Monday, 13 July 2026
TheStatesTimes

'ณัฐชา' แง้ม!! เตรียมส.ส. สู้ศึกเลือกตั้ง ชี้!! ฝ่ายประชาธิปไตยต้องร่วมมือกันพลิกขั้วอำนาจ

ณัฐชา ​บุญไชยอินสวัสดิ์​ ส.ส.เขตบางขุนเทียน​ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงแคมเปญ​ก้าวไกล​ Next ว่านี่คือการปรับทัพครั้งใหญ่ของพรรคก้าวไกล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง​ ตนในฐานะส.ส.เขต​ตอนนี้ได้มีการวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตทั่วประเทศ ให้พร้อมสำหรับการทำงานในพื้นที่​ โดยเป้าหมายใหญ่ของพรรคก้าวไกล​อย่างที่เลขาธิการพรรคได้กล่าวไปแล้วว่า​ พรรคก้าวไกลตั้งเป้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล​เพราะนี่คือ​ทางรอดเดียวของประเทศไทย​ตลอด 8 ปีที่ประเทศไทยอยู่ใต้ระบอบประยุทธ์ จันทร์โอชา​ พี่น้องประชาชนรับภาระทุกด้าน 

ดังนั้น ทางรอดทางเดียวสำหรับประเทศไทยในอนาคตตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก่อนที่จะเกินเยียวยา คือฝ่ายประชาธิปไตยเข้าไปพลิกขั้วระบอบประยุทธ์ให้ได้

‘กอบศักดิ์’ จับตาสัปดาห์นี้ถึงจุดเปลี่ยนศก.ไทย คาด กนง.จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สัปดาห์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย จบยุคดอกเบี้ยต่ำของไทยที่เกิดขึ้นมาหลายปี สู่จุดเริ่มต้นของการปรับขึ้นดอกเบี้ยกลับไปสู่ปกติ 

ส่วนอัตราดอกเบี้ยของไทยจะปรับขึ้นเท่าไร ไปจบลงที่ตรงจุดไหนในช่วงต่อไปนั้น คงต้องรอคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจ โดยคาดว่าจะขยับขึ้นราว 0.25% โดยมีปัจจัยหลักที่จะเป็นหัวใจสำคัญกำหนดดอกเบี้ยต่อไป คือ แนวโน้มของเงินเฟ้อ ที่ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องแข่งกันปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา และสำหรับไทยจะเกิดขึ้นในช่วงต่อไปเช่นกัน 

ในประเด็นนี้ ต้องถือว่าเป็น "ข่าวดี" ที่ไทยกำลังจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ในช่วงเงินเฟ้อกำลังแผ่วลงบ้าง หลังจากที่ในเดือนล่าสุด (กรกฎาคม) เป็นครั้งแรกของปี ที่เงินเฟ้อลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จากเคยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างน่ากังวลใจจากเดือนก่อนหน้า (MoM) เฉลี่ยเดือนละ +0.9% มาตลอด เทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) เงินเฟ้อไทยเดือนนี้ก็ลดลงเช่นกัน อยู่ที่ +7.61% จาก +7.66% ในเดือนก่อนหน้า แม้จะลดลงเพียงนิดเดียว แต่ก็ยังน่าดีใจ

เพราะภาพจำของทุกคนสำหรับครึ่งแรกของปีคือ เงินเฟ้อพุ่งทะยาน สูงแล้ว สูงอีก ไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหน แต่เดือนนี้ มีข่าวดีเล็ก ๆ เรื่องราคาสินค้าต่าง ๆ พร้อมกันลดหลายจุด 

โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
เงินเฟ้อทั่วไป -0.16% 
ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) -1.3%
ดัชนีราคาก่อสร้าง -0.7%

จะมีก็เพียงเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังบวกเพิ่มอีก +0.5% จากการที่ราคาของสินค้าต่างๆ เริ่มปรับตัวขึ้น จากราคาหมวดพลังงาน และการขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา 

หากเราไปดูรายละเอียดขององค์ประกอบสำคัญของเงินเฟ้อ จะพบว่า ที่ดีขึ้นคือ 

หมวดที่ไม่ใช่อาหาร +7.6% ลดลงจาก +8.5% 

- พลังงาน +33.8% ลดลงจาก +40.0%

- พาหนะการขนส่ง +10.2% ลดลงจาก 14.8%

สะท้อนราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวดีขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนหมวดที่แย่ลง ก็คือ 

หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ +8.0% เพิ่มขึ้นจาก +6.4% 

- เนื้อสัตว์ เป็นไก่ สัตว์น้ำ +13.7% จาก 13.0%

- ผัก ผลไม้ +5.8% จาก 0.4%

- อาหารบริโภค-ในบ้าน +8.7% จาก +7.3%

- อาหารบริโภค-นอกบ้าน +8.4% จาก 6.5%

สะท้อนถึงภาระต้นทุนที่เพิ่มในช่วงที่ผ่านมา ที่กดดันให้ทุกคนต้องปรับเพิ่มราคาสินค้าต่างๆ เพื่อส่งผ่านภาระบางส่วนให้แก่ผู้บริโภค

9 สิงหาคม พ.ศ. 2517 ริชาร์ด นิกสัน ปธน.สหรัฐฯ คนที่ 37 ลาออกจากตำแหน่ง หลังพัวพัน ‘คดีวอเตอร์เกต’

วันนี้ เมื่อ 48 ปีก่อน ริชาร์ด นิกสัน เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาที่ลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่สภาจะลงมติถอดถอน เนื่องจากเขามีส่วนเกี่ยวข้องใน “คดีวอเตอร์เกต”

ริชาร์ด มิลเฮาส์ นิกสัน เป็นประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐอเมริกา อยู่ในตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2512 – 2517 และเคยเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 36 ระหว่างปี พ.ศ. 2496 – 2504 ริชาร์ด นิกสันเป็นประธานาธิบดีคนแรกและคนเดียวที่ลาออกจากตำแหน่ง สาเหตุที่ลาออกนั้นเกิดจากคดีวอเตอร์เกต

สำหรับคดีวอเตอร์เกต นับเป็นคดีที่สั่นสะเทือนศรัทธาชาวอเมริกันต่อประธานาธิบดีมากที่สุด เพราะมันทำลายภาพทุกอย่างสหรัฐพยายามสร้างขึ้นมา ตั้งแต่บทบาทตำรวจโลก แนวคิดที่ยึดมั่นในเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน และระบบการปกครองแม่แบบของประเทศประชาธิปไตย ทั้งหมดที่ว่านี้กลายเป็นภาพจอมปลอมเมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ผู้ชื่อว่าทำประโยชน์ต่อชาติอเมริกามากที่สุดผู้หนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว คือคนที่ใช้วิธีสกปรกเพื่อให้ตนเองชนะเลือกตั้ง ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น บิดเบือนซุกซ่อนข้อมูล และใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้ตนเองพ้นผิด และเมื่อคดีแดงขึ้น คดีนี้จึงกลายเป็นแผลใจของชาวอเมริกันไปตลอด

คดีวอเตอร์เกตมีจุดเริ่มต้นที่โรงแรมวอเตอร์เกต ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครต ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1972 ช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืนและเจ้าหน้าที่โรงแรมได้สังเกตเห็นสิงผิดปกติในที่ทำการพรรคเดโมแครตจึงโทรเรียกตำรวจ ส่งผลสามารถจับกุมผู้ต้องหา 5 คนได้พร้อมของกลาง ผู้ต้องหาเหล่านี้ประกอบด้วย เบอร์นาร์ด บาร์เกอร์,  เวอร์จิลิโอ กอนซาเลซ, ยูจินิโอ มาร์ติเนซ, เจม แม็คคอร์ด  และแฟรงค์ สเตอร์กิส (Frank Sturgis) โดยก่อนหน้านี้กลุ่มคนร้ายเคยแอบเข้าในออฟฟิศแห่งนี้แล้วเมื่อ 3 สัปดาห์ ก่อนจะถูกจับ

เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดต่อมาตำรวจจึงพบว่าบรรดาคนที่ถูกจับเหล่านี้ไม่ใช่โจรกระจอก เพราะแต่ละคนต่างทำงานให้แก่สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐอเมริกา (ซีไอเอ) โดยชายทั้ง 5 ได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปขโมยข้อมูลที่พรรคเดโมแครต ซึ่งเตรียมไว้เพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่แข่งกับริชาร์ด นิกสัน เจ้าของตำแหน่งเดิม ในตัวผู้ต้องหาคนหนึ่งมีเบอร์โทรศัพท์ของที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาว และในบัญชีของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่ง มีเงิน 25,000 เหรียญสหรัฐที่ขึ้นด้วยแคชเชียร์เช็คประทับตรา นอกจากนั้น เอฟบีไอยังเจอบันทึกมีชื่อย่อซึ่งอาจหมายถึงทำเนียบขาวก็ได้ เช่น W.House และ W.H (White House)

ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งประธานาธิบดี รัฐสภาสหรัฐจึงตัดสินใจตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีวอเตอร์เกตขึ้นจากการสอบสวนได้พบว่าในสมุดโน้ตของ เจม แม็คคอร์ด มีหมายเลขโทรศัพท์ของโฮเวิร์ด ฮันต์ อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่ง ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่า คดีนี้น่าจะมีเงื่อนงำทางการเมือง นอกจาก นี้แม็ค คอร์ดยังสารภาพกับศาลด้วยว่าเขาเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอปลดเกษียณ

ต่อมาแฟรงค์ วิลส์ ยามรักษาความปลอดภัยประจำส่วนที่เป็นสำนักงานของโรงแรมพบว่ามีเศษเทปติดอยู่ที่ประตูห้องใต้ดินของอาคารส่วนที่เปิดไปโรงรถซึ่งทำให้ประตูไม่ได้ล็อก ตอนแรกเขาคิดว่าคนทำความสะอาดอาจจะลืมไว้จึงดึงออกแต่เมื่อกลับมาดูอีกครั้งก็พบว่ามีเทปติดอยู่อีกวิลส์จึงติดต่อไปยังสำนักงานตำรวจวอชิงตัน ดี.ซี.

แต่กระนั้นการสอบสวนของเอฟบีไอก็ไม่ได้ราบรื่นมากนักเพราะถูกซีไอเอคอยดึงเรื่องและขัดขวาง เหมือนกับว่าต้องการให้เอฟบีไอไขว้เขวและวางมือ ในช่วงปี ค.ศ. 1972 ความตึงเครียดระหว่างทำเนียบขาวกับเอฟบีไอมีมากยิ่งขึ้นและดูเหมือนทุกอย่างจะมาถึงทางตันเสียแล้ว ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 38 ปรากฏว่า นิกสันชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 1972 ด้วยคะแนนท่วมท้น ระหว่างนั้นเอง ดีพ โธรท (Deep Throat) ซึ่งเป็นนามแฝงของ มาร์ค เฟลท์ (Mark Felt) ก็ปรากฏตัวขึ้น ดีฟ โธรท อ้างตนว่าเป็นแหล่งข่าวลับที่พร้อมจะแฉคดีนี้ โดยเขาหวังว่าจะขยายความคดีวอเตอร์เกต เขาจะคอยชี้ให้ว่าข้อมูลชิ้นไหนสำคัญชิ้นไหนไม่เกี่ยว ทำให้ข่าวได้ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ เป็นประจำ

โดยมีบ็อบ วู้ดเวิร์ด และคาร์ล เบิร์นสไตน์ สองนักข่าวประจำหนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ เป็นผู้เปิดโปงคดีวอเตอร์เกต การขุดคุ้ยและเปิดโปงเรื่องต่อเนื่องจากคดีวอเตอร์เกตของวู้ดเวิร์ดและเบิร์นสไตน์ดำเนินไปนานนับเดือนสร้างแรงกดดันต่อทำเนียบขาวขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ทางการก็โกรธเกรี้ยวต่อ ดีพ โธรท มากขึ้นรุนแรงขึ้นแต่ ดีพ โธรท ก็ยังเพิ่มระดับการช่วยเหลือไปถึงขั้นเริ่มให้ข้อมูลชี้นำและเบาะแสที่จะนำไปสู่การเผยความจริงว่ามีการรู้เห็นสมรู้ร่วมคิดกันปกปิดความลับในทำเนียบขาว แน่นอนถ้าคดีนี้เป็นเรื่องจริงนี้ถือว่าเป็นเรื่องสกปรกมากในเรื่องของผู้นำที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดและด้วยความกลัว นิกสันจึงบีบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวต้องลาออกและไล่ที่ปรึกษาจอห์น ดีน ออกด้วย

