Tuesday, 14 July 2026
TheStatesTimes

เริ่มวันนี้! ซื้อยาต้านโควิด จากร้านขายยา ด้าน ‘อนุทิน’ ย้ำต้องบันทึกการจ่ายยาเคร่งครัด

เริ่ม 1 ก.ย.นี้ ร้านยาขายยาต้านโควิด - 19 ตามใบสั่งแพทย์ ด้าน ‘อนุทิน’ ย้ำ ต้องบันทึกการจ่ายยาเคร่งครัด แนะประชาชนซื้อจากช่องทางที่ได้รับอนุญาต

เมื่อวัน1 ก.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้เน้นย้ำ หลังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 )หรือ ศบค. มีมติให้ร้านขายยาสามารถจ่ายยาต้านไวรัสโควิด 19 ทั้งฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ หรือแพกซ์โลวิด ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ เป็นต้นไป ว่า ผู้ประกอบการร้านขายยาทุกแห่งต้องจ่ายยาเฉพาะกรณีมีใบสั่งแพทย์มาแสดงต่อเภสัชกรเท่านั้น เนื่องจากตามแนวทางการรักษาโควิด19 ในปัจจุบัน ผู้ป่วยโควิดไม่จำเป็นต้องทานยาต้านไวรัส แต่แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและให้คำแนะนำเพื่อการใช้ยาที่เหมาะสม นอกจากนั้น

'ไต้หวัน' กร้าว!! จะโจมตีตอบโต้ 'ทางทะเล-อากาศ' หากกองกำลังจีนบุกเข้ามาในดินแดนแห่ง ปชต.

เมื่อวันพุธ (31 ส.ค. 65) ที่ผ่านมา ไต้หวัน ระบุจะใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองและโจมตีตอบโต้ หากว่ากองกำลังจีนบุกเข้ามาในดินแดน โดยคำประกาศกร้าวดังกล่าวเกิดขึ้น ในขณะที่ปักกิ่งยกระดับความเคลื่อนไหวทางทหารเข้าใกล้เกาะปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้

ปักกิ่ง ซึ่งอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน ทำการซ้อมรบหลายรอบบริเวณใกล้เคียงหมู่เกาะแห่งนี้ มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ตอบโต้การเดินทางเยือนกรุงไทเปของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่กลาโหมไต้หวันรายหนึ่งระบุว่า "จีนยังคงเดินหน้าลาดตระเวนทางทหารใกล้ไต้หวันอย่างเข้มข้น และเจตนาของปักกิ่ง คือ ทำให้ช่องแคบไต้หวันที่กั้นกลางระหว่าง 2 ฝ่าย กลายเป็นบ่อเกิดหลักของความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค"

"สำหรับเครื่องบินและเรือรบที่เข้าสู่อาณาเขต 12 ไมล์ทะเลของเรา ทั้งทางทะเลและทางอากาศ ทางกองทัพแห่งชาติจะใช้สิทธิป้องกันตนเองและโจมตีตอบโต้โดยปราศจากข้อยกเว้นใด ๆ" Lin Wen-Huang รองประธานเสนาธิการทหารของไต้หวัน ฝ่ายปฏิบัติการและวางแผน กล่าวและว่า

"กองทัพไต้หวันจะใช้สิทธิ์แบบเดียวกันนี้ในการโจมตีตอบโต้โดรนของจีน หากว่าไม่ยอมทำตามคำเตือนให้ออกจากดินแดนของไต้หวัน หลังจากมีท่าทีเป็นภัยคุกคาม"

ก่อนหน้านี้ไต้หวันยิงเตือนโดรนของจีนเป็นครั้งแรกเมื่อวันอังคาร (30 ส.ค.) ไม่นานหลังจากประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ออกคำสั่งให้กองทัพ "ใช้มาตรการหนักหน่วง" กับสิ่งที่เธอให้คำนิยามว่า "เป็นการยั่วยุของจีน"

