Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

ย้อนประวัติศาสตร์สยาม ฝ่าพายุร้ายจากตะวันตกนับเกือบ 200 ปี พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำให้เกิดความเจริญ

'พล.ท.นันทเดช' ย้อนประวัติศาสตร์ 'ประเทศไทยในสถานการณ์สู้รบ' สยามฝ่าพายุร้ายจากตะวันตกนับเกือบ 200 ปี พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงตั้งรับไว้ได้ย่างเหมาะสม สยามจึงที่มีทั้งความสงบและเจริญ ในลำดับ 1 ของเอเซีย ซัดคณะราษฎรไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ชิงอำนาจกันเอง จนเกิดเผด็จการทางสภา

(5 ต.ค. 65) พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ(ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ประเทศไทยในสถานการณ์สู้รบ ตอนที่ 1 มีรายละเอียดดังนี้

สยามฝ่าพายุร้ายจากตะวันตก ที่พัดกระหน่ำซัดใส่มานาน แสนนาน นับเกือบ 200 ปีแล้ว แต่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ภูมิทัศน์ และแนวตั้งรับ ของประเทศไว้ได้ย่างเหมาะสม โดยทรงภารกิจ จัดวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เครื่องมือสนับสนุนการประกอบอาชีพ ให้ราษฎร และทรงคุ้มเกล้าให้กำลังใจ ความหวัง ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับประชาชนตลอดมา

โดยเฉพาะในรัชสมัยอันยาวนานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้คนไทยได้มองเห็น และเข้าใจถึง 'สิ่งดี ๆ' ที่เคยเกิดขึ้นในวันก่อน ซึ่ง 'สิ่งดี ๆ'เหล่านั้น จะอยู่มาจนถึงวันนี้ หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่คนไทยหลากหลายวัยในยุคปัจจุบันนี้ ว่าจะช่วยกันรับมืออย่างไร เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามริดรอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ให้ลดน้อยลงไป เหลือเป็นเพียง 'สัญญลักษณ์' หรือ สาบสูญไป เพียงหวังอย่างเดียวว่า “ถ้าเป็นผลสำเร็จ พวกเขาจะซื้อขายประเทศไทย กันได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็จะง่ายขึ้นด้วย ”

นอกจากนั้น ก็ยังมีอีกหลายประเทศ ที่ไม่อยากให้ประเทศไทยเติบโตไปมากกว่านี้อีก เพราะจะส่งผลกระทบต่อ สถานภาพของประเทศพวกเขา จึงได้เข้ามาผสมโรง สนับสนุนคนกลุ่มนี้

เรียงความตอนที่ 1 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม 2565

ตอนที่ 2 : เปรียบเทียบการใช้พระราชอำนาจของในหลวงรัชกาลที่ 5 และ ในหลวงรัชกาลที่ 6 กับการใช้อำนาจ ของรัฐบาล คณะราษฎร ว่าตรงส่วนไหนท่ีจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น

รัชสมัย ร.5 พระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างเต็มที่หลายเรื่อง เพื่อปรับปรุงพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วที่สำคัญ คือ

(1) การกำหนดขอบเขตแผ่นดินสยาม (สยามไม่เคยมีเส้นเขตแดนชัดเจนมาก่อน)
(2) การเลิก ไพร่/ทาส
(3) การลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทุกด้าน (ตลอด 25 ปีของรัฐบาลคณะราษฎร ไม่เคยทำเรื่อง โครงสร้าง อย่างจริงจังเลย มาเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม เป็นครั้งที่2 แล้วก็เลยมาที่รัฐบาลลุงตู่ นี่แหละ เป็นครั้งที่3 น่าเศร้าใจไหมครับ)
(4) การปูพื้นฐานทางด้านประชาธิปไตย เช่น การเลือก กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน, การให้อำนาจตัดสินคดีแก่ศาล,การส่งนักเรียนทุนหลวงไปศึกษาต่างประเทศ ฯลฯ แต่นักเรียนทุนบางคนกลับมาทำปฏิวัติผู้ส่งไปเรียนเสียเอง รวมทั้งจับกุมนักเรียนทุนท่ีไม่เห็นด้วยไปขังคุก โดยตั้งศาลพิเศษ (ญี่ปุ่นซึ่งมีความเจริญไล่ๆกันกับไทย และมีรัฐธรรมนูญท่ีจักรพรรดิ์ มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ได้นักเรียนทุนกลับมาพัฒนาประเทศ เจริญก้าวหน้าไปกว่าไทย ทั้งท่ีส่งคนไปเรียนพร้อมๆกัน จำนวนคนไปเรียนก็พอๆกันประมาณ400คน)

