าวไกล
นายองค์การ ชัยบุตร ส.ส.พรรคก้าวไกล
นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 2 >> มีวันเข้าประชุม 268 วัน 
นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ส.ส.พรรคเพื่อไทย
นายภิญโญ นิโรจน์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร ส.ส.พรรคเพื่อไทย
นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.พรรคเพื่อไทย
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล
นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ส.ส.พรรคก้าวไกล
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.พรรคก้าวไกล
นางอาภรณ์ สาราคำ เพื่อไทย

‘เศรษฐา’ นำทัพ ‘พท.’ ลุย 3 ตลาดเช้าย่านฝั่งธนฯ ขอบคุณชาวกรุง หลังผลโพลหนุนพรรคเพื่อไทย ยืนหนึ่ง

‘เศรษฐา’ นำทีม ‘เพื่อไทย’ บุก 3 ตลาดเช้าย่านฝั่งธนฯ เมิน ‘บิ๊กตู่’ ขู่ แลนด์สไลด์ออกนอกเลนระวังเจ็บตัว มองฝ่ายบริหารแยกนิติบัญญัติดีกว่า

(26 มี.ค. 2566)  ที่ตลาดเช้าวัดหนองแขม พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายวัน อยู่บำรุง ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. เขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม) บางบอน (ยกเว้นแขวงบางบอนใต้และแขวงคลองบางบอน) จอมทอง (เฉพาะแขวงบางขุนเทียน) ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าเพื่อสอบถามปัญหาต่างๆ โดยนายวันได้พานายเศรษฐานั่งมอเตอร์ไซค์มายังบริเวณตลาด ระหว่างที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าได้มอบดอกกุหลาบและขอถ่ายรูปกับนายเศรษฐา

ต่อมา นายเศรษฐาและคณะเดินทางต่อไปยังตลาดบางแคเพื่อรับฟังปัญหา โดยมีนางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. เขตบางแค (ยกเว้นแขวงบางแคเหนือและแขวงบางไผ่) ภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า แขวงบางด้วนและแขวงคลองขวาง) ร่วมลงพื้นที่ด้วย ซึ่งก็มีประชาชนให้กำลังใจและมอบดอกกุหลาบให้เช่นเคย จากนั้น นายเศรษฐาและคณะเดินทางไปยังตลาดสดธนบุรี ซึ่งมีนายจิรวัฒน์ อรัญยกานนท์ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 31 ตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง) ทวีวัฒนา 

โดย นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์กรณีผลโพลสำรวจระบุว่าคนกรุงเทพฯ เชียร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรค พท.มาเป็นอันดับหนึ่ง ว่า ตนยังไม่ได้ดู เพราะตอนนี้หน้าที่ตนคือเป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ตนก็จะเดินหน้าหาเสียง ปราศรัย พบปะพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่เท่าได้ และขอบคุณที่ประชาชนที่อยากให้มีส่วนร่วมในทางการเมือง แต่ตอนนี้ก็ทำหน้าที่เต็มที่ ทั้งนี้ สำหรับผลโพลที่ระบุว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ พรรค พท.นำมาตลอดนั้น ตนเชื่อว่าในอดีตตั้งแต่พรรคไทยรักไทย เราก็ใช้นโยบายนำโดยตลอด บุคคลมีคุณภาพในพรรคเราก็มีเยอะมากมาเป็นแผง ตนเชื่อว่าพรรคมีความสามารถ ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจ และจะเดินหน้าต่อไปเพื่อเผยแพร่นโยบายที่ดี

เมื่อถามว่า มองว่าโพลแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่หล่นลงมา เป็นเพราะเปิดตัวช้าหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “คงไม่ใช่หรอกครับ โพลก็คือโพล เรามีหน้าที่ของเรา เราก็ต้องเดินหน้าต่อ เราก็ทำหน้าที่เต็มที่ จะมาพะวงกับโพลไม่ได้ การชี้นำของโพลเราก็ว่ากันไป”

เมื่อถามว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะมีการขยับไวขึ้นจากวันที่ 5 เม.ย.หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เท่าที่ทราบยังเป็นวันที่ 5 เม.ย.อยู่

