Monday, 29 June 2026
TheStatesTimes

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#

คืนที่โหดร้ายนักเตะโสมขาว!! ทีมแตก แฟนบอลไม่ต้อนรับ เกาหลีใต้จบที่ 3 กลุ่ม A บอลโลก 2026 ประธานาธิบดีจี้สอบ KFA หลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม หลังตกรอบบอลโลกและโค้ชยกทีมประกาศลาออก

ต่างคนต่างไป ทีมเกาหลีใต้เร่ร่อนไม่กลับบ้าน หลังศึกบอลโลก

โชซน สื่อเกาหลีใต้รายงาน (29 มิ.ย.) ทีมฟุตบอลเกาหลีใต้กำลังเดินทางออกจากเม็กซิโกเพื่อบินกลับบ้านที่อินชอน หลังจากตกรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ลาออก และการเดินทางกลับของทีมจะไม่มีงานต้อนรับอย่างเป็นทางการหรือพิธีต้อนรับแฟนบอลที่สนามบินใดๆ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2002 ปึที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก กับญี่ปุ่น
เกาหลีใต้จบอันดับที่สามในกลุ่ม A หลังจากชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-1 แพ้เม็กซิโก 1-0 และแพ้แอฟริกาใต้ 1-0

รายละเอียดการเดินทาง: กลุ่มหลัก—ประกอบด้วยโค้ช ทีมงาน และผู้เล่น 8 คน (รวมถึง โจ ฮยอน-อู, คิม มิน-แจ, ฮวาง อิน-บอม, ฮวาง ฮี-ชาน, แบ็ก ซึง-โฮ, คิม มุน-ฮวาน, ลี คัง-อิน และ ซอล ยอง-อู)—ออกจากฐานที่ตั้งในกัวดาลาฮาราเพื่อเดินทางกลับผ่านสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ก็ประกาศลาออก พร้อมผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกทีมงานโค้ชอีก 8 คน
ทีวีบางช่องในเกาหลีใต้ ยังเจตนาเบลอหน้า ฮง มยองโบ ตอนสัมภาษณ์ในเวิร์ลคัพ
ยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นเที่ยวบินแยก เนื่องจากทีมต้องออกจากการแข่งขันก่อนกำหนดและเกิดความผิดหวังอย่างมากจากสาธารณชน ผู้เล่นและทีมงานจะขอแยกกันขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับแยกย้ายไปยังสโมสรของตนแทนที่จะกลับประเทศพร้อมกัน

ด้านการตอบสนองของ KFA สมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) ประกาศว่าจะไม่มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน ไม่มีพิธีต้อนรับฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติ
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ยังเป็นตัวเปิด ออกประณามการตกรอบของทีมอย่างเปิดเผยว่าเป็น "สิ่งที่ยอมรับไม่ได้" และ "งงในงง งงงงงวยอย่างยิ่ง" สั่งให้กระทรวงกีฬาทำการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA)

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1612575597541578/?rdid=tUWBvy17kBvGtXkW#

รศ.ดร.ปิติ เผย ASEAN Foundation!! ชู AI–ดิจิทัล–เยาวชน คือกุญแจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เข้าถึงเยาวชนกว่า 8.3 ล้านคน ช่วย SMEs กว่า 120 รายขยายตลาด สร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็งทั่วภูมิภาค

รศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน(ASEAN FOUNDATION)
โพสต์


สวัสดีครับเพื่อน ๆ และผู้ติดตามทุกท่าน

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) วันนี้ผมอยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้มาเล่าและสรุปความคืบหน้าการทำงานตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - มิถุนายน 2026) ให้ทุกท่านได้ฟังกันครับว่า พวกเราได้ขับเคลื่อนภารกิจอะไรในภูมิภาคมาบ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานสรุปผลงานอย่างเป็นทางการของ ASEAN Foundation ที่ได้รายงานต่อ คณะผู้แทนถาวรประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ (เอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกทั้ง 11 ท่าน)

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ASEAN Foundation ยึดหมุดหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับทักษะแห่งอนาคต โดยเราเน้นการดึงพันธมิตรและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมสร้างโอกาสให้ประชาชนอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมครับ

1. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตและทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI Ready ASEAN: โครงการนี้พวกเราภูมิใจมากครับ เราได้รับทุนสนับสนุนจาก Google.org ในการกระจายความรู้เท่าทันด้าน AI สู่ระดับภูมิภาค ตอนนี้สามารถเข้าถึงเยาวชน ครู และผู้ปกครองได้แล้วกว่า 8.3 ล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นในทุกชั่วโมง (เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5.5 ล้านคน) และได้รับการสนับสนุนระดับนโยบายจากผู้นำประเทศอย่าง ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์, รองประธานาธิบดี ยิบรัน รากาบูมิง แห่งอินโดนีเซีย, นายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดี ธาร์มาน ชานมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ อีกด้วยครับ

