Thursday, 4 June 2026
Softpower

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ผลักดัน Soft Power ไทยเป็นระบบ บูรณาการงานอนุรักษ์-ต่อยอด-เศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับ “วัฒนธรรมไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นตาในหนังสือราชการ” แต่มีความสงสัยว่าทำหน้าที่อะไร แล้วมีผลอะไรต่อชีวิตประจำวันของคนไทย แท้จริงแล้วสำนักงานฯ แห่งนี้คือ “ศูนย์บัญชาการ” ที่แปลงวิสัยทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมให้กลายเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงานจริงในพื้นที่ เป็นหน่วยงานกลางที่ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานระดับกรมในสังกัด รวมถึงนิเทศ ติดตาม และบังคับบัญชาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ

เมื่อมองลึกลงไป สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยังเป็น “กลไกเบื้องหลัง” ของหลายภารกิจที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วัฒนธรรมชาติ การผลักดันเศรษฐกิจวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การสนับสนุนงานภาพยนตร์และสื่อร่วมสมัยของไทยในระดับนานาชาติ การประสานเครือข่ายวัฒนธรรมกับจังหวัดและองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลของกระทรวงฯ บนฐานงบประมาณหลายพันล้านบาทต่อปี

ภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ บทบาทของ “ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทาง เชื่อมโยงทุกหน่วยให้ทำงานสอดประสานกัน

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่ปลายปี 2567 ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นการดัน “ลูกหม้อวัฒนธรรม” ที่เติบโตจากภายในกระทรวง มาทำหน้าที่นำทัพในจังหวะที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีวัฒนธรรมและคณะรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลด้านความเข้าใจหน้างาน ความสามารถในการบริหารจัดการ และประสบการณ์ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญแทบทุกระดับของกระทรวงวัฒนธรรมตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พ.ศ. 2534)
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2540)

เส้นทางการทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม (โดยสรุป)
-พ.ศ. 2540 - 2554 ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
-18 พ.ค. 2555 - 25 มี.ค. 2556 ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
-26 มี.ค. 2556 - 4 พ.ย. 2561 ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม
-5 พ.ย. 2561 - 17 ม.ค. 2563 ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-18 ม.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2563 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2563 - 22 ก.พ. 2565 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-23 ก.พ. 2565 - 30 ก.ย. 2565 หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2565 - 3 มิ.ย. 2567 ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)
-4 มิ.ย. 2567 - 28 ธ.ค. 2567 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.)
-28 ธ.ค. 2567 เป็นต้นมา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) และดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารในคณะกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD)

หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ได้ประกาศกรอบนโยบายการทำงาน “3+1” ของตนเองทันที สอดรับกับนโยบาย “4-3-2-1” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

(1) การใช้ศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศให้เข้มแข็ง สามารถต่อยอดรากเหง้าวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าเศรษฐกิจและเกียรติภูมิในเวทีโลก 

(2) การปรับบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ตั้งแต่ฐานรากถึงระดับนานาชาติ 

(3) การขับเคลื่อน Soft Power ไทยในอย่างน้อย 11 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้วยพลังของเครือข่ายศิลปิน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในและนอกกระทรวงฯ 

ส่วน “อีก 1 เรื่องสำคัญ” คือ การพัฒนาสมรรถนะองค์กรและการบริหารจัดการเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าประเมินการทำงานทุก 3 เดือน เพื่อให้สังคมเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

