Tuesday, 14 July 2026
TheStatesTimes

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนชี้แจงถึงความคืบหน้าเพิ่มเติม กรณีคดีตำรวจสันติบาลหญิงทำร้ายร่างกายทหารหญิงได้รับบาดเจ็บ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเปิดเผยถึงความคืบหน้าเพิ่มเติมกรณีตำรวจสันติบาลหญิงทำร้ายร่างกายทหารหญิงได้รับบาดเจ็บ 

ความคืบหน้าในส่วนของการดำเนินคดีอาญา สภ.เมืองราชบุรี จว.ราชบุรี ในวันนี้ (2ก.ย.65) พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเบิกตัวผู้ต้องหาไปทำการตรวจจิตเวชเพื่อนำผลการตรวจมาประกอบสำนวนคดี และพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำพยานไปแล้วหลายปาก อยู่ระหว่างรอผลตรวจและทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย

ในส่วนการดำเนินคดีของ สภ.ชะอำ จว.เพชรบุรี พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหาที่เรือนจำราชบุรีเพิ่มเติม และสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมรวมถึงได้ทำการเก็บตัวอย่างส่งตรวจเปรียบเทียบทางนิติวิทยาศาสตร์ และทำการสอบปากคำพยานประกอบคดีไปแล้วหลายปาก โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมาย

โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับการปฎิบัติของเจ้าที่ตำรวจ ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนอย่างตรงไปตรงไปมา ทั้งในส่วนของการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินการในทางคดีอาญา ด้วยความรอบครอบ รวดเร็ว อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน อีกทั้งเพื่อป้องกันให้สังคมเกิดความสับสนและเสียรูปคดี จึงขอความร่วมมือติดตามข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น

ตำรวจแถลงกฎหมายจราจรฉบับใหม่เริ่มใช้ 5 กันยายน 2565 พร้อมมอบรางวัลประชาชนส่งคลิปกล้องหน้ารถ ในโครงการอาสาตาจราจร รวม 50,000 บาท

วันนี้ (2 ก.ย. 65) เวลา 10.30 น. ณ ห้องศรียานนท์ โซนซี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร (ศจร.ตร.) ,พล.ต.อ.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์  รอง ผบช.น., พร้อมด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ, คุณกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษา ฝ่ายการตลาด บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนสถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และ สถานีวิทยุ จส.100 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัลและเกียรติบัตร โครงการอาสาตาจราจร ประจำเดือน ก.ค. 65 ให้แก่ เจ้าของคลิปกล้องหน้ารถที่บันทึกอุบัติเหตุและเหตุการณ์ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายสำคัญ และส่งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมจำนวน 10 คลิป เงินรางวัลรวมจำนวน 50,000 บาท โดยมีบริษัท วิริยะฯ สนับสนุนเงินรางวัล โดยคลิปสำคัญ มีดังนี้

คลิปรางวัลที่ 1 เป็นคลิปอุบัติเหตุบนถนนพหลโยธิน กรณีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขับขี่แทรกมาชนกับรถจักรยานยนต์ไรเดอร์ และไปชนรถยนต์อีก 2 คันด้วย ขณะเดียวกันผู้ขับขี่จักรยานยนต์คันที่ขี่แทรกมานั้น ได้จับรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์ แต่มือไปโดนคันเร่ง ทำให้รถพุ่งไปชนกับรถยนต์คันอื่นได้รับความเสียหาย ผลทางคดี พนักงานสอบสวน สน.พลหโยธิน ได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่กระทำผิด ข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และชดใช้ค่าเสียหายให้กับรถคันอื่นๆ

คลิปรางวัลที่ 2 เป็นคลิปอุบัติเหตุ บริเวณแยกประชานุกูล ถ.รัชดาภิเษก เหตุการณ์รถยนต์ส่วนบุคคลสีขาวขับมาด้วยความเร็ว ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์กลางแยก ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ ผลทางคดี พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พบว่าไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ แต่มีความผิดฐานขับขี่ด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร และขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ      

