Tuesday, 7 July 2026
TheStatesTimes

BBA จุฬาฯ โชว์ศักยภาพเวทีโลก!! คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก HSBC/HKU Business Case Challenge เคสธุรกิจจาก 24 มหาวิทยาลัย 20 ประเทศ พิสูจน์ศักยภาพนิสิตไทยบนเวทีโลก

นักศึกษา BBA จุฬาฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026

ขอแสดงความยินดีกับนิสิตหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตนานาชาติ หรือ BBA International Program ที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกง ร่วมกับ HSBC

การแข่งขันครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 24 แห่ง จาก 20 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยผู้เข้าแข่งขันต้องวิเคราะห์และแก้โจทย์กรณีศึกษาทางธุรกิจที่ท้าทายตลอด 3 รอบการแข่งขันอย่างเข้มข้น แต่ละรอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง และมีเพียงทีมที่ทำคะแนนได้สูงสุดเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
สมาชิกในทีมประกอบด้วย

นางสาวภาสินี ทองฉัตรชวาล
นางสาวสุวพัตร บุตรสมบูรณ์
นายอธิปัตย์ บุญชำนาญ
นางสาวภัทธมน โสรเศรษฐกุล

ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทักษะการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมของนิสิต รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติได้อย่างโดดเด่น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1600808445382357&id=100063596497460&rdid=ZH2lAdyKL1QzfuqP#

“จีน–ไทย” สานสัมพันธ์ผ่านภาษา!! ทูตจีนเปิดเวที “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 ชูภาษาเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ ไทย–จีน ปั้นคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกมากขึ้น ตอกย้ำพลังการศึกษาเชื่อมสองชาติ

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิสาหกิจจีน สมาคมพัฒนาสถาบันขงจื๊อ (ห้องเรียน) ในประเทศไทย คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ปกครองกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตจางกล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นพาหะแห่งอารยธรรม และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาที่จัดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน “สะพานสู่ภาษาจีน” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขันสำหรับเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อแสดงทักษะภาษาจีนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนและโลกอีกด้วย ท่านเอกอัครราชทูตจางได้ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันให้ใช้ภาษาเป็นสะพานเพื่อแสดงความสามารถ สร้างมิตรภาพ เปิดรับโลก และเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างจีนและไทย

ก่อนการแข่งขัน ท่านเอกอัครราชทูตจางได้เยี่ยมชมสถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และฐานบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาของพันธมิตรวิทยาศาสตร์และการศึกษานานาชาติเพื่อยานยนต์พลังงานใหม่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1444131041078238/?rdid=ZorQtgc1V11GThJE#

ไม่มีมิตรแท้ในสนามอำนาจ?! ถอดสมการ “2 น. 1 พ.” เกมอำนาจเงียบก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ เปิดเกมภายในบ้านสีน้ำเงิน เมื่อการเมืองภาคใต้กลายเป็นสนามทดสอบบารมีแกนนำ จับตาแรงเสียดทานเขย่าดุลอำนาจภูมิใจไทย

เปิดปม “2 น. 1 พ.” ศึกเงียบในบ้านสีน้ำเงิน ใครกำลังเขย่าดุลอำนาจ?

การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร แต่มีเพียง “ผลประโยชน์” และ “อำนาจ” ที่เป็นตัวกำหนดทิศทาง

หากจะถอดรหัสแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคภูมิใจไทยในห้วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นสมการ “2 น. 1 พ.” ส่อขัดแย้ง และหนักขึ้นเรื่อยๆ

“น.” คนแรก คือ เนวิน ชิดชอบ ผู้ได้รับการมองว่าเป็นศูนย์รวมบารมีและผู้วางยุทธศาสตร์การเมืองของบ้านสีน้ำเงิน

“น.” คนที่สอง คือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและผู้ถืออำนาจอย่างเป็นทางการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย ใหญ่เบอเริ้ม

ส่วน “พ.” คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม แกนนำคนสำคัญของพรรคในพื้นที่ภาคใต้

แม้ทั้งสามยังอยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน แต่เหตุการณ์หลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือไม่

