Monday, 29 June 2026
TheStatesTimes

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

อาจารย์อักษรศรี ไขข้อข้องใจ ฮุนเซน ไปจีน ในฐานะอะไร? ‘ฮุนเซน’ เยือนจีนฐานะผู้นำพรรค CPP ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ปักกิ่งทริปนี้ไม่ใช่โชว์อำนาจรัฐ แต่เป็นการเดินสายสัมพันธ์พรรคการเมือง จับตาความสัมพันธ์พรรคต่อพรรค

ข้อเท็จจริง #ฮุนเซน เยือนปักกิ่งในฐานะอะไร ? ใครเชิญ ? 

1)  ไม่ใช่การเยือนในฐานะผู้นำประเทศ แต่เยือนในฐานะผู้นำพรรคการเมือง ฮุนเซนเป็นประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และประธานวุฒิสภากัมพูชา (จึงไม่มีพิธีสวนสนามต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงปักกิ่งใดๆ ให้อังเคิลเอามาโพสต์ออกสื่อ show off อวดชาวโลกหรือใช้อวดบรัฟ bluff ข่มชาวไทย )

2) ไม่ใช่การเยือนตามคำเชิญรัฐบาลจีน แต่เป็นคำเชิญของฝ่ายวิเทศฯ  พรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China - CPC) นั่นคือ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (IL團CPC) เป็นหน่วยงานหลักในการออกประกาศเชิญและประสานงานต้อนรับ

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพรรคต่อพรรค (party to party) ไม่ใช่ระดับรัฐ

3)  ฝ่ายจีนที่มารอต้อนรับฮุนเซนที่สนามบินไม่ใช่ผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลจีน แต่ส่งหลิว ไห่ซิง (Liu Haixing): รัฐมนตรีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มารอรับ

FYI วันนี้ 26 มิย มีการเยือนระดับรัฐในกรุงปักกิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ดังนั้น  ผู้นำระดับรัฐบาลตัวจริงที่เข้าพบหารือกับ ปธน. สีจิ้นผิง ในวันนี้ คือ นายกฯ บังคลาเทศ (ส่วนคนอื่น คือ คิวแทรกวิ่งเต้นขอมาเยือนจีน )

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239017332825233&id=1037140385&rdid=tM7SEKPBzBZXv3gd#

ก.อุตฯ ดันมาตรการช่วยชาวไร่อ้อย!! เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการ 2 ระลอกผ่านบอร์ด กอน. เตรียมเพิ่มแรงจูงใจตัดอ้อยสด เน้นลดฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างรายได้

ก.อุตฯ ย้ำ พร้อมดูแลชาวไร่อ้อยตามที่บอร์ด กอน. แจ้งไว้ก่อยเปิดหีบฤดูการผลิตนี้ เผยได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 – กระทรวงอุตสาหกรรมเผย ได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงเมื่อเดือนกันยายน 68 ก่อนเปิดหีบ ล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว 2 มาตรการ ผ่านบอร์ด กอน. แล้ว 2 มาตรการ และเตรียมพิจารณาเพิ่มเติมอีก 1 มาตรการ ย้ำต้องไม่เหลื่อมล้ำกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นเดียวกัน

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 บอร์ด กอน. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 68/69 ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย โดยได้ประกาศหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้
รับทราบก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานตลอดฤดูการผลิตที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรช่วยไร่อ้อยไปแล้ว 2 มาตรการ ได้แก่

• มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร อัตรา 31 บาทต่อตันอ้อยสด (จ่ายเงินแล้วจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย)
• มาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ลักลอบเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกเขตปลูกอ้อย อัตรา 40 บาทต่อตันอ้อย (จ่ายเงินแล้วจากโรงงานน้ำตาลที่รับซื้อ)

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อีก 2 มาตรการตามมติ กอน. ที่แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ ได้แก่

• มาตรการสร้างแรงจูงใจการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาท/ตันอ้อย
• มาตรการสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย อัตรา 300 บาท/ตันใบอ้อย

นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาแปลงปลูกอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว อัตรา 300-500 บาท/ไร่ เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ กอน. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรวมถึงเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วเข้าใจถึงความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วยความรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ด้วย เพื่อความเท่าเทียมและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ โดยยืนยันว่า พร้อมจะดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกคู่สัญญาราว 140,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง

โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค

เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ

หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา

สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน

บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr

ม.รังสิต ลุยเปิดหลักสูตรอินเตอร์!! ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา เล็งตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก ผสานเทคโนโลยี-ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานักศึกษาสู่เวทีสากล

CHOOSE YOUR FUTURE หลักสูตรอินเตอร์ ม.รังสิต (English & Chinese Programs) ครบทุกระดับชั้น ตรี-โท-เอก!

หากพูดถึงสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนหลักสูตรนานาชาติที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลกอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ มาร่วมเปิดมุมมอง ทิศทาง ผลลัพธ์ และความครบถ้วนของสิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของผู้เรียนภายใต้แนวคิด “CHOOSE YOUR FUTURE” และมาทำความรู้จักหลักสูตรอินเตอร์ทั้ง English Program International Program และ Chinese Program หลักสูตรที่ถูกดีไซน์การเรียนการสอนเพื่อผลักดันให้ผู้เรียนก้าวสู่เวทีระดับสากลได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก

ผศ.ดร.สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จุดยืนของ ม.รังสิต ชัดเจนมากค่ะ เราไม่ได้มองว่าหลักสูตรอินเตอร์คือการเอาตำราต่างประเทศมาแปลแล้วสอนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเท่านั้น แต่ ม.รังสิต เรามองว่ามันคือ ‘พื้นที่แห่งโอกาสและเครื่องมือในการสร้างอนาคต’ ปัจจุบันเราเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก จุดเด่นของเราคือการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน

“ในระดับปริญญาตรีเอง ตัวหลักสูตรจะมีความหลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ความสนใจของนักศึกษา ของคนรุ่นใหม่ สายบริหารและภาษาเพื่อธุรกิจ เรามีทั้ง International Business และหลักสูตรภาคภาษาจีนอย่าง Business Administration (Chinese program) สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ต้องปรับหลักสูตรให้ตามเทรนด์อย่างต่อเนื่องค่ะ เพื่อตอบรับยุค AI เรามีหลักสูตร Information and Communication Technology, Computer Science, Computer Game and Esport และ Digital Innovation and Artificial Intelligence ซึ่งเป็นสายงานที่ตลาดโลกขาดแคลน สายอาร์ต ศิลปะ การออกแบบ และนิเทศศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งหมวดที่นักศึกษาเมื่อเรียนแล้วสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร Communication Arts, Tourism, Hospitality and Sports, Creative Product Design, Communication Design, Fashion Design, Interior Design และ Photography and Media Arts อีกหนึ่งหมวดที่สำคัญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.รังสิตให้ความสำคัญในการปูรากฐานนวัตกรรมการแพทย์ และการก่อสร้าง ผ่านหลักสูตร Biomedical Sciences, Biomedical Engineering, Civil Engineering และ Electrical Engineering นอกจากนี้ ม.รังสิต ยังได้ขยายหมวดการเรียนรู้จากระดับบัณฑิตศึกษาลงมาสู่ระดับปริญญาตรี ด้วยการเปิดหลักสูตรใหม่ด้านการทูต อย่าง International Relations and Development เพื่อรองรับการสร้างนักคิดและนักนโยบายรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในระดับสากลค่ะ จะสังเกตว่าในระดับบัณฑิตศึกษา (โท-เอก) มีหลักสูตรที่เฉพาะทางหลากหลายค่ะ มหาวิทยาลัยต้องการสร้างผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นหลักสูตรที่สอดรับกับเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัลและงานสร้างสรรค์ขั้นสูง เช่น International Digital Business, Diplomacy and International Studies, Bilingual Education, Curriculum and Instruction, Digital Communication Arts and New Media รวมถึงหลักสูตรใหม่อย่าง Film and Series Writing and Directing, Design, Electrical and Computer Engineering, Cyber Security Management and Technology และ Business Administration (Chinese program) ส่วนในระดับ ปริญญาเอก (Doctoral Degrees) เรามุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและการขับเคลื่อนนโยบายระดับสูง ผ่าน 4 หลักสูตรหลัก ได้แก่ Business Administration, Digital Communication Arts and New Media, Educational Studies และ Information Technology เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพไปพัฒนาสังคมในระยะยาวค่ะ"