ในรัชสมัย ร.6 พระองค์ ทรงหาทางแก้ไขการทำสัญญาทางการค้า ที่เสียเปรียบต่างชาติ ดังนั้นพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกาศสงครามกับเยอรมัน ท่ามกลางคำคัดค้านของทหาร และขุนนาง เมื่อชนะสงคราม สยามก็ได้รับการค้ำประกันอิสรภาพ ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ และได้รับการแก้ไข สัญญาที่ไม่เป็นธรรมทุกฉบับ รวมถึงการซื้อเครื่องบินจำนวนมาก กลับมาใช้ในราชการไทย ( จอมพล ป.เข้าร่วมกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามโลกครั้งท่ี2กับประเทศกลุ่มพันธมิตร

โชคดี ที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ทูตไทย ประจำสหรัฐฯไม่ยอมรับคำสั่งรัฐบาล จัดตั้งกลุ่มเสรีไทยขึ้น และส่งคนไปจัดตั้งที่อังกฤษ เพิ่มขึ้นอีก ต่อมานายปรีดี ได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นในไทย ซึ่งได้กลายเป็นจุดประสานงานของกลุ่มเสรีไทย เมื่อสงครามจบ ไทยยกเอาเรื่องเสรีไทยขึ้นมาอ้าง สหรัฐฯยอมรับ แต่อังกฤษ จะเอาไทยเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ ประชาชนเดือดร้อนกันมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ใช้ความเป็นทูตประจำสหรัฐฯ เจรจาจนสำเร็จแม้จะเสียเปรียบบ้างก็ตาม )

นอกจากนั้น ในหลวง ร.6 ยังทรงระดมสร้างโครงงานพื้นฐานของประเทศต่อจาก ร.5 จนสำเร็จหมดทุกโครงการจากการกู้เงินในตลาดการเงินยุโรปเพื่อนำมาลงทุน เพิ่มเติม รวม 5 ล้านปอนด์ เมื่อโครงงานเสร็จ การค้าขาย นาข้าว การขนส่งฯลฯ ก็เจริญก้าวหน้าขึ้น เศรษฐกิจเริ่มดีมากขึ้น รัฐบาลก็ทยอยได้รับเงินคืนมามากขึ้นเช่นกัน

อีลอน มัสก์ เตรียมซื้อ Twitter ครั้งใหม่ในราคาเดิม พร้อมขอให้ยุติการดำเนินคดีทางกฎหมาย

'อีลอน มัสก์' ตัดสินใจเดินหน้าซื้อ Twitter อีกครั้ง หลังเคยประกาศยกเลิกแผนการซื้อกิจการก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่าบริษัทไม่เปิดเผยจำนวนที่แท้จริงของผู้ใช้งานปลอมและสแปม จนเกิดการฟ้องร้อง

เมื่อวันที่ (4 ต.ค. 2565) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า อีลอน มัสก์ ส่งจดหมายถึงบริษัท Twitter โดยระบุว่า มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์เทสลา บริษัท สเปซเอ็กซ์ และอีกหลายกิจการคนนี้ ตัดสินใจจะซื้อกิจการทวิตเตอร์อีกครั้งตามข้อตกลงเดิม ในราคาที่เคยเสนอไปครั้งแรก

ในจดหมายฉบับนี้ ทนายความของมัสก์ ระบุว่า มัสก์ตั้งใจที่จะดำเนินธุรกรรมนี้ให้เสร็จสิ้น และขอให้ยุติการดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังจากก่อนหน้านี้มัสก์ระบุว่าจะยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว จนเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้อง

