Tuesday, 14 July 2026
TheStatesTimes

วิทยาศาสตร์มีคำตอบ!! โอกาสถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มีเพียง 0.0001% แต่ถ้าซื้องวดละ 1 ล้านใบ ถูกแน่ๆ 100%

ทำยังไงจะถูกหวย จะต้องลงทุนเท่าไรจึงจะถูกทุกงวด วิทยาศาสตร์มีคำตอบให้ครับ

สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกครั้งกับต้นเดือนกันยายน 2565 ซึ่งเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา น่าจะมีเศรษฐีหน้าใหม่ของประเทศไทยเกิดขึ้นมาอีกหลายคนน่ะครับ

เนื่องจากทุกวันที่ 1 และ 16 ทุกเดือนจะเป็นวันที่คนไทยทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ นั่นคือการลุ้นผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเรียกแบบบ้านๆ ว่า หวย ทั้งนี้แทบจะเรียก 2 วันนี้ว่าเป็นวันความหวังแห่งชาติ เลยก็ว่าได้ครับ

และผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ ท่านคงจะเคยซื้อหวยกัน ไม่ว่าจะเป็นหวยที่ถูกกฎหมายหรือที่เราเรียกกันว่าลอตเตอรี่ แต่ถ้าเรียกให้ดูสวยหรูคือสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือหวยที่ไม่ถูกกฎหมายแต่คนไทยทุกคนรู้จักกันดีและเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมาเป็นเวลานาน นั่นก็คือหวยใต้ดิน ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ทั้งนี้จากผลสำรวจของโพลหลายสำนัก พบว่าคนไทยมากกว่าร้อยละ 60% เคยซื้อหวยกันครับ โดยเฉพาะลอตเตอรี่นอกจากจะทำให้บางคนเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา แต่ก็เป็นที่รับรู้กันดีว่าแม้จะมีราคาเขียนไว้ที่หน้าสลากชัดเจนแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ซื้อในราคาดังกล่าว

ในขณะเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลพยายามที่จะใช้มาตรการในการเข้ามาควบคุมให้ราคาลอตเตอรี่ขายในราคาที่กำหนดคือ ฉบับละ 80 บาท โดยให้มีการซื้อขายในระบบออนไลน์ หรือที่เรารู้กันว่า สลาก ดิจิทัล ซึ่งก็พบว่าขายดีมาก โดยขายได้หมดในเวลาเพียงแค่ 2-3 วันเท่านั้น

ทั้งนี้นอกจากหวยจะทำให้คนไทยมีความหวังในทุกๆ วันที่ 1 และ 16 ของเดือนแล้ว ก็ยังทำให้คนไทยหลาย ๆ คนมีอาชีพทำกินโดยการขายลอตเตอรี่อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังทำให้เกิดอีกอาชีพหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ อาชีพของคนใบ้หวย ซึ่งหลาย ๆ คน ก็ร่ำรวยได้ง่าย ๆ จากอาชีพนี้กันครับ

สำหรับวันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องการใบ้หวยครับ แต่จะพาทุกท่านมาดูหลักการทางวิทยาศาสตร์กัน เวลาเราซื้อหวยไม่ว่าจะเป็นหวยที่ถูกกฎหมาย หรือหวยใต้ดิน เรามีโอกาสที่จะถูกมากหรือน้อยขนาดไหน และถ้าจะให้ถูกรางวัลทุกงวดเราจะต้องลงทุนเท่าไรกัน ในที่นี้จะขอพูดถึงสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ก่อนนะครับ

ในปัจจุบันนี้ลอตเตอรี่ 1 ชุดจะมีเลขทั้งหมดจำนวน 6 หลัก ก็คือตั้งแต่เลข 000000 จนกระทั้งถึง 999999 หรือพูดง่ายๆ คือมีทั้งหมด 1 ล้านฉบับ และในจำนวนล้านฉบับมีรางวัลให้ลุ้นตั้งแต่รางวัล เลขหน้า เลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว รวมทั้งหมด 14,168 รางวัล คิดเป็นจำนวนเงินรางวัลรวม 48 ล้านบาท