คลิปรางวัลที่ 3 เป็นคลิปอุบัติเหตุ บริเวณกำแพงเพชร วัดเสมียนนารี รถแท็กซี่ได้สัญญาณไฟเขียวขับผ่านแยกไปตามเส้นทางปกติ แต่มีรถจักรยานยนต์ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง พุ่งชนเข้ากลางลำของรถแท็กซี่ หมวกนิรภัยกระเด็นจากศีรษะ ได้รับบาดเจ็บ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้เปรียบเทียบปรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในข้อหา ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร และขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ  กล่าวว่า จากการตรวจสอบคลิปอุบัติเหตุ มักจะเกิดจากการขับขี่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร และขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งรัดกวดขันวินัยจราจรในข้อหาที่เป็นปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุอย่างเคร่งครัด และฝากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 5 ก.ย.65 อัตราโทษปรับตามกฎหมายจจราจรจะมีอัตราโทษที่สูงขึ้น หากขับฝ่าฝืนกฎจราจรและเกิดอุบัติเหตุ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท

นอกจากนั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ ยังได้ให้ข้อมูลกฎหมายจราจรทางบกฉบับใหม่ที่จะมีผลวันที่ 5 ก.ย.65 ที่ประชาชนต้องรู้เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง มีดังนี้

1) เพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่กระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับ  กระทำผิดครั้งแรกจะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก เพิ่มอัตราโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ 50,000 – 100,000 บาท และศาลจะลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ (ม.160 ตรี/1 และ 160 ตรี/3)  

​2) เพิ่มอัตราโทษที่เป็นปัจจัยต่อการเกิดอุบัติเหตุ เป็นปัจจัยเสี่ยง ในการสูญเสียของผู้ขับขี่และผู้ใช้ทาง     2.1 เพิ่มอัตราโทษปรับ เช่น
- ขับรถเร็วเกินกำหนด ปรับไม่เกิน 4,000 บาท  (โทษเดิม ปรับไม่เกิน 1,000 บาท)
- ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ปรับไม่เกิน 4,000 บาท (โทษเดิม ปรับไม่เกิน 1,000 บาท)
- ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ปรับไม่เกิน 4,000 บาท (โทษเดิม ปรับไม่เกิน 1,000 บาท)
- ขับรถย้อนศร ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (โทษเดิม ปรับไม่เกิน 500 บาท)
- ไม่สวมหมวกนิรภัย ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (โทษเดิม ปรับไม่เกิน 500 บาท)
- ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (โทษเดิม ปรับไม่เกิน 500 บาท)

2.2 เพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น
​​- อัตราโทษเดิมจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000 -10,000 บาท เพิ่มเป็น จำคุกไม่เกิน 1 ปี  ปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อสภาพัฒน์ฯ ทำตัวแบบมีธงในการขับเคลื่อนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ นอกจากเอ็นจีโอแล้ว ใครคือไอ้โม่ง ที่อยู่เบื้องหลัง และรักษาการนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.) โดยส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 หรือ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งเป็นโครงการการสร้างเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่เป็นการลงทุนของเอกชน โดยการสนับสนุนของรัฐบาลที่มี วัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่สำคัญ เป็นเกตเวย์ หรือท่าเรือ เพื่อการส่งออกที่เป็นประตูที่ 3 ของประทศสู่โลกภายนอก เพื่อการแข่งขันกับนานาประเทศที่เป็นคู่แข่งของประเทศไทย 

ซึ่งการเริ่มเข้ามาขับเคลื่อนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยการที่ สสช. ส่ง เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ เพื่อจัดทำรายงานการศึกษาระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ได้สร้างความดีใจกับคนส่วนใหญ่ของ อ.จะนะ ไม่เฉพาะแต่คนในพื้นที่ 3 ตำบล คือ นาทับ, สะกอม และ ตลิ่งชัน ที่เป็นพื้นที่ตั้งของโครงการ เพราะคนทั้ง อ.จะนะ เชื่อว่า ถ้าโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 หรือนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เกิดขึ้นได้จริง ต้องส่งผลถึงผู้คนใน หลายสาขาอาชีพ ของคนจะนะ และใกล้เคียงด้วย

