Thursday, 2 July 2026
TheStatesTimes

HAARP ทำแผ่นดินไหวจริงหรือ? ถอดทฤษฎีสมคบคิด HAARP จากอาวุธทำลายโลก สู่ข้อเท็จจริงแผ่นดินไหวที่โซเชียลต้องคิดใหม่ เอย่าชี้ต้องดูหลักฐาน ไม่ใช่เชื่อภาพจำจากหนังฮอลลีวูด

ถอดความเชื่อจากทฤษฎีสมคบคิดทำลายโลก….HARRP

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับความแรงมากกว่า 7 แมกนิจูดซึ่งเมื่อเทียบๆกับแผ่นดินไหวที่เกิดที่ประเทศเมียนมาแล้วไม่ต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่กล่าวต่างกันคือ มีการรายงานออกตามสื่อออนไลน์หลายช่องทางว่าแผ่นดินไหวที่เกิดไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจาก เทคโนโลยี HAARP วันนี้เอย่าจึงมาขอวิเคราะห์หาความจริงว่า HARRP ที่หลายๆคนต่างเข้าใจว่ามันคืออาวุธที่สามารถทำลายล้าศัตรูโดยสร้างให้เกิดภัยพิบัติเหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟฮอลลิวูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ทฤษฎีสมคบคิดปาหี่เพื่อหลอกชาวโซเชียลกันแน่

ก่อนอื่นเราควรมารู้จักก่อนว่า HAARP คืออะไร คำว่า HAARP ย่อมาจาก High-frequency Active Auroral Research Program เป็นโครงการวิจัยชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ตั้งอยู่ใน HAARP Research Station ตั้งอยู่ที่เมือง Gakona รัฐอลาสกา มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศตอนบน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงกำลังส่งระดับเมกะวัตต์ ส่งไปยังชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ เพื่อทำให้บริเวณเล็ก ๆ ของไอโอโนสเฟียร์อุ่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อหาความรู้ในด้านต่างๆเช่น คลื่นวิทยุเดินทางอย่างไร ทำไมบางวันสื่อสารได้ดีในขณะที่อีกวันไม่มีสัญญาณเลย และการศึกษาเกี่ยวกับพายุสุริยะที่ทำให้ GPS คลาดเคลื่อน โดยใช้ HAARP สร้างสภาพจำลองเพื่อศึกษาปรากฏการณ์นี้ รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับแสงเหนือและพฤติกรรมของพลาสมารวมถึงการศึกษาทางดาราศาสตร์ต่างๆ

แล้วทำไมคนถึงเชื่อว่า HAARP เป็นอาวุธทำลายล้าง อันแรกที่มีความเป็นไปได้คือ เดิมได้รับทุนจากกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงเอกสารบางส่วนใช้ศัพท์เทคนิค เช่น "Heating the ionosphere" ซึ่งถูกตีความผิดว่าเป็นการ "ยิงพลังงาน" แต่ในทางกลับกันผู้ที่เชื่อว่า HAARP เป็นมากกว่าโครงการวิทยศาสตร์ก็มีเหตุผลมาอธิบายอย่างมีนัยสำคัญว่า HAARP ส่งคลื่นพลังงานสูงขึ้นสู่ไอโอโนสเฟียร์ แล้วทำให้พลังงานถูก "สะท้อน" หรือ "นำลงมา" ผ่านสนามแม่เหล็กโลกทำให้หินที่อยู่ใกล้จะแตกอยู่แล้วได้รับแรงกระตุ้นจนเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งข้ออ้างนี้ยังไม่มีการทดลองหรือหลักฐานที่แสดงว่าพลังงานจากไอโอโนสเฟียร์สามารถส่งลงไปกระตุ้นรอยเลื่อนลึกหลายกิโลเมตรได้จริง อีกข้อมีนักวิชาการอ้างว่า HAARP ได้ปล่อยคลื่นความถี่ต่ำที่สามารถทะลุชั้นหินใต้ดินได้ ทำให้กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ประเด็นคือการล็อคเป้าหมายที่จะทำให้เกิดทำได้อย่างไร