เมื่อถามถึง กรณีที่มีรายงานข่าวเปิดรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ออกมา แต่ไม่ชื่อของนายเศรษฐาและน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา กล่าวว่า การที่ชื่อของตนไม่ได้อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่ได้ผิดความคาดหวังอะไร เพราะเราพูดกันตลอดว่าฝ่ายบริหารก็อยู่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติก็อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เข้าใจว่ามีหลายฝ่ายอยากให้คนที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ด้วย แต่ก็เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้กำหนดไว้ หากใครก็ตามที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้รับเลือกเข้ามา แล้วต้องไปดำรงตำแหน่งนั้นจริงๆ สิ่งที่สำคัญคือต้องบริหารราชการแผ่นดิน และทำตามกฎหมายที่สภาฯ ออกมา ส่วนในสภาฯ ก็เป็นหน้าที่ของส.ส.ที่ต้องออกกฎหมาย นอกจากนี้สำคัญที่สุดคือการที่ฝ่ายบริหารต้องไปตอบกระทู้ในสภาฯ 

‘โรม’ ขอบคุณโพลปชช. กรุงเทพฯ ไว้ใจ ‘พิธา’  เผยชาวบ้านตจว. ให้การต้อนรับ-รู้จักมากขึ้น

รังสิมันต์ ขอบคุณ ปชช.วางใจ พิธา เป็นนายกฯ มองก้าวไกลเปลี่ยนไป ตจว.ต้อนรับ-รู้จักมากขึ้น

(26 มี.ค.66) นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลโพลสำรวจพบว่า ประชาชนต้องการให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นอันดับ 1 ว่า ต้องขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจ และสนับสนุนพรรค จริงๆ ตนเดินทางไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ต้องยอมรับว่าเราได้รับการตอบรับจากประชาชนดีมาก จุดนี้เองได้สะท้อนออกมาจากโพลหลายสำนัก คะแนนของพรรคได้ขยับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ และต้องขอบคุณอย่างพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเราได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับ 1 ในที่นี่ และหวังว่าเราจะได้เป็นอันดับ 1 ในอีกหลายพื้นที่ เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนไปในทิศทางที่เราอยากจะเห็น

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะเร่งลงพื้นที่อย่างไร เพื่อให้เป็นที่รู้จักในต่างจังหวัดมากขึ้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ประชาชนแทบทุกคนมีสมาร์ทโฟน ทางเลือกของสื่อที่มีหลากหลายให้รับข้อมูลข่าวสาร มากกว่าแค่โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์อย่างในอดีต ทำให้มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำให้ประชาชนรู้จักพรรค และนโนบายของพรรคก้าวไกลมากยิ่งขึ้น

"ชาวนากับงูเห่า" นิทานอีสป ที่ให้ข้อคิดสอนใจว่าอย่าไปไว้ใจสัตว์ร้ายที่เลี้ยงไม่เชื่อง

ซึ่งเปรียบเป็นคนแล้ว ก็คือผู้ที่มีลักษณะคิดไม่ซื่อ ทรยศ หักหลัง ได้แม้คนที่เคยช่วยเหลือฟูมฟักมา

และ "งูเห่า" นี่เองที่เป็น "คำแรง" ใช้เปรียบเปรยนักการเมืองในสภา ที่มีพฤติกรรม ข้ามค่าย ย้ายขั้ว หรือโหวตสวนมติพรรค จนถึงวันนี้ และแน่นอนว่า บรรยากาศการเมืองไทยในช่วงเวลานี้ ที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการเลือกตั้ง กิจกรรมการย้ายค่าย สลับขั้วเหล่านี้ ยิ่งทวีความร้อนแรง ว่าแล้ว The State Times เลยขอนำตำนาน “งูเห่าการเมือง” ที่เคยเกิดขึ้น มาย้อนความทรงจำคอการเมืองกันสักหน่อย...

จุดเริ่มต้นของ "งูเห่า" ในสภา เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 26 ปีที่แล้ว เป็นคำพูดเปรียบเปรยที่เกิดจากความรู้สึกบอบช้ำแสนสาหัส ของชาวนาที่ชื่อ "สมัคร สุนทรเวช"

