Sunday, 12 July 2026
TheStatesTimes

ฤา.....เมียนมาจะล่มสลายเหมือนศรีลังกา

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เอยาได้ยินเสียงแว่วออกมาจากฝั่งสามนิ้วชาวเมียนมาก็ดี ชาวไทยก็ดีว่า อีกไม่นานเมียนมาจะล่มสลายแบบเดียวกับศรีลังกา เรื่องแบบนี้มันสามารถปลุกกระแสได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมา เอาเป็นว่าก่อนที่จะที่ทุกคนจะเชื่อหรือไม่ วันนี้เอยามาหาคำตอบให้ทุกคนได้รู้กัน

ก่อนจะพูดถึงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลราชปักษาที่ทุกคนทราบกันดีว่าเหตุของการล่มสลายของศรีลังกาเราควรมาทราบก่อนว่าตระกูลราชปักษานั้นขึ้นมามีอำนาจได้อย่างไร ก่อนอื่นๆ ต้องเข้าใจก่อนว่าในอดีตศรีลังกามีคนอาศัยอยู่ 2 ชาติพันธุ์นั่นคือ ชาวสิงหลที่เป็นชาวพื้นเมือง อีกชาติพันธุ์คือชาวทมิฬที่ย้ายถิ่นฐานมาจากอินเดียใต้ และมีปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างชนชาติมาตลอดตั้งแต่สมัยก่อนยุคล่าอาณานิคม จนถึงยุคล่าอาณานิคม แม้จะมีการเปลี่ยนมือกันปกครองจากโปรตุเกสเป็นฮอลันดาและอังกฤษในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในยามที่อังกฤษปกครองเป็นช่วงเวลาที่สร้างรอยร้าวระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬมากที่สุด จนถึงวันที่ปลดปล่อยเอกราชออกจากอังกฤษ ปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬมาเป็นเวลานับศตวรรษ โดยชาวทมิฬต้องการที่จะแยกดินแดนทางภาคเหนือและตะวันออกของประเทศตั้งเป็น มาตุภูมิทมิฬ จึงได้ก่อตั้งกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม หรือ LTTE เพื่อเป็นกองกำลังในการต่อสู้กับรัฐบาล โดยใช้วิธีการก่อการร้าย ระเบิดพลีชีพ และการลอบสังหาร โดยพุ่งเป้าไปที่หน่วยทหาร ผู้นำทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นชาวสิงหล จนกระทั่งนอร์เวย์เข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยนำไปสู่การลงนามความตกลงหยุดยิงในปี 2545 ซึ่งตามมาด้วยการเจรจาสันติภาพที่มีการประชุมมาทั้งหมด 8 ครั้ง โดยการเจรจาฯ จัดขึ้นที่ไทย 3 ครั้ง (กันยายน/ตุลาคม 2545 และมกราคม 2546) การเจรจาฯ ครั้งสุดท้ายจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 - 29 ตุลาคม 2549 ที่นครเจนีวา ก็ไม่ปรากฏผลที่สำคัญใดๆ อาจกล่าวได้ว่า การเจรจาฯ ที่ผ่านไม่สามารถบรรลุผลใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ตลอดจนความจริงใจที่จะยุติปัญหาทาการเมืองอย่างถาวร แม้จะได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากประเทศตะวันตกก็ตาม

จนกระทั่งการเลือกตั้งประธานาธิบดี นาย Mahinda Rajapaksa ที่ปัจจุบันได้เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนจะถูกเปลี่ยนออกในการปรับ ครม. ก่อนจะเกิดการล่มสลายของศรีลังกา โดยนาย Mahinda ได้ชูนโยบายในการกวาดล้างกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมจนถูกทำลายสิ้นซากในเดือนพฤษภาคม 2009 ภายใต้การนำของ Nandasena Gotabaya Rajapaksa ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาได้ใจชาวสิงหลในศรีลังกาและเป็นผลให้ โคฐาภยะ ราชปักษา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ตั้งแต่ปี 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 - 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2022