ASEAN Ahead: โครงการระยะยาวร่วมกับ LinkedIn เพื่อเสริมทักษะ AI และเตรียมความพร้อมสู่การทำงานให้แก่เยาวชน 18,200 คน รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET, Not in Employment, Education and Training) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพึ่งเริ่มต้นการหารือกับเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีดำเนินการร่วมกับเราใน 11 ประเทศ

EDS-ASEAN: ASEAN Foundation ร่วมกับ Huawei คัดเลือกและพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัลและ Cloud ให้กับผู้ประกอบการ SMEs 120 ราย และพาตัวแทนระดับท็อปไปร่วมงานสัมมนาใหญ่ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจครับ

2. การยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs)
ASEAN SOAR Together: โครงการร่วมกับ TikTok Shop เพื่อช่วยบ่มเพาะทักษะการตลาดดิจิทัลและการไลฟ์สดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย 50 รายจากทั่วอาเซียน โดยร้อยละ 80 เป็นผู้ประกอบการสตรี และกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การอบรมนี้ทำให้หลายแบรนด์มียอดขาย (GMV) เติบโตขึ้นสูงสุดถึง 715% แถมยังมีแบรนด์ไทยอย่าง LALAPIS ได้ไปร่วมแสดงผลงานในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ด้วยครับ

ASEAN SEDP 4.0: โครงการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทุนสนับสนุนของเราได้ส่งตรงไปถึงวิสาหกิจ 27 แห่ง และสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิเศษ เกษตรกรรายย่อย และสตรีผู้ด้อยโอกาส รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ทั่วภูมิภาค ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของธุรกิจที่เข้าร่วมมีผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนครับ และเรากำลังริเริ่มโครงการใหม่
ASEAN SEDP Elevates

3. การสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนและสุขภาวะชุมชน
eMpowering Youths Across ASEAN (Cohort 5): คัดเลือกอาสาสมัครเยาวชน 100 คนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมจริงร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) เป็นเวลา 14 วัน สร้างประโยชน์ให้ชุมชนไปกว่า 10,712 คน ก่อนจะจัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองกูชิง ประเทศมาเลเซียครับ และสัปดาห์หน้า cohort 6 จะนำเยาวชน 110 คนจาก 11 ประเทศมาเริ่มกิจกรรมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9th ASEAN Data Science Explorers 2025: โครงการแข่งขันวิเคราะห์เดต้าผ่านระบบของ SAP มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 11,152 คน และความยินดีของพวกเราคือ ทีมเยาวชนไทย "Mamamamoodeng" คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคมาครองได้สำเร็จครับ

Local Model ASEAN Meetings: เปิดพื้นที่ให้อดีตเยาวชนในโครงการของเราสวมบทบาทเป็นทูตเพื่อจำลองการประชุมอาเซียน 12 ครั้ง ใน 11 ประเทศสมาชิก รวมถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพื่อฝึกทักษะการเจรจาต่อรอง

CALM MRI: ความร่วมมือพิเศษกับ LEGO ในการแจกจ่ายชุดของเล่นเครื่องสแกน MRI จำนวน 648 ชุดในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความกล้าหาญให้แก่ผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลครับ

Aus4ASEAN Alumni Dialogue: เราพาศิษย์เก่าอาเซียนที่เรียนหนังสือในประเทศออสเตรเลียมาระดมสมองในรูปแบบ Track 1.5 เพื่อเฟ้นหาความคิดสร้างสรรค์จากคยรุ่นใหม่ว่า อาเซียนและออสเตรเลียจะขับเคลื่อนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 ภูมิภาคอย่างไรในอนาคต

4. การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนผ่านสื่อสร้างสรรค์
เราเน้นการสื่อสารผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ASEAN LIVE Creators for Change ร่วมกับ TikTok ดึงครีเอเตอร์มาไลฟ์พูดคุยประเด็นสังคมวัฒนธรรม สร้างยอดการมีส่วนร่วมได้กว่า 4.1 ล้านครั้ง และโครงการ ASEAN Y-Impact ร่วมกับสถานทูตแคนาดา รณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางสังคม ส่งผลให้ในรอบครึ่งปีนี้ สื่อโซเชียลมีเดียของมูลนิธิอาเซียนเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 29 ล้านคน และมียอดผู้ติดตามรวมทะลุ 535,553 รายแล้วครับ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และสมัคร Social media ของเราในทุกช่องทางด้วยนะครับ ASEAN Foundation