กรุงเทพฯ เจ๋ง!! ครองอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก เมืองที่ดึงงานประชุมนานาชาติเข้าประเทศสูงสุด

กรุงเทพฯ ยืน 1 ในเอเชียแปซิฟิก ในฐานะเมืองที่มีบุคลากรในสมาคมระหว่างประเทศใช้บทบาทช่วยดึงงานประชุมนานาชาติเข้าสู่ประเทศสูงสุด 

บริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศด้านการจัดประชุม GainingEdge เผยรายงานวิจัยประจำปี “Leveraging Intellectual Capital” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่า กรุงเทพมหานครมีบุคลากรเข้าเป็นกรรมการบริหารสมาคมระหว่างประเทศ 194 สมาคม แต่สามารถดึงงานประชุมเข้าประเทศได้มากถึง 123 งาน คิดเป็นอัตราการใช้ประโยชน์ (Harnessing Ratio) 63.4% ทำให้กรุงเทพเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียแปซิฟิก

สำหรับ 5 อันดับแรกที่ดึงงานประชุมนานาชาติเข้าประเทศสูงสุด ประกอบด้วย
อันดับ 1 ไทย 63.4%
อันดับ 2 เซี่ยงไฮ้ 51.7%
อันดับ 3 สิงคโปร์ 50.8%
อันดับ 4 ไทเป 45.9%
อันดับ 5 กัวลาลัมเปอร์ 44.3%

GainingEdge จัดอันดับเมืองจุดหมายปลายทางไมซ์ทั่วโลก ด้านการใช้ประโยชน์จากบุคลากรที่เป็นต้นทุนทางปัญญาเพื่อดึงงานประชุมนานาชาติมาจัดในเมืองได้สูงสุด โดยพิจารณาจากจำนวนผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่ได้เข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของสมาคมวิชาชีพระหว่างประเทศ

แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนงานประชุมนานาชาติของสมาคมฯ ที่จัดขึ้นระหว่างปี 2561 จนถึงปี 2564 ในเมืองของผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่ดำรงตำแหน่งอยู่ และคำนวณค่าออกมาเป็นสัดส่วนร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ เรียกว่า Harnessing Ratio

นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังอยู่ในอันดับ 6 ของโลก รองจากกรุงปราก 95% ดับลิน 81.9% ลิสบอน 81.8% มอนทรีออล 77.2% และเบอร์ลิน 64.7%

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า จากรายงานของ GainingEdge ได้แนะนำให้เมืองต่าง ๆ ใช้กลยุทธ์การประมูลสิทธิหรือดึงงานโดยเชิญชวนผู้นำองค์ความรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่มีชื่อเสียงให้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดึงงาน ซึ่งสอดรับกับแนวทางการดึงงานของทีเส็บที่ริเริ่มโครงการ Thailand Convention Ambassador Programme หรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดประชุมนานาชาติของประเทศไทย

‘ชัยวุฒิ’ เตือน ระวัง มิจฉาชีพ TikTok ย้ำ อย่าเชื่อชวนลงทุนผลตอบแทนสูงเกินจริง

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงปัญหามิจฉาชีพส่งข้อความ SMS ชวนทำงานผ่านแอปพลิเคชัน ติ๊กต๊อก (TikTok) ว่า ฝากเตือนพี่น้องประชาชนช่วงนี้มีมิจฉาชีพใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมถึง SMS ต่าง ๆ เข้ามาหลอกลวงพี่น้องประชาชน ล่าสุดมิจฉาชีพใช้ผ่านช่องทาง TikTok เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าไปลงทุน อ้างว่ามีผลตอบแทนสูงเกินจริง สุดท้ายก็หลอกลวงนำเงินประชาชนไป จึงอยากเตือนให้ระมัดระวัง ผู้ที่มาหลอกลวงมักเป็นคนที่เราไม่รู้จัก การจะลงทุนผ่านโซเชียลมีเดียควรตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าอ้างถึงหน่วยงานหรือองค์กรต้องตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ถ้าท่านเอาเงินไปให้กับคนที่ท่านไม่รู้จักผ่านโซเชียลมีเดียโอกาสได้คืนน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงยิ่งถ้ามีผลตอบแทนที่สูงเกินจริงหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันก็เตือนประชาชน ให้ระวังการสเเกนผ่านมือถือ ควรตรวจสอบให้ถูกต้อง ศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนกรอกข้อมูล 