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าวันนี้ศรีลังกาได้ประกาศเป็นประเทศล้มละลายแล้วโดยชนวนเหตุมาจากการกู้หนี้ยืมสินต่างประเทศมาใช้อย่างอู้ฟู่โดยรายได้ของศรีลังกา จนเมื่อประเทศต้องผจญกับวิกฤตทับซ้อนโดยเริ่มจาก วิกฤตการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รายได้หลักของศรีลังกาขาดไป เมื่อต้องมาพบกับวิกฤตการณ์ที่ราคาอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงเมื่อ โคฐาภยะ ราชปักษา ได้ดำเนินนโยบายการลดการเก็บภาษีในกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม ทำให้รายได้ประเทศลดลงในขณะที่รายจ่ายพุ่งสูงขึ้นจนนำมาถึงจุดที่ล้มละลายในที่สุด

‘ทิพานัน’ แนะเพื่อไทย ‘มูฟออน’ ได้แล้ว อย่าทำตัวเป็น ‘วัสสการพราหมณ์ยุยง’

‘ทิพานัน’ ย้อนแสบเพื่อไทย ‘มูฟออน’ จากศึกซักฟอกได้แล้ว อย่าทำตัวเป็น ‘วัสสการพราหมณ์ยุยง’ ยุให้พรรคพลังประชารัฐแตกแยก ยันสภาฯ ไว้วางใจ ‘บิ๊กป๊อก’ ทำงานต่อ

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนพ.ชลน่าน ศรีแห้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความเห็นกรณีส.ส.พรรคประชารัฐโหวตคะแนนไม่ไว้วางใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 6 เสียงเป็นการส่งสัญญาณเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า... 

การอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านพ้นไปแล้ว โดยที่ไม่สามารถล้มรัฐบาลและไม่ได้มีประเด็นใดที่หวือหวาอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อ ในขณะที่รัฐบาลยังมีเสถียรภาพมั่นคง เดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนต่อไป จึงไม่ควรมโน หรือสร้างประเด็นยุยงให้เกิดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล และในพรรคพลังประชารัฐ เพราะผลคะแนนโหวตไว้วางใจของ พล.อ.อนุพงษ์ เกินกึ่งหนึ่ง ถือว่าสอบผ่าน ได้รับฉันทามติจากสภาฯ ถือว่าได้รับความไว้วางใจจากตัวแทนพี่น้องประชาชนให้ทำงานต่อ

‘ริชิ ซูนัก’ เต็งนายกฯ อังกฤษ ประกาศศึกล่วงหน้า จะจัดหนักจีน หากได้ครองทำเนียบบ้านเลขที่ 10

ริชิ ซูนัก (Rishi Sunak) อดีตรัฐมนตรีคลังอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ตัวเต็งอันดับหนึ่งการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์ ที่จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษต่อจาก นายบอริส จอห์นสัน ในเดือนกันยายน 2022 นี้ ประกาศกร้าวว่า จีนเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อประเทศอังกฤษ และความมั่นคงของโลก ซึ่งเขาสัญญาว่าจะใช้นโยบายแข็งกร้าวกับจีนอย่างแน่นอน หากมีชัยในการเลือกตั้งภายในพรรคอนุรักษ์และรับตำแหน่งผู้นำอังกฤษ 

คำให้สัมภาษณ์จาก ริชิ ซูนัก เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้รับชัยชนะรอบ 2 ของการหยั่งเสียงลงคะแนนคัดเลือกตัวแทนที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์อย่างท่วมท้น แต่กลับถูก ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) รัฐมนตรีต่างประเทศหญิงที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญ ออกมาโจมตีว่า ริชิ ซูนัก อ่อนในเรื่องนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะการรับมือภัยคุกคามจากทั้งรัสเซีย และจีน 

อย่างไรก็ตาม ด้านสำนักข่าว Global Times ของจีน กลับให้การสนับสนุน ริชิ ซูนัก โดยวิเคราะห์ว่าเขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวที่มีมุมมองในเชิงปฏิบัติต่อการสานสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและจีน จนโดนสื่ออังกฤษที่สนับสนุน ลิซ ทรัสส์ ค่อนแคะ ริชิ ซูนัก ว่าไม่ต้องการได้ผู้นำที่ทำตัวเป็นตรายางให้จีน 

และนั่นก็เลยทำให้วันนี้ ริชิ ซูนัก ต้องออกมายืนยันหนักแน่นว่า เขาจะไม่อ่อนข้อให้กับภัยคุกคามจากจีนอย่างแน่นอน โดยเสนอนโยบายที่จะปิดสถาบันขงจื๊อทั้งหมด 30 แห่งทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลจีนเข้ามาเผยแพร่ Soft Power ผ่านการเรียน การสอน ศิลปะ วัฒนธรรม และภาษาบนแผ่นดินอังกฤษได้อีกต่อไป 