แล้วถ้าเราอยากจะถูกรางวัลทั้งหมดนี้ต้องลงทุนเท่าไร? หมายความว่าหากเราต้องซื้อสลากมาทั้งหมด 1 ล้านฉบับ ก็จะต้องถูกแน่ ๆ 100 % ซึ่งถ้าสลากขายในราคาที่กำหนด คือ 80 บาท เราก็จะต้องใช้เงินในการซื้อทั้งหมด 80 ล้านบาทครับ ดูแล้วคงไม่คุ้มแน่ ๆ

แต่ถ้าเราซื้อสลากมา 1 ฉบับล่ะ มีโอกาสที่จะถูกมากน้อยขนาดไหน ซึ่งโอกาสที่จะถูกรางวัลที่ 1 ก็คือ 1 ใน ล้าน หรือคิดเป็น 0.0001 % และยังมีรางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 ซึ่งมี 2 รางวัล ก็มีโอกาสถูก 0.0002 %

นอกจากนี้รางวัลอื่นก็จะมีโอกาสถูกที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกันไปตามจำนวนรางวัลเช่น รางวัลเลขหน้าและเลขท้าย 3 ตัว จำนวน 2,000 รางวัล จะมีโอกาสถูก 0.2 % รางวัลเลขท้าย 2 ตัว จำนวน 10,000 รางวัล มีโอกาสถูก 1 % เป็นต้น

พออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ ท่าน น่าจะพอรู้คำตอบของโอกาสในการถูกลอตเตอรี่ของรัฐบาลนะครับ แล้วถ้าเราไม่ซื้อหวยแบบที่ถูกกฎหมาย แต่เปลี่ยนมาซื้อหวยใต้ดินกันล่ะครับ เรามีโอกาสที่จะถูกเท่าไร และจะต้องลงทุนเท่าไรในการซื้อถึงจะถูก มาดูกันครับ

เป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วนะครับว่า ในการซื้อหวยใต้ดินมีรางวัลหลักๆ ที่ลุ้นกันอยู่ คือเลขท้าย 3 ตัว โดยอาศัยดูจากผลเลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล

และในส่วนของเลขท้าย 2 ตัว จะมี 2 แบบ คือข้างบนและข้างล่าง โดยข้างล่างจะอาศัยการใช้ผลของเลขท้าย 2 ตัวของสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ตัว ส่วนข้างบนก็อาศัยการใช้เลขท้าย 2 ตัว ของรางวัลที่ 1

'แอปฯ เป๋าตัง' คว้ารางวัล The Disruptor ตอกย้ำผู้นำดิจิทัลแพลตฟอร์มแห่งปี

แอปพลิเคชัน 'เป๋าตังค์' รับรางวัลด้านเทคโนโลยีชั้นนำแห่งปี ในงาน Techsauce Global Summit 2022 

โดยนายจักรกฤษณ์ กลิ่นสมิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้เป็นผู้แทนธนาคารรับรางวัลด้านเทคโนโลยีชั้นนำแห่งปี ในงาน Techsauce Global Summit 2022 ซึ่งแอปพลิเคชัน 'เป๋าตัง' ได้รับรางวัล The Disruptor จากความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการดิจิทัล ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มในทุกมิติ สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนเศรษฐกิจยั่งยืน

สำหรับ แอปฯ เป๋าตัง นั้น สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนเศรษฐกิจยั่งยืน เป็น Thailand Open Digital Platform ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) เปิดกว้างให้ทุกคนใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย สามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นในทุกวัน ผ่านบริการ G-wallet กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งต่อมาตรการรัฐให้ถึงมือประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ

ประธานบริษัทน้ำมันรายใหญ่รัสเซียดับปริศนา หลังร่วงตกหน้าต่างโรงพยาบาลในกรุงมอสโก

ราวิล มากานอฟ ประธานบริษัทลุคออย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของรัสเซีย เสียชีวิตในวันพฤหัสบดี (1ก.ย.) หลังร่วงตกลงมาจากหน้าต่างของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คน กลายเป็นนักธุรกิจรัสเซียรายล่าสุดที่ตายอย่างกะทันหันและไม่สามารถอธิบายได้