จุดเริ่มต้นที่สงขลา ชนวนแรกถูกมองว่าเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา)

มีรายงานว่า เดิมมีความเข้าใจร่วมกันภายในเครือข่ายการเมืองว่า จะสนับสนุน สุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเอง ด้วย “สุพิศ-อนุทิน“เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมา

แต่ต่อมา พิพัฒน์กลับเปิดตัว ประสงค์ บุรีรักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ลงแข่งขันด้วย อนุทินที่รับปากสุพิศแล้ว เริ่มเสียหน้า และไม่พอใจพิพัฒน์ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะพิพัฒน์แผ่บารมีล้นภาคใต้แล้ว

ผลเลือกตั้งปรากฏว่า สุพิศได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย ประสงค์ถอยตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง ประสงค์แพ้ก็เหมือนภูมิใจไทยแพ้

แม้การแข่งขันจะจบลง แต่รอยร้าวทางการเมืองกลับถูกมองว่ายังไม่จบ

ความกังวลเรื่อง “ศูนย์อำนาจใหม่” ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น มีการวิเคราะห์ว่า หลังสุพิศได้รับชัยชนะ พิพัฒน์อาจกังวลต่อการขยายอิทธิพลทางการเมืองของสุพิศ หากมีการประสานงานใกล้ชิดกับ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เพียงแต่ พล.อ.เกรียงไกร ยังขับเคลื่อนอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นรองประธานวุฒิสภาอยู่

กระแสวิจารณ์ที่ถาโถม

หลังจากนั้น พิพัฒน์ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน

ทั้งการให้สัมภาษณ์บางกรณีที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง แถมยังถูกโจมตีหนักขึ้น ทั้งเรื่องน้ำมัน ที่เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน เรื่องบิลค่าไฟถนน บอกว่ารัฐบาลแบกรับไม่ไหว

รวมถึงกรณีการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งแม้เป็นการดำเนินการของรัฐ แต่ก็มีการเชื่อมโยงทางการเมืองไปถึงเครือข่ายของพิพัฒน์ จนเกิดคำถามต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มการเมืองในพื้นที่

ปมบุคคลใกล้ชิด เป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดถึง คือการคัดเลือกบุคคลใกล้ชิดเข้ามาทำงาน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าบางรายมีมลทิน สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายงานว่าบุคคลในภาคใต้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และข้าราชการการเมืองบางรายถูกเชื่อมโยงกับคดี และเลขานุการของพิพัฒน์ลาออกในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ การเชื่อมโยงความรับผิดชอบของบุคคลใดควรรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการที่กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น

โจทย์ใหญ่ของกระทรวงคมนาคม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ยังถูกฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การผลักดันโครงการด้านคมนาคมให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก ขณะที่พื้นที่อื่นอาจได้รับความสำคัญน้อยกว่า หรือถูกละเลย

ขณะเดียวกัน การสื่อสารและการเจรจากับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ถูกวิจารณ์ว่ายังไม่สามารถสร้างฉันทามติได้ ทำให้รัฐบาลต้องปรับท่าทีในหลายประเด็นตามข้อกังวลของภาคประชาชน พูดง่ายๆ การเจรจากับฝ่ายต่อต้านเสียเปรียบเขา

บทสรุป

ถึงวันนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “2 น. 1 พ.” แตกหัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์หลายเรื่องได้สะท้อนให้เห็นถึงแรงเสียดทานภายในที่ถูกจับตามองมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “มีความขัดแย้งหรือไม่”

แต่คือ หากความเห็นต่างภายในยังดำเนินต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะบริหารดุลอำนาจระหว่างแกนนำแต่ละกลุ่มอย่างไร และจะส่งผลต่อการวางยุทธศาสตร์การเมืองในภาคใต้และระดับประเทศก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

นี่คือโจทย์ที่วงการเมืองกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าอนาคตจะนำไปสู่ความแตกหักหรือไม่ ในสถานการณ์การเมืองอ่อนไหว