หากเรามีพิจารณาจากข้อมูลด้านภูมิศาสตร์แล้ว เวเนซูเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกแคริเบียนและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ แผ่นเปลือกโลกทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านกัน ทำให้เกิดรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อน Boconó รอยเลื่อน San Sebastián และรอยเลื่อน El Pilar ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ตามที่ เอย่า วิเคราะห์และมองว่าหากเทคโนโลยีนี้กลายเป็นอาวุธได้จริง ทำไมอเมริกาเลือกจะโจมตีเวเนซูเอลา ทั้งๆที่ก็ยึดเวเนซูเอลาพร้อมที่กำลังปฏิบัติการดูดทรัพยากรเขาอยู่หลังจากใช้อำนาจโดยมิชอบร่วมมือกับคนขายชาติในเวเนซูเอลาเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีของเขาอย่างไม่สนใจความเห็นชาวโลก โดยมีรายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสหรัฐฯ หรือไม่ คำตอบคือ ส่งผล เพราะต้องปรับลำดับความสำคัญของภารกิจและเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ ถอนกำลังหรือยุติการปฏิบัติการ กลับกัน สหรัฐฯ ยังเพิ่มทรัพยากรเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมในพื้นที่มากขึ้นนั่นเอง อีกเรื่องคือหากเทคโนโลยีนี้ทำได้จริงไม่คิดว่าจีนหรือรัสเซียหรือชาติมหาอำนาจในยุโรปจะทำกันบ้างหรือ เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่สามารถทำลายล้างศัตรูได้แบบไม่ต้องระบุตัวตนเลยว่าประเทศใดเป็นคนสั่ง ซึ่งหากเป็นจริงย่อมเป็นที่สนใจของมหาอำนาจหลายๆชาติเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าแค่ฝากคำชวนคิดว่าหลายสิ่งที่เราเห็นในโซเชียล ณ วันนี้อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เช่นเดียวกันกับเรื่อง UFO หรืออากาศยานลึกลับที่นาซ่าเปิดเผยออกมา หลายสิ่งอาจจะแค่เป็นภาพลวงตาที่เบนเข็มความสนใจของชาวโลกให้ออกห่างบางสิ่งก็เป็นได้

ที่มา : AYA

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน 7.4 พันล้าน!! “มาสด้า” ปักธง MHEV ที่ไทย Mazda MHEV Made in Thailand เตรียมบุกตลาดในประเทศ ส่งออกอาเซียน และส่งกลับญี่ปุ่น ยืนยันไทยยังเป็นฐานยานยนต์อนาคตของภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV

บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)

ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค

การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV บอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Traction Motor หรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ปี 2571 และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ

“การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ยุค ‘ทรัมป์’ ไม่มีมิตรภาพฟรี!! สื่อเผยทรัมป์หลุดปากแซะอินเดียไม่ควักเงิน ส่วนยูเครนถูกตีตราเจรจาไม่เป็น เซเลนสกีถูกตราหน้า "นักเจรจาสุดห่วย" ทรัมป์มองมิตรภาพโลกผ่านใบเสร็จรับเงิน

สื่อเผยทรัมป์หลุดคำพูดแฉยับอินเดียชอบของฟรี ส่วนเซเลนสกีคือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times ปล่อยหนังสือ "Regime Change" แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ #ทรัมป์ ซึ่งเนื้อหาข้างในทำเอาทั้งนิวเดลีและเคียฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1. โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"
เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่แวนซ์พูดไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:
"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก... พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"
แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า "นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย... แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ "พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)" ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ปากบอกเป็นเพื่อนรักอินโด-แปซิฟิก แต่พอตรวจบัญชีกลับพบว่าชอบต่อราคาอาวุธ แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบ ๆ

2. เซเลนสกี: นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน
ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่าเป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก) ยิ่งไปกว่านั้น สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่าเป็นเหมือน "มิสเตอร์บีนเวอร์ชันเมายา (Mr. Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดนหรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่นและไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใด ๆ ออกมา ในสายตาของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี
เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์ แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:
-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills) วันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหน ๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่าการเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า "การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหารมันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ" เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า "บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ... ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริง ๆ กี่ใบกันแน่?"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1029934099544129&id=100075826461941&rdid=mTbMLQOydp6No8My#

คำร้อง ‘ศรีสุวรรณ’ สะดุด!! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมกล่าวหาพีระพันธุ์ใช้อำนาจมิชอบแต่งตั้งคณะทำงาน ศาลไม่รับคำร้อง ม.213 ปมพีระพันธุ์ ชี้ผู้ร้องยังไม่แสดงความเดือดร้อนเสียหายชัดเจน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดี มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ เรื่องพิจารณาที่ ต. 48/2569 กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ผู้ถูกร้อง) ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำที่ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่งผลให้ผู้ร้องซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลดังกล่าวต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของผู้ถูกร้องละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 53

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2563 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1241019

SME D Bank ติดปีกชุมชน!! ยกระดับผ้าลายโบราณ เสริมทักษะเพิ่มรายได้สูงวัย จับตลาดยุคใหม่พร้อมรักษ์โลก ขยายโมเดลสู่ชุมชนทั่วประเทศ

SME D Bank ติดปีกชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต่อยอดผ้าลายโบราณด้วยดีไซน์ ช่วยขยายตลาด เพิ่มรายได้ผู้สูงอายุ สร้างสังคมเท่าเทียม เติบโตยั่งยืน