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ส่งผลกระทบหนักในไทยและหลายประเทศในเอเชีย ทำให้รัฐบาลของ "พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ" ขณะนั้น ตัดสินใจประกาศ "ลอยตัวค่าเงินบาท" ผลที่ตามมาคือผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคการเงินการธนาคาร และภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องปิดกิจการ หรือล้มละลายไป รัฐบาลถูกกดดันอย่างหนักทั้งในและนอกสภา จนสุดท้าย "บิ๊กจิ๋ว" ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศลาออก นำมาสู่การช่วงชิงจังหวะของพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลเดิม มีพรรคความหวังใหม่ ประชากรไทย ชาติพัฒนา และมวลชน กุมเสียงอยู่ 197 เสียง ตกลงกันว่าจะดึง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ขณะที่ฝ่ายค้าน ที่มีพรรคประขาธิปัตย์เป็นแกนนำได้เสียงจากพรรคกิจสังคม และเสรีไทยย้ายขั้วมาเติม จนมี 196 เสียง น้อยกว่าฝั่งรัฐบาลเพียงแค่เสียงเดียว โดยชู นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาท้าชิง

แต่แล้วก็เกิด "บิ๊กดีล" ขึ้น เมื่อพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการประชาธิปัตย์สมัยนั้น เปิดการเจรจา ดึงเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.กลุ่มปากน้ำของพรรคประชากรไทย รวม12 เสียง ไปโหวตสนับสนุน ให้นายชวน หลีกภัย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ด้วยเสียง 208 ต่อ 185 เสียง

สำหรับ ส.ส.กลุ่มปากน้ำ นำโดย นายวัฒนา อัศวเหม เคยมีความขัดแย้งกับพรรคชาติไทย จนไม่มีสังกัดพรรคอยู่ ซึ่งต่อมานายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ในขณะนั้น รับเข้ามาสังกัดพรรค แต่ท้ายที่สุดกลับไปยกมือสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ทำให้นายสมัครรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ และเปรียบตัวเองเป็นเหมือนชาวนา ช่วยเหลืองูเห่าแต่สุดท้ายกลับมากัดตนเอง และคำว่า "งูเห่า" จึงกลายเป็นคำเรียก ส.ส.กลุ่มปากน้ำ และยังใช้แทน ส.ส. ที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอีกเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นคล้อยหลังมาอีก 10 ปี

"มันจบแล้วครับนาย" ประโยคที่ "เนวิน ชิดชอบ" ส่งถึง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายเก่า เป็นประโยคทิ้งท้าย ย้อนภาพจำถึงอีกหนึ่งจุดพลิกผันทางการเมืองในปี 2551 เป็นที่มาของเหตุการณ์ที่ถูกเรียกขานต่อมาว่า "งูเห่าภาค 2"

หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของพรรคพลังประชาชน "เนวิน ชิดชอบ" เป็นหนึ่งในสมาชิกบ้าน 111 ที่ถูกเว้นวรรคทางการเมือง แต่เขายังคงมีอิทธิพลต่อ ส.ส. สายอีสาน "กลุ่มเพื่อนเนวิน" จำนวนมากกว่า 20 คนในพรรคพลังประชาชน

พิษยุบพรรค

นับจากวันนี้ ถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ 14 พฤษภาคม 2566 หลายพรรคการเมืองเริ่มทยอยเปิดตัวผู้สมัคร  ชูนโยบายหาเสียง และเริ่มลงพื้นที่ปราศัยกันมากขึ้น แต่หนึ่งสิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องระแวดระวัง คือการดำเนินการใดๆ ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จนอาจนำไปสู่โทษสูงสุด คือการถูก "ยุบพรรค" ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ ที่ชวนให้ย้อนกลับไปดูเพื่อทวนความจำและนำเป็นบทเรีบนให้กับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

จุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูปการเมืองร่วมสมัย คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่มีการออกแบบให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง พร้อมกับเกิดองค์กรอิสระต่างๆ  รวมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และ ศาลรัฐธรรมนูญ  และเมื่อมีบทบัญญัติที่ให้เสรีภาพบุคคลในการรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองได้แล้ว อีกด้านก็มีกลไกที่นำไปสู่การ "ยุบพรรค" ได้ หากพรรคการเมืองมีการดำเนินการที่ขัดต่อหลักการตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้  ซึ่งที่ผ่านมามีหลายกรณียุบพรรค ที่กลายเป็นบันทึกหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง

เริ่มจากกรณี "จ้างพรรคเล็ก" นำมาสู่การยุบ "พรรคไทยรักไทย" จนเกิดเป็นตำนานบ้านเลขที่ 111