ไทยโต้ข่าวชายแดน!! กองทัพภาคที่ 2 โต้กัมพูชา ยันไทยไม่ได้ขว้างระเบิด ชี้บาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทภ.2 ขออย่าปักใจเชื่อข่าวฝ่ายเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงกรณีที่ปรากฏการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาโดยกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้ขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบ
กับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เนื่องจากหากเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน พร้อมดำเนินทุกภารกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1340065741615116/?rdid=qE4VYfYnaox0mY2e#

“สเลย์ทริกซ์” จับมือ “เพียวชาร์จ”!! เปิดศูนย์ EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ เครื่องชาร์จเร็ว 180kW พร้อม4 หัวชาร์จ โปรสุดคุ้ม 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน เน้นบริการสะดวกตอบโจทย์ผู้ใช้รถไฟฟ้า

สเลย์ทริกซ์ จับมือ เพียวชาร์จ เปิด สถานี EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ 43
ชูชาร์จเร็ว 180kW พร้อมโปร 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ผ่าน EleXA

บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เพียวชาร์จ จำกัด เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV PURE CHARGE อย่างเป็นทางการ บนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในย่านแจ้งวัฒนะและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมยกระดับความสะดวกในการเดินทางของผู้ใช้รถ EV บนทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทั้งชุมชน แหล่งธุรกิจ และเส้นทางสัญจรสำคัญ
EV PURE CHARGE มาพร้อมเครื่องชาร์จเร็ว DC ขนาด 180kW จำนวน 2 เครื่อง รวม 4 หัวชาร์จ รองรับการชาร์จได้อย่างรวดเร็วและสะดวก เหมาะสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการแวะชาร์จระหว่างเดินทาง ในพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและใช้งานสถานี EV PURE CHARGE ได้ผ่านแพลตฟอร์ม EleXA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้บริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พร้อมโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh เป็นระยะเวลา 3 เดือน
.
นายวณิชชานนท์ ณ นคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด กล่าวว่า การเปิด EV PURE CHARGE สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและมีพฤติกรรมการใช้งานจริงจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า “ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ไม่ได้เริ่มจากการติดตั้งเครื่องชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจทำเล พฤติกรรมผู้ใช้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มการให้บริการ และโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เราพร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับผู้ประกอบการ เจ้าของพื้นที่ และนักลงทุนที่สนใจพัฒนาสถานีชาร์จ EV ของตนเอง เพื่อสร้างโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”
นายวณิชชานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า EV PURE CHARGE ถูกพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลัก ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อชั้นนำ และร้านอาหาร เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV สามารถแวะชาร์จได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน พร้อมรับโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569

EV PURE CHARGE พร้อมเปิดให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าใช้บริการแล้วบนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 สำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เจ้าของพื้นที่ หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในธุรกิจสถานีชาร์จ EV สามารถพูดคุยกับ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด เพื่อร่วมประเมินศักยภาพทำเล วางแผนการลงทุน และพัฒนาโมเดลธุรกิจสถานีชาร์จ EV ที่เหมาะสมได้ที่ https://www.slaytrix.com/

ขอบคุณ FIFA ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และกลับคำตัดสินจากความอยุติธรรมครั้งใหญ่!

“ทรัมป์” ขอบคุณฟีฟ่าที่ยอมถอดใบแดงนักเตะอเมริกา หลังต่อสายตรงถึงประธานฟีฟ่า “อินฟานติโน” กดดันให้ตรวจสอบกรณี “โฟลาริน บาโลกุน” กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ที่ถูกไล่ออกจากสนามจากจังหวะเข้าปะทะหนักจนผู้ตัดสินชูใบแดงโดยตรง ในเกมพบกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

ตามกฎ โฟลาริน บาโลกุน จะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติอย่างน้อย 1 นัดในเกมที่สหรัฐฯ พบกับเบลเยียม หลังได้รับใบแดงโดยตรงในศึกฟุตบอลโลกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

'วราวุธ' มอบนโยบายกรมโรงงาน!! ปรับเกณฑ์ Green Industry!! ดันอุตสาหกรรมสีเขียวแข็งแกร่ง สกัดฟอกเขียวเด็ดขาดไม่ผ่อนปรน ยกระดับการวัดผลลดก๊าซเรือนกระจก