แหล่งข่าวยืนยันรายงานข่าวจากสื่อมวลชนรัสเซียหลายแห่ง ระบุว่านักธุรกิจวัย 67 ปีรายนี้ ตกลงมาเสียชีวิต แต่กรณีแวดล้อมของเหตุตกหน้าต่างโรงพยาบาลนั้น ยังไม่เป็นที่ชัดเจน

สำนักข่าวทาสส์ นิวส์ สื่อมวลชนแห่งรัฐของรัสเซีย รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ระบุว่าเหตุเสียชีวิตครั้งนี้เป็นการฆ่าตัวตาย และแหล่งข่าวเผยด้วยว่า มากานอฟ เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังมีอาการหัวใจวายและกำลังใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า

รอยเตอร์บอกว่าไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเหล่านี้ พร้อมอ้างแหล่งข่าว 3 คนที่เป็นคนรู้จักใกล้ชิดกับ มากานอฟ ไม่เชื่อว่าประธานบริษัทลุคออยจะฆ่าตัวตาย

แหล่งข่าวอีกคนที่ใกล้ชิดกับบริษัท บอกกับรอยเตอร์ ระบุมีความเชื่อภายในระดับผู้บริหารของลุคออย ว่าเขาฆ่าตัวตายจริง แต่แหล่งข่าวรายนี้ไม่พบเห็นหลักฐานหรือเอกสารที่สนับสนุนความเชื่อดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์ติดต่อสอบถามไปที่ตำรวจมอสโก แต่ทางตำรวจบอกว่าคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของมากานอฟ ให้ไปสอบถามที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ลุคออย เป็นบริษัทเอกชนที่แข่งขันกับ รอสเนฟต์ รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย และในถ้อยแถลงของบริษัทระบุว่า มากานอฟ เสียชีวิตตามหลังมีอาการป่วยร้ายแรง "พนักงานหลายพันชีวิตของลุคออย เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่น่าเศร้านี้ และขอแสดงความเสียใจด้วยความจริงใจถึงครอบครัวของ ราวิล มากานอฟ"

ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจชาวรัสเซียอย่างน้อย 6 คน ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน เสียชีวิตอย่างกะทันหันในกรณีแวดล้อมที่ไม่ชัดเจน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

'บิ๊กตู่' สั่งกำลังทหารรับมือน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมขอบคุณที่ช่วยกันทำให้ประชาชนปลอดภัย

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 ก.ย. 65 พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม พร้อม รมช.กลาโหม และ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาและการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพในพื้นที่

โดยรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปยังวัดกษัตราธิราชเจ้า รับฟังสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งการเตรียมการป้องกันสถานที่สำคัญๆ ชุมชนและการรับมือกับปริมาณน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะเดินทางต่อไปสังเกตการณ์สถานการณ์น้ำและการสนับสนุนของหน่วยทหารในพื้นที่พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย และพื้นที่บริเวณพระตำหนักสิริยาลัย พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่

'วิโรจน์' ตั้ง 8 ข้อสงสัยผู้บริหารกทม.ชุดเก่า ปมหนี้ BTS ทั้งที่เงินสะสมมีพอ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้หนี้พอก

ภายหลังจากที่มีการฟ้องร้องข้อพิพาทรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ BTSC ฟ้องกรุงเทพมหานคร และกรุงเทพธนาคม (KT) ที่ศาลปกครอง ในกรณีที่ BTSC เรียกร้องให้ กทม. จ่ายเงินที่ค้างชำระค่าเดินรถและค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 11,755 ล้านบาท ซึ่งค้างมาตั้งแต่ผู้บริหาร กทม. ชุดที่แล้ว

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าตนและทีมงานพรรคก้าวไกลก็ได้เข้าไปสังเกตการณ์ในกรณีนี้ด้วย ซึ่งวิโรจน์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีนี้ 8 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้...