ก้าวต่อไปของมูลนิธิอาเซียน
ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเรากำลังเตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น Scam Ready ASEAN ที่ได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ให้ประชาชน 3 ล้านคนทั่วอาเซียน เราเร่ิมลงพื้นที่และเปิดรับสมัครพันธมิตรในการเสริมสร้างทักษะให้กับประชาชนใน 11 ประเทศ เรากำลังเจรจาโครงการใหม่ๆ อาทิ โครงการครีเอเตอร์วัฒนธรรมเฟส 2 และโครงการรณรงค์สุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานร่วมกับ Novo Nordisk

ผมขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน และทีมงาน ASEAN Foundation ทุกคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคของเราให้เติบโตอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราในโครงการต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164126824217225/?rdid=JFHeC9ZZSJ9AYCts#

ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบ!! พรรคประชาชนยังมีแรง แพ้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และนายกเมืองพัทยาปี 2569 แต่ยังไม่เสื่อมถอยชัดเจน ชี้ฐานเสียงยังอยู่ไม่แตกสลาย

ประชาชนแพ้แพ็คคู่สนามท้องถิ่น ถือเป็นความพ่ายแพ้ แต่ไม่ใช่เสื่อมถอย

หากพิจารณาเฉพาะผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา ปี 2569 ที่พรรคประชาชนส่งผู้สมัครแล้วไม่สามารถคว้าชัยได้ ก็ถือว่าเป็น “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” ที่พรรคเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผย

แต่หากจะสรุปต่อทันทีว่า “กระแสพรรคส้มเสื่อมถอยอย่างชัดเจน” ผมคิดว่ายังเร็วเกินไป เพราะต้องแยกการวิเคราะห์ออกเป็นหลายมิติ

มิติที่หนึ่ง สนามผู้บริหารท้องถิ่นกับสนามเลือกตั้ง สส. ไม่เหมือนกัน

การเลือกผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา เป็นการเลือก “ตัวบุคคล” มากกว่าการเลือกพรรค

กรณีกรุงเทพฯ ผู้ชนะคือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งมีฐานคะแนนส่วนตัวสูงมากจากผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การเอาชนะผู้ดำรงตำแหน่งที่ยังได้รับการยอมรับถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับทุกพรรค ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาชน

ขณะเดียวกัน ผลเลือกตั้ง ส.ก. ก็ยังเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่ต้องนำมาประกอบ ไม่ใช่มองเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าฯ เพียงตำแหน่งเดียว

มิติที่สอง กระแสพรรคประชาชนอาจอ่อนลง แต่ยังไม่ถึงกับหายไป

หากย้อนดูภาพใหญ่ พรรคประชาชนเพิ่งแพ้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปี 2569 และมาแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นอีกสองสนามติดต่อกัน ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “โมเมนตัมทางการเมือง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การแพ้ต่อเนื่องไม่ได้แปลว่า “ฐานเสียงแตกสลาย” เสมอไป อาจหมายถึง ฐานเสียงเดิมยังอยู่ แต่ไม่สามารถขยายฐานใหม่ได้
พรรคยังขาดผู้สมัครที่มีแรงดึงดูดระดับท้องถิ่นได้
คู่แข่งมีจุดแข็งเฉพาะพื้นที่มากกว่า

กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกพรรคที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

กรุงเทพฯ เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา พรรคสูญเสียฐานเสียงอย่างต่อเนื่อง

การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครของพรรคยังได้คะแนนเป็นรองแม้แต่ผู้สมัครที่เคยสังกัดประชาธิปัตย์มาก่อน สะท้อนว่า “แบรนด์ประชาธิปัตย์” ในกรุงเทพฯ ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

อนาคตของประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ จึงขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญ

1. การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น
2. การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเป็นฝ่ายค้านเชิงสร้างสรรค์หรือพรรคทางเลือกสายกลาง
3. การฟื้นเครือข่ายระดับเขต ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในอดีต
.
หากทำไม่ได้ ก็มีโอกาสที่พื้นที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครอิสระ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย มากกว่าการกลับมาของประชาธิปัตย์

โดยสรุป ผมมองว่า
พรรคประชาชน ความพ่ายแพ้แบบ “แพ็กคู่” เป็นสัญญาณว่าแรงส่งทางการเมืองลดลง และควรทบทวนยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าฐานนิยมเสื่อมถอยถาวร

พรรคประชาธิปัตย์ กำลังเผชิญโจทย์ที่หนักกว่า เพราะไม่ได้เป็นเพียงการแพ้เลือกตั้งครั้งหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียความเป็น “พรรคหลักของคนกรุงเทพฯ” ต่อเนื่องหลายรอบ หากไม่มีการปรับตัวครั้งใหญ่ การกลับมายึดฐานเมืองหลวงจะยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top