ไม่ว่าคุณจะมีความฝันในสายงานไหน หรือตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไร ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเรามีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายนานาชาติ และคณาจารย์ที่พร้อมจะสนับสนุนคุณในทุกระดับชั้น เพราะการเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการสร้างโอกาสเพื่อก้าวสู่การทำงานได้อย่างมั่นใจ อนาคตเป็นสิ่งที่คุณเลือกเองได้ มาร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในแบบที่เป็นคุณด้วยกัน

องค์กร ลุยเลือก Cloud รองรับ AI ในธุรกิจอย่างหนัก โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นสูง มองประสิทธิภาพและต้นทุนควบคู่กัน ใช้ Cloud Model ต่างชนิดผสมได้

เลือก Cloud Infrastructure ที่เหมาะกับการใช้งาน AI ระดับองค์กร

เมื่อองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม จากรายงานของ McKinsey & Company (2025) ระบุว่า สัดส่วนองค์กรที่นำ AI มาใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ จาก 77 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนหน้า1 สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเลือกโมเดล AI ที่เหมาะสม แต่รวมถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับการใช้งานจริงในระดับองค์กร เพราะเมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจัง ทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล ความเสถียรของระบบ และต้นทุน ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารควบคู่กัน ด้วยเหตุนี้ Cloud จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน AI ขององค์กร ทั้งในด้านความยืดหยุ่น การขยายระบบ และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาววันนี้ OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จะพาทุกท่านมาสำรวจการเลือก Cloud ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร
โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับ AI

ระบบ AI มีลักษณะการทำงานแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ในอดีต หลายองค์กรออกแบบระบบเพื่อรองรับงานธุรกรรม เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือระบบปฏิบัติการภายใน ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานที่ค่อนข้างคาดการณ์ได้ ในขณะที่ AI ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในเวลาสั้น ๆ ทำให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น แต่ต้องมองภาพรวมของพลังประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และความสามารถในการขยายระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

สิ่งที่ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ควรมี

การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกำลังประมวลผลหรือเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง แต่ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าควบคู่กันไป เมื่อองค์กรเริ่มขยาย AI จากระดับทดลอง (Pilot) ไปสู่การใช้งานจริง โครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และต้นทุนในการดำเนินงาน โดย Google Cloud ระบุว่า การวัดความสำเร็จของ AI ในระดับองค์กรควรครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพของระบบ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และผลลัพธ์ทางธุรกิจ2 เพื่อให้มั่นใจว่า AI สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริง

ในมุมมองของ TCC Technology ปัจจัยสำคัญในการออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. Scalability — ขยายระบบได้ตามการเติบโตของภาระงาน
AI เป็นงานที่มีความต้องการทรัพยากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเริ่มขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง ในช่วงแรก องค์กรอาจใช้ทรัพยากรไม่มาก แต่เมื่อจำนวนข้อมูล ผู้ใช้งาน หรือปริมาณการประมวลผลเพิ่มขึ้น ระบบที่รองรับได้ไม่เพียงพออาจส่งผลต่อความเร็วในการประมวลผล การเข้าถึงข้อมูล และความต่อเนื่องของบริการ ดังนั้น Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงควรสามารถขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งด้านประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และเครือข่าย เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Performance — ประสิทธิภาพต้องสอดคล้องกับลักษณะงาน
AI แต่ละประเภทมีความต้องการด้านประสิทธิภาพแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Batch อาจยอมรับความหน่วงได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ระบบ Recommendation, Fraud Detection หรือ AI Assistant มักต้องการการตอบสนองแบบใกล้เรียลไทม์ ดังนั้น การออกแบบ Infrastructure ควรอิงจากลักษณะการใช้งานจริง มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของระบบ โดยต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความถี่ในการใช้งาน และระดับการตอบสนองที่ธุรกิจยอมรับได้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับลักษณะงาน ระบบ AI ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Cost Visibility — มองเห็นและควบคุมต้นทุนได้ตั้งแต่ต้น
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของ AI คือ “ต้นทุน” การวาง Cloud Infrastructure จึงควรคำนึงถึงการมองเห็นต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการเลือกทรัพยากรให้เหมาะกับลักษณะงาน การจัดเก็บข้อมูลตามรูปแบบการใช้งาน และการติดตามค่าใช้จ่ายผ่านระบบบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และขยายการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
Cloud Model ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกองค์กร