ต่อมาในวันพุธ (31 ส.ค.) กองทัพไต้หวันเผยว่ากำลังพลของพวกเขายิงกระสุนและพลุแฟร์เตือนอีกรอบ คราวนี้เป็นการยิงเตือนโดรนที่บินเฉียดใกล้เกาะต่าง ๆ ในจินเหมิน ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งไม่ห่างจากเมืองเซี่ยเหมินและเมืองเฉวียนโจวของจีน จากนั้นโดรนเหล่านั้นก็บินกลับไปยังเซี่ยหมิน

ด้าน หม่า เฉิงคุน ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยป้องกันสถาบันทหารไต้หวัน กล่าวว่า จีนอาจเคลื่อนไหวมากขึ้น เพื่อปฏิเสธการเดินทางผ่านช่องแคบไต้หวันของเรือรบต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต

'พี่ศรี' จวก 'ชัชชาติ' ลอกคลองเป็นเรื่องเพ้อฝันหรือไม่? หลังเจอเศษอิฐ-ดิน-หิน-ปูนในคลองลาดพร้าวเพียบ!!

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาให้ข่าวว่าได้ประสานกับกองทัพเพื่อขอให้ส่งทหารมาร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ เพื่อกำหนดกันแบ่งพื้นที่ขุดลอกคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา 

โดยกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลว่า คลองลาดพร้าวมีปัญหาเรื่องความตื้นเขิน น้ำไหลช้า จึงจะเริ่มดำเนินการขุดลอกคลองลาดพร้าวเพิ่มขึ้น แต่จากการสำรวจพื้นที่คลองลาดพร้าวพบว่า ยังมีกองดินและเศษอิฐหินปูน ที่เททิ้งมาจากโครงการบ้านมั่นคงที่ก่อสร้างอย่างผิดกฎหมายอย่างมากมาย ทำให้คลองตื้นเขิน และชาวบ้านริมคลองยืนยันว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่กทม. หรือทหาร มาขุดลอกตามข่าวแต่อย่างใด เวลาฝนตกมามากทำให้น้ำเอ่อล้นท่วม ระบายได้ช้ามาก 

กรณีเช่นนี้ ขอถามผู้ว่าฯ กทม. นโยบายหาเสียงที่บอกจะเร่งขุดลอกคูคลองนั้น เพ้อฝันหรือไม่ หรือเป็นเพียงม็อตโต้ของการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น เพราะข้อความจริงที่พบ กับนโยบายมันต่างกัน กทม.อาจจะหลอกคนทั่วไปได้แต่หลอกความจริงไปไม่ได้ 

‘บิ๊กป้อม’ ลั่น น้ำไม่ท่วมแบบปี 54 แน่นอน โชว์ผลงาน 3 ปี ไม่มีประกาศภัยแล้งเลยสักพื้นที่

'บิ๊กป้อม' รับรองน้ำไม่ท่วมแบบปี 54 แน่นอน ‘โว’ 3 ปีไม่มีประกาศภัยแล้งเลยสักพื้นที่ โชว์ป๋า เตรียมแจก 100 ล้านอีก ฝาก ขรก.ทำให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้นคนก็จะด่ารัฐบาล ‘เตือนสติ’ กินเงินเดือนจากภาษีชาวบ้านต้องทุ่มเท อย่าคิดว่าตัวเองเป็นนาย 