1. ผู้บริหาร กทม. ชุดก่อน ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คสช. เคยร้องขอต่อสภา กทม. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร คสช. ให้มีการอนุมัติเงินสะสมของ กทม. มาจ่ายหนี้ค่ารถไฟฟ้า แต่สภา กทม. ในขณะนั้นกลับไม่อนุมัติให้นำเอาเงินสะสมมาจ่ายหนี้ให้แก่ BTSC ทำให้หนี้ค่าจ้างเดินรถ และค่าซ่อมบำรุง สะสมทบต้นทบดอก จนเป็นภาระหนี้สินที่หนักมากขึ้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสงสัยมาก เพราะ กทม. มีเงินสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงพอต่อการใช้หนี้ ไม่จำเป็นต้องเบี้ยวหนี้ จนดอกเบี้ยทบต้นทบดอก

2. มีสัญญาระหว่างกรุงเทพธนาคม กับ BTSC อยู่ 2 ฉบับ ที่เป็นสาระสำคัญ ที่ กทม. ควรพิจารณาเปิดเผยต่อสาธารณะ ได้แก่ สัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 1 ที่ กทส.006/55 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2555 และสัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ กทส.024/59 ลงวันที่ 1 ส.ค. 2559 ซึ่งตัวเลขหนี้สินต่าง ๆ ที่ กทม. และกรุงเทพธนาคม ค้างจ่ายให้กับ BTSC ล้วนคำนวณมาจากสัญญา 2 ฉบับนี้

3. สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นหลัก ที่มีอายุสัญญาสัมปทาน 30 ปี จะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 4 ธ.ค. 2572 แต่สัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ทั้ง 2 ฉบับข้างต้น ยังคงผูกพัน กทม. และกรุงเทพธนาคม ไปจนถึงปี พ.ศ. 2585 นั่นหมายความว่าสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ มีผลกระทบอย่างมากต่อการเปิดประมูลสัมปทานใหม่ ดังนั้นการอ่านทานสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

‘สุวัจน์’ เปิดตัว ‘กรณ์’ ร่วมทีมศก.พรรคชาติพัฒนา อาสา ‘กู้-แก้’ วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ

(2 ก.ย. 65) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา แถลงเปิดตัวนายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคกล้า เข้ามาร่วมทำงานเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนาเพื่ออาสาทำหน้าที่กอบกู้และแก้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ หลังจากพิษโควิด-19 ระบาดหนักได้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยหลายด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ส่งผลให้ผู้คนตกงาน ขาดรายได้ เข้าสู่การกู้หนี้ยืมสิน เป็นหนี้กันถ้วนหน้า ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ได้รับผลพวงจากสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้ราคาพลังงาน และสินค้าอื่นสูงขึ้นตามไปด้วยนั้น ก็เป็นการตอกย้ำประชาชนอีกระลอก

“พรรคชาติพัฒนา มีความตั้งใจและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ และหวังได้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ จึงเห็นควรที่จะเชิญชวน นายกรณ์ มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค ด้วยดีกรีทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งมั่นใจว่าจะเข้าถึงการแก้ปัญหาของประชาชนได้” สุวัจน์ กล่าวเสริม

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทำงานด้วยความยืดหยุ่นเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ เกิดความหวังแก่คนรุ่นใหม่ นำมาสู่ความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยการติดสินใจในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ได้พูดคุยกับคนในพรรคกล้าแล้ว และทุกคนก็ต่างเห็นดีเห็นงาม ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถบอกได้ ว่าสมาชิกในพรรคกล้าจะตามมาอยู่ร่วมกับพรรคชาติพัฒนาหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการการรวมพรรคระหว่างพรรคกล้า กับพรรคชาติพัฒนา ขณะที่นายกรณ์ ได้ยืนยันด้วยว่า ‘พรรคกล้า’ ยังไม่ยุบ

'สมชัย' เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง 'บิ๊กป้อม' ช่วยส่งสัญญาณให้รัฐสภาฯ รื้อทิ้งอำนาจส.ว.