ทั้งนี้โฆษกบริษัท Twitter เปิดเผยว่า มัสก์ตั้งใจที่จะควบรวมกิจการที่หุ้นละ 54.20 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

'ทิพานัน' เผยยอดขอจดทะเบียนโรงงานอุตฯ พุ่ง 1,900 แห่ง สะท้อนผลสำเร็จจากการกระตุ้นศก. ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์

'ทิพานัน' เผยตัวเลขขอจดทะเบียนโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ปีงบฯ 65 พุ่ง 1.9 พันแห่ง จ้างงานเพิ่ม 5.6 หมื่นคน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการส่งเสริมการลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ-จ้างงาน ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้สิทธิประโยชน์ตามกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่าสถานการณ์ในรอบเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการขอจดทะเบียนโรงงานอุตสาหกรรมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ จำนวน 172 แห่ง เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 3,812 คน

ทั้งนี้ในภาพรวมปีงบประมาณ 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 - 31 สิงหาคม 2565 มีโรงงานอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนใหม่ 1,914 แห่ง เกิดการจ้างงาน 56,263 คน ขณะที่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ขอเลิกกิจการ 870 แห่ง มีลูกจ้างได้รับผลกระทบทั้งหมด 21,917 คน จะเห็นได้ว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่ขอจดทะเบียนใหม่นั้น มีจำนวนสูงกว่าโรงงานที่ขอเลิกกิจการถึง 2 เท่า และเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าของการขอเลิกกิจการ แม้ที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และผลกระทบด้านพลังงาน จากสงครามรัสเซียกับยูเครนก็ตาม แต่รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง ได้ออกมาตรการต่างๆมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว รวมทั้งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม พร้อมให้การช่วยเหลือในการเตรียมจัดหางาน ฝึกอาชีพและการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้มีงานทำอย่างยั่งยืน

ลุงตู่คัมแบ็ค ลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 'อุบลฯ - ขอนแก่น' ลุยให้กำลังใจ - ใส่ใจ - เข้าถึงประชาชน

ลุงตู่คัมแบ็ค ลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 'อุบลฯ - ขอนแก่น' ลุยให้กำลังใจ - ใส่ใจ - เข้าถึงประชาชน

‘เดชรัต’ หวั่น 6-10 ต.ค. 'กทม.-นนทบุรี' เสี่ยงท่วมหนัก ชี้!! รัฐต้องแจ้งแผนโดยเร็ว ปชช.จะได้เตรียมตัวถูก

‘เดชรัตน์-ก้าวไกล’ เตือน ลุ่มน้ำเจ้าพระยาส่อวิกฤต 6-10 ต.ค. น้ำทะเลหนุนสูง กรุงเทพ-นนทบุรีเสี่ยงท่วมหนัก ชี้ รัฐบาลต้องประกาศแผนเผชิญเหตุให้ทราบโดยเร็ว

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center พรรคก้าวไกล ได้ออกมาเตือนสถานการณ์ สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีน้ำท่วมในวงกว้างซึ่งกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบ 

เดชรัตกล่าวว่า ปริมาณน้ำเหนือยังคงเพิ่มมาเรื่อย แม้จะไม่มากเท่าปี 54 แต่เขื่อนต่าง ๆ เริ่มมีความสามารถในการรับน้ำได้อีกไม่มาก และยังต้องระบายออกต่อไป เพราะ ด้วยอิทธิพลของปรากฎการณ์ลานิลญา ทำให้ภาคเหนือและภาคกลางยังมีฝนต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนตุลาคม ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ล่าสุดเขื่อนเจ้าพระยาประกาศว่า อาจจะปล่อยน้ำสูงถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนป่าสักอาจปล่อยน้ำสูงถึง 800 ลบ.ม./วินาที 