นอกจากนี้ เขายังบอกว่าจะถีบส่งรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ ออกจากสถาบันการศึกษาของอังกฤษ ด้วยการออกกฏหมายบังคับให้มหาวิทยาลัยในอังกฤษต้องเปิดเผยแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่ามากกว่า 50,000 ปอนด์ขึ้นไป และจะตรวจสอบผู้ร่วมโครงการวิจัยในสถาบันอังกฤษทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อสกัดการเข้าถึงองค์ความรู้ และเทคโนโลยีสำคัญของอังกฤษ ที่จีนมักถูกกว่าหาว่าแอบส่งนักวิชาการเข้ามาขโมยงานวิชาการของชาติตะวันตกอยู่เสมอ

ศ.สุชาติ! แบงค์ชาติ​ควรค่อยๆ​ ขึ้นดอกเบี้ย​ ไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากไป​ เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของการส่งออกและรายได้ประชาชาติ

ศ​าสตราจารย์​ ดร.สุชาติ​ ​ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรัฐมนตรี​ว่าการกระทรวงการคลัง​ และอดีตหัวหน้าพรรค​เพื่อ​ไทย​ ให้ความเห็นว่า​

1. แบงค์ชา​ติ​ อาจขึ้นดอกเบี้ย​ 0.25% เพื่อทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริง​ (ดอกเบี้ยหักด้วยเงินเฟ้อ)​ ไม่ติดลบมากนัก​ โดยดอกเบี้ยไม่ต้องสูงเท่าดอกเบี้ยสหรัฐ​ เพราะเศรษฐกิจ​สหรัฐ​เติบโตเกินกำลังการผลิต​ จึงเกิดเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากพิมพ์​เงินดอลลา​ร์​ มาใช้มากเกินไป​ แต่ไทยเป็นเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนนำเข้า​ เศรษฐกิจ​ไทยเพิ่งเริ่มฟื้นตัว​ การผลิตและการจ้างงาน​ยังต่ำอยู่มาก

2. การขึ้นดอกเบี้ย​ ไม่ควรทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าเงินประเทศอื่น ๆ​ ที่อ่อนค่าลง​ทั่วโลก​ อันเนื่องมาจากเงินสหรัฐ​ แข็งค่าขึ้นอย่างมาก

3. การส่งเสริมการส่งออกสินค้าบริการ​ รวมต่างชาติมาท่องเที่ยว (Exports-E)​ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ​การส่งออกคือ​ "ร​ายได้​ " แต่​เราไม่ควรส่งเสริมการนำเข้า (Imports-M)​ โดยไม่มีเป้าหมาย​ เพราะ​การนำเข้า คือรายจ่าย​ "เราส่งเสริมให้​ เพิ่มรายได้​ ลดรายจ่าย​ ขยายโอกาส" 

4. หาก​รัฐบาล​ไปทำให้ค่าเงินบาทแข็ง​เกินไป การนำเข้าก็จะเพิ่มขึ้น​ ซึ่งจะไปลด​รายได้ประชาชาติ​ (GDP)​ เพราะ​ใน​สมการ GDP​=C+I+G+E-M ตัว​ M จะไปหักออกจาก​ GDP 

5. เราจึงต้องรักษาค่าเงินบาทให้อ่อนเล็กน้อย​ เพื่อ​ให้การส่งออกสามารถแข็งขันได้​ดี เพื่อเพิ่มรายได้​ และทำให้ราคานำเข้าแพงขึ้นเล็กน้อย​ ทำให้ลดการนำเข้า​ เพื่อลดรายจ่าย​ จะเป็นการ​เพิ่ม​ GDP​ ทั้ง 2 ด้าน

6. การทำค่าเงินบาทให้อ่อน​ลงเล็กน้อย เพื่อเพิ่ม​การส่งออกทั้งปริมาณและมูลค่า จะให้ผลบวกเกือบทุกคนในประเทศ เพราะผู้ส่งออกที่แท้จริงคือ​ กรรมกรและชาวนา​ชาวสวน ซึ่งจะมีรายได้เพิ่มขึ้น​ โดยส่งผ่านมาจากบริษัทส่งออก และทำให้แม่ค้าข้าวแกง​ขายได้มากขึ้น​ด้วย การส่งออกจึงทำให้เกือบทุกคนในประเทศ​ มีรายได้และฐานะดีขึ้น​ และเนื่องจากการส่งออกก็คือผลผลิต​ (GDP​)​ ถึง​ 70% จึงจะทำให้อัตราความเติบโตของประเทศ (GDP​ growth rates) สูงขึ้น​ด้วย