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย และเป็นอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะคณะผู้รณรงค์แก้ไข ม. 272 ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก ถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาราชการนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอเสียงสนับสนุนอย่างจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ ม. 272 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

“วันที่ 6 และ 7 กันยายน พ.ศ.2565 นี้ ประธานรัฐสภาได้กำหนดให้เป็นวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยในเรื่องด่วน วาระที่ 6 เป็นข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของประชาชน 64,151 รายชื่อ เพื่อแก้ไขในบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ประเด็นการตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกของรัฐสภา

หลักการแก้ไขดังกล่าว เป็นการทำให้ประเทศคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลและเคยเป็นหลักปฏิบัติในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับ ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่วุฒิสภาร่วมให้ความเห็นชอบเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นสิ้นสุดลงแล้ว โดยอิงจากรายงานผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ได้ระบุถึงความสำเร็จของการดำเนินงานในทุกเรื่อง และจะสิ้นสุดในปลายปี พ.ศ. 2565 นี้

BYD ปักธงไทย แห่งแรกในอาเซียน ทุ่ม 1.7 หมื่นล้าน ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ใน EEC

BYD รถยนต์ EV สัญชาติจีน ที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก เซ็นสัญญาซื้อที่ดินตั้งโรงงานแรกในพื้นที่ EEC และถือเป็นแห่งแรกในอาเซียน ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท

Reporter Journey เผยว่า BYD รถยนต์ไฟฟ้าจีนพร้อมลงทุนใน EEC โดยวันที่ 8 กันยายน จะเซ็นสัญญาซื้อที่ดิน WHA นิคมฯ ระยอง 36 เพื่อสร้างโรงงานแห่งแรกในอาเซียนมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท

รายงานจากบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 กันยายนนี้ บริษัทเตรียมจัดพิธีเซ็นสัญญาซื้อ-ขายที่ดินระหว่าง WHA Group และ บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลกจีน ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตรถ EV แห่งแรกของ BYD ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นิคมอุตสาหกรรมระยอง 36 ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

มิตรภาพสองนักแสดง!! ‘Al Pacino - Robert De Niro’ เพื่อนซี้กว่า 50 ปี มิตรภาพลูกผู้ชายที่ยืนยงด้วยการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

Robert De Niro และ Al Pacino ต่างก็เป็นนักแสดงอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนที่เติบโตในมหานครนิวยอร์ก 

โดย De Niro เกิดเมื่อ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ และเติบโตในย่าน Greenwich Village ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขต Manhattan ของมหานครนิวยอร์ก 

ส่วน Pacino เกิดเมื่อ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ และเติบโตในเขต Bronx ของมหานครนิวยอร์กเช่นกัน

Robert De Niro ในวัยเด็กกับ Robert De Niro Sr. ผู้เป็นพ่อ

นอกจากเติบโตในมหานครนิวยอร์กเหมือนกันแล้ว ความเหมือนอีกอย่างของทั้งสองคน ก็คือ พ่อ-แม่แยกทางกันตั้งแต่พวกเขาอายุเพียงสองขวบทั้งคู่ 

โดย Virginia Admiral และ Robert De Niro Sr. (แม่และพ่อของ De Niro) ซึ่งทำอาชีพเป็นศิลปินวาดภาพทั้งคู่แยกทางกัน เนื่องจาก Robert De Niro Sr. ได้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ และ Virginia Admiral ก็เป็นผู้เลี้ยงดูเขานับแต่นั้นมา โดยมี De Niro Sr. ผู้เป็นพ่อดูแลอยู่ห่าง ๆ 

ส่วน Pacino นั้นแม่ของเขา Rose Gerardi หย่ากับ Salvatore Pacino พ่อของเขา โดยแม่เป็นผู้ดูแลเขาตั้งแต่นั้นมา ส่วนผู้เป็นพ่ออพยพโยกย้ายไปอยู่เมือง Covina ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย

HB Studio (Herbert Berghof Studio) โรงเรียนการแสดงที่ทั้งคู่เคยเข้าเรียน

ต่อมาทั้งคู่ก็เข้าเรียนในโรงเรียนการแสดงเหมือนกัน ซ้ำยังเป็นโรงเรียนเดียวกัน  โดย Pacino เข้าเรียนใน HB Studio (Herbert Berghof Studio) ส่วน De Niro ก็เข้าเรียนใน HB Studio และ Lee Strasberg's Actors Studio แต่เข้าเรียนที่ HB Studio ต่างเวลากัน และทั้งคู่ต่างก็ชื่นชมนักแสดงที่มีความสามารถเหมือนกัน เช่น Marlon Brando และ James Dean 

นอกจาก ทั้งคู่ยังเริ่มอาชีพการแสดงด้วยบทบาทสำคัญในภาพยนตร์เกี่ยวกับ ‘อันธพาล/นักเลง’ โดยหนึ่งในบทบาทแรกๆ ของ Pacino คือบทบาทของ Michael Corleone ใน The Godfather (ค.ศ. 1972) 

ในขณะที่ De Niro แสดงในบทของ John ‘Johnny Boy’ Civello ใน Mean Streets (ค.ศ. 1973)

ทั้งสองพบกันในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ในมหานครนิวยอร์กบ้านเกิดของทั้งคู่ โดยต่างก็เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพการแสดง แล้วพวกเขาก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้นมา 

ความมหัศจรรย์ระหว่างนักแสดงสองคนบนหน้าจอนั้นเข้มข้นมาก และบทบาทของพวกเขาก็น่าทึ่งมากเช่นกัน จนดูเหมือนว่าเราจะได้เห็นพวกเขาแสดงร่วมกันในภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว The Irishman (ค.ศ. 2019) เป็นเพียงภาพยนตร์เรื่องที่ ๔ ที่นำแสดงโดย Pacino และ De Niro ส่วนอีก ๓ เรื่องคือ Heat (ค.ศ. 1995), Righteous Kill (ค.ศ. 2008) และ The Godfather Part II (ค.ศ. 1974) ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาไม่ได้เข้าฉากที่แสดงร่วมกันด้วยซ้ำ

Godfather Part II เป็นภาพยนตร์ที่แสดงในเรื่องเดียวกันเป็นเรื่องแรก แต่ไม่เคยได้ร่วมฉากกันเลย

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ทั้งสองได้แสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกันเป็นเรื่องแรก แต่ไม่เคยได้ร่วมฉากกันเลยใน The Godfather Part II หรือแม้กระทั่งเกือบตลอดทั้งเรื่องของ HEAT พ.ศ. ๒๕๓๘ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ปรากฏตัวในเฟรมเดียวกันของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยแสดงฉากนั่งร่วมกันบนโต๊ะอาหาร 

ในที่สุดพวกเขาก็ปรากฏตัวในเฟรมเดียวกันของภาพยนตร์เรื่อง HEAT โดยแสดงฉากนั่งร่วมกันบนโต๊ะอาหาร

Pacino อายุมากว่า De Niro สามปี และมักแสดงท่าทีในการปกป้อง De Niro อย่างเห็นได้ชัด เพราะปกติแล้ว De Niro เป็นคนที่พูดน้อยเพียงไม่กี่คำ และเป็นคนที่พูดต่อหน้านักข่าวน้อยมาก ๆ อีกด้วย

ครั้งหนึ่งในช่วงการให้สัมภาษณ์ร่วมกันของ Robert De Niro และ Al Pacino ตัว De Niro นั่งเงียบ ๆ บนเก้าอี้โซฟา และแทบไม่จะพูดอะไรเลย เว้นแต่จะหัวเราะ ขณะที่ Pacino ยืนคำรามหรือออกท่าทางแสดงเป็นตัวละคร และอธิบายฉากต่าง ๆ ที่มาจากชีวิตจริงของพวกเขา 

ทั้งรูปลักษณ์อันหล่อเหลาของ Pacino ก็ร่วงโรย ส่วน De Niro ก็รับบทบาทเป็นพ่อและปู่มากขึ้น เนื่องจากกาลเวลาและสังขารได้เปลี่ยนไป (ด้วยอายุที่มากขึ้น จึงต้องรับบทบาทการแสดงที่เหมาะกับอายุ)