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว ชูธง สกัดผู้ประกอบการฟอกเขียว (Greenwashing) หมดเวลาสร้างภาพรักษ์โลก บอก ไม่ยึดมาตรการ-เพิกถอนสถานะ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND-อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย

ซึ่งนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ “ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

โดยสถานประกอบการจะต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดผลเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ Net Zero

ขณะเดียวกัน ยังต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหา การฟอกเขียว(Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง”

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่ากระทรวงยังคงดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้า

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากหม้อน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการควบคุมการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงปิโตรเคมี และคลังเก็บสารเคมี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและชุมชนโดยรอบ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชัน POMS เพื่อเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น

INTERLINK ลงนามสร้างสายเคเบิลใหม่!! ก่อสร้างสายเคเบิล 115 เควีใต้น้ำ เชื่อมต่อเกาะสมุย ค่ากว่า 1.8 พันล้าน โครงการสำคัญ เพิ่มศักยภาพระบบไฟฟ้า เสร็จภายใน 540 วัน รองรับอนาคตไทย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) INTERLINK CONSORTIUM ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูง 115 กิโลโวลต์ (เควี) เพื่อทดแทน และเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ มี มูลค่าสัญญารวม 1,813,300,000 บาท ภายใต้สัญญาเลขที่ จ.ป.105/2569 โดยมี นายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการ ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าว ในฐานะผู้มีอำนาจของ INTERLINK CONSORTIUM ประกอบด้วย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการสำคัญระดับประเทศครั้งนี้ โดยผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 540 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาจ้าง

การที่ INTERLINK CONSORTIUM ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ115 เควี สายวงจร 4 ไปยังเกาะสมุย นับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากเป็นงานวิศวกรรมเฉพาะทางที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสูง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อม และความน่าเชื่อถือที่สั่มสมมากว่า 17 ปี โดยมี ผลงานการติดตั้ง และก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐ และเอกชนทั่วประเทศที่ให้ความเชื่อมั่น ได้แก่

-จ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี ไปยังเกาะมุกด์ เกาะสุกร และเกาะลิบง จังหวัดตรัง
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานจ้างดำเนินงานสนับสนุน Facility เพื่อการปรับปรุงสายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ 33 เควี วงจรบ้านน้ำเค็ม-เกาะคอเขา จังหวัดพังงา
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (Spare Part)
-งานก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 22 เควี ระยะทาง 50 กิโลเมตร ไปยังเกาะต่างๆ เกาะกูด เกาะหมาก จังหวัดตราด
-งานจ้างก่อสร้างสายเคเบิใต้น้ำระบบ 22 เควี วงจรอำเภอศรีราชา - เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างออกแบบ จัดหา ก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ระบบสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี และระบบสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ ไปยังเกาะปูยู และเกาะยาว จังหวัดสตูล
-งานจ้างก่อสร้างระบบจำหน่ายใต้ดิน 22 เควี เพื่อเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้น้ำ ไปยังเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างก่อสร้างตัดและเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ วงจร อำเภอศรีราชา-เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ระบบ 22 เควี
-งานจ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานก่อสร้าง Concete mattress เพื่อป้องกันสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)

อีกทั้ง ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือ และระบบบริหารจัดการโครงการที่ทันสมัย สามารถรองรับงานที่มีความซับซ้อน และต้องการความแม่นยำในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสู่เกาะสมุยได้อย่างมั่นคง และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดของระบบเดิม เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า และรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในระยะยาว อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต โดย กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน มุ่งมั่นดำเนินโครงการให้สำเร็จตามแผนงาน และมาตรฐานวิศวกรรมสูงสุด เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีคุณภาพ และสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN

มจธ. ขับเคลื่อนมันสำปะหลัง!! ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจ BCG เน้นแก้ปัญหาน้ำเสียและของเสียอย่างยั่งยืน ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยี เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