วันที่ 1 ก.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมเยียนชาวแปดริ้ว พร้อมกล่าวมอบนโยบายภายหลังรับฟังการรายงานและ ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำบางปะกง การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคและบริโภค ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวปล่อยมุขทันทีว่า “ขอเปิดแมสก์นะ จะได้เห็นหน้าหน่อย คนพูดจะได้พูดได้ ไม่เช่นนั้นจะหายใจไม่ออก” ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับตนและคณะในวันนี้ ได้มาเยี่ยมชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอบคุณเจ้าหน้าที่ได้นำเสนอเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้มีการเตรียมการในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อการเตรียมการเรื่องน้ำดิบที่จะใช้ถึงปี 2580 โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเค็มจะต้องป้องกันในจุดพื้นที่บางปะกง เราไม่สามารถเอาน้ำดิบมาไล่ระบบนิเวศได้ตลอด ขอฝากพวกเราช่วยกันดู รัฐบาลได้ให้งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาทุกปี โดย สทนช.ได้รายงานให้ทราบ โดยกรมชลประทานได้มีการเตรียมการต่าง ๆในการให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อนในการใช้น้ำ ดังนั้นการประปาต้องเตรียมการสำรองน้ำดิบไว้ผลิตให้ได้ถึงปี 80 เพื่อความต้องการของประชาชน

"ถ้าประชาชนไม่มีน้ำก็จะด่ารัฐบาล ประชาชนมีอย่างเดียวคือต้องด่ารัฐบาล แต่ต้องขอความเห็นใจให้ข้าราชการทุกคนที่พยายามทำงานให้พวกเราได้อยู่ดีกินดีขึ้นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี และเข้าใจน้ำเค็มที่ทะลักเข้ามาจะมีผล โดยเฉพาะน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งหาแนวทางเพื่อให้เป็นระบบในระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากทุกๆปี และประชาชนเกรงว่าฝนตกปีนี้จะทำให้น้ำท่วมเหมือนปี 2554 ปีนี้ผมรับรองเลยว่าไม่เกิดขึ้นอย่างปี 54 แน่นอน น้ำจะไม่ท่วมอย่างปี 54 แน่นอน ผมอยากจะบอกว่าทั้งกรมชลประทาน สทนช. และทั้งหมดได้ร่วมกันกระจายน้ำ เมื่อฝนตกทางเหนือก็กระจายไม่ให้น้ำท่วมตลอดเวลา เรามีกรรมการ 22 ลุ่มน้ำในการกำกับดูแล มีคณะกรรมการน้ำทุกจังหวัดเพื่อดูว่าน้ำจะมีมาก น้อยลง หรือจะแล้ง ซึ่งทำมา 3 ปีแล้วไม่มีแล้งเลย จะสังเกตได้ว่าหน่วยงานไม่มีประกาศภัยแล้งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ รัฐบาลมีความห่วงใยอย่างมากกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว" พล.อ.ประวิตรกล่าว 

ฉากหลัง!! กว่าจะมีวันนี้ของ LISA BLACKPINK ความพยายามที่ชนะใจ 'คนไทย-เกาหลี-ทั่วโลก'

แม้วันนี้ LISA (ลิซ่า) ลลิษา มโนบาล สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป BLACKPINK จากประเทศเกาหลีใต้ จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นบุคคลระดับโลก แต่ใครจะรู้ว่าฉากหลังก่อนความสำเร็จทั้งหลาย ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคหนักหนาเกินบรรยาย โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ 'Tong Long Do' ได้โพสต์เรื่องราว #กว่าจะมีวันนี้ของ LISA ไว้อย่างน่าสนใจ ความว่า...

ย้อนหลังไป 12 ปี #LISA เป็นคนไทยคนเดียวจาก 4,000 คนที่ถูก YG เลือกให้ไปเป็น...'เด็กฝึก'...ที่เกาหลีใต้  

#LISA ฝึกอยู่เกือบ 5 ปี กว่าจะได้เดบิวต์ ระหว่าง 5 ปีนั้น ไม่ง่ายเลยที่เด็กผู้หญิงอายุ 13 ปี ต้องอดทนต่อสู้กับการฝึกซ้อมอย่าง...'หฤโหด' ทุกวัน... มี...'เด็กฝึก'...ผู้ชายบางคนเกือบจะได้เดบิวต์อยู่แล้วยังทนไม่ไหวต้องลาออก...

