Friday, 3 July 2026
TheStatesTimes

“เอ็มจี” ลุยตลาดไฟฟ้า!! เปิดตัว NEW MG URBAN สีม่วงสด ใช้กลยุทธ์ Urban Takeover เปลี่ยนแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

เอ็มจี Takeover กรุงเทพฯ เป็น “สีม่วง”
เปิดตัว NEW MG URBAN สร้างสีสันใหม่ให้กับวงการยานยนต์

กรุงเทพฯ – 22 มิถุนายน 2569 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พลิกโมเดลการตลาดครั้งสำคัญในการเปิดตัวยนตรกรรมแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG URBAN ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกกรอบเดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “NEW MG URBAN City Takeover” ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็น “สีม่วง” เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของ NEW MG URBAN ที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนเมือง

การดำเนินงานในครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำรูปแบบการสื่อสารจากช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจากการสร้างกระแสการรับรู้ในโลกออนไลน์ผ่านตัวตนของ “น้องม่วง” จนเกิดเป็นกระแสไวรัลและได้รับการพูดถึงในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะยกระดับสู่โลกออฟไลน์ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สื่อและแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร (Urban Takeover) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำอัตลักษณ์ของ NEW MG URBAN ในเชิงกายภาพ

การสร้างการจดจำอัตลักษณ์ เอ็มจี ได้นำสีไฮไลท์ของรุ่นมาพลิกโฉมพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น “Media Canvas” ขนาดใหญ่ ครอบคลุมย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ (CBD) ได้แก่ สยาม–ราชประสงค์ อโศก–สุขุมวิท สีลม–สาทร และพระราม 9–รัชดาภิเษก รวมถึงจุดหมายสำคัญของเมือง อาทิ สยามพารากอน สยามสแควร์ อาคารอินเตอร์เชนจ์ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และใบหยกทาวเวอร์ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพ “สีม่วง” ของ NEW MG URBAN ปรากฏอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองตลอดทั้งวันอย่างแท้จริง

นายชุมพล คงสกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด และกลยุทธ์การสื่อสาร บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “NEW MG URBAN คือโมเดลสำคัญของเอ็มจี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างทั้งในเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับโลก (Global Innovation) มาประยุกต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย (Thai Passion) พร้อมมอบความคุ้มค่าที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ (Value Choice) เราจึงมุ่งเน้นการสร้างความรู้สึกสนุกและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Brand Engagement) ผ่านการสื่อสารที่ร่วมสมัยและการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาในสังคม ทั้งในช่องทางดิจิทัลและบริบทของชีวิตประจำวัน เพื่อให้แบรนด์ เอ็มจี มีความใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังได้ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่แตกต่างและทรงพลังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน”

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั้ง 126 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

ศาลจีนตอกย้ำสิทธิแบรนด์ยุคใหม่!! ดีไซน์ไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่คือสินทรัพย์มูลค่าสูง Louis Vuitton ชนะคดีในจีน ศาลชี้โลโก้ Molly Tea ถูกสั่งจ่าย 10.3 ล้านหยวนให้ Louis Vuitton ศาลจีนย้ำเครื่องหมายการค้าคือเกราะธุรกิจ

ศาลจีนสั่งให้แบรนด์ชานม “Molly Tea” ชดใช้ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน ปมโลโก้ดอกไม้คล้ายกับ Monogram Flower ของแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศส

ศาลจีนสั่งให้แบรนด์ชานม “Molly Tea” ชดใช้ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน ปมโลโก้คล้ายกัน สะท้อนโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ยุคใหม่ เมื่อ “ดีไซน์” กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

เป็นข่าวฮือฮาที่ถูกพูดถึงกันมากจนทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตคำค้นหายอดนิยมเลยทีเดียว กรณี ล่าสุด ที่ศาลประชาชนระดับกลางเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน มีคำพิพากษาให้ Molly Tea เชนร้านชานมสัญชาติจีน ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ Louis Vuitton Malletier หลังศาลวินิจฉัยว่าแบรนด์ชานมละเมิดเครื่องหมายการค้าของแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังจากฝรั่งเศส

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก และติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดียของจีนเลย เพราะไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างแบรนด์แฟชั่นกับธุรกิจเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้