สำหรับสถานการณ์น้ำในแต่ละจังหวัดในลุ่มน้ำพระยาตอนบน จากข้อมูลที่รวบรวมจากที่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคก้าวไกล พบว่าในเขื่อนต่าง ๆ เช่น เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก เพิ่มการระบายน้ำเร็วมาก บางพื้นที่คันกั้นน้ำแตกเสียหาย พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมากก่อน ประชาชนต้องอพยพข้าวของอย่างฉุกละหุก นอกจากนี้ ยังพบว่า ประชาชนในศูนย์อพยพหลายแห่ง ยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ เช่น เต้นท์ไม่พอ สุขาไม่พอ

“ในพื้นที่ อ.บางบาง จ.อยุธยา ที่เป็นทุ่งรับน้ำเกิดความขัดแย้งขึ้น จากการที่มีบ่อทรายและบ่อขยะอยู่ในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ทำให้ไม่มีการปล่อยน้ำลงทุ่งรับน้ำแบบที่ควรจะเป็น ในขณะที่ประชาชนบางส่วนที่ได้รับควาทเดือดร้อนเรียกร้องให้ปล่องน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำ”

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักปล่อยน้ำมามากขึ้น ทำให้ปริมาณการไหลของน้ำที่จุดบางไทร ซึ่งเป็นจุดวิกฤตสำหรับพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพและปริมณฑล ปริมาณการไหลของน้ำอาจสูงเกิน 3,300-3,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแปลว่า จะเต็มอัตราความจุของลำน้ำตามธรรมชาติพอดี และยังเป็นข้อจำกัดในการระบายน้ำด้วย แถมด้วยปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง ตั้งแต่วันที่ 6-10 ตุลาคม 2565 จะทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างมาก 

“นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร จากวันนี้ไป พื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยา และคลองอ้อมนนท์ จะมีความเสี่ยงสูงมาก คันกันน้ำชำรุด น้ำท่วมขังจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ไม่สามารถระบายน้ำได้ เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนมาพร้อมกันทำให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับฝนหนักมาก ที่มีปริมาณฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรได้ดีนัก แม้ว่าตอนนี้ อปท. ต่าง ๆ ทำการพร่องน้ำในคลอง ในท่อ ยังเต็มที่ แต่ความสามารถในการสูบน้ำอาจทำได้จำกัดมากขึ้น ส่วนในกรุงเทพมหานครยังต้องระมัดระวัง การระบายน้ำไปในพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเทพมหานครด้วย” 

เดชรัต กล่าวต่อว่า ปัญหาในการรับมืออุทกภัยในปี 2565 โดยภาพรวมแม้ว่า พื้นที่และระดับการท่วมของน้ำจะไม่มากเท่าระดับปี 2554 แต่ก็มีพื้นที่และประชาชนที่ประสบภัยมากกว่าปี 2564 แน่นอน เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือ การเผชิญเหตุ และการเยียวยาขั้นสูงสุด 

'นายกฯ' กร้าว!! ดูแลทุกจังหวัด พร้อมขจัดภัยทุกจุด ยัน!! เร่งคืนชีวิตปกติให้กับพี่น้องประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha' ระบุว่า...

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกคนครับ

ผมได้เฝ้าติดตามข่าวสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสาน ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ต.ค. 65) ผมได้สั่งการเน้นย้ำนโยบาย 10 ข้อ ในการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศ ได้นำไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเมื่อวานนี้ (4 ต.ค. 65) ผมจึงได้เลื่อนการประชุม ครม.ออกไป เพื่อปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่ติดตามการทำงานในระดับพื้นที่ ณ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งนำกำลังใจจากคนทั้งประเทศ ไปฝากพี่น้องผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

จากการรายงานผลการดำเนินงานของทั้งสองจังหวัด ทำให้ผมได้รับทราบว่าได้มีการจัดการสถานการณ์อย่างเต็มที่ ตามแผนเผชิญเหตุที่รัฐบาลได้สั่งการไว้ล่วงหน้า โดยได้เตรียมการไว้ และคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ทั้งกรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย (ปภ.) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ อีกหลายแห่ง เพื่อระดมสรรพกำลัง ทั้งทรัพยากรบุคคล เครื่องมือ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ รวมถึงการประสานงานในการส่งข่าวสารแจ้งพี่น้องประชาชนในการระมัดระวังและช่องทางการขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ผมมีความมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำการค้า ประกอบอาชีพ เรียนหนังสือ สัญจรไปมา ได้โดยเร็ว