บนภารกิจระดับประเทศ เขายังต้องกำกับดูแลการบูรณาการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนงานระดับนานาชาติ เช่น มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานปลัดฯ ทำหน้าที่ประสานทุกภาคส่วนให้การจัดงานศิลปะร่วมสมัยของไทยสะท้อนศักยภาพวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลกอย่างงดงาม เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางชีวิตราชการ นายประสพ เรียงเงิน จึงไม่ใช่เพียง “ข้าราชการอาวุโส” แต่คือผู้นำที่เติบโตมาจากทุกระดับในกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านงานเชิงนโยบาย งานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ งานตรวจราชการในพื้นที่ และงานขับเคลื่อนโครงการศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจ เขาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่ “เข้าใจทั้งระบบและหน้างาน” สามารถประสานผลประโยชน์ของภาครัฐ ชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและคุณธรรมราชการที่เคร่งครัด จึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งฝ่ายการเมือง ผู้บริหารในกระทรวง และเครือข่ายวัฒนธรรมในจังหวัดต่าง ๆ ว่าจะนำพากระทรวงวัฒนธรรมก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนได้ผู้นำที่รู้ทั้ง “รากเหง้า” และ “โอกาสใหม่” ของวัฒนธรรมไทย เขามีประสบการณ์เต็มมือจากการทำงานด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับนโยบาย เข้าใจว่าอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องต่อยอดให้เป็นพลังเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมกันนั้นยังยืนยันความมุ่งมั่นในการทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็น “กระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ” ที่คนทั้งประเทศจับตามอง ด้วยระบบบริหารจัดการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากเดินตามกรอบนโยบายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความหวังว่าภายใต้การนำของเขา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะสามารถประสานพลังทุกภาคส่วน ให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นพลังสร้างสังคมที่ดี และสร้างอนาคตเศรษฐกิจชาติได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

จากไอดอลสู่ตัวจริงวงในแฟชั่นโลก “ลิซ่า” อยู่ใน Host Committee Met Gala 2026 ยืนยันเป็นไอคอนระดับโลก ร่วมทีมเจ้าภาพที่ทรงอิทธิพล

(12 ธ.ค. 68) "ลิซ่า ลลิษา มโนบาล" ศิลปินไทยชื่อดังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Host Committee ของงาน Met Gala 2026 ซึ่งเป็นงานระดมทุนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยร่วมอยู่ในทีมเจ้าภาพกับบุคคลจากวงการหลากหลาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ และกีฬา

Met Gala จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ด้วยธีม "Costume Art" ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับร่างกาย ผ่านมิติต่าง ๆ และนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคมปีหน้า

การมีชื่อของ "ลิซ่า" ใน Host Committee ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่มากกว่าการเป็นแขกบนพรมแดง เพราะเป็นการยืนยันบทบาทด้านโครงสร้างเจ้าภาพของงาน ถือเป็นการสร้าง Soft Power ที่เห็นได้ชัดในวงการแฟชั่นและวัฒนธรรมป็อประดับโลก

ในโพสต์ของ Vogue ที่ประกาศรายชื่อ เจ้าภาพร่วมปีนี้ได้แก่ Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams พร้อมกับ Host Committee Co-chairs Anthony Vaccarello และ Zoë Kravitz ซึ่งลิซ่าเป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีความหมายในฐานะตัวแทนไทย

การติดตาม Dress code และรายชื่อ Host Committee เพิ่มเติมจะเป็นจุดสนใจที่แฟนแฟชั่นทั่วโลกจับตามองต่อไป และบทบาทของลิซ่าในกิจกรรมรอบงานจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในแวดวงแฟชั่นโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“นุ่ง/ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาได้ไง: จากเพลงไวรัล สู่สตรีทแฟชั่นแบบไทยๆ ที่คนทั้งเมืองแต่งตาม

เดินแถวเมืองเก่า–จุดถ่ายรูปยอดฮิตช่วงนี้ คุณจะเห็นภาพเดิมซ้ำๆ แบบตั้งใจ: สไบพาดไหล่ แต่ท่อนล่างเป็นยีนส์—แล้วมือถือยกขึ้นถ่ายคอนเทนต์ทันที เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากดีไซเนอร์ในรันเวย์ แต่มาจาก “โซเชียล + เพลง + ชาเลนจ์” ที่ปลุกให้คนอยากแต่งตามกันเป็นวงกว้าง

จุดเริ่มของกระแสถูกอธิบายว่ามาจากคอนเทนต์โปรโมตเพลง Bangkok City ของกระแต อาร์สยาม (KT KRATAE) ที่ใช้ลุคสไบแมตช์ยีนส์เป็นภาพจำ แล้วขยายต่อด้วยการชวนทำคอนเทนต์ในรูปแบบแคมเปญ/ชาเลนจ์ จนผู้คนแต่งตามและถ่ายคลิปตามสถานที่ต่างๆ

ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ “เพลงดังแล้วคนบังเอิญแต่งตาม” แต่เป็นการออกแบบให้เกิด UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้) ผ่านชาเลนจ์—ยิ่งคนเล่น ยิ่งเห็นลุคนี้มากขึ้น ยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ไปถ่ายรูปเมืองเก่า”