ทั้งนี้ ใครที่มีปัญหาการถูกหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชัน TikTok หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ สามารถร้องเรียนมาได้ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผ่านสายด่วน 1212 เราจะพยายามแก้ปัญหาให้ทุกท่านให้ดีที่สุดนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

'พล.ต.ต. วาที' เผย พฐก.-ศพฐ. 2 ร่วม ตรวจหาสาเหตุเพลิงไหม้เมาน์เท่น บี ครั้งที่ 2 เตรียมประชุมสรุปผลหาสาเหตุแน่ชัด

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2565 ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ(สพฐ.) สำนังานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร โฆษก สพฐ.ตร. กล่าวว่า จากเหตุการณ์เพลิงไหม้เมาน์เทน บี จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 15 รายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 38 คน รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จำนวน 31 คน และสามารถกลับบ้านได้แล้ว 7 คน จากเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.สพฐ.ตร.)นำเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐก.) พร้อมศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2 (ศพฐ.2) ลงพื้นที่ตรวจหาพยานหลักฐานและหาสาเหตุที่แน่ชัด

พล.ต.ต.วาทีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ มีความห่วงใยและรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกำชับให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเก็บพยานหลักฐานในพื้นที่อย่างละเอียด เร่งหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ เพื่อส่งให้พนักงานสอบสวนประกอบสำนวนในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กรมประมงฯ ยันนำเข้ากุ้งจาก 'อินเดีย-เอกวาดอร์' เป็นมติร่วมกันของบอร์ดกุ้งภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทย

กรมประมง สมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและภาคเอกชนร่วมแถลงยืนยันการนำเข้ากุ้งจากอินเดียและเอกวาดอร์เป็นมติร่วมกันของบอร์ดกุ้งภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทย มั่นใจไม่กระทบผลผลิตและราคาเพราะมีระบบประกันราคากุ้งโดยภาคเอกชนเป็นโมเดลแรกของประเทศ

(8 ส.ค.65) นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมงแถลงวันนี้ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) ว่า จากการที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและผู้ประกอบการแปรรูปและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ได้จับมือร่วมกันเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก โดยตั้งเป้าหมายให้ได้ผลผลิต 400,000 ตัน ในปี 2566 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ หรือ Shrimp board ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ ได้แก่ กรมประมง และกรมการค้าภายใน ผู้แทนผู้ประกอบการแปรรูปและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รวมถึงผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล รวม 21 ท่าน ร่วมกันวางแผนเพื่อบริหารจัดการผลผลิตกุ้งทะเลตลอดห่วงโซ่การผลิต ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ การดำเนินงานต้องสร้างความมั่งคงด้านการตลาดตามนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล ซึ่งภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของ Shrimp Board ได้มีการดำเนินการรักษาเสถียรภาพราคาของกุ้งขาวแวนนาไม โดยมีระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2565 ทำให้ราคาจำหน่ายกุ้งขาวฯ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมา

พันธกิจที่สำคัญ คือ กรมประมงจัดทำแผนการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเล โดยในปี 2565 มีเป้าหมาย 320,000 ตัน และ ปี 2566 มีเป้าหมาย 400,000 ตัน ภายใต้แนวทางการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทย 11 แนวทาง โดยมีแนวทางหลัก ดังนี้  การบริหารเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ผ่านกลไกคณะทำงานแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเล ระดับพื้นที่ ๓๕ จังหวัด การแก้ไขปัญหาด้านโรคกุ้งทะเล ซึ่งเป็นปัญหาหลักและเป็นต้นทุนแฝงของการเลี้ยงกุ้ง มีการจัดคลินิกเคลื่อนที่ (Mobile clinic) และสายด่วนปรึกษาปัญหาโรคสัตว์น้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที  การจัดการการเลี้ยง มีการถอดบทเรียนและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมให้มีปราชญ์เลี้ยงกุ้งหรือฟาร์มเลี้ยงกุ้งต้นแบบในแต่ละพื้นที่ มีการสนับสนุนการใช้จุลินทรีย์และส่งเสริมให้ชมรมหรือกลุ่มเกษตรกรผลิตจุลินทรีย์ ปม.๒ การปรับปรุงพันธุ์กุ้งทะเล กรมประมงได้พัฒนาพันธุ์กุ้งขาวฯ สายพันธุ์สิชล 1 ผลิตและจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกร  การจัดหาแหล่งทุน โดยการจัดทำโครงการเสริมสภาพคล่องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล ปี 2565 ระยะที่ 1 เพื่อเป็นแหล่งสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานข้างต้นมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย กรมประมงจึงกำหนดให้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลเป็นประจำทุกเดือน  