ซึ่งผมได้เน้นย้ำกับทั้งสองจังหวัดว่า รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบของงบประมาณเพิ่มเติม กำลังคน เครื่องจักรกล และทรัพยากรอื่น ๆ ที่จำเป็นอย่างเต็มที่ โดยสิ่งสำคัญคือเราจำเป็นต้องระบายน้ำให้ได้เร็วและมากที่สุด เพื่อบรรเทาสถานการณ์ และเตรียมพร้อมหากจะมีพายุเข้ามาอีก

'โฆษกรัฐ' แจง 'บิ๊กป้อม' ลาป่วย ไม่เข้าประชุมครม. หมอแนะนำให้พักรักษาตัว หลังมีไข้-ปวดศีรษะ

รองโฆษกรัฐบาลแจง 'บิ๊กป้อม' ลาป่วยประชุมครม. มีอาการเป็นไข้หวัด แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลาป่วย ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครม. ในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ เนื่องจากมีไข้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้แพทย์ผู้ตรวจอาการ ได้เปิดเผยว่าพลเอกประวิตรมีอาการไข้ต่ำ ปวดศีรษะและมีเสมหะเล็กน้อย และได้ทำการตรวจ ATK ในเบื้องต้น ผลเป็นลบ จึงคาดว่าอาการป่วยนี้เกิดจากการโดนฝนระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.ชัยนาท และจ.พระนครศรีอยุธยาในช่วงวันที่ผ่านมา แพทย์เห็นควรให้พักรักษาตัวที่บ้านพัก คาดว่าอาการจะดีขึ้นในเร็ววัน   

"ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร ขอส่งกำลังใจ ไปถึงประชาชนทุกคน ที่กำลังประสบปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ และขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง" น.ส. ทิพานัน กล่าว

'ทัพเรือ' ช่วยนทท.จีน 4 ชีวิตกลับฝั่งปลอดภัย หลังขาดการติดต่อ ขณะออกเรือตกปลากลางทะเล

เมื่อวันที่ (5 ต.ค. 65) ศปก.ศรชล.ภาค 3 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่ามีเรือตกปลาขนาดเล็ก ชื่อ Sao ขาดการติดต่อเรือ ขณะออกไปตกปลาบริเวณเกาะราชาน้อย ตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ (4 ต.ค. 65) ที่ผ่านมา ซึ่งปกติจะกลับเข้าฝั่งในเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเดียวกัน แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยพิกัดที่หายไปห่างจากหลักเทียบเรือ ทัพเรือภาคที่ 3 ประมาณ 33 ไมล์ทะเล หลังจากได้รับแจ้ง ศปก.ศรชล.ภาค 3 ได้ประสานหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยค้นหาและช่วยเหลือ ได้แก่ ศคท.จ.ภูเก็ต, ตำรวจน้ำภูเก็ต, ทรภ.3, PIPO ภูเก็ต และเครือข่ายเรือประมง จ.พังงา พร้อมทั้งขอความช่วยเหลือไปยัง MRCC เพื่อติดต่อเรือในบริเวณใกล้เคียงเพื่อทำการค้นหาและช่วยเหลือ

จากนั้นเวลา 22.28 น. นายพิเชษฐ์ ปานะพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ติดต่อมาทางโทรศัพท์ ร้องขอให้ทาง ศรชล.ภาค 3 จัดเรือขนาดใหญ่ออกทำการค้นหาและช่วยเหลือ โดยพล.ร.ท.อาภากร อยู่คงแก้ว ผอ.ศรชล.ภาค 3 ในฐานะ ผบ.ทรภ.3 ได้สั่งการให้ ศปก.ศรชล.ภาค 3 ประเมินสถานการณ์และเตรียมเรือออกทำการค้นหาและช่วยเหลือ

'เพื่อไทย' โอด!! ส.ส. ‘เหมือนถูกปิดปากมัดมือ-เท้า’ หลังระเบียบ กกต.180 วัน ทำช่วยเหลือปชช.ได้จำกัด