ทำไม “สไบ + ยีนส์” ถึงไวรัลเร็ว
•    ภาพมันขัดกันแต่ลงตัว: สไบคือไทย-พิธีการ-ความละเมียด ส่วนยีนส์คือสากล-สตรีท-คล่องตัว พอจับคู่กันแล้ว “สะดุดตา” ทันทีในเฟรมมือถือ.
•    แต่งตามง่าย ต้นทุนต่ำ: ยีนส์แทบทุกคนมีอยู่แล้ว สไบเป็นผ้าชิ้นเดียว เปลี่ยนลุคได้ไว เหมาะกับวัฒนธรรม “แต่งแล้วถ่ายเลย”.
•    ชาเลนจ์ทำให้คนมีเหตุผลจะเล่น: เมื่อมีการชวนร่วมสนุกแบบเป็นระบบ (กติกา/แฮชแท็ก/แรงจูงใจ) มันเร่งการกระจายเร็วกว่าเทรนด์แฟชั่นธรรมดา.
•    โซเชียลชอบคอนเทนต์ “ก่อน–หลัง/พิกัดถ่ายรูป”: ลุคนี้ทำงานกับคลิปสั้นมาก เพราะเห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือธีม” และคนดูอยากทำตาม.

Soft Power เวอร์ชันที่เกิดจาก “คนอยากเล่น” ไม่ใช่ “คนถูกสั่งให้โชว์”
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ทำให้คำว่า “Soft Power” กลายเป็นของจับต้องได้ในชีวิตจริง—ไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่เริ่มจาก “ความสนุกที่คนอยากมีส่วนร่วม” แล้วค่อยไหลไปหาการท่องเที่ยว ร้านเช่าชุด ร้านผ้า ร้านทำผม-แต่งหน้า ช่างภาพ และโลเคชันถ่ายรูป.
พูดแบบ TST: ไทยไม่ได้ขาดวัฒนธรรม ไทยขาด “วิธีทำให้คนอยากหยิบมันมาใช้ในชีวิตประจำวัน” และกรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าพอทำถูกสูตร—วัฒนธรรมจะไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเอง มันเดินลงถนนได้

มากกว่าทัวร์นาเมนต์กีฬา!! ถอดรหัส LPGA ในไทย อีกหนึ่งเวทีโชว์ 'ซอฟต์พาวเวอร์' อีเวนต์ระดับโลกที่ได้ทั้งเม็ดเงิน พร้อมภาพลักษณ์ และความภูมิใจของคนในชาติ

ทำไมคนไทยต้องสนใจ LPGA ที่จัดในไทย? เพราะนี่ไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศ

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “ทัวร์นาเมนต์กีฬา” แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศที่เชื่อม เศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์–โอกาสเยาวชน และสะท้อน “อารมณ์ร่วมของสังคม” ได้แบบเนียนๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยแตกเป็นหลายฝั่ง

รายการอย่าง Honda LPGA Thailand ที่จัดในไทย คืออีเวนต์ระดับโลกที่มีนักกอล์ฟหญิงแถวหน้ามารวมตัวกัน พร้อมมาตรฐานการจัดงานแบบสากล ซึ่งส่งผลไกลกว่าความสนุกในสนาม

1) มันคือ “ซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้” ของไทย
บนเวทีระดับโลก ประเทศไม่ได้แข่งกันแค่การท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “ความน่าเชื่อถือในการเป็นเจ้าภาพ”: ระบบสนาม การจัดการอีเวนต์ มาตรฐานผู้ชม สื่อ ถ่ายทอดสด โลจิสติกส์ ทั้งหมดคือการโชว์ระบบให้โลกเห็น
พูดแบบธุรกิจ: นี่คือการตลาดประเทศที่ไม่ต้องพูดเยอะ—ให้มาตรฐานงานเป็นคนพูดแทน

2) เงินไม่ได้อยู่แค่ในสนาม—แต่มันกระจายลงพื้นที่จริง
อีเวนต์ระดับโลกทำให้เม็ดเงินเกิดหลายชั้น: โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ทีมงานอีเวนต์ สปอนเซอร์ สื่อ และบริการรอบเมือง โดยเฉพาะเมืองเจ้าภาพที่ได้แรงกระเพื่อมตรงๆ
แม้เงินรางวัลไม่ใช่ “ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งงาน” แต่มันบอกสเกลและความจริงจังของอีเวนต์ได้ดี และทำให้พื้นที่รอบสนาม “คึกคักจริง” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

