Sunday, 12 July 2026
TheStatesTimes

เชียงใหม่-ประชุมเชิงปฏิบัติการระบบความปลอดภัย MOE Safety Center กลุ่มพื้นที่การศึกษา ประจำเขตตรวจราชการที่ 15

วันอังคารที่ (26 กรกฎาคม 2565) เวลา 09.00 น. ที่ โรงแรมคุ้มภูคำ เชียงใหม่ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระบบความปลอดภัย MOE Safety Center กลุ่มพื้นที่การศึกษาประจำเขตตรวจราชการที่ 15 นายสมพงศ์ พรมจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กล่าวรายงาน โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะวิทยากร คณะกรรมการบริหารกลุ่มพื้นที่การศึกษาประจำเขตตรวจราชการที่ 15 และผู้เข้าร่วมประชุม

นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดความปลอดภัยให้เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ที่จะต้องหาแนวทางทำอย่างไรให้สถานศึกษาเป็นมากกว่าสถานที่ให้ความรู้ แต่ยังต้องเป็นสถานที่ที่อยู่แล้วมีความสุข มีความปลอดภัยด้วย จึงได้มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยส่งเสริม และสนับสนุน ให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อให้เข้าถึงนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปได้ ให้สามารถแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากขึ้น ผ่านการใช้แอปพลิเคชัน MOE Safety Center

นอกเหนือจากระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้รับความร่วมมือจาก 8 กระทรวง และอีก 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหมกระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้ร่วมมือเพื่อสร้าง “สถานศึกษาปลอดภัย” ให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา

นายสมพงศ์ พรมจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 /ประธานกรรมการบริหารกลุ่มพื้นที่การศึกษา ประจำเขตตรวจราชการที่ 15 กล่าวว่า ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเรื่อง “ความปลอดภัย” จึงกำหนดให้เป็นวาระแรก ใน 7 วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีนโยบายมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็น “สพฐ. วิถีใหม่ วิถีคุณภาพ” ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย ด้านการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และ ด้านการบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นพัฒนาระบบ และกลไกในการดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษา จากภัยพิบัติและภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงส่งเสริมให้มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี มีข้อมูลสารสนเทศความปลอดภัยที่เป็นระบบ สามารถแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน

ด้วยการบริหารจัดการตามมาตรการ  3ป ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการพัฒนาระบบการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยขึ้น โดยจัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Safety Center) แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย ครอบคลุมภัยทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ ภัยที่เกิดจากการใช้ ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกายและจิตใจ

คณะกรรมการบริหารกลุ่มพื้นที่การศึกษาประจำเขตตรวจราชการที่ 15 ให้ความสำคัญ ในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติตามบริบทของพื้นที่ โดยต้องการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในกลุ่มพื้นที่การศึกษาประจำเขตตรวจราชการที่ 15 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน จำนวน 16 แห่ง เป็นพื้นที่นำร่องขับเคลื่อนการใช้งานระบบมาตรฐาน ความปลอดภัย MOE Safety Center อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ จึงได้จัดโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการระบบความปลอดภัย MOE Safety Center กลุ่มพื้นที่การศึกษาประจำเขตตรวจราชการที่ 15 

‘บิ๊กตู่’ เผย ครม.เคาะแล้ว คนละครึ่งเฟส 5 วงเงินคนละ 800 บาท ใช้ได้ 2 เดือน ก.ย.-ต.ค. นี้

รัฐบาลสายเปย์ !! ‘บิ๊กตู่’ เผย ครม.เคาะแล้ว คนละครึ่งเฟส 5 วงเงินคนละ 800 บาท ระยะเวลาใช้ 2 เดือน ก.ย.-ต.ค. นี้

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงว่า สำหรับการประชุม ครม.ในวันนี้ มีเรื่องพิจารณาที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนหลายเรื่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางวิกฤตที่ยังคงอยู่ในโลกต่อไป

เรื่องแรกเป็นมาตรการช่วยเหลือ-ลดภาระค่าใช้ครองชีพให้กับ ประชาชน ซึ่งเป็นการใช้เงินกู้ ในปี 64 ต่อเนื่องมา 2 ปีกว่า จนถึงปัจจุบัน โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาด้านเศรษฐกิจ ให้แก่ประชาชน ผู้มีรายได้น้อย แรงงานประกันสังคม ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ กว่า 45 ล้านคน วงเงินประมาณ 854,000 ล้านบาท รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการจ้างงาน วงเงินประมาณ 280,000 ล้านบาท ซึ่งในวันนี้ ครม.พิจารณาเห็นชอบอีก  2 รายการ ได้แก่ 