ยังมีเรื่องภาษาที่ต้องเรียนรู้เพื่อใช้ในการสื่อสาร ปัจจุบัน คนเกาหลียอมรับว่า #LISA พูดได้เหมือนคนเกาหลีแล้ว...

เป็นหญิงไทยคนแรก ที่ได้เดบิวต์ในนาม 'Blackpink' ทางค่าย YG ได้ประกาศออกไป ก็มี...'แอนตี้แฟน' เรียกร้องไม่เอา #LISA อ้างว่า เอาชาวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มาเดบิวต์ได้ไง จะทำให้ Blackpink ไม่ดัง ทำให้วงตกต่ำ 'แอนตี้แฟน' ได้รวบรวมรายชื่อถอดถอนให้เอา #LISA ออกจาก Blackpink 

ถ้ามีข่าวหรือมีโพสต์ของ #LISA ที่ไหนก็จะ dislike พาทัวร์ลงถล่มยับ นอกจากนี้ ถ้าเจอหน้า #LISA ที่ไหน มีเหตุพอที่จะระบายความไม่พอใจของตัวเองได้ก็ด่ากันซึ่ง ๆ หน้าเลย  

เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง Blackpink ไปออกรายการวิทยุ ห้องออกอากาศซึ่งเป็นห้องกระจกด้านนอกอาคาร ให้ FC มาชมการจัดรายการและถ่ายรูปศิลปินได้  #LISA นั่งข้างเจนนี่ มี FC จะถ่ายรูปเจนนี่แต่น้องนั่งบังนิดนึง FC ของเจนนี่ก็ตะโกนว่าด้วยถ้อยคำไม่สุภาพให้ #LISA หลบไปมานั่งบังทำไม #LISA จึงถอยเก้าอี้ไปข้างหลังให้ น้องก้มหน้าคงรู้สึกเสียใจ แต่ทำอะไรไม่ได้  

พูดง่าย ๆ คือ ขณะนั้น #LISA มี 'แอนตี้แฟน' มากกว่า FC  

#LISA เดบิวต์มาพร้อมกับ 'แอนตี้แฟน' มีแรงกดดันที่จ้องเอาผิดน้องตลอดเวลา จากสภาพแวดล้อมของสังคมคนเกาหลีใต้ แม้กระทั่งท่อนร้องที่มากกว่าสมาชิกคนอื่นก็เอามาเป็นประเด็น...

สังคมคนเกาหลีใต้ ไม่ชอบไม่ยอมรับ วัฒนธรรมและหน้าตา ของชาวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมีความคิดด้านลบกับคนไทยมากที่สุด

ณ เวลานั้น เอเย่นต์มักจะหาเด็กใหม่จากทาง 'ญี่ปุ่น' หรือ 'จีน' ที่มีประชากรมากกว่า เพื่อสร้างยอดขายเม็ดเงินมหาศาล...

ทางค่ายเคยออกมาบอกว่า ที่เลือก #LISA นั้น ไม่ใช่เพื่อกลยุทธ์ทางการตลาด (แปลแบบชาวบ้านคือ 'ไทย' ไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจ ไม่ต้องการตีตลาดในไทย)...

ที่ #LISA เข้ามาเป็นสมาชิกเพราะน้อง #มีพรสวรรค์ #ความสามารถ และ #ความอดทนมากพอที่จะเป็น 'Idol K-Pop' ได้ ...ไม่คิดว่า #LISA จะดังรึป่าว (ซึ่งน้องก็ทำให้เห็นแล้วว่าน้องทำได้)....