มจธ. ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่มันสำปะหลังยั่งยืน” ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับเกษตรกรกว่า 700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว อุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาน้ำเสีย กากของเสีย กลิ่นรบกวน ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (Eco Waste) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จากรากฐานดังกล่าวจึงได้พัฒนาแนวคิด “Sustainable Cassava Value Chain” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยจากการแก้ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. (อดีตรองผู้อำนวยการ ศช.) กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากปัญหาน้ำเสียในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จึงเกิดการรวมกลุ่มของคณาจารย์ นักวิจัย และวิศวกรที่สนใจด้านการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร นำโดยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ และรองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน โดยมุ่งเน้นการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานแป้งข้าว โรงงานน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมอาหารและผลไม้กระป๋อง ด้วยเทคโนโลยีการบำบัดแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Technology) ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียและผลิตพลังงานชีวภาพได้ภายในกระบวนการเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 กลุ่มวิจัยได้ขยายขอบเขตงานวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขามากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสีย” (Waste Utilization and Management Laboratory) และในปี พ.ศ. 2543 ได้รับการยกระดับเป็น “ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร” โดยเป้าหมายหลักของการพัฒนา คือเพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุนด้านพลังงาน และลดผลกระทบจากกลิ่นรบกวนและน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยพบว่า “น้ำเสีย” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้น แนวทางการวิจัยจึงขยายจากการจัดการของเสีย ไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตทั้งระบบ อาทิ การพัฒนามาตรฐานกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับปรุงเครื่องจักร เช่น ระบบไฮโดรไซโคลนประสิทธิภาพสูง และระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียและกากมันสำปะหลัง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการแก่ภาคอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาจริงในกระบวนการผลิต การออกแบบแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการเห็นถึงผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อเกษตรกรต้นน้ำและชุมชนโดยรอบ โดยทีมวิจัย ได้แก่ ดร.วรินธร สงคศิริ ดร.อรรณพ นพรัตน ดร.กาญจนา แสงจันทร์ ดร.ถาวร รัตติทิวาพาณิชย์ ดร.นันทิยา เปปะตัง ดร.สีวลี ตระกูลวิเชียร และดร.รื่นรมย์ เลิศลัทธภรณ์ ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสําปะหลังไทย และผู้ประกอบการรายเดี่ยว เช่น โครงการการวิเคราะห์ฐานข้อมูลค่ามาตรฐานกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรการผลิต และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทย ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เป็นต้น

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยกำลังปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการจัดทำ Net Zero Roadmap 2050 เพื่อรองรับกติกาการค้าโลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ จากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย พบว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

แนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย การปรับปรุงการจัดการปุ๋ยในภาคเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในโรงงาน การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นยังถูกถ่ายทอดสู่ประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และจีน ผ่านความร่วมมือด้านการปลูกมันสำปะหลัง การผลิตแป้งมันสำปะหลัง การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน อาทิ การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านโครงการ Enhance Production Capacity and People’s Livelihood by Improving the Value Chain for Cassava Cultivation and Application: Clean Cassava Chips, Native Starch, Modified Starch, Ethanol and Biogas Production ซึ่งทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Lancang-Mekong Cooperation Special Fund
.
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษของการดำเนินงาน งานวิจัยดังกล่าวสามารถสนับสนุนโรงงานแป้งมันสำปะหลังกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ลดต้นทุนการผลิตรวมได้ร้อยละ 5–10 ต่อปี และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ร้อยละ 20–30 นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมกว่า 1,500 คนที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพผ่านระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

ความต่อเนื่องของการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตลอดจนเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับ “มันสำปะหลังไทย” จากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ไปสู่การเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำในอนาคต

7 กรกฎาคมของทุกปี วันพูดความจริง Tell the Truth Day ชวนสังคมยึดความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานของความไว้วางใจ เตือนใจสังคมให้กล้ายอมรับข้อเท็จจริง และสื่อสารอย่างตรงไปตรงม

วันที่ 7 กรกฎาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพูดความจริง” หรือ Tell the Truth Day เป็นวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่ชวนให้ผู้คนหันกลับมาให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวม
แม้วันพูดความจริงจะไม่ใช่วันหยุดราชการหรือวันสำคัญระดับสากลอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดของวันนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เพื่อเตือนให้ผู้คนตระหนักว่า “ความจริง” เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน องค์กร ชุมชน หรือระดับสังคม