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2565 ประเทศไทยมีผลผลิตกุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวมทั้งสิ้น 138,733.18 ตัน จำแนกเป็นกุ้งขาวแวนนาไม 129,100.44 ตัน (ร้อยละ 93.06) และกุ้งกุลาดำ 9,632.74 ตัน (ร้อยละ 6.94) โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค. - ก.ค. 64) ผลผลิตลดลงร้อยละ 3.09 ซึ่งถึงแม้ว่ากรมประมงจะมีนโยบายในการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเล และลงพื้นที่ดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างใกล้ชิด แต่การขาดความเชื่อมั่นด้านราคาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงอย่างเต็มศักยภาพ ทำให้ผลผลิตกุ้งทะเลในภาพรวมลดลง ดังนั้น เพื่อรักษาตลาดและผู้ประกอบการส่งออกสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ Shrimp Board จึงมีข้อตกลงร่วมกันในการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลจากต่างประเทศเฉพาะช่วงเวลาและปริมาณผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณน้อย ภายใต้เงื่อนไขที่ห้องเย็นและโรงงานแปรรูปจะรับซื้อผลผลิตกุ้งทะเลจากเกษตรกรโดยประกันราคาซื้อ - ขายขั้นต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาของกุ้งทะเลภายในประเทศไว้ โดยเริ่มดำเนินการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ส่งผลให้ราคากุ้งทะเลภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไม่ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

โดยในปี 2565 Shrimp Board กำหนดแผนการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดีย ปริมาณรวม 10,501 ตัน ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการอนุญาตให้นำเข้าฯ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2565 มีการนำเข้ากุ้งขาวฯ จากสาธารณรัฐเอกวาดอร์ในเดือนมิถุนายน 2565 จำนวน 41.95 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10.24 ล้านบาท แต่ยังไม่พบการนำเข้ากุ้งขาวฯ จากสาธารณรัฐอินเดีย

ถึงแม้ว่ากรมประมงจะมีการอนุญาตให้นำเข้ากุ้งจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดีย แต่กรมประมงให้ความสำคัญกับการควบคุมโรค โดยดำเนินการอย่างรัดกุมก่อนการอนุญาตให้นำเข้ากุ้งทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดีย โดยได้ประเมินระบบการควบคุมโรคของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งมีข้อกำหนดในการพิจารณาหลายมิติครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลแช่แข็งสำหรับการส่งออกมายังประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคข้ามพรมแดนผ่านการนำเข้ากุ้งทะเลแช่แข็งอย่างเด็ดขาด ซึ่งประเทศต้นทางที่ไทยจะนำเข้าสินค้ากุ้งทะเลนั้นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนดอย่างเข้มงวด และและเมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย จะต้องถูกดำเนินการควบคุมโรคภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยสินค้าจะต้องเข้าสู่ระบบการกักกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมประมงดำเนินการสุ่มตรวจเชื้อก่อโรคกุ้งทะเลที่สำคัญ ได้แก่ โรคไอเอ็มเอ็น (IMN) โรคตัวแดงดวงขาว (WSD) โรคหัวเหลือง (YHD) โรคทีเอส (TS) โรคไอเอชเอชเอ็น (IHHN) โรคเอ็นเอชพี (NHP) และโรคดีไอวี วัน (DIV 1) ตามบัญชีรายชื่อของ OIE รวมทั้งมีการสุ่มตรวจสารตกค้าง เช่น Chloramphenicol Nitrofurans และ Malachite green ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยการสุ่มตัวอย่างทั้งหมดสอดคล้องตามหลักการสากลตามที่ OIE และ CODEX กำหนดไว้ และหากมีการตรวจพบเชื้อก่อโรคและ/หรือตรวจพบสารตกค้างเกินเกณฑ์มาตรฐาน สินค้าเหล่านั้นจะถูกทำลายหรือตีกลับประเทศต้นทางทันที จึงมั่นใจได้ว่าสินค้ากุ้งทะเลที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศไทยนั้น ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งจากต้นทางและเมื่อถึงประเทศไทย อีกทั้งสินค้าเหล่านั้นจะถูกนำไปแปรรูปเพื่อการส่งออกเท่านั้น

นายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย กล่าวถึง ความร่วมมือของเกษตรกรและผู้แปรรูปผ่านกลไก Shrimp Board ว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลประสบปัญหาทั้งด้านราคาตกต่ำและต้นทุนการผลิตที่สูง ส่งผลให้ประสบปัญหาภาวะขาดทุน แรงจูงใจที่สำคัญของเกษตรกรในการประกอบอาชีพการเลี้ยงกุ้งทะเล คือ ปัจจัยด้านราคา ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรต้องแก้ไขปัญหาด้านราคาตกต่ำด้วยวิธีการของตนเอง ผ่านกลไกการร้องขอจากรัฐบาล ซึ่งการจัดตั้ง Shrimp Board ในครั้งนี้ เป็นการจับมือของเกษตรกรและผู้แปรรูปเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ของอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทย

การผลักดันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลผลิตต้องเพียงพอเพื่อสามารถต่อรองในตลาดโลกได้ จากการหารือร่วมกันใน Shrimp Board การนำเข้ากุ้งขาวฯ เพื่อมาทดแทนในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณลดน้อยลงเพื่อรักษาตลาดมีความจำเป็น และขณะเดียวกันทำอย่างไรเกษตรกรภายในประเทศต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้า Shrimp Board จึงตกลงร่วมกันให้มีการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อไม่ให้เกษตรกรภายในประเทศประสบปัญหาราคาตกต่ำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และยังเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการเลี้ยงกุ้งทะเลต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการตอบโจทย์ที่แท้จริง เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตกุ้งทะเลของเกษตรกรไทย ว่า ปัจจุบันผลผลิตกุ้งทะเลของไทยอยู่ในปริมาณ 250,000 ถึง 350,000 ตัน เท่านั้น ผลผลิตที่ได้ไม่แน่นอน ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความพร้อมของเกษตรกรไม่เท่ากัน และมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันทั้งภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งจากข้อมูลของกรมประมงพบว่า มีเกษตรกรผู้ประกอบกิจการการเลี้ยงกุ้งทะเลประมาณ 30,000 กว่าราย โดยมีพื้นที่ประมาณ 600,000 กว่าไร่ ซึ่ง Shrimp Board ร่วมกันคิดเพื่อให้แนวทางการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลให้ได้ 400,000 ตัน ในปี 2566 บรรลุเป้าหมาย โดยหลักการที่สำคัญ คือ เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งได้ตามศักยภาพของตัวเองในแต่ละพื้นที่ ผ่านกลไกการสร้างปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้รู้ในพื้นที่ โดยสรรหาผู้ที่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ในภาวะวิกฤตหรือในภาวะที่เกษตรกรรายอื่นเลี้ยงกุ้งไม่ได้

ฝนถล่ม 'เกาหลีใต้' น้ำท่วมกรุงโซล รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

ฝนถล่มเกาหลีใต้ น้ำท่วมหนักกรุงโซล และพื้นที่อื่น ๆ ทางตอนกลางของประเทศ บางจุดน้ำท่วมสูงมิดหลังคารถ และยังมีน้ำทะลักรถไฟใต้ดินด้วย

(9 ส.ค. 65) สื่อต่างประเทศรายงานว่า หลายพื้นที่ในกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ ถูกน้ำท่วมหลังฝนถล่มลงมาอย่างหนัก เมื่อวันจันทร์ (8 ส.ค.) โดยน้ำท่วมรถยนต์หลายคันที่จอดอยู่ ขณะที่ประชาชนต้องอพยพหนีน้ำท่วม

หลายพื้นที่ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ เผชิญฝนตกอย่างหนักตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ หลังมีปริมาณน้ำฝนมากสุดถึง 170 มิลลิเมตรทางตอนกลางของประเทศ ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