'อรรถวิชช์' โอด 1 กันยา แก๊สหุงต้มขึ้น - FT ค่าไฟขึ้นกระชาก เหตุสำรองไฟเกินจำเป็น ผู้ค้าเอกชนรวย ประชาชนซวย ไร้มาตรการช่วยเหลือ

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวว่า เริ่ม 1 กันยายนนี้ ประชาชนอ่วมหนัก เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ดอกแรกคือแก๊สหุงต้ม ปรับขึ้นกิโลละ 1 บาท ทุกเดือน มาตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงตอนนี้แก๊สขึ้นมาแล้ว 6 รอบ ถัง 15 กิโล ที่คนใช้กันเยอะๆ ราคาขึ้นมารวมแล้ว 90 บาท ตอนนี้อยู่ถังละ 408 บาทแล้ว ร้านอาหารโดยเฉพาะร้านที่ต้องใช้แก๊สตลอดเวลา เดือดร้อนหนัก ถ้าไม่รีบแก้ บานปลายถึงราคาอาหารแน่ 

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ดอกสองคือ ค่าไฟฟ้า เพราะกันยายนนี้ ค่า FT ขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 93.43 สตางค์/หน่วย สูงกว่าต้นปีถึง 67 เท่า ทำค่าไฟพุ่งเป็นหน่วยละ 4.72 บาท สาเหตุไม่ได้มีแค่ค่าเงินบาทกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติ ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อ้างเท่านั้น มันเกี่ยวไปถึงการซื้อไฟฟ้าจากเอกชนด้วย

จับตา!! ความเคลื่อนไหว 'กรณ์-สุวัจน์' หลังเตรียมร่วมแถลง คาดเสริมทัพชูพรรคเศรษฐกิจ

จับตาความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ 'พรรคกล้า & พรรคชาติพัฒนา' 2 หัวเรือใหญ่ เตรียมแถลงร่วมพรุ่งนี้ (2 ก.ย.65) 10.30 น.

(1 ก.ย.65) แสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า เผยว่า ในวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา และนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรรคกล้า จะร่วมกันแถลงข่าวทางการเมือง  ณ บ้านเลขที่ 333 ราชวิถี 20 ดุสิต กทม. เวลา 10.30 น.  

สำหรับนายกรณ์ จาติกวณิช และ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เคยร่วมทำงานแก้วิกฤตพลังงาน และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ร่วมกันมาก่อน

2 กันยายน พ.ศ. 2488 สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ หลังญี่ปุ่นลงนามยอมจำนน บนเรือรบมิสซูรี

มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนน เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 2 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกลุ่มสัมพันธมิตรเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลงของ สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

การลงนามมีขึ้นบนเรือรบมิสซูรีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ลอยลำอยู่เหนืออ่าวโตเกียว โดยพิธีลงนามใช้เวลาเพียง 20 นาที เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องลงนามทั้งสิ้น 12 รายชื่อ

'เพื่อไทย' แนะ 'กยศ.' ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขกู้ยืม เปิดโอกาสให้กลุ่มวิชาชีพ-ดอกเบี้ยต่ำ-งดฟ้องร้อง

ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือ กยศ. โดยสรุปว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นนโยบายที่ดี เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ยากจน ได้มีโอกาสกู้ยืมเงินมาศึกษาเล่าเรียนเพื่อสร้างอนาคต แต่ในกระบวนการกู้ยืมเงินมีปัญหาและอุปสรรค ตั้งแต่การจำกัดให้เฉพาะนักเรียนหรือนักศึกษาในระบบการศึกษาเท่านั้นที่สามารถกู้ยืมได้ แต่ประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินกองทุนกู้ยืม เงื่อนไขการกู้ยืมเงินที่ยุ่งยาก ต้องมีการพิสูจน์ความยากจน มีอัตราดอกเบี้ยสูง และต้องมีบุคคลค้ำประกันเงินกู้ เพราะสำหรับคนจนซึ่งยากจนอยู่แล้ว ก็ยิ่งหาคนมาช่วยค้ำประกันได้ยากยิ่งกว่า 

เมื่อสำเร็จการศึกษาและถึงกำหนดชำระหนี้เงินกู้ ถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจนเป็นข่าวแพร่หลายว่าผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ต้องถูกฟ้องยึดบ้านยึดไร่นาเพื่อใช้หนี้ กยศ. 