แต่...ประชาชนที่ต้องการเห็นการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เริ่มไม่แน่ใจว่าการลงพื้นที่ของ เจ้าหน้าที่ชุดนี้จากสภาพัฒน์ เพื่อทำเรื่อง SEA จะเป็นการมาเพื่อการขับเคลื่อนให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพื่อการพัฒนาภาคใต้ หรือมาเพื่อการทำ SEA เพื่อให้หยุดโครงการดังกล่าวกันแน่ 

'อลงกรณ์' เร่งเครื่อง 'เพชรบุรีโมเดล-เมืองสร้างสรรค์อาหาร' ทุกมิติ เดินหน้าเร็วโครงการเกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย

'อลงกรณ์' เร่งเครื่อง 'เพชรบุรีโมเดล-เมืองสร้างสรรค์อาหาร' ทุกมิติ เดินหน้าเร็วโครงการเกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย มอบ 'เกษตรฯ' ส่งเสริมทุกอำเภอ 'มกอช.' ทำไวได้จริง เปิดตัวร้านอาหาร Q ที่เพชรบุรีแห่งแรก ผู้ประกอบการแฮปปี้ ผู้บริโภคพอใจ พร้อมหนุนเกษตรปลอดภัย ใช้สินค้า Q

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ว่า การขับเคลื่อน 'เพชรบุรี โมเดล' เป็นต้นแบบการปฏิรูปเมืองในทุกมิติมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมิติการยกระดับศักยภาพจังหวัดในฐานะที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ขององค์การสหประชาชาติคัดเลือกให้เป็น 'เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร' (City of Gastronomy) และเพชรบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองเกษตร จำเป็นต้องเชื่อมโยงการพัฒนาภาคเกษตรภาคอาหารและผู้ประกอบการภายใต้นโยบาย 'มาตรฐานเกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย' ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมให้ร้านอาหารใช้มาตรฐานเกษตรปลอดภัยหรือตรา Q (Quality) เพื่อสร้างความมั่นใจของลูกค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค 

ล่าสุดทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการคิกออฟโครงการร้านอาหาร Q ที่เพชรบุรีเป็นแห่งแรก และมอบหมายให้ขยายโครงการให้ครบทุกอำเภอ ๆ ละ 1 แห่ง เป็นอย่างน้อย โดยร่วมมือกับจังหวัดเพชรบุรี หอการค้าจังหวัด สมาคมท่องเที่ยวและสถาบันเกษตรกรแบบบูรณาการทำงานเขิงรุกทุกภาคส่วนภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กห. ลงพื้นที่อยุธยา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการเตรียมการป้องกัน รับมือมวลน้ำเจ้าพระยาเพิ่ม

(2 ก.ย.65) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อม รมช.กห. ปล.กห. และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เตรียมการรองรับสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาและการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กห.และเหล่าทัพในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

โดยเดินทางไปยังวัดกษัตราธิราชเจ้า เป็นจุดแรก โดยเมื่อมาถึง พลเอก ประยุทธ์ฯ ได้เข้าสักการะพระพุทธกษัตราธิราช พระพุทธกษัตราภิมงคล สมเด็จพระพนรัตน์ พระอาจารย์ในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้น ได้รับฟังบรรยายสถานการณ์น้ำและแนวทางรับมือ พร้อมตรวจเยี่ยมกำลังพลมอบสิ่งของให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่กรอกกระสอบทรายทำเขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว และตรวจความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งการเตรียมการป้องกันสถานที่สำคัญๆ ชุมชน และการรับมือกับปริมาณน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะเดินทางต่อไปสังเกตการณ์สถานการณ์น้ำและการสนับสนุนของหน่วยทหารในพื้นที่บริเวณพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย โดยได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ปฎิบัติงาน จากนั้นเดินทางต่อไปยังพระตำหนักสิริยาลัยเป็นจุดถัดไป

ตำรวจ PCT ประสานกัมพูชา ล่าแก็งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มอีก 59 ราย ส่งไทยดำเนินคดี