ส่วนกรุงโซลเผชิญฝนตกหนักกว่า 90 มิลลิเมตรเมื่อถึงช่วงค่ำ โดยช่วงเวลา 20.00 น. วัดปริมาณน้ำฝนได้ 90.5 มิลลิเมตร ส่วนเขตดองจัค ตอนใต้ของกรุงโซล วัดได้ 137 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี 

รัสเซีย จัดทำประชามติผนวกดินแดน 'ซาปอริซห์เซีย' เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียในเร็วๆ นี้

ผู้ว่าการแคว้นซาปอริซห์เซียของยูเครน เตรียมจัดประชามติ ผนวกดินแดนกับรัสเซีย

รัสเซียเตรียมเดินเกมสุดซอยอีกครั้ง เมื่อเยฟเกนี บาลิทสกี ผู้ว่าการแคว้นซาปอริซห์เซีย (Zaporizhzhia) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลรัสเซีย ได้ออกกฎหมายให้จัดทำประชามติในการผนวกดินแดนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียในเร็ว ๆ นี้

ซาปอริซห์เซีย เป็นหนึ่งในแคว้นทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน อยู่ระหว่างแคว้นโดเนสค์ และเคอร์ชอน และยังติดกับทะเลอาซอฟด้วย เศรษฐกิจหลักของเมืองนี้ คือการผลิตอลูมิเนียม เหล็ก เครื่องจักร รถยนต์ เครื่องยนต์อากาศยาน นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ซาปอริซห์เซีย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป 

และเช่นเดียวกันกับแคว้นโดเนสค์ และเคอร์ชอน ซาปอริซห์เซียเป็นพื้นที่แรก ๆ ที่อยู่ในแผนการบุกของรัสเซียตั้งแต่เริ่มเปิดศึก และยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองไว้ได้ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซห์เซีย และทางรัสเซียก็ได้จัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นของตนเข้าไปดูแลแทน ซึ่ง เยฟเกนี บาลิทสกี ได้รับเลือกให้ดูแลพื้นที่ส่วนยึดครองของรัสเซีย

แต่ทั้งนี้การตัดสินใจที่จะเร่งให้มีการผนวกดินแดน ซาปอริซห์เซีย เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโจมตีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซห์เซีย ซึ่งทั้งฝ่ายยูเครน และรัสเซีย ต่างกล่าวโทษกันและกันว่าเป็นฝีมือของอีกฝ่ายเป็นผู้โจมตี 

เรื่องร้อนถึง อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้ส่งหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบให้ และหลังจากมีข่าวว่าทาง UN จะส่งคนเข้ามา จึงมีข่าวลือว่าฝ่ายรัสเซียจะทำประชามติเพื่อผนวกดินแดนโดยเร็ว

ด้านโวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ ผู้นำยูเครน จึงออกมาแถลงออกสื่อว่า หากรัสเซียจะทำประชามติเพื่อผนวกดินแดนในพื้นที่ยึดครองของกองกำลังรัสเซียเมื่อใด ก็จะไม่มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามใดๆ อีก ซึ่งเซเลนสกี้ย้ำว่า ยูเครนจะไม่ยอมยกดินแดนที่เป็นของเราให้ใครเป็นอันขาด  

‘ลุงตู่’ เอ็นดูน้องวงโยธวาทิต ถึงขั้นจัดหมวกให้ แนะ ตอนแสดงให้ยิ้มแย้ม อย่าทำหน้าเครียด

‘นายกลุงตู่’ ปลื้มวงโยธวาทิตไทยไปแสดงนานาชาติ ให้กำลังใจประสบความสำเร็จ ‘แนะ’ ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่าเครียด ขอขยันเป็น 2 เท่าการเรียนต้องไม่เสีย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ส.ค.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยก่อนประขุม เมื่อเวลา 08.30 น. ที่บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายโกสินทร์ สืบประสิทธิ์วงศ์ นายกสมาคมวงโยธวาทิตแห่งประเทศไทย นำวงโยธวาทิตที่จะเข้าร่วมการแสดงในเทศกาลวงโยธวาทิตนานาชาติ ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และทำการแสดง ให้นายกฯรับชม ได้แก่นักเรียนโรงเรียนบุญวัฒนา จ.นครราชสีมา และโรงเรียนประชามงคล จ.กาญจนบุรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top