‘ยูเครน’ เล็งลงโทษหนัก ‘ชาวยูเครน’ หากขอสิทธิพลเมืองสหพันธรัฐรัสเซีย

ไม่นานมานี้ อนาโตลี สเตลมัคช์ (Anatoly Stelmakh) รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านผนวกคืนดินแดนที่ถูกยึดครองชั่วคราว เปิดเผยเมื่อ (25 ก.ค. 65) ว่า ‘ยูเครน’ กำลังหาทางกำหนดบทลงโทษหนักหน่วงสำหรับพลเรือนที่กำลังได้รับสิทธิพลเมืองสหพันธรัฐรัสเซีย โดยเวลานี้อยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งเสนอโทษปรับและจำคุกเป็นเวลานาน สำหรับบุคคลที่กำลังทำเช่นนั้น 

“เวลานี้เราอยู่ระหว่างพิจารณากฎหมาย ในบางมาตรากำหนดบทลงโทษต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่โทษปรับเงินไปจนถึงจำคุก 15 ปี” สเตลมัคช์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ยูเครน

แนวคิดของการกำหนดให้การได้รับสิทธิพลเมืองรัสเซียเป็น ‘อาชญากรรม’ ได้รับการสนับสนุนจาก ไอรินา เวเรสชุค (irina vereşuk) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงผนวกคืนดินแดนที่ถูกยึดครองชั่วคราว ซึ่งยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ร่างกฎหมายนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองมากกว่าทางกฎหมาย

โดย เวเรสชุค ได้โพสต์ข้อความบนเทเลแกรมเมื่อวันศุกร์ (22 ก.ค.) ระบุว่า “ความพยายามรับสิทธิความเป็นพลเมืองรัสเซีย อาจเป็นความผิดทางอาญาในยูเครนเร็ว ๆ นี้ เพราะถึงแม้พาสปอร์ตของผู้รุกรานจะช่วยชาวบ้านทั่วไปให้อยู่รอดระหว่างการรุกรานได้ แต่อีกด้านหนึ่ง เราจะอธิบายกับพลเมืองของเราอย่างไร พลเมืองที่สู้รบจนตัวตายในแนวหน้า? ฉะนั้นพาสปอร์ตรัสเซียจะต้องไม่มีทางเกิดขึ้นกับผู้คนในดินแดนของเรา”

เวเรสชุค เปิดเผยอีกว่า ประเด็นนี้เคยถูกหยิบยกมาหารือกันระหว่างการประชุมลับระหว่างหน่วยงานในกระทรวงฯ เพียงแต่ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการร่างกฎหมาย ที่จะมีการพูดคุยหารือกัน แต่ถึงนั้นแนวทางก็ได้ข้อสรุปแล้ว

เธอยอมรับอีกว่า การพูดคุยหารือ อาจต้องใช้เวลานานและยุ่งยากซับซ้อน ทั้งเกี่ยวกับแง่มุมทางกฎหมายของการถือครองพาสปอร์ตรัสเซีย เกี่ยวกับสิทธิมนุษชนและความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดภายใต้การรุกราน อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า เลือดของชาวยูเครนจำนวนมากเปื้อนอยู่บนพาสปอร์ตสีแดงของรัสเซีย ทั้งเลือดของทหาร พลเรือน เลือดของผู้หญิง และเด็ก 

ศาลอุทธรณ์จัดโครงการ "ศาลอุทธรณ์แบ่งปันโลหิต ต่อชีวิต เพิ่มโอกาส"

ด้วยศาลอุทธรณ์ จัดโครงการ "ศาลอุทธรณ์แบ่งปันโลหิต ต่อชีวิต เพิ่มโอกาส" ในวันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ ห้องสันทนาการ ชั้น 3 อาคารศาลอุทธรณ์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์ในการมีส่วนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสภากาชาดไทย

ศาลอุทธรณ์ จึงขอเรียนเชิญหน่วยงานของท่านและบุคลากรในหน่วยงานเข้าร่วมการบริจาคโลหิตตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่าน และขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้


ข้อมูลข่าว:สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม

รวบแล้วแว้นอ่างทอง ศาลสั่งริบรถ จำคุก 1 เดือน

วันนี้ (26 ก.ค. 65) เวลา 12.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง (ศปข.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจอ่างทองจับกุมเด็กแว้นหน้า รพ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ศาลสั่งริบรถ จำคุก 1 เดือน

