Wednesday, 8 July 2026
TheStatesTimes

FIBO มจธ. จับมือ UTCC!! ลงนาม MOU พัฒนาหุ่นยนต์และ AI ส่งเสริมการศึกษาและวิชาการ สร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

FIBO มจธ. จับมือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน Robotics และ AI ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์ (Robotics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

ในการลงนามครั้งนี้ FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุญย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ร่วมลงนามกับรองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบูรณาการองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรของทั้งสองสถาบันในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนภารกิจร่วมกันของทั้งสองสถาบันในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพื่อสร้างเยาวชนและกำลังคนที่มีศักยภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นภายในงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดตัว UTCC AI Institute ศูนย์กลางการพัฒนา AI เพื่อธุรกิจ ภายใต้แนวคิด "From Thai Business Knowledge to Thai Business AI" โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือกับภาคธุรกิจและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือระหว่าง FIBO มจธ. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และ Robotics ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และการผลิตกำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1603816095088399&id=100063800723556&rdid=XPl0NjzGqc6b9KrV#

“คนจีนยังไม่ลืม ความโหดร้ายที่ญี่ปุ่นทำกับจีน 89 ปีก่อน สถานทูตจีน แชร์คลิป 7 กค.1973 ญี่ปุ่นรุกรานจีนฆ่าทรมานคนจีนที่นานจิง และรุกรานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างรถไฟสายมรณะเชื่อมไทย-พม่า ใช้แรงงานเอเชีย และเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรเสียชีวิตมากมายให้กับเส้นท

เมื่อ 89 ปีก่อนในวันนี้ ตรงกับวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากสงครามรุกรานจีนอย่างเต็มรูปแบบ และไฟสงครามได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนสงครามรุกราน กลุ่มลัทธิทหารนิยมญี่ปุ่นได้สร้าง "ทางรถไฟมรณะ" ที่เชื่อมระหว่างไทยและพม่า ซึ่งมีแรงงานชาวเอเชียและเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมากเสียชีวิตให้กับเส้นทางสายนี้

กว่า 8 ทศวรรษต่อมา ซากทางรถไฟสายหนึ่งในประเทศไทยซึ่งจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 40 ปี ได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการเปิดเผยความทรงจำแห่งสงครามที่ถูกเก็บงำมานานให้กลับมา

ขอเชิญร่วมเดินทางไปพบกับผู้รอดชีวิต พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในท้องถิ่น และทหารผ่านศึกฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อสืบหาและเปิดเผยเรื่องราวความจริงเบื้องหลังอันมืดมิดครั้งนี้ของสงครามโลกครั้งที่สอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445328690958473&id=100064440681953&rdid=7go6CRWT96R8MeeM#

ดันป้องกันประเทศจากเรื่องความมั่นคง!! ‘วราวุธ’ เปิดเกมใหม่อุตสาหกรรมไทย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท ชี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

“วราวุธ” ชู อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ New Growth Engine ชี้ตลาดโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท หนุน AI-โดรน-Deep Tech สร้างอำนาจอธิปไตยการผลิตไทย ดันอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อม อุตสาหกรรมทหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป

นายวราวุธ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology

หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ประเทศของเราไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ยังมีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีอาหาร ก็มีแรงกำลัง หากเราให้การผลักดันไปพร้อมกันให้อุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทหารไปด้วยกัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร 

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุนใหญ่!! อนุมัติ 9 โครงการ มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้าน ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง Data Center ครอบคลุมอาหาร พลังงาน และดิจิทัล สร้างงานเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

บีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล้าน
ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” บูรณาการทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

อนุมัติลงทุน 9 โครงการ มูลค่า 66,320 ล้านบาท
บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมมูลค่า 66,320 ล้านบาท ประกอบด้วย

-บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จะลงทุนผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) รองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าลงทุน 22,935 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

-บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc. ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ของญี่ปุ่น จะลงทุนในกิจการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 7,831 ล้านบาท โดยจะติดตั้ง GPU Server สมรรถนะสูงในศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับบริการด้าน AI และธุรกิจดิจิทัล

-บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบลของเกาหลี และเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Non-Flow Prepreg จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิต PCB มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB
ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) มูลค่าลงทุน 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

-บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว (Glass Fiber Fabric) รายใหญ่จากไต้หวัน จะลงทุนผลิตผ้าใยแก้วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับ Copper Clad Laminate (CCL) ที่จะนำไปผลิตเป็น PCB ต่อไป มูลค่าลงทุน 3,310 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

-บริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวม 5,618 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

เร่งกำหนดทิศทาง และกลั่นกรองโครงการ Data Center
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” เป็น “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน บีโอไอและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกมิติ ก่อนที่ผู้ลงทุนจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม "บีโอไอให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมปัจจัยรองรับ

การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในอัตราสูงตามไปด้วย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top