ส.ส.พรรคเพื่อไทย จึงร่วมอภิปรายแสดงความเห็น เสนอแนวคิดให้นักศึกษาที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาเอกชนนอกระบบก็สามารถกู้ยืมเงินกองทุนได้ อาทิ โรงเรียนฝึกมวยไทยอาชีพ การกู้ยืมเงินกองทุนไม่ควรต้องพิสูจน์เรื่องความยากจน ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และควรมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงรัฐควรยุติฟ้องคดีหนี้ กยศ.ชั่วคราว เพราะการฟ้องร้องคดี กยศ. เป็นการทำลายอนาคตของนักศึกษาและสร้างภาระความเดือดร้อนแก่ผู้ค้ำประกัน

[+นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ]
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ควรครอบคลุมถึงสถาบันการศึกษาเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งในส่วนสถาบันการศึกษานอกระบบนี้ยังรวมถึงการฝึกอบรมวิชาชีพต่าง ๆ เช่น การนวดแผนโบราณ หรือสถาบันฝึกมวยไทยอาชีพ เพราะวิชาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพให้พี่น้องสร้างรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาจำนวนมากและชอบการนวดแผนไทย ชอบมวยไทย ดังนั้น เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขนิยามแล้ว ก็ควรให้กลุ่มวิชาชีพนอกระบบนี้อยู่ในเกณฑ์กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาดังกล่าวได้

[+จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.]
กยศ. ควรมีการจัดทำข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับนักเรียนและนักศึกษาเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกคณะที่จะศึกษาต่อ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสถิติการมีงานทำ ประเภทงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ประเภทงานที่ขอให้กู้ยืมเงินรวมถึงการคาดการงานที่จำเป็นในตลาดแรงงานอันใกล้ ซึ่งเป็นข้อมูลจำเป็นที่ กยศ. ควรมีอย่างต่อเนื่อง ชี้แจงให้นักเรียนนักศึกษาได้ทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกคณะที่เรียนและขอกู้เงินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษาต้องตกงานภายหลังสำเร็จการศึกษา

[+นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร]
ประเทศไทยยังมีพี่น้องชาติพันธุ์ ที่มีปัญหาไม่ได้รับสัญชาติไทย แต่เขาเกิดบนแผ่นดินไทย เมื่อไม่มีสัญชาติก็ไม่มีโอกาสด้านการศึกษา เมื่อเขาขาดโอกาสจากในโรงเรียนปกติ เราควรเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนในโรงเรียนฝึกอาชีพอื่นๆ เปิดช่องทางให้เขาได้กู้ยืมได้เรียนหรือไม่ เพราะนี่คือการให้โอกาส ถ้าเขาได้ยืมเงิน ได้เรียน ได้ใช้มันสมองในการพัฒนาอาชีพ เลี้ยงชีวิต ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ขออย่าได้กีดขวางเขาเพียงแค่ต้องเรียนในระบบเท่านั้น

[+คมเดช ไชยศิวามงคล  ส.ส.กาฬสินธุ์]
ปกติแล้ว การค้ำประกันจะเกี่ยวเนื่องพัวพันไปถึงการดำเนินคดี การยึดทรัพย์ การขายทอดตลาด ตลอดจนถูกฟ้องล้มละลาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ปีที่ผ่านมาปรากฏว่านักเรียนนักศึกษา รวมถึงผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาด ต้องเดือดร้อนตกงาน จึงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ตกเป็นจำเลยทั้งตัวนักเรียนนักศึกษาครอบครัวต้องเดือดร้อน และเดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำประกันที่ถูกฟ้องยึดทรัพย์ จึงควรหาหนทางแก้ไขปัญหา ดังนั้น ปัญหาหนี้ กยศ. การฟ้องร้องไม่น่าจะใช่ทางออกของการแก้ปัญหา การกู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ควรมีการค้ำประกัน และเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ปัญหาฟ้องร้องเหล่านี้น่าจะลดน้อยลง