รอง ผบ.ตร.ฯ กล่าว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้เร่งปราบปรามการแข่งรถในทาง คดีนี้สืบเนื่องจากชาวบ้านถ่ายคลิปวีดีโอกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวแข่งรถที่ ถ.โพธิ์ทอง - อ่างทอง บริเวณหน้า รพ.โพธิ์ทอง ส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน จึงสั่งการให้พล.ต.ต.วิชิต  บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.อ่างทอง ,พ.ต.อ. เดชรพี คงดี รอง ผบก.ภ.จว.อ่างทอง และ พ.ต.อ.พันดาว ดำขำ ผกก.สภ.โพธิ์ทอง และทีมโซเชียลมีเดีย ศปข.สภ.โพธิ์ทอง สืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มบุคคลตามคลิป จนสามารถจับกุมได้ 2 ราย คือ นายอำพล สงวนนามสกุล อายุ 19 ปี และเยาวชนอายุ 17 ปี ส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์ทอง ในข้อหา 

1. ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย
2. ขับรถโดยประมาทอันน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4),157
3. นำรถที่มีเสียงอื้ออึงมาใช้ในทางเดินรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 9,148

สมาคมอุทยานแห่งชาติ จัดคอนเสิร์ต การกุศล จ.เจ รักษ์ป่า เพื่อระดมทุนเข้า โครงการ "กองทุนฟื้นฟูป่า ประชาร่วมใจ"

สมาคมอุทยานแห่งชาติ จัดคอนเสิร์ต สร้างความเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อระดมทุนเข้า โครงการ "กองทุนฟื้นฟูป่า ประชาร่วมใจ" เชิญ ศิลปินชื่อดัง เจ เจตริน แสดงคอนเสิร์ต การกุศล จ.เจ รักษ์ป่า เมื่อวันที่ (25 ก.ค. 2565) ณ โรงเบียร์ เยอรมันตะวันแดง เลียบด่วนรามอินทรา โดยได้รับเกียรติจาก นายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติประธานในพิธี กล่าวต้อนรับพร้อมทั้งกล่าวถึงวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณทุกท่านที่ได้มาร่วมทำงานบุญในครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้จากนั้น ได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่พิทักษณ์ป่า สพญ.(สัตวแพทย์หญิง.) ชนันญา กาญจนสาขา สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) และนายอำนาจ ม่วงปรางค์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ได้รับมอบเงิน สนับสนุนเวชภัณท์และอุปกรณ์ สำหรับช่วยเหลือสัตว์ป่า ส่วนอนุรักษณ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) จากท่านประธานในพิธี

ต่อด้วยคณะผู้ใหญ่ใจบุญร่วมสมทบทุนในการทำกิจกรรมในครั้งนี้  ภายในงานยังได้มีการประมูลของจากนายกและอธิบดีเพื่อนำเงินที่ได้ไปช่วยในการดำเนินงานต่าง ๆ และที่พลาดไม่ได้คือการแสดงของศิลปิน เจ เจตริน คอนเสิร์ตการกุศล จ.เจ รักษ์ป่า เพื่อเป็นการระดมทุนสำหรับดำเนินกิจกรรมของสมาคมอุทยานแห่งชาติ ในการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ สร้างความเข้าใจด้านการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ให้กับเยาวชนและภาคส่วนต่าง ๆ รวมไปถึงระดมทุนเข้าโครงการ "กองทุนฟื้นฟูป่า ประชาร่วมใจ" และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของภาคประชาชนอีกด้วย

27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้ารัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเทียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ.2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

'วัดทุ่งสว่าง' ต.โพนทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปเก่าแก่ เป็นโบราณวัตถุ

วันอังคารที่ (26 กรกฎาคม 2565) ณ วัดทุ่งสว่าง ต.โพนทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ พระเดขพระคุณเจ้า "พระราชชัยสิทธิสุนทร" เจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ "นายอนุชา เจริญรักษ์" นายอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางสาวสุริยา สุระเสียง วัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ นายศานิต กล้าแท้  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ พ.ต.อ.เชษฐา เชยชุม รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขัยภูมิ นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล ผู้ช่วยเลขานุการในองค์หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ เข้าร่วมเป็นเกียรติ และสักขีพยาน อัญเชิญพระพุทธรูปเก่าแก่ คู่บ้าน คู่เมือง จัดทำข้อมูลสืบค้นประวัติ สำรวจ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ

'อุตตม-สนธิรัตน์' ประสานเสียงสร้างอนาคตไทยพร้อมเลือกตั้งทุกกติกา แต่ ขอกติกาเลือกตั้งที่ชัดเจน อย่าทำคนไทยสับสน

เมื่อวันที่ (26 ก.ค. 2565) ที่ โรงแรมบุรีศรีภูฯ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการเข้าร่วมรับฟังการเสวนาเรื่องอนาคตภาคใต้ ถึงความคืบหน้าการหาผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคสร้างอนาคตไทย โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พรรคทยอยสรรหาคัดเลือกผู้สมัครที่จะร่วมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนภาคใต้ 

ขณะนี้เราได้ทยอยเปิดตัวผู้สมัครพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจ และการตอบรับที่ดีจากผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความประสงค์มาร่วมงานกับพรรคเพิ่มขึ้นตลอดเวลา พื้นที่ไหนพร้อมเราก็ให้เริ่มลงพื้นที่ทำงาน ขณะเดียวกัน พรรคได้เดินหน้ารวบรวมปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันนโยบายในการเเก้ปัญหา และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ต้องยอมรับว่าภาคใต้เป็นภาคที่มีศักยภาพสูงมาก แต่ชะงักมานาน ทางพรรคได้มองเห็นโอกาสในการพัฒนาภาคใต้ วันนี้เรามาร่วมรับฟังคนในพื้นที่พูดถึงปัญหาของตัวเอง เพราะคนที่อยู่ในพื้นที่คือคนที่รู้ปัญหาดีที่สุด เราจะรวบรวมปัญหาต่าง ๆ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวใต้  

ด้านนายอุตตม กล่าวว่า เราได้รับการตอบรับที่ดีจากพื้นที่ภาคใต้ เราได้พบปะทั้งภาคประชาชน สังคม ผู้ประกอบการ เขาต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่  แต่เรื่องหลักคือปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องที่คนไทยกำลังเผชิญ จากการสัมมนาวันนี้ ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนภาคใต้ โดยเฉพาะอนาคตลูกหลานในพื้นที่ หากมีการเปลี่ยนแปลงแล้วจะมีอนาคตที่ดีขึ้นหรือไม่  อย่างไรก็ตามทีมงานพรรคเราได้เดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนความคืบหน้าในการหาผู้สมัครพื้นที่ภาคใต้ นายอุตตม กล่าวว่า เราเดินหน้าเตรียมตัวสู่การเลือกตั้ง เรามีทีมงานในพื้นที่ภาคใต้ที่มีคุณภาพ เรากำลังดำเนินการคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร มีผู้ที่แสดงความสนใจที่จะทำงานกับพรรคเราพอสมควร เราใช้หลักคัดสรรผู้ที่จะสามารถทำงานให้กับประชาชน และพี่น้องภาคใต้ได้ดีที่สุด หัวใจสำคัญคือต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เป็นที่ยอมรับ และต้องพยายามให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ในนามพรรคสร้างอนาคตไทยที่อาสามาทำงานให้ประชาชน ขณะเดียวกันจิตสำนึกก็สำคัญ 

เมื่อถามว่า มุมมองทางการเมืองของคนใต้เปลี่ยนไปหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า คนใต้ต้องการการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งครั้งหน้า อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง อยากเห็นคนที่เข้าไปทำงานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านที่ดีขึ้นทราบดีว่าภาคใต้คุ้นเคยกับพรรคการเมืองบางพรรค ก็ไม่เป็นไร แต่พรรคเราอาสามาเป็นอีกทางเลือกแก่ประชาชน เรามีแนวทางที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สร้างอนาคตด้วยกัน อนาคตอยู่ในมือคนใต้ 

“พรรคสร้างอนาคตไทย เราพร้อมลงเลือกตั้งทุกกติกา แต่ขอฝากไว้ว่า ขอพยายามอย่าให้เกิดความสับสน เราคนไทยจะใช้กติกาอะไร เราเป็นคนใช้สิทธิย่อมอยากรู้กติกาที่ชัดเจน หากเปลี่ยนบ่อย ๆ จะสร้างความสับสน” นายอุตตม กล่าว
เมื่อถามว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่พรรคตั้งเป้าหมายในส่วนของพรรค ส่วนอะไรจะเกิดก็ไม่สามารถไปควบคุมได้ เราทำงานของเราให้ดีที่สุด 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top