เมื่อพูดถึง Cloud หลายคนอาจนึกถึง Public Cloud เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรจำนวนมากเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่หลากหลายมากกว่านั้น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. Public Cloud
เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายทรัพยากรได้รวดเร็ว และรองรับการทดลอง Use Case ใหม่ได้อย่างคล่องตัว จึงเหมาะกับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว และปรับขนาดตามปริมาณการใช้งานจริง

2. Private Cloud
เหมาะกับงานที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว หรือ Compliance ที่ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ หรือมีข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ

3. Hybrid Cloud
Hybrid Cloud กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในระดับองค์กร เพราะช่วยให้สามารถเลือกวางระบบให้เหมาะกับลักษณะของงานได้ เช่น ข้อมูลสำคัญอาจอยู่บน Private Cloud ขณะที่งานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงสามารถทำงานบน Public Cloud ได้ แนวทางนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัว การควบคุมระบบ และการบริหารต้นทุนได้อย่างเหมาะสม

ในมุมมองของ TCC Technology การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงไม่ใช่เพียงการเลือก Cloud รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจ ลักษณะข้อมูล และรูปแบบการใช้งานของแต่ละองค์กร TCC Technology มีบริการด้าน Cloud Infrastructure ครอบคลุม Dedicated Cloud Server, Virtual Private Server และ Multi-cloud Solutions ที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางระบบ AI ได้อย่างยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

Infrastructure ที่ดี ต้องช่วยให้ AI เชื่อมต่อกับธุรกิจได้จริง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ Cloud Infrastructure ไม่ควรถูกแยกออกจากบริบทธุรกิจ เพราะเมื่อ AI เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบเบื้องหลังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับข้อมูล ความปลอดภัย และกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบ Infrastructure ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มทรัพยากรด้านการประมวลผลเท่านั้น

สุดท้ายนี้ AI กำลังทำให้บทบาทของ Cloud Infrastructure เปลี่ยนจากระบบสนับสนุนไปสู่รากฐานของการสร้างความสามารถทางธุรกิจ การเลือก Cloud สำหรับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด แต่คือการเลือกรากฐานที่เหมาะกับลักษณะงาน ข้อมูล ความเสี่ยง และเป้าหมายขององค์กร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบอย่างเหมาะสม องค์กรจะไม่เพียงสามารถทดลองใช้ AI ได้สำเร็จ แต่ยังสามารถขยายไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

28 มิถุนายน 2475 วันแรกของรัฐสภาไทย จุดเริ่มต้นเสียงผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก วันกำเนิด “รัฐสภาไทย” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การประชุมครั้งแรกนี้จัดขึ้นเวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีการจัดห้องประชุมในลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การประชุมในวันดังกล่าวถือเป็น “วันก่อกำเนิดรัฐสภาไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจึงเป็นการเริ่มต้นให้โครงสร้างการเมืองแบบใหม่มีสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติให้มี “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นองค์กรสำคัญในการใช้อำนาจแทนราษฎร การประชุมสภาครั้งแรกจึงมีความหมายมากกว่าการประชุมตามพิธีการ เพราะเป็นการประกาศให้เห็นว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสภาเป็นกลไกสำคัญในการออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในการประชุมครั้งนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ ได้อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 70 คน และเป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม

ที่ประชุมในวันนั้นยังมีมติสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่สถาบันสำคัญหลายส่วนของการเมืองไทยยุคใหม่เริ่มก่อรูปขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารในรูปคณะกรรมการราษฎร

พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และถือเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นระบอบรัฐสภาไทย
การเปิดประชุมสภาครั้งแรกยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบใหม่ว่า อำนาจรัฐไม่ควรถูกใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ควรมีสถาบันที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำหนดกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แม้สมาชิกสภาชุดแรกยังมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบผู้แทนในประเทศไทย

ตลอดเวลาหลังจากนั้น รัฐสภาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเดินหน้า ช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร การประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบสภาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการพื้นฐานของรัฐสภายังคงเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชน
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทย วันที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่อง “ผู้แทนราษฎร” เริ่มมีสถานะในโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงวันเดียว แต่ต้องอาศัยสถาบัน กติกา และบุคคลที่ทำหน้าที่ตามระบบอย่างต่อเนื่อง การประชุมสภาครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลของรัฐสภาไทย ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงไม่ใช่เพียงวันประชุมสภานัดแรก แต่เป็นวันที่สยามเริ่มมีรัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบการเมืองใหม่ เป็นวันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสภาไทย และเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคของผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

บีโอไอ ลุย FastPass !! เปิดกลไกเร่งลงทุนไทย ผนึก 8 หน่วยงานลดขั้นตอน ดันเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย

บีโอไอเปิดตัว “Thailand FastPass”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำโดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูง ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่!! เปิด Hybrid Food Tech ปั้น “สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ ปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ดึงยักษ์อาหารร่วมดีไซน์ ปั้นคนรับตลาดโลก หนุนความมั่นคงทางอาหารและครัวไทยสู่ครัวโ

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี เปิดตัวหลักสูตร “Hybrid” ดึงยักษ์ใหญ่ร่วมดีไซน์ปั้นสถาปนิกอาหารรุ่นใหม่ ทลายข้อจำกัดสายวิทย์ หนุนความมั่นคงทางอาหารและ Future Food สู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 - วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นนำในเครือดุสิตธานี ประกาศเปิดหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีสาขาใหม่ล่าสุด “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งสำคัญในรอบ 15 ปี รองรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ให้ก้าวสู่ยุคอาหารนวัตกรรม เดินหน้าผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

การเปิดหลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ วิทยาลัยดุสิตธานี โดยมีคุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณวิไลพรรณ สังฆะพันธ์ Senior Director, Operations – Ambient Operation Thailand บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ Executive Chef Unilever Food Solutions Thailand และ รองศาสตราจารย์ ดร.นนทลี พรธาดาวิทย์ คณบดีคณะศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรพิเศษในการสนทนาหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การสร้าง "ผู้ประกอบการ/สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ รับความท้าทายและโอกาสการเติบโตในตลาด Future Food ของโลก” 

การเปิดตัวหลักสูตรเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณความต้องการกำลังคนด้าน Food Tech ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก TDRI และ NXPO คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะต้องการแรงงานมากกว่า 47,000 คน ขณะที่ตลาดแรงงานกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างชัดเจน จากการที่มีตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับกว่า 5,000 ตำแหน่งต่อปี แต่จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “คน” กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต และเป็นเหตุผลสำคัญที่วิทยาลัยดุสิตธานีตัดสินใจก้าวเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของตลาดแรงงานและสนับสนุนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