ในชีวิตประจำวัน การพูดความจริงอาจดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะบางครั้งความจริงอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรืออาจทำให้ผู้พูดต้องเผชิญผลลัพธ์บางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความจริงยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

วันพูดความจริงจึงมีความหมายมากกว่าการบอกให้ทุกคน “พูดความจริง” เพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมทบทวนว่า เราให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์มากน้อยเพียงใด เรากล้ายอมรับความจริงหรือไม่ และเรากำลังสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนพูดความจริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์หรือยัง
ในระดับส่วนบุคคล การพูดความจริงช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คน ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความจริงมักมีความมั่นคงมากกว่าความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการปิดบังหรือหลอกลวง เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกว่าสามารถเชื่อใจกันได้ การสื่อสารก็จะตรงไปตรงมา ปัญหาจะถูกแก้ไขได้เร็วขึ้น และความขัดแย้งจะมีโอกาสคลี่คลายด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

ในระดับครอบครัว ความจริงใจเป็นพื้นฐานของความอบอุ่นและความเข้าใจ การพูดความจริงด้วยความรักและความเคารพช่วยให้สมาชิกในครอบครัวกล้าเปิดใจ กล้าพูดถึงปัญหา และช่วยกันหาทางออกโดยไม่ต้องซ่อนความรู้สึกหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

ในระดับองค์กรและการทำงาน ความซื่อสัตย์เป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ องค์กรที่เปิดพื้นที่ให้พูดความจริงจะสามารถมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนกว่าองค์กรที่ปกปิดข้อผิดพลาดหรือสร้างภาพว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี การยอมรับความจริงจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและการแก้ไขอย่างยั่งยืน

ในระดับสังคม ความจริงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์ ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบสามารถแพร่กระจายได้ภายในเวลาไม่นาน การพูดความจริงและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะสื่อมวลชนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

วันพูดความจริงยังเป็นวันที่ชวนให้แต่ละคนกลับมาพูดความจริงกับตนเอง เพราะบางครั้งความจริงที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่ความจริงที่ต้องบอกคนอื่น แต่คือความจริงที่เราต้องกล้ายอมรับกับตัวเอง เช่น ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น พฤติกรรมที่ควรปรับปรุง ความกลัวที่ซ่อนอยู่ หรือปัญหาที่เราหลีกเลี่ยงมานาน
การยอมรับความจริงกับตนเองเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง เพราะตราบใดที่เรายังปฏิเสธความจริง เราก็ยากจะเห็นทางแก้ไข แต่เมื่อกล้ายอมรับ สิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็จะกลายเป็นบทเรียน และสิ่งที่เคยเป็นความล้มเหลวก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต

อย่างไรก็ตาม การพูดความจริงไม่ได้หมายถึงการพูดทุกอย่างอย่างรุนแรงหรือทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น ความจริงควรมาพร้อมความรับผิดชอบ ความเมตตา และกาลเทศะ เพราะความซื่อสัตย์ที่ขาดความเคารพอาจกลายเป็นคำพูดที่สร้างบาดแผลได้ ในทางกลับกัน ความจริงที่สื่อสารด้วยเจตนาดีและความระมัดระวัง สามารถช่วยสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

วันพูดความจริงจึงเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์ไม่ใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่น่าอยู่ หากผู้คนพูดความจริงมากขึ้น สังคมจะมีความไว้วางใจกันมากขึ้น ปัญหาจะถูกเปิดเผยเร็วขึ้น และการแก้ไขจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าความเข้าใจผิด
7 กรกฎาคมของทุกปี วันพูดความจริง หรือ Tell the Truth Day จึงเป็นโอกาสให้ทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการซื่อสัตย์ต่อคำพูด ซื่อสัตย์ต่อการกระทำ ซื่อสัตย์ต่อข้อมูลที่ส่งต่อ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล ความจริงอาจเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าหาญในการรักษาไว้ และความซื่อสัตย์อาจเป็นพลังสำคัญที่สุดในการสร้างความไว้วางใจให้กลับคืนสู่ผู้คน ครอบครัว องค์กร และสังคม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top