คำพิพากษาระบุว่า บริษัท Shenzhen Mile Catering Management ผู้ดำเนินธุรกิจ Molly Tea รวมถึงร้านแฟรนไชส์แห่งหนึ่งในเขตอู่จง เมืองซูโจว ได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Louis Vuitton จำนวน 7 รายการ

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่สัญลักษณ์รูปดอกไม้ 4 กลีบที่ Molly Tea นำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของแบรนด์ ซึ่งศาลเห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับลวดลาย Monogram Flower อันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton จนอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค

ศาลจึงมีคำสั่งให้ Molly Tea ชำระค่าเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวน 10 ล้านหยวน พร้อมจ่ายค่าดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีก 300,000 หยวน รวมเป็น 10.3 ล้านหยวน อย่างไรก็ตาม บริษัทเจ้าของ Molly Tea ยืนยันว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลชั้นสูงต่อไป

[ จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท ]

Louis Vuitton ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลเมืองซูโจวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 โดยเห็นว่าตราสัญลักษณ์ของ Molly Tea มีความคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองไว้ก่อนแล้ว

ระหว่างการพิจารณาคดี ยังพบว่า Molly Tea เคยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปดอกไม้หลายรูปแบบกับสำนักงานบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน เพื่อใช้กับธุรกิจร้านอาหารและสินค้าอาหาร แต่คำขอส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการคัดค้าน มีเพียงเครื่องหมายที่ใช้ร่วมกับชื่อภาษาจีนของ Molly Tea เท่านั้นที่ได้รับการจดทะเบียน

ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนว่า เครื่องหมายรูปดอกไม้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผ่านการรับรองสิทธิในฐานะเครื่องหมายการค้า

[ จากสตาร์ทอัพชานม สู่เชนกว่า 2,000 สาขา ]

แม้จะก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2021 แต่ Molly Tea ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ชานมที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน แบรนด์วางตำแหน่งด้วยชานมสดผสมกลิ่นดอกไม้ (Fresh Floral Milk Tea) ซึ่งตอบรับกระแสเครื่องดื่มพรีเมียมของผู้บริโภครุ่นใหม่

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี Molly Tea ขยายสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน และยังเปิดให้บริการในต่างประเทศมากกว่า 50 สาขา รวมถึงในประเทศไทยด้วย สะท้อนศักยภาพของแบรนด์จีนรุ่นใหม่ที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

[ เสียงแตกบนโลกออนไลน์ ]

หลังคำพิพากษาถูกเผยแพร่ กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งเห็นว่าโลโก้ของ Molly Tea มีความคล้ายกับลายดอกไม้ของ Louis Vuitton อย่างชัดเจน และการตัดสินของศาลเป็นไปตามหลักการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า

แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า ทั้งสองแบรนด์ดำเนินธุรกิจคนละประเภท ทั้งแฟชั่นลักชัวรีและเครื่องดื่ม จึงไม่น่าทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

ขณะที่บางความคิดเห็นตั้งข้อสังเกตว่า ลวดลายดอกไม้ลักษณะดังกล่าวมีรากฐานมาจากศิลปะและวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน จึงไม่ควรมีผู้ใดผูกขาดเพียงรายเดียว

แม้เสียงวิจารณ์จะหลากหลาย แต่คำพิพากษาของศาลยืนยันว่าการพิจารณาคดีไม่ได้อาศัยเพียงความเห็นของสาธารณะ หากพิจารณาจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อน

[ ผู้เชี่ยวชาญชี้ “จดก่อน ได้สิทธิก่อน” ?]

นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาหลายรายมองว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของระบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีน โดย Kang Lixia หุ้นส่วนจากสำนักงานกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า แม้องค์ประกอบทางศิลปะหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมจะถือเป็นสมบัติสาธารณะ แต่ระบบเครื่องหมายการค้าของจีนใช้หลัก First-to-File หรือ “ผู้จดทะเบียนก่อนย่อมได้รับสิทธิก่อน”

นั่นหมายความว่า หากมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง ผู้ประกอบการรายอื่นย่อมต้องหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหมายที่อาจทำให้เกิดความสับสน แม้จะไม่ได้มีเจตนาลอกเลียนโดยตรงก็ตาม