ชาวบ้านหวังดี แจ้งจนท.รถไฟ หลังพบเหล็กยึดรางหาย สุดท้ายได้รับคำตอบสุดอึ้ง “แจ้งร้านรับซื้อของเก่าแล้ว”

ชาวบ้านน้ำพอง ขอนแก่น หวังดี แจ้งเจ้าหน้าที่การรถไฟ หลังพบเหล็กยึดรางหายหลายจุด แต่กลับได้รับคำตอบสุดอึ้ง แจ้งร้านรับซื้อของเก่าแล้ว บอกหายเป็นประจำ เหตุขโมยมีเครื่องมือดีกว่า 

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายฉัตรชัย โลหะมาตย์ กำนันตำบลหนองกุง ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น ว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน หมุดรางรถไฟ ช่วงระหว่างจุดข้ามทางรถไฟถนนสายน้ำพองกระนวน และจุดข้ามทางรถไฟเส้นทางไปบ้านนาเรียง บริเวณสะพานดำ ซึ่งเป็นสะพานข้ามลำห้วยสาธารณะ ถูกคนร้ายถอดหมุด และเหล็กประกับช่วงรอยต่อรางเหล็กที่ยึดติดกับพื้นสะพานหายไปจำนวน 5 จุด จึงได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบเพื่อเก็บข้อมูล เพื่อนำรายงานทางอำเภอ และเจ้าหน้าที่การรถไฟทราบ

โดยที่เกิดเหตุพบว่า เหล็กที่ใช้ยึดพื้นสะพานใช้รางรถไฟเป็นคานบน ความยาวประมาณ 25 เมตร จำนวน 2 เส้น ซึ่งแต่ละเส้นจะมีรอยต่อ ใช้เหล็กประกับแนบเหล็กเพื่อยึดด้วยน็อตจำนวน 4 ตัว พร้อมกับยึดติดกับไม้หมอนรถไฟที่อยู่บนพื้น ถูกคนร้ายถอดเอาเหล็กประกับออกไปจำนวน 5 จุด แต่ละจุดจะใช้เหล็กประกับ 2 ชิ้น ๆ ละ 1 กิโลกรัม หายไป

นายฉัตรชัย เผยว่า ขณะที่กำลังตรวจสอบรายละเอียดอยู่นั้น ได้มีรถตรวจการของเจ้าหน้าที่การรถไฟ วิ่งผ่านมา จึงได้เรียกให้ตรวจสอบจุดที่ถูกขโมยหมุดรางรถไฟ ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า หมุดกับเหล็กที่หายไปถูกขโมยลักไปหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งจะนำอะไหล่มาทดแทน จนทุกวันนี้ไม่มีอะไหล่แล้ว เพราะถูกขโมยประจำ ซึ่งจุดที่ถูกขโมย ไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟแต่อย่างใด

สตช. ฝากเตือนภัยการกู้เงินนอกระบบ การทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายการปล่อยกู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต มีโทษหนักถึงจำคุก

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนภัยการกู้เงินนอกระบบ โดยปัจจุบันยังคงอยู่ในห้วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนบางส่วน จึงมีความจำเป็นต้องไปกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งก็มีเหล่ามิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสนี้แฝงตัวมาในรูปแบบของแหล่งเงินกู้นอกระบบและได้กระทำความผิดรูปแบบต่าง ๆ โดยการกระทำความผิดที่พบคือการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราและการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ ได้

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดให้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประชาชนเป็นวาระแห่งชาติ และได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชน สร้างการรับรู้แนวทางป้องกันและหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุทิน ทรัยพ์พ่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปน.ตร.) สั่งการไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปน.ตร.) และหน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เร่งทำการสืบสวนสอบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ รวมถึงนายทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายอย่างจริงจังต่อเนื่องเด็ดขาด เพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม

ดังเช่นกรณีที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ ได้นำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ (20 ก.ค. 65) ที่ผ่านมาในพื้นที่ อ.เมือง จว.ลำพูน โดยลูกหนี้รายหนึ่งซึ่งมีอาชีพค้าขายในตลาดแห่งหนึ่งได้ไปกู้เงินนอกระบบจากเจ้าหนี้หลายเจ้ารวมเงินต้นประมาณ 12,000 บาท ต่อมาได้มีคนมาติดตามทวงหนี้ที่บ้านเกิดเหตุหลายครั้งมีการพูดจาข่มขู่และปาของเข้าไปในบ้านทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบปากคำพยานและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย  
โดยต่อมาในที่ 23 ก.ค. 65 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุในคดีนี้ได้แล้วจำนวน1ราย ส่วนอีก 1 ราย อยู่ระหว่างหลบหนี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลำพูน ในข้อหา ร่วมกันทวงถามหนี้ลักษณะข่มขู่ลูกหนี้หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่นฯ และได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

'ผบก. ปส.4' นำทีมสะกดรอย รวบ 7 ผตห. ขบวนการค้ายาฯ ผงะ..!! เจอยาไอซ์ 14 กระสอบหนัก 631 กก.

เมื่อวันที่ (25 กรกฎาคม 2565) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.(ปป.) และผู้อำนวยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศอ.ปส.ตร.) ได้เปิดเผยว่า จากนโยบาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้กำชับนโยบายเร่งรัดการสืบสวนจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่องนั้น ซึ่งวันนี้ ได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. ว่าเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมาได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด, เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด, เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจทางหลวง, เจ้าหน้าที่ทัพเรือภาคที่ 2, เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 7 คน ได้แก่

1. นายลุกมัน หรือมัน อายุ 39 ปี ที่อยู่ ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส 
2. นางสาววนิดา หรือดา อายุ 40 ปี ที่อยู่ ตำบลสะบารัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 
3. นายแวแม หรือแม อายุ 38 ปี ที่อยู่ ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส 
4.นายดากี หรือกี  อายุ 37 ปี ที่อยู่ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส 
5.นายอาลาดิง หรือหวัง  อายุ 32 ปี ที่อยู่ ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส 
6.นายมะเปาซี หรือนูซี  อายุ 24 ปี ที่อยู่ ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส 
และ7.นายนครินทร์ หรือมีน อายุ 33 ปี ที่อยู่ ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยของกลาง ได้แก่

1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 14,กระสอบ น้ำหนักประมาณ  631 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ท้ายกระบะบรรทุกรถยนต์ 2. รถยนต์กระบะ จำนวน 2 คัน 3. รถยนต์เก๋ง จำนวน 1 คัน 4. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง  5. เงินสด จำนวน 240 บาท 

โดยกล่าวหาว่า "ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า, เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป โดยไม่ได้ รับอนุญาต" สถานที่จับกุม บริเวณริมทางหลวงสาย 4 ตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ต่อเนื่อง บริเวณด่านตรวจตำรวจทางหลวงพรุพ้อ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และ ริมถนนเพชรเกษม ขาล่อง ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและตรวจสอบข้อมูลของนักค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกระทั่งวันที่ (22 กรกฎาคม 2565) พบว่า นายแม็ง หรือนายนครินทร์ เป็นนักค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีการลำเลียงยาเสพติดมาจากพื้นที่ภาคกลางไปส่งให้กับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะซุกซ่อนยาเสพติดมากับรถยนต์กระบะยี่ห้อมิชซูบิชิ และจะใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีขาว และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทำหน้าที่เป็นรถนำทางเพื่อตรวจการณ์การตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ทำการสืบสวน เฝ้าติดตามรถดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 41 ตั้งแต่บริเวณรอยต่อจังหวัดนครศรีธรรมราช-พัทลุง อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง จนถึงจุดตรวจทางหลวงรัตภูมิ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. 

จับอีก!! ผู้ค้าสลากหวังเก็งกำไร ซื้อสลากดิจิทัลนำไปขายต่อเกินราคา

ตามที่มีนโยบายรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการในการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดำเนินการควบคุมและกำกับดูแลในการตรวจสอบผู้ที่มีพฤติการณ์ที่มีการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ซึ่งได้มีการดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ (21 ก.ค. 65) ที่ผ่านมา พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้มอบอำนาจให้ผู้แทนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ภ.จว.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา พฤติการณ์กล่าวคือ ผู้จำหน่ายสลากรายดังกล่าวได้มีการนำเอาภาพของสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการจำหน่ายผ่านช่องทางสลากดิจิทัล นำมาเสนอขายผ่านทางหน้าเพจ Thai Lotto ในเฟซบุ๊ก ราคาฉบับละ ๑๐๐ บาท หากถูกรางวัลจะโอนเงินรางวัลให้ก่อนทันที การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการเสนอจำหน่ายสลากเกินราคา จึงได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดดังกล่าว