ย้อนไปเมื่อต้นปี 2549  ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา ก่อนกำหนดวันเลือกตั้ง 2 เมษายน แต่อีก 3 พรรคการเมือง ที่เป็นคู่แข่งในสภา คือประชาธิปัตย์  ชาติไทย และมหาชน ประกาศ "บอยคอต" เหลือเพียงพรรคไทยรักไทยที่เดินหน้าส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง บนเงื่อนไขกฎหมายที่กำหนดว่า ในเขตที่มีผู้สมัครพรรคเดียว ไร้คู่แข่ง จะต้องได้คะแนนเสียง มากกว่าร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นจึงจะได้เก้าอี้ ส.ส. ซึ่งต่อมาเกิดการร้องเรียนว่า พรรคไทยรักไทยทำผิดกฎหมายจากการ "จ้างพรรคเล็ก" ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนี "เกณฑ์ร้อยละ 20"  

เมื่อกกต.ตรวจสอบหลักฐาน ชี้มูลความผิด จึงนำไปสู่การยื่นร้องให้ยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ระหว่างนั้นเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. ทำให้ต่อมาคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งขึ้น มีมติ ในวันที่ 30 พ.ค. 2550 ให้ "ยุบพรรค" ไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผลที่ตามมาคือกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค รวม 111 คน ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี  เป็นที่มาของ "บ้านเลขที่ 111"

วิบากกรรมยังมีต่อเนื่อง เมื่อบรรดาขุนพลไทยรักไทยเดิมที่ยังเหลือรอด พากันย้ายบ้านมาที่ "พรรคพลังประชาชน" ลงสู้ศึกเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550  แต่กลับเกิดกรณี "ยงยุทธ ติยะไพรัช" ส.ส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถูก กกต.ให้ใบแดง เนื่องจากพบการกระทำที่น่าเชื่อได้ว่า "ทุจริตเลือกตั้ง" เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่กรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเช่นกัน กรณีดังกล่าวนำมาสู่การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 สั่งให้ทั้งยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารทั้ง 3 พรรค รวม 109 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในจำนวนนั้น มีนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยที่ต้องเว้นวรรคทางการเมืองไปด้วย

กาลล่วงมาจนถึงยุคของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 60 ผลจากการกำหนดการเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" ป้องกันการผูกขาดในสภา ทำให้พรรคใหญ่อย่าง "เพื่อไทย" ต้องปรับกลยุทธ์ แตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองเครือข่ายเพื่อเรียกจำนวน ส.ส. ในสภา หนึ่งในนั้นคือ "พรรคไทยรักษาชาติ"

นอกจากถูกจับตาเพราะกรรมการบริหารพรรคเป็นอดีตรัฐมนตรี และ ส.ส. คนรุ่นใหม่ในเครือข่ายพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังมึประเด็นที่ถูกจับตาที่สุดคือการ ยื่นพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค เป็นเหตุให้ กกต. มีมติยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค

‘วราเทพ’ มั่นใจ ‘พปชร.’ ได้นั่งส.ส. ยกทีมทั้ง 4 เขต พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ สร้างประโยชน์ให้ประชาชน

‘วราเทพ’ มั่นใจ พปชร. รักษาฐานมั่นกำแพงเพชร ยกความเหนียวแน่น กวาดยก 4 เขตทั้งจังหวัด

(26 มี.ค.66) ที่ลานตลาดนัดวันอาทิตย์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร นายวราเทพ รัตนากร กรรมการฝ่ายนโยบายและฝ่ายอำนวยการพรรคพลังประชารัฐ และอดีต ส.ส.กำแพงเพชร ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงช่วย 4 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร ถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งของจ.กำแพงเพชร ว่าหลายคนอาจสงสัยทำไม จ.กำแพงเพชร ส.ส.ยังอยู่กันเหนียวแน่น ก็เพราะว่านักการเมืองอาวุโสได้สร้างไว้

“ได้พูดคุยอยู่ตลอดว่า ไม่ว่าเราจะอยู่พรรคการเมืองไหนก็ตาม เราจะอยู่กันเป็นทีมไปแบบนี้ เพราะฉะนั้นเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราก็จะผ่านไปเป็นส.สได้เหมือนเดิม ยกทีมทั้งจังหวัด และพลังประชารัฐก็เป็นพรรคที่เราอยู่ด้วยกันมานาน แต่ถึงแม้ตนไม่ได้ลงสมัคร แต่ได้พูดคุยกับผู้สมัครทุกคนแล้ว มั่นใจว่าพรรคนี้จะสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ เพราะฉะนั้นมั่นใจว่า 4 เขต และ 1 บัญชีรายชื่อจะสามารถเข้าไปเติมเต็มพรรคพลังประชารัฐได้“นายวราเทพ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top