3) เพราะไทยมี “ตัวท็อประดับโลก” ให้เชียร์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ
ถ้าไม่มีฮีโร่ คนก็ดูยาก แต่กอล์ฟหญิงไทยมีเรื่องเล่าที่แข็งมาก ทั้งโปรระดับท็อปและความหนาแน่นของนักกอล์ฟไทยที่ทำผลงานดีในทัวร์
นี่ทำให้รายการที่จัดในบ้านเราไม่ใช่แค่งานรับแขกต่างชาติ แต่เป็น “เวทีเชียร์คนของเรา” ที่โลกก็หันมามอง

4) “กีฬา” คือพื้นที่ร่วมของสังคม ในวันที่การเมืองพาคนแบ่งข้าง
พูดให้แอบโยงการเมืองนิดๆ แบบไม่ต้องชี้ฝ่าย: ในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยเถียงกันทุกวัน อีเวนต์กีฬาระดับโลกที่จัดในไทยทำหน้าที่เหมือน “พื้นที่กลาง” ที่คนเห็นต่างยังเชียร์ธงเดียวกันได้
นี่มีนัยเชิงสังคมมาก—เพราะประเทศที่คนยังมี “เรื่องดีร่วมกัน” จะรักษาพลังใจและความเชื่อมั่นร่วมได้ดีกว่า ประเทศที่เหลือแต่ประเด็นให้ด่ากัน

5) มันไม่ใช่แค่บันเทิง—แต่มีมิติ “คืนกำไรสังคม”
หลายรายการมีมิติการกุศลและกิจกรรมคืนกำไรสังคม ทำให้ภาพของอีเวนต์ไม่ใช่แค่มาแข่งแล้วกลับ แต่มีผลกับพื้นที่จริง ทั้งในมุมโรงพยาบาล ชุมชน หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ

สรุปแบบตรงๆ
คนไทยควรสนใจ LPGA ที่จัดในไทย เพราะมันคือแพลตฟอร์มที่ทำให้
• ประเทศได้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือระดับโลก
• เมืองเจ้าภาพได้แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจจากอีเวนต์มาตรฐานสูง
• เยาวชนได้แรงบันดาลใจจากนักกีฬาหญิงไทยระดับโลก
• สังคมได้ “เรื่องร่วม” ให้เชียร์ในวันที่เราเหนื่อยกับความขัดแย้ง

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- เว็บไซต์ทางการ Honda LPGA Thailand: https://www.hondalpgathailand.com/
- LPGA.com ข่าว/สรุปผลรายการ: https://www.lpga.com/
- Reuters (รายงานเกี่ยวกับนักกอล์ฟ/บรรยากาศรายการ): https://www.reuters.com/
- Bangkok Post (ข่าวกีฬา/อีเวนต์ในไทย): https://www.bangkokpost.com/

ผลไม้ไทยขึ้นห้างกลางกรุง!! ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง บุกสยามพารากอน จันทบุรีโชว์พลัง Soft Power ผ่านงาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” ดันผลไม้ไทยสู่ Soft Power ระดับโลก

“Thailand, The Land of Tropical Fruits”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนพลัง Soft Power ไทย

ที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ของผลไม้เมืองร้อนจากผืนแผ่นดินตะวันออก

งาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ณ Gourmet Market สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ภายในงานได้รวบรวมผลไม้คุณภาพจากจันทบุรีและหลายพื้นที่ของไทย

ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด มาไว้กลางห้างกลางกรุง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและอบอุ่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเชิญเอกอัครราชทูต และผู้แทนทางการทูตจากหลายสิบประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสรสชาติผลไม้ไทยสดๆ จากสวน

และเปิดประสบการณ์เสน่ห์แห่ง “ผลไม้ไทย” ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นบนเวทีโลก

ไม่ใช่เพียงเทศกาลผลไม้ แต่คือการนำเสนอประเทศไทย ผ่านรสชาติ วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ในวันที่ “ผลไม้ไทย”

กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top