(2 ก.ย.65) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT: Police Cyber Taskforce, พล.ต.อ.ปรีชา เจริญสหายนนท์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.ภ.8 หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่1, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม. ร่วมแถลงจับกุมเครือข่ายแก็งคอลเซนเตอร์ในกัมพูชาเพิ่มอีก 59 ราย เตรียมส่งไทยดำเนินคดี

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา ตำรวจ PCT เปิดปฏิบัติการร่วมกับตำรวจกัมพูชาทลายเครือข่ายแก็งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการกลางเมืองพระสีหนุ ประเทศกัมพูชาจับกุมผู้ต้องหา 94 ราย และนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น 

ล่าสุดได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.ภ.8 หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 1 ,พ.ต.อ.สถิตย์ พรหมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พาหะกิจ ผกก.(สอบสวน) บก.สส.สตม.  พร้อมกำลังตำรวจ PCT สืบสวนขยายผลถอนรากถอนโคนขบวนการนี้ให้หมดไป จนได้พยานหลักฐานนำไปขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มได้อีก 59 ราย

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ได้ประสานงานตรงไปยัง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจกัมพูชา และส่งกำลังตำรวจ PCT เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ นำโดย พ.ต.อ.รัฐโชติ โชคิคุณ รอง ผบก.สส.สตม. นัดหมายในวันที่ 29 ส.ค.65 เข้าทำการตรวจค้นพร้อมกัน จำนวน 2 จุด ในเมืองพระสีหนุ และเมืองกันดาล ประเทศกัมพูชาดังนี้  

จุดที่ 1 อาคารในเมืองพระสีหนุ ซึ่งเครือข่ายกลุ่มนี้มีแผนประทุษกรรมหลอกลวงคนไทยฝั่งประเทศไทยให้ทำการลงทุนตามภารกิจ ในเครือข่ายของแอปพลิเคชัน tiktok มีประชาชนได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ที่เกิดเหตุพบคนไทย 19 ราย เป็นบุคคลตามหมายจับ 15 ราย และไม่มีหมายจับอีก 4 ราย ซึ่งทั้งหมดทำงานเป็นพนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุนโดยใช้แอปพลิเคชันชื่อว่า tt (tiktok ปลอม) โดยเป็นให้ทำภารกิจตามที่พนักงานคอลเซนเตอร์ (admin) แนะนำ(เป็นภารกิจการกดหัวใจ ในแอปที่คนร้ายส่งมา, และภารกิจทายผลลูกเต๋าในแอปปลอม) โดยอ้างว่าจะได้ค่าตอบแทน ซึ่งในครั้งแรกๆ ก็จะได้รับผลตอบแทนจริง 

แต่เมื่อลงทุนเยอะขึ้นปรากฎว่าไม่สามารถถอนเงินออกได้ โดยคนร้ายอ้างว่าต้องฝากเงินเพิ่มจึงจะถอนเงินได้ แต่เมื่อเหยื่อฝากเงินไปแล้ว ก็ไม่สามารถถอนเงินได้จริง

จุดที่ 2 อาคารในเมืองกันดาล ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของกลุ่มคนจีนร่วมกับคนไทย จัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ในลักษณะแอบอ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย, บริษัท DHL และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แหลมฉบัง มีประชาชนได้รับความเสียหายมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ผลการตรวจค้นพบคนไทยซึ่งเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ตามหมายจับกว่า 40 ราย

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 59 รายนั้น อยู่ระหว่างรอการส่งกลับไทยมาดำเนินคดี ซึ่งตำรวจ PCT จะไปรอรับตัวที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อซักถามปากคำผู้ต้องหา และหลังจากเสร็จสิ้นการขยายผลแล้ว จะมีพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

สภาเกษตรแถลงความสำเร็จคูปองดิจิทัลเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (Depa mini transformation voucher)

(2 ก.ย.65) สภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จัดงานแถลงความสำเร็จในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและสนับสนุนและส่งเสริมคูปองดิจิทัลเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (Depa mini transformation voucher) ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมี นายศรีษะเกษ สมาน รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม และ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เข้าร่วมงานดังกล่าวฯ ณ ห้องบางปะกง โรงแรม ที วินเทจ บางคล้า ตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา 

โดยทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้สนับสนุนเงินอุดหนุนคูปองดิจิทัลให้แก่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 100 คูปอง คูปองละ 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1 ล้านบาท โดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหน่วยงานในการประชาสัมพันธ์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลและรับสมัครเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดไกล้เคียง ผู้สนใจใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล แบ่งเป็นชนิดการใช้เทคโนโลยี โดรนช่วยฉีดพ่น และ ระบบ Iot Smart farm ควบคุมน้ำอัจฉริยะ 

ครบรอบปีที่ 85 “วันเรือดำน้ำ” กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ จัดงานวันเรือดำน้ำ ประจำปี 2565

(2 ก.ย.65) พลเรือเอกสมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นผู้แทนในการเป็นประธานในงาน “วันเรือดำน้ำ” ประจำปี 2565 วันที่ 4 ก.ย.65 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ ให้แก่อดีตทหารเรือที่เป็นนักดำเรือดำน้ำ และรำลึกถึงอดีตนักดำเรือดำน้ำผู้ล่วงลับไปแล้ว ตลอดจนรำลึกประวัติศาสตร์การมีเรือดำน้ำของกองทัพเรือ รวมทั้งเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับบทบาทความสำคัญของเรือดำน้ำ และแนวคิดในการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาขีดความสามารถเรือดำน้ำของ ทร.ในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2480 หรือเมื่อ 85 ปีที่แล้ว เป็นวันที่สำคัญยิ่งอีกหน้าหนึ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือไทย ที่กองทัพเรือได้ประกอบพิธีรับมอบเรือดำน้ำ คือ เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ณ อู่ต่อเรือ มิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ธงราชนาวีไทยได้โบกสะบัดอย่างสง่างามบนยอดเสาเรือดำน้ำ ณ บริเวณท้ายเรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณเป็นครั้งแรกซึ่งนับได้ว่าเป็นเรือดำน้ำ 2 ลำแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากนั้น ในปี พ.ศ.2481 บริษัท มิตซูบิชิ ได้ต่อเรือดำน้ำจนครบทั้ง 4 ลำ ตามสัญญาการว่าจ้างจากกองทัพเรือเสร็จสมบูรณ์ ประกอบด้วย เรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2481 เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้ออกเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นและเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2481 ตามลำพัง โดยปราศจากเรือพี่เลี้ยงซึ่งยังความประหลาดใจแก่ชาวญี่ปุ่นรวมทั้งชาวอเมริกันเป็นอันมากเนื่องด้วยเรือดำน้ำขนาดเล็กเช่นนี้ การออกทะเลหลวงในยามปกติ มักมีเรือพี่เลี้ยงคอยติดตามอยู่ใกล้ๆ ในระยะปลอดภัยทั้งสิ้น นับเป็นการแสดงถึงความกล้าหาญและความสามารถของกำลังพลประจำเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ที่ได้ปรากฏแก่สายตาอารยะประเทศ นอกจากนี้ ระหว่างที่เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ประจำการมีภารกิจที่สำคัญที่ต้องจารึกไว้คือ เมื่อกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส แม้ว่าเรือหลวงธนบุรี และเรือตอร์ปิโดของไทยถูกเรือรบฝรั่งเศสยิงจมลงแต่ทว่าเรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพลก็มิได้เสียขวัญยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบอย่างสุดความสามารถ โดยได้วางกำลังลาดตระเวนอยู่บริเวณหน้าฐานทัพเรือเรียมของอินโดจีน-ฝรั่งเศส โดยในเวลากลางวันจะทำการดำอยู่ใต้น้ำ  ส่วนกลางคืนแล่นลาดตระเวนบนผิวน้ำเพื่อประจุแบตเตอรี่ นับเป็นปฏิบัติการใต้น้ำเพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตยในยามสงครามครั้งแรกของเรือดำน้ำไทยโดยภายหลัง จดหมายเหตุฝ่ายฝรั่งเศสจารึกยุทธนาวีที่เกาะช้างไว้ว่าฝรั่งเศสมีความหวั่นเกรงเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ของไทย เป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจหลีกเลี่ยงการเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยหากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด จะเข้าพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อปฏิบัติภารกิจ ที่ได้รับมอบในช่วงระยะเวลาอันสั้น และเมื่อปฏิบัติการแล้วเสร็จจะถอนกำลังกลับทันที เนื่องด้วยเกรงว่าจะถูกโจมตีจากเรือดำน้ำ