“ขณะนี้เกิดภัยพิบัติ ควรต้องให้ผู้แทนฯ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้บ้าง ในฐานะส.ส. ไม่เคยปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องทุกข์ยากลำบาก แต่วันนี้ ส.ส.‘เหมือนถูกปิดปากมัดมือ-เท้า’ ทำได้เพียงมองตาปริบๆ” 

(5 ต.ค. 65) นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโนรู ที่บ้านท่าม่วง ต.ศรีบุญเรือง อ.ชนบท พร้อมลงเรือบริเวณท่าเรือบ้านเมืองเพีย ผ่านแก่งละว้า (เขตรอยต่อ อ.ชนบท–อ.บ้านไผ่) เพื่อไปให้กำลังใจพี่น้องชาวบ้านวังเวิน ต.ศรีบุญเรือง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น พร้อมวอนขอให้ กกต.ผ่อนคลายกฎเหล็ก 180 วันให้ส.ส.ได้ช่วยเหลือประชาชนยามภัยพิบัติได้

จากสถานการณ์ฝนตกหนัก ได้เพิ่มปริมาณน้ำในลำน้ำชีเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนจมน้ำระดับมิดหลังคาบ้าน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก ปศุสัตว์ การสัญจรภายในพื้นที่ต้องใช้เรือเท่านั้น ส่วนอ่างเก็บน้ำหนองกองแก้วปริมาณน้ำเต็มความจุ จนล้นคันดินถนนรอบหนองจนขาดเพราะรับน้ำไม่ไหว ซึ่งปริมาณน้ำมาก อาจจะหนักกว่าปี 2564  ส่วนเขื่อนอุบลรัตน์ น้ำเต็มความจุเขื่อนเช่นกัน ทั้งนี้ที่หมู่บ้านวังเวิน ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับ อ.บ้านไผ่ กระแสน้ำจากลำน้ำชีไหลผ่านเข้ามายังหมู่บ้าน ด้วยความเร็วและแรง ถนนท้องถิ่นไม่สามารถใช้การได้ การเข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อสอบถามถึงความต้องการจึงทำได้ยากลำบาก

นอกจากนี้ พี่น้องประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด และอาหารจำนวนมาก ซึ่งจนถึงขณะนี้แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปยังพื้นที่ แต่ยังไม่สามารถช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง การช่วยเหลือเฉพาะหน้าจากรัฐบาลส่วนกลางยังมาไม่ถึงในพื้นที่ แม้แต่น้ำเปล่ายังขาดแคลน ประชาชนเหมือนถูกลอยแพให้อยู่ไปตามยถากรรม ส่วนโรคระบาดเริ่มน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะโรคเท้าเปื่อยจากน้ำท่วมขัง

โลกกำลังอยู่ในภาวะถดถอย หนักกว่า '2008 และ โควิด19' หวั่น!! ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียกระทบรุนแรง

สำนักข่าว CNBC ได้เผยแพร่รายงาน Trade and Development Report 2022 ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า นโยบายการเงินและการคลังในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจจะผลักดันให้เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและหยุดชะงัก

ทั้งนี้ UN เตือนว่า การชะลอตัวทั่วโลกอาจสร้างความเสียหายที่เลวร้ายยิ่งกว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 และวิกฤตของโรคโควิด-19 ในปี 2020 

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ทุกภูมิภาคจะได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง แต่ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยหลายประเทศในกลุ่มนี้ใกล้จะเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ โดยเฉพาะในเอเชียใต้และเอเชียตะวันตกที่มีปัญหาหนี้มีเพิ่มขึ้น เช่น ศรีลังกา, อัฟกานิสถาน, ตุรกี และปากีสถาน

ทั้งนี้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกกำลังเดินหน้าเต็มที่สู่ภาวะถดถอย หากธนาคารกลางยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยไม่คำนึงถึงการใช้เครื่องมืออื่น ๆ และไม่ได้พิจารณาเศรษฐกิจในฝั่งอุปทาน พร้อมกับเตือนว่า ไม่มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top