คดีระหว่าง Louis Vuitton และ Molly Tea สะท้อนประเด็นที่สำคัญกว่าการออกแบบโลโก้ นั่นคือ “Brand Identity” ได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ในอดีต หลายองค์กรอาจมองว่าโลโก้เป็นเพียงองค์ประกอบด้านดีไซน์ แต่ปัจจุบัน เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินที่สร้างทั้งความแตกต่าง ความน่าเชื่อถือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กร

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลการอุทธรณ์ของ Molly Tea จะออกมาอย่างไร คดีนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตาในวงการการตลาดและการสร้างแบรนด์ระดับโลก ว่าในยุคที่การแข่งขันเข้มข้น การมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงข้อได้เปรียบทางการตลาด แต่ยังเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง

ส่วนคำพิพากษานี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนโลโก้ของ Molly หรือไม่ ซึ่งหากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในทุกๆ สาขาทั่วจีน นั่นอาจแปลได้ว่าสิ่งนี้อาจส่งผลต่อหลายสาขาที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเราจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

ธรรมศาสตร์ขึ้นอันดับ 1 คว้าที่ 1 โลกด้าน SDG 16 สันติภาพ ยุติธรรม สถาบันเข้มแข็ง อันดับ 46 ของโลกด้าน SDG รวม ย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

'ธรรมศาสตร์' คว้าอันดับ 1 ของโลก มหาวิทยาลัยยั่งยืนด้านความยุติธรรม

“ธรรมศาสตร์” ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก ด้าน SDG16 “สันติภาพ-ยุติธรรม-สถาบันที่เข้มแข็ง” พร้อมประกาศความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อนภารกิจสร้างความเป็นธรรมให้สังคม ตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน”

The Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านความยั่งยืน (SDGs) ประจำปี 2026 หรือ The Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. 2569 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “ที่ 1 ของโลก” ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 หรือ SDGs 16 : Peace, Justice and Strong Institutions ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดหลักสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ THE Sustainability Impact Ratings 2026 ยังได้จัดอันดับโลกของมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อน SDGs ในภาพรวม ซึ่งในปี 2026 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับคะแนนรวม 92.9 คะแนน ขยับขึ้นมาติด TOP 50 ของโลก ด้วยการคว้าอันดับ 46 จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับการจัดอันดับทั้งหมด 1,603 สถาบัน ถือเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย

สำหรับการเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ด้านการขับเคลื่อน SDGs 16 และอันดับที่ 46 ของโลกในการขับเคลื่อน SDGs ภาพรวม สะท้อนถึงรูปธรรมการทำงานผ่านความตั้งใจจริงของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ประชาคมธรรมศาสตร์ทุกภาคส่วน ในการจัดทำและดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม หลักนิติธรรม และการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง ผ่านการดำเนินพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนภารกิจจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง และได้รับการยอมรับในระดับสากล

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการยืนหยัดในอุดมการณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” มากว่า 92 ปี ซึ่งหลังจากนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้และการดำเนินการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มาสนับสนุนการรับใช้สังคมและร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนประเด็นด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการวิชาการ

ทั้งนี้ การได้รับการยอมรับในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG16 ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของประชาคมธรรมศาสตร์ หากยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกอีกด้วย

“จีน” ปิดแฟ้มเครื่องบินชนตึกไชน่า จุน!! ปักกิ่งแถลงเหตุเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดจีน ชี้นักบินปลิดชีพตนเอง ไม่ใช่วินาศกรรมหรือเครื่องขัดข้อง ก่อนสรุปคดีเป็นเหตุส่วนตัวของนักบิน

ผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ สำหรับเหตุการณ์ระทึกขวัญกลางกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อมีข่าวเครื่องบินพุ่งชนตึก CITIC หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าตึก ไชน่า จุน ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของจีนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันศุกร์ที่แล้ว ปรากฏเครื่องบินเล็ก พุ่งตรงเข้าชนยอดตึกไชน่า จุน ทำให้มีซากเครื่องบิน เศษกระจก ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำนักงาน และเอกสาร ปลิวกระจาย ร่วงลงสู่พื้นถนนเกลื่อน สร้างความแตกตื่นอย่างมาก และมีคำสั่งสั่งอพยพคนออกจากตึก พร้อมระดมหน่วยดับเพลิง และ กู้ภัยมากันเต็มพิกัด

แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้มีจีนมุงคับคั่ง พร้อมกล้องมือถือเตรียมโพสต์ และ ไลฟ์สด แต่ปรากฎว่า ตำรวจปักกิ่งออกมากันผู้คน สั่งห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด หากมีคลิปแชร์ในโซเชียล ทางการจีนก็จัดการสั่งลบคลิป และ ภาพ ทั้งหมดออกจากสื่อโซเชียลจีนทุกแพลทฟอร์ม อีกทั้งการนำเสนอข่าวในจีนก็จำกัดมากๆ
ผิดกันสื่อต่างประเทศหลายสำนักที่พาดหัวข่าวใหญ่โต บ้างวิเคราะห์ไปไกลว่านี่อาจเป็นการก่อวินาศกรรมด้วยเครื่องบิน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 9/11 ของสหรัฐก็ได้ เพราะเหตุเกิดที่ตึกระฟ้าที่สูงสุดในจีน ใจกลางเมืองหลวง และที่สำคัญคือ อยู่ห่างจากที่ทำการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

หลังจากผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ ทางการจีนถึงได้ออกมาแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเหตุเครื่องบินเล็กชนตึก โดยมีการเปิดเผยชื่อนักบิน คือ นายหลิว อายุ 66 ปีเป็นชาวปักกิ่ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 คน ที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ส่วนเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรุ่น ซันเวิร์ด SA 60L ออโรรา ผลิตในจีน เป็นเครื่องบินรุ่นเบา ขนาด 2 ที่นั่ง ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป เช่น เครื่องบินส่วนบุคคล ใช้ในการเกษตร หรือ ท่องเที่ยว โดยนักบินหลิว ได้ใบอนุญาตขับเครื่องบินเล็กตั้งแต่ปี 2021 และมีประวัติการขับเครื่องบินสม่ำเสมอ ทั้งขับเดี่ยว และ ขับร่วมกับนักบินระดับซีเนียร์

ในวันเกิดเหตุ นายหลิว ขับเครื่องบินลำดังกล่าวออกจาก สนามบินปักกิ่ง ผิงกุ แต่เขาขับออกนอกเส้นทางการบินที่ได้แจ้งไว้ และขาดการติดต่อ จนมีข่าวว่าได้ชนกับตึก ไชน่า จุน และเสียชีวิต
ต่อมาทางการจีนก็ได้แถลงสรุปว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เครื่องบินขัดข้อง หรือวินาศกรรม แต่มาจากเหตุผลส่วนตัวของนักบิน ที่มีความประสงค์ "ปลิดชีพตนเอง" โดยได้อ้างอิงหลักฐานไดอารี่ส่วนตัวที่เขาเขียนไว้ว่าต้องการจบชีวิตตนเองหลายครั้ง

จากประวัติส่วนตัว พบว่านายหลิว เป็นนักบินฟรีแลนซ์ สถานะครอบครัวหย่าร้าง และ อยู่ตัวคนเดียว มีปัญหาทางจิตจากโรควิตกกังวล มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ที่นำไปสู่สภาวะหดหู่ ซึมเศร้า และ คิดสั้น
ดังนั้น ไม่ใช่การก่อการร้าย หรือ อุบัติเหตุด้านเทคนิค ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น จบ! แยก!
เป็นการสรุปคดีตามสไตล์ของรัฐบาลจีน ที่ตัดให้จบไป ส่วนใครที่ยังสงสัย จนไปขยายต่อเป็นทฤษฎีสมคบคิด ก็ทดไว้ในใจ เพราะหากโพสต์ลงโซเชียลจีน อาจมีสิทธิ์ปลิวทั้งเพจได้ เดี๋ยวจะหาว่าลุงสีไม่เตือนน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1953204445622029&id=100027974785452&rdid=Ta3N8slK3wqtoBqN#

4 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการแพทย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระองค์ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” โดยพระนาม “จุฬาภรณ์” มีความเกี่ยวข้องกับพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากวันประสูติเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงสนพระทัยด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา ศิลปะ และการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงเลือกศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอินทรีย์เคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอินทรีย์เคมี จากมหาวิทยาลัยมหิดล

พระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของพระองค์ได้รับการยกย่องทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยทรงมีพระราชปณิธานในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านการวิจัย การแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยที่ขาดโอกาส

หนึ่งในพระกรณียกิจสำคัญ คือการทรงก่อตั้งมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ป่วยยากไร้ พระกรณียกิจด้านการแพทย์ดังกล่าวสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” และเคยได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ. 2530 อันเป็นเครื่องสะท้อนถึงพระเกียรติคุณในวงการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญด้านงานแพทย์อาสา โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. และเสด็จฯ ไปทรงร่วมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงมากขึ้น

พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำความรู้มารับใช้ประชาชน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาสังคม พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้วิชาการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทรงแสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์มิได้เป็นเพียงความรู้ในห้องทดลอง หากเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาความทุกข์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน

วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสให้ปวงชนชาวไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และความผาสุกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของความรู้ การวิจัย และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้เป็นพลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน

5 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนนิวยอร์ก บรอดเวย์กลายเป็นถนนแห่งมิตรภาพ ชาวอเมริกันนับแสนเฝ้ารับเสด็จพระมหากษัตริย์ไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระเกียรติยศในหลวง ร.9

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนไปบนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก ท่ามกลางประชาชนรอรับเสด็จเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1960 (พ.ศ.2503) ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเรดในนครนิวยอร์ก

ขบวนพาเรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับ โรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_18062

‘กรณ์’ เตือนไทยจ่อเจอ “ทางตันงบประมาณ”!! รายจ่ายประจำ 3 ล้านล้านเท่ารายได้รัฐ เหลือทางลงทุนด้วยเงินกู้ จากขาดดุลสู่ทางตันการคลัง หากไม่ปฏิรูปงบประมาณ ไทยอาจเจอหายนะในไม่กี่ปี

กรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค ว่า

เรากำลังจะเจอ ‘ทางตันงบประมาณ’
ปีนี้งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้

เรากำลังเดินสู่ทางตันครับ !
เรามีสองกฎหมายที่กำกับการจัดทำงบประมาณ

1. พรบ. วินัยทางการคลัง ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวมและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

2. พรบ. หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ (+80% ของงบคืนหนี้)
สรุป 2 พรบ.นี้บอกว่า ”เรากู้มากกว่าเราลงทุนไม่ได้ และเราต้องลงทุนอย่างน้อย 20%“
ซึ่งหมายความว่า สมมติปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ‘กับดักกฎหมาย’ ทันที

ลองดูนะครับ สมมติรายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้อยู่เท่าเดิม
นั่นหมายความว่า ปีหน้ารายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ - คือเราต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้!

และที่สำคัญ จะแปลว่าเราจะมีเงินกู้เหลือเพียง 18% ที่จะลงทุน (เพราะตามกฎหมายเรากู้ได้แค่ 20% ของงบฯ)
หมายความว่าเราจะติดกับดัก พรบ.วินัยทางการคลังทันที ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ!

ทางออกมี 6 ทาง
1. ลดค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างรวดเร็ว
2. เพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย
3. แก้กฎหมาย พรบ. วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน
4. แก้ พรบ. หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
5. กู้นอกระบบงบประมาณทุกปี ด้วยการออก พรก.เงินกู้ แบบรอบล่าสุด
6. ปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ nominal GDP โตมากขึ้น (แต่กำลังซื้อของประชาชนลดลง)
ชัดเจนว่าเราต้องเลือกเดินทางที่ 1 & 2 เป็นหลัก คือ ‘ลดรายจ่าย/เพิ่มรายได้’ เพราะแนวทางอื่นเป็นแนวทางที่จะมีผลทางลบอย่างมากกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอาว่านำพาไปสู่หายนะและความยากจนก็ว่าได้
.
ที่ผ่านมารัฐบาลย้ำเสมอว่าจะทำแบบ 1 & 2 แต่รัฐบาล พูดแล้วไม่ได้ทำจริง!
วันก่อนรัฐมนตรีพูดว่า “เราต้องเลือกว่าจะแก้ไขที่โครงสร้าง หรือจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
เท่าที่เห็นคำตอบชัดเจนว่า รัฐบาลเลือก “กู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
และในกรณีการกู้ พรก. 400,000 ล้านนั้น ชัดเจนว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง
ผมจะมานำเสนอต่อไปครับ ว่า “แก้ไขที่โครงสร้าง” ทำได้อย่างไรบ้าง
ถ้าไม่ทำ ผมฟันธงเลยครับ ว่าเราจะเจอวิกฤติการคลัง นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในไม่เกิน 2-3 ปี

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572732677548621&id=100044357112719&mibextid=wwXIfr&rdid=sdRJSqGnl3hCxSyi#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top