ในวาระที่วันเรือดำน้ำเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 85 ในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2565 นี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และจอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ได้ทรงวางรากฐานกิจการเรือดำน้ำให้แก่กองทัพเรือ และพร้อมใจกันร่วมเชิดชูเกียรติประวัติ ของกำลังพลประจำเรือดำน้ำแห่งราชนาวีไทยในอดีต ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยกล้าหาญ ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาสละเลือดเนื้อและชีวิตให้กับกองทัพเรือและอธิปไตยของประเทศชาติ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเล นับเป็นหลายล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ จึงจะรักษาสมดุลย์กำลังทางเรือในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้ โดยเรือดำน้ำ ถือเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน เป็นอาวุธที่มองไม่เห็น ตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้ เรือดำน้ำจึงจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ซึ่งจะเป็นหลักประกันในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างมั่นคงสืบไป

​​​

'พงศ์พรหม' ดึงสติ!! สังคมปลื้มกระแส 'รวยทิพย์' อย่าหลง!! เพราะทุกการถ่ายอวด ก็เพื่อโกงคนอื่นต่อ

ถือเป็นอีกมุมมองในการเตือนสติสังคมนิยมความรวยด้วยความไม่พยายามที่น่าสนใจ เมื่อนายพงศ์พรหม ยามะรัต รองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

จากกระแส 'รวยทิพย์' ที่ผมคุยกับคนรอบตัวมานาน ว่ามันคือระเบิดเวลาที่จะทะยอยระเบิดมาเรื่อยๆ

ดูง่ายๆ ครับ
เศรษฐกิจไทยดีขึ้น หรือเลวลง?

แล้วในวันที่เศรษฐกิจเลวลง ทำไมอยู่ๆ มีคนกลุ่มหนึ่งว่างปาร์ตี้ ว่างถ่ายรูปกับรถ

ว่างโพสต์รูปเงินกับธุรกิจที่ไม่เห็นว่าจะมี 'นวัตกรรม' อะไร?

ผมนั่งดูรายละเอียดสินค้า
ขายคอลลาเจน ทำบริษัทอีเว้นท์

ธุรกิจเหล่านี้กำลังอยู่ในกระแสลงทั้งสิ้น

คำถามคือเอาเงินจากไหนมาอวดสังคม?

เอาแค่ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ยอดเงินที่ระเบิดจากนักรวยทิพย์ก็จะเกิน 5,000 ล้านบาทแล้ว

จริงๆ แล้วมันคือกระแส 'ถ่ายอวดปอร์เช่' เพื่อโกงเงินคนอื่น แต่ไม่มีกระแสเงินอยู่จริงตั้งแต่เริ่ม

ใครสังเกต ผมมักโพสต์วิธีการคิดการเป็นอยู่อย่างมีสติ มีเหตุผล เก็บออม และใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตามลำดับความสำคัญเสมอ

เกริ่นมายาว

วันนี้มาแชร์ความคิด 1 ในคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดผมสูงมาก คือ แม่ผมเอง

อาทิตย์ก่อนพาแม่ไปหาหมอ ได้นั่งรถกับแม่ 2 คน
อยู่ๆ แม่เปรยว่า...