จุดเด่นของหลักสูตร Hybrid ใหม่นี้ คือการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยี และศิลปะการประกอบอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งกระบวนการผลิต นวัตกรรมอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารจากพืช หรืออาหารแห่งอนาคต  พร้อมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมแก้ปัญหา “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยหลักสูตรนี้จะเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดและยกระดับวัตถุดิบไทยไปสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน หลักสูตรนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของภาคอุตสาหกรรม ด้วยการทลายเส้นแบ่งและผสานจุดแข็งของสองศาสตร์ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งศิลปะการรังสรรค์อาหารอันประณีตของ “เชฟ” และองค์ความรู้เชิงลึกของ “นักวิทยาศาสตร์อาหาร” เพื่อบ่มเพาะบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ที่มีทักษะผสมผสาน ทั้งศาสตร์การคำนวณและศิลปะการรังสรรค์เมนู ซึ่งเป็นตัวตนแบบ Hybrid ที่ภาคเอกชนกำลังต้องการตัวสูงสุด เพื่อให้การคิดค้นนวัตกรรมอาหารราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ วิทยาลัยดุสิตธานียังทลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ในสายการศึกษา แก้ปัญหานักศึกษาลดลงด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดรับผู้เรียนจากทุกสายการเรียนที่มีความสนใจ ไม่จำเป็นต้องจบสายวิทย์-คณิต โดยปรับโครงสร้างวิชาให้เรียนสนุก เน้นการประยุกต์ใช้จริง ไม่วิชาการจนเกินไป เปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์อาหารให้กลายเป็นการทดลองที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการจัดสมดุลสัดส่วนการเรียนอย่างพอดี คือ ด้านอาหาร 40% วิทยาศาสตร์ประยุกต์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% บูรณาการทั้ง Art, Science และ Business เพื่อหล่อหลอมให้ผู้เรียนเป็นทั้ง “ผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหาร” ในคนเดียว บัณฑิตรุ่นใหม่จะมีทางเลือกอาชีพที่กว้างขวางและตอบโจทย์ Passion ความชอบที่อิสระ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักนวัตกรรมอาหาร หรือเชฟยุคใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยี รวมถึงผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ที่สามารถแปรรูปหรือดีไซน์ผลิตภัณฑ์ เช่น การพัฒนาเนื้อสัตว์จากพืชที่มีรสสัมผัสเหมือนจริง หรือการคำนวณสารอาหารในเมนูและใส่ Storytelling เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ

ความโดดเด่นทั้งหมดนี้ เกิดจากการทำ Co-Creation ครั้งใหญ่ ร่วมกับตัวจริงในวงการ โดยเป็นการจับมือกันระหว่างวิทยาลัยดุสิตธานี และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก อาทิ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ร่วมส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบรายวิชา เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับเทรนด์และตลาดโลก พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสการทำงานแบบครบวงจร ผ่านการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย โดยหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีนี้ มีกำหนดจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการในปีหน้า (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป

ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน อัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเยาวชนผู้เข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาลดลงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 โดยมีจำนวนลดลงเกือบ 300,000 คน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทักษะสอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ วิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อนาคตและความต้องการอันหลากหลายของผู้เรียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

“เราไม่ได้มองเพียงการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงาน แต่ต้องการสร้างกำลังคนที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ตอบสนองการขยายตลาดและโอกาสใหม่ๆ ให้วิทยาลัยด้วย” ดร.อรรถเวทย์ กล่าว

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมอาหารโลก การสร้างกำลังคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการศึกษา แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ และวิทยาลัยดุสิตธานีกำลังวางตัวเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาคและของโลก

เกี่ยวกับวิทยาลัยดุสิตธานี

วิทยาลัยดุสิตธานี หนึ่งในสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมบริการของประเทศไทย และบริษัทในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้รับการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับสากล จาก The International Centre of Excellence in Tourism and Hospitality Education หรือ THE-ICE ประเทศออสเตรเลีย เปิดสอนในหลักสูตรระดับปริญญาตรี ภาษาไทยและนานาชาติ หลักสูตรปริญญาโท รวมไปถึงหลักสูตรระยะสั้นอีกมากมายสำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งทางด้านการจัดการโรงแรม การบริการ ศิลปะการประกอบอาหาร สปา รวมไปถึงการท่องเที่ย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top