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน จัดโครงการยกระดับเพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ดึงภูมิปัญญาผ้าลายโบราณสมัยอยุธยา ต่อยอดด้วยดีไซน์สมัยใหม่ ยกระดับเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด สนับสนุนเกิดการสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เกิดเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน นำหลัก ESG ( Environmental Social และ Governance) ขับเคลื่อนการทำงานในทุกมิติขององค์กร โดยให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่มอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเท่าเทียม เป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน คือ การยกระดับ “ชุมชน” ซึ่งถือเป็นฐานรากของสังคม และเศรษฐกิจไทย ด้วยการเติมเต็มในสิ่งที่ชุมชนต้องการ เพื่อจะพัฒนาสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ส่งต่อประโยชน์สู่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืนต่อไป

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากนโยบายดังกล่าว ธนาคารจัดโครงการ “SME D Partner by CSR” ลงพื้นที่เข้าไปส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ตัวอย่างหนึ่ง คือ การยกระดับ “วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก)” ตั้งอยู่ วัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต.บ้านใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความโดดเด่นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มี "ผ้าลายอย่าง" (จุฬาพัสตร์) ซึ่งเป็นผ้าโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา ถูกค้นพบในตู้พระธรรม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มมีการนำลายผ้าดังกล่าว มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกกลุ่มทั้งหมด คือ แม่บ้านสตรีสูงวัย ทำให้ขาดความรู้ในการบริหารจัดการต้นทุนการเงิน รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สินค้ายังไม่มีความหลากหลายมากนัก รวมถึง ช่องทางตลาดค่อนข้างจำกัด มีวางจำหน่ายแค่ ณ สถานที่ตั้งของกลุ่ม ภายในวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) เท่านั้น ดังนั้น SME D Bank ช่วยเสริมศักยภาพ ด้วยการพาวิทยากรของธนาคารที่มีความชำนาญด้านการเงิน และวิทยากรจากหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น แนะนำบริหารการเงิน จัดทำบัญชี อีกทั้ง เชิญ นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตกระเป๋าดีไซน์โดดเด่นจากวัสดุธรรมชาติ มาเป็นวิทยากร ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและรักษ์โลก ช่วยให้สินค้ามีความหลากหลายทั้งดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย สามารถเพิ่มมูลค่าจากหลักสิบเป็นหลักพัน ช่วยตอบความต้องการผู้บริโภคปัจจุบัน และเทรนด์ธุรกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ธนาคารช่วยสนับสนุนด้านการตลาด เช่น จัดทีมทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ เปิดโอกาสให้สินค้ามาขายในงาน SME D Market ที่ธนาคารจัดขึ้น อีกทั้ง นำลวดลายผ้าโบราณมาตัดเย็บเป็นชุดและเครื่องประดับสำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำธนาคาร จัดซื้อสินค้าชุมชนมอบเป็นสินค้าที่ระลึกแก่หน่วยงานพันธมิตรในเทศกาลสำคัญ เป็นต้น อีกทั้ง ชักชวนเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีสูงอายุ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดเป็นชุมชนแห่งความสุข เท่าเทียม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป โดยธนาคารจะนำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปสู่การสนับสนุนชุมชนอื่นๆ ต่อไป

2 กรกฎาคม 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในหลวง ร.9 กษัตริย์นักพัฒนาแห่งแผ่นดินไทย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด จารึกพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทย

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น

คำว่า “รัชมังคลาภิเษก” มีความหมายถึงพระราชพิธีอันเป็นมงคลยิ่งแห่งราชสมบัติ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานอย่างเป็นประวัติการณ์ พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งรัชสมัย พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในปี พ.ศ. 2531 จึงมิใช่เพียงพระราชพิธีเฉลิมฉลองระยะเวลาการครองราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ ไปทรงรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จริง พระองค์ทรงมองเห็นว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของราษฎร จึงเกิดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเหมารวม

หนึ่งในหัวใจสำคัญแห่งพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 คือการพัฒนาน้ำ เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงของชุมชน โครงการฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และระบบชลประทานขนาดเล็กจำนวนมาก ล้วนสะท้อนพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

นอกจากด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคน เพราะทรงเห็นว่าความรู้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมอาชีพ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนเป็นตัวอย่างของพระราชกรณียกิจที่มุ่งให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บรรยากาศของวาระดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินมาอย่างยาวนาน

พระราชพิธีนี้ยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยาวนานและเปี่ยมด้วยพระราชกรณียกิจอันลึกซึ้งต่อประชาชน

ความสำคัญของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงอยู่ที่การย้ำให้เห็นถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และในขณะเดียวกันก็สะท้อนพระราชจริยวัตรของกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงลงพื้นที่ ทรงรับฟังปัญหา และทรงค้นหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ภาพจำของในหลวง ร.9 มิได้อยู่เพียงในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ในภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปตามป่าเขา ทุ่งนา ชายแดน และหมู่บ้านห่างไกล พร้อมแผนที่ กล้องถ่ายภาพ ดินสอ และสมุดบันทึก เพื่อทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วาระเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ณ ขณะนั้น และเป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างงดงาม
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงมิได้เป็นเพียงพิธีแห่งราชสำนัก แต่เป็นวาระแห่งความทรงจำของชาติ เป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อความผาสุกของแผ่นดินไทย

แลนด์บริดจ์ยังไม่ถูกยกเลิก!! รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์–SEC ชะลอโครงการหลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน เปิดทางภาคประชาชนร่วมทบทวน พร้อมชะลอโครงการชุมพร–ระนอง

รัฐบาลถอย “แลนด์บริดจ์-SEC หลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน

กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และค้านการขยาย EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังประสบชัยชนะเหนือรัฐบาล จากการประชุมร่วมกันระหว่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับประสิทธื์ชัย หนูนวล แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นบันทึกข้อตกลง
ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC )

1. กระทรวงคมนาคมจะไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ สนข. และผู้แทน SEC Watch ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคใต้

3. ชะลอการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เพื่อทบทวนผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนา โดยมีคณะกรรมการร่วมและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ยุติการชุมนุมและการเคลื่อนไหว

จากบันทึกข้อตกลง แปลว่า “รัฐบาลแพ้” ได้หรือไม่ ถ้ามองในเชิงการเมือง สามารถกล่าวได้ว่า รัฐบาล “ถอย” จากจุดยืนเดิม

จึงถือว่าฝ่ายคัดค้านสามารถทำให้รัฐบาลหยุดกระบวนการที่กำลังเดินหน้าอยู่ได้ในทางการเมือง นี่ถือเป็น ชัยชนะระยะสั้นของภาคประชาชน แต่ภาษาพาดหัวข่าวอาจจะใช้คำว่า “ถอย” “ถอยกรูด-จะแรงขึ้นมานิด ถ้าใช้คำว่า ”แพ้“จะแรงมาก รัฐบาลก็จะเสียหน้า

ถ้าจะใช้คำว่า “รัฐบาลแพ้” คำนี้ต้องระมัดระวัง
เพราะรัฐบาลไม่ได้ลงนามว่า
-ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์
-ยกเลิก SEC ตลอดไป
-จะไม่ทำโครงการนี้อีก

รัฐบาลเพียงใช้คำว่า
-“ไม่เสนอ”
-“ชะลอ”
-“ทบทวน”
ซึ่งยังเปิดช่องให้กลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต แต่ในทางการเมือง โครงการ หรือแผนงานที่ถอย หรือตั้งกรรมการศึกษา ไม่ค่อยมีนำกลับมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา หรือต่อลมหายใจให้รัฐบาล รัฐบาลยอมถอยในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่า

รัฐบาลเลือกถอย เพื่อลดแรงกดดันจากการชุมนุม
ลดความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซื้อเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ลดความเสี่ยงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังไม่มั่นคง และมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาต่อเนื่อง

จากบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” มากกว่าจะ “แพ้ทั้งกระดาน” โดยยอมระงับการเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม ขณะที่อนาคตของโครงการยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้อยคำในข้อตกลงใช้เพียงคำว่า “ไม่เสนอ” และ “ชะลอ” มิใช่ “ยกเลิก” ทำให้รัฐบาลหรือรัฐบาลชุดต่อไปยังสามารถรื้อฟื้นโครงการได้ หากผ่านการศึกษาทบทวนและได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการในอนาคต แต่อาจกล่าวได้ว่า “ถอยเอาเชิง” แต่รัฐบาลนี้จะกล้านำกลับมาปัดฝุ่นทำหรือเปล่า

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

‘ดร.ปุณกฤษ’ เขียน “วิบัติโลก”!! โดย คอลัมนิสต์ THE STATES TIMES เจาะลึกสงครามข้อมูล “วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์” ถอดรหัสโลกบนขอบเหว สงคราม นิวเคลียร์ และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้ผลสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์

“วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์ จากปฐมบท อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล สงครามทำลายล้างตะวันออกกลาง” เขียนโดย “ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล”

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เกาะติดเจาะลึกอย่างไม่กระพริบตา ในฐานะบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว  THE STATES TIMES เนื้อหาสาระในเล่มปรกอบด้วย

- โลกบนขอบเหวแห่งหายนะ 

- รากฐานของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

- “นิวเคลียร์” พลังแห่งความกลัว

- ไฟสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง

- พลวัตทางการทหารของสงครามสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง

- ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

- วิกฤตเศรษฐกิจโลก

- ความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและพันธมิตร

- สงครามข้อมูลข่าวสาร

- ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top