จากการสืบสวนในกรณีดังกล่าวพบว่า ในหน้าเพจเฟซบุ๊ก Thai Lotto ดังกล่าวเป็นเพจของ นายภูริวัฒน์ ดิษฐเจริญ อายุ 34 ปี ได้มีการนำเสนอจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยการให้ลูกค้าเลือกเลขที่ต้องการ แล้วทักแชทเพื่อติดต่อขอซื้อสลากกินแบ่ง ทางเพจก็จะนำภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเป็นภาพจากสลากดิจิทัล นำมาให้ลูกค้าเลือกเลข โดยเสนอจำหน่ายฉบับละ 100 บาท โดยให้ชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของ น.ส.สกุลรัตน์ สมเกี่ยม ซึ่งเป็นภรรยาของนายภูริวัฒน์ฯ และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ทั้งนายภูริวัฒน์ฯ และ น.ส.สกุลรัตน์ฯ ได้มีการซื้อสลากดิจิทัลไปรวมกันจำนวน 1,800 ใบ นอกจากนี้ น.ส.สกุลรัตน์ฯ ยังเคยเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัท มังกรฟ้า ลอตเตอรี่ จำกัด อีกด้วย

ปธ.บริษัทในเครือ ฮงล้ง กรุ๊ป มอบข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อนำไปใช้ในงานประเพณีทิ้งกระจาดแจกทาน ประจำปี 2565 ของทางแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล

ณ บริเวณห้องโถงศาลเจ้าจีนปุงเฒ่ากงม่า อ.แม่สอด จ.ตาก ดร.สุขาติ จึงกิจรุ่งโรจน์ ประธานบริษัทในเครือ ฮงล้ง กรุ๊ปพร้อมด้วยคณะครอบครัว ได้นำข้าวสารอาหารแห้ง ประกอบไปด้วย ข้าวสาร 50 กระสอบ อาหารแห้ง (มาม่า) น้ำดื่ม นมเปรี้ยว จำนวน 30 ลัง มามอบให้กับแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล โดยมี นายสมศักดิ์  คะวีรัตน์ ประธานแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศลพร้อมด้วยคณะกรรมการเถ้านั้ง ชุดที่ 53 ประจำปี 2565 เป็นผู้ร่วมรับมอบและให้การต้อนรับ 

การมอบข้าวสารอาหารแห้งในครั้งนี้ เพื่อให้ทางแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศลได้นำไปใช้ภายในงานประเพณีทิ้งกระจาดแจกทาน ศาลเจ้าปุงเฒ่ากงอำเภอแม่สอด ชุดที่ 53 ประจำปี 2565 ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลส่วนกุศล แก่บรรพบุรุษ และดวงวิญญาณอื่นๆ มีกิจกรรมแจกทานแก่ผู้ยากไร้ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต


ภาพและข่าว วรภา  พันลุตัน จ.ตาก

‘บิ๊กตู่’ คุย ‘ชัชชาติ’ คาดสั่งการแก้น้ำท่วม ตอกย้ำชัด ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน

เมื่อเวลา 09.30 น. (วันที่ 25 ก.ค. 65) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ได้พูดคุยกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และตัวแทนจากกองทัพ ประมาณ 5 นาที 

ทั้งนี้ คาดว่า มีการหารือ รวมทั้งสั่งการถึงมาตรการการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่มีฝนตกลงมาและเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกองทัพ และกรุงเทพมหานครได้ประสานความร่วมมือในการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว แต่คาดว่าในช่วงฤดูฝนขณะนี้อาจเกิดเหตุการซ้ำขึ้นมาอีก

ทั้งนี้ ภายในงานมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 นายกรัฐมนตรี ยังได้รับฟังเพลงสดุดีพระแม่ไทย บรรเลงและขับร้องโดยวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต และพระบรมราชวินิจฉัย ให้รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และพระราชทานแบบตราสัญลักษณ์ พร้อมความหมายภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วยแล้ว รัฐบาลจึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยร่วมกันจัดทำโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และถวายพระราชกุศลให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ ตลอดปี 2565 นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top