‘สุริยะ’ เคาะ 4 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เน้นสอดรับแผนพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

กอช. เคาะ 4 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน เน้นบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันนี้ การประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2565 มีการพิจารณา 4 เรื่องสำคัญที่จะขับเคลื่อนภาคการผลิตเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศมีทิศทางที่สอดรับกับแผนพัฒนาประเทศในทุกระดับ รวมทั้งจะเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็วภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน 

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จะเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเอกภาพภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างรอบด้าน ครอบคลุม ตลอดห่วงโซ่มูลค่าในทุกมิติ โดยที่ประชุม กอช. ได้มีมติเห็นชอบใน 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1. (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2565-2570)

สาระสำคัญของเรื่อง เพื่อเสนอที่ประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2565-2570)  โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตอุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในอาเซียน และมีเทคโนโลยีเป็นของตนเองภายในปี 2570 ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 : ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเดิม และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ มาตรการที่ 2 : กระตุ้นอุปสงค์เพื่อสร้างตลาดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในประเทศ และต่อยอดการสร้างหรือพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และมาตรการที่ 3 : สร้างและพัฒนา Eco System สําหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ กอช. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2565-2570) และมอบหมายให้ อก. นำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ เสนอสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)/ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป

2. (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมพืชกัญชงสู่เชิงพาณิชย์ (พ.ศ. 2566-2570)
สาระสำคัญของเรื่อง เพื่อเสนอที่ประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมพืชกัญชงสู่เชิงพาณิชย์ (พ.ศ. 2566- 2570) โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางพืชกัญชงเชิงอุตสาหกรรม  แห่งอาเซียน (Industrial Hemp Hub of ASEAN)  ภายใน 5 ปี ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1) สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่กัญชง 2) ส่งเสริมการผลิตและแปรรูปเชิงพาณิชย์ 3) ส่งเสริมด้านการตลาด และ 4) สร้างปัจจัยสนับสนุนให้เอื้อต่อการประกอบการ โดยแบ่งการดําเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะ 1 ปี : เร่งสร้าง Enabling และความมั่นคงทางวัตถุดิบ 2. ระยะ 3 ปี : ยกระดับการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์กัญชง และ 3. ระยะ 5 ปี : สนับสนุนการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ระยะ 5 ปี

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ กอช. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมพืชกัญชงสู่เชิงพาณิชย์ (พ.ศ. 2566-2570) และมอบหมายให้ อก. นํา (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ เสนอ สศช./ ครม. เพื่อพิจารณาตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป

3. การส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
สาระสำคัญของเรื่อง เพื่อเสนอที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบ เรื่อง การส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยประเด็นพิจารณา 2 ประเด็น คือ 1. พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ กรอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งเป็นแผนระดับ 3 ด้านการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของประเทศไทย ภายใต้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10 กระทรวง 2. พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ การจัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการโรงงาน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แก้ไขปัญหาการกระทําผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน รวมทั้งใช้เป็นเงินช่วยเหลือ อุดหนุนกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการโรงงาน หรือเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการเกิดอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนและสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ กอช. มีมติเห็นชอบในหลักการกรอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ปี พ.ศ. 2566-2570 และแนวทางการจัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

4. กลไกขับเคลื่อนการดําเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ 
สาระสำคัญของเรื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนการดําเนินงานของ กอช. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อก. จึงเสนอที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้ กอช. เพื่อทําหน้าที่กําหนดกรอบและแนวทางการดําเนินงาน จัดทําและเสนอแนะนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ มาตรการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรค รวมทั้งประสานและบูรณาการการดําเนินงานในประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลการปฏิบัติงานต่อ กอช. เป็นระยะ ตามความเหมาะสม ประกอบด้วย 3 กลไกสำคัญ ดังนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top