ท่ามกลางสื่อมวลชน พวกเขามักจะแสดงออกต่อกันอย่างอ่อนโยน และบ่อยครั้ง Pacino จะคอยสกัดบางคำถามที่ถาม De Niro แล้วเปลี่ยนมาตอบคำถามด้วยตนเองแทน ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์นี้ ชายทั้งสองยืนขึ้นและโอบกอดกันอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลานาน และ Pacino ก็ได้พูดกับ De Niro ว่า “ฉันรักนาย”

'หนุ่ย พงศ์สุข' ยืดอก!! ขอโทษนักศึกษาฝึกงาน ยอมรับโพสต์แขวน ปม 'ไม่ทัก' ไม่เหมาะสม

(2 ก.ย. 65) จากกรณีที่ 'หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์' พิธีกรด้านไอทีชื่อดัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงพฤติกรรมของนักศึกษาฝึกงานที่ไม่ทัก ไม่สื่อสารกับใครในออฟฟิศ แม้จะทำงานที่ตนเองรับผิดชอบได้ดี ซึ่งมองว่าเป็นการเสียโอกาสที่ไม่ได้สายสัมพันธ์ ออกสังคม สะสมคอนเน็คชั่น ตามคุณค่าที่คนทำงานทุกคนพึงได้รับ และเมื่อ COO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ) ของบริษัทฯ คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาพบว่า นักศึกษาฝึกงานมีพฤติกรรมสองบุคลิกกับที่สถาบันเช่นกัน ซึ่งทาง COO ก็กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ตัดสินในยุติการฝึกงาน เพราะเห็นว่าทำงานดี ไม่มีอะไรเสียหาย แต่มารยาททางสังคมสอบตก ปรากฎว่าโพสต์ดังกล่าวถูกทัวร์ลงอย่างหนัก เพราะเห็นว่าเป็นการเอานักศึกษาฝึกงานไปแขวนประจาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดหรือเสียหาย และเห็นว่าควรพูดต่อหน้ากันตรง ๆ ดีกว่ามาโพสต์ลับหลังแบบนี้ จนภายหลังหนุ่ย ได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกไป

ล่าสุด 'หนุ่ย พงศ์สุข' ได้โพสต์ข้อความขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น ระบุว่า...

แม้ “คุณค่าที่ยึดถือ” เป็นคนละแบบ แต่การแสดงออกของผมก็ผิด 

- ผิดที่เอาเรื่องนี้มาเล่า 
- ผิดที่เอาน้องไปแขวน 

แม้ไม่มีการระบุชื่อเสียงเรียงนาม แต่ผมก็ผิดอย่างมากที่ทำการสื่อสารเรื่องราวนี้อย่างไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง

ตลอดสองคืนนี้ ผมได้อ่านความคิดเห็นของผู้คนมากมาย ทั้ง Gen Y, Z และย้อนกลับมาที่ Gen X ช่วงวัยผมด้วย ผมยอมรับความจริง ยอมรับความต่าง แล้วตกผลึกความคิดกับการเปลี่ยนผ่าน 

คนแต่ละเจนฯ โตมาในโลกที่มีโฉมหน้าต่างกัน เราจึงยอมรับในเนื้อหาและบริบทที่ต่างกันออกไป แล้วก็เป็นสิทธิที่ทุกคนจะคิดหรือปฏิบัติอย่างไรต่อกันก็ได้หากยังอยู่ภายใต้กฎหมาย 

ในนามบริษัท เราได้ขอพบน้องทั้งคู่เมื่อวาน และกล่าวคำขอโทษตรงหน้ากับการกระทำนี้ของผม ผมเขียนบันทึกภายในส่งในไลน์กลุ่มองค์กรที่มีพนักงานทุกคนอยู่พร้อมเพื่อแสดงความขอโทษ และความผิดพลาดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใครหรือกับบุคคลสถานะไหน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top