กำลังคิดจะเปลี่ยนรถใหม่
จากรถคันเดิมที่แม่ใช้มา 15 ปี

รถคันเดิมแม่เป็นรถที่ราคาถูกที่สุดในบ้าน

เป็นรถญี่ปุ่น C-segment คันเล็กๆ ที่แม่พูดเสมอว่า ค่าดูแลต่ำ ไม่จุกจิก ให้คนขับรถขับง่าย และดีที่ “ไม่ต้องให้ใครมาสนใจฉัน”

'ความพอเพียง' ที่แม่มีนี่แหละ ที่แม่พูดเสมอว่า ดูเอาไว้ แล้วชีวิตจะมีความสุข

การจัดการเงินนั้น แม่จะพูดเสมอว่าอย่าตามกระแส เพราะกระแสจะหลอกเรา

เงินมี ก็ให้เก็บซัก 30% ของรายได้ แล้วแบ่งเป็นเงินสด และเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเสมอ เช่นหุ้น กองทุน อสังหาริมทรัพย์ จากนั้นคือค่าใช้จ่ายจำเป็น เหลือเท่าไหร่ ค่อยเอาไปใช้กับความฟุ่มเฟือย

ความฟุ่มเฟือย ไม่ผิด เพราะมันทำให้ชีวิตสนุก แต่เงินที่ใช้กับความฟุ่มเฟือย ต้องมาทีหลังการสร้างทรัพย์สิน ตรงนี้สำคัญ!!

จะซื้อของฟุ่มเฟือย จำไว้ ให้มีเงิน 10-20 เท่าของของสิ่งนั้น

จะซื้อกระเป๋า 300,000 บาทได้ แต่ต้องมี 3-6 ล้านบาทที่งอกเพิ่มขึ้นมา จึงจะเอามาซื้อกระเป๋าใหม่ 1 ใบ

แม่จึงเป็นคนใช้รถเก่า มีกระเป๋าแบรนด์เนมน้อยกว่าเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน

แต่รักษาของทุกอย่างเป็นอย่างดี
อยากทานอะไรพิเศษ ก็ไป ไม่ต้องบ่อย แต่ไป

ในวัย 78 ด้วยสภาพคล่องที่ดีของแม่ จากการที่ธนาคารต่างๆชอบประเคนบัตรเครดิตจำพวก 'Premier' มาให้แม่โดยไม่ต้องไปขวนขวายขอ แปลว่าแม่น่าจะซื้อรถประมาณ Mercedes S-class หรือ Land Rover Discovery สบายๆ

'ดร.สมเกียรติ' เทียบชัดๆ 50 ปีก่อน 50 ปีหลัง แม้คุณจะไม่เปลี่ยน แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว

ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้...

50-50 คุณไม่เปลี่ยน | โลกเปลี่ยนไปแล้ว

50 ปีก่อน..ผู้คนอยากมีลูก
50 ปีหลัง..ผู้คนกลัวการมีลูก

50 ปีก่อน..ชายตามจีบหญิง
50 ปีหลัง..หญิงตามจีบชาย

50 ปีก่อน..แต่งงานง่าย หย่าร้างยาก
50 ปีหลัง..แต่งงานยาก หย่าร้างง่าย

50 ปีก่อน..ไม่มีเพื่อนบ้านที่ไม่รู้จักใคร
50 ปีหลัง..ไม่รู้จักเพื่อนบ้านสักคน

50 ปีก่อน..ลูกจ้างต้องคอยดูสีหน้าเถ้าแก่
50 ปีหลัง..เถ้าแก่ต้องคอยดูสีหน้าลูกจ้าง

50 ปีก่อน..กลางคืนสามารถเปิดหน้าต่างนอนได้
50 ปีหลัง..กลางวันแสกๆ ยังต้องล็อกประตูแน่นหนา

50 ปีก่อน..มีเงิน แสร้งทำเป็นไม่มี
50 ปีหลัง..ไม่มีเงิน แสร้งทำเป็นมีเงิน

50 ปีก่อน..เรียนพิมพ์ดีดทำงานแบงก์ แสนมั่นคง
50 ปีหลัง..งานแบงค์เป็นหนึ่งในงานที่ไม่มั่นคง

50 ปีก่อน..พ่อแม่ค้าขาย ส่งลูกเรียนสูงๆ
50 ปีหลัง..ลูกจบสูงๆ ออกมาค้าขาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top