Sunday, 7 June 2026
PoliticsQUIZ

‘อนุทิน’ ลั่น ‘กัญชา’ จะไม่ถอยสู่ยาเสพติด เหตุเริ่มลงทุนไปแล้ว ทั้งด้านการแพทย์-ศก.

ถอยไม่ได้แล้ว 'อนุทิน' เผยให้ 'กัญชา' กลับไปเป็นยาเสพติดไม่ได้แล้ว หลังกลุ่มคณะแพทย์ รพ. รามาฯ ขอชะลอจัดกิจกรรมกัญชา หวั่นเด็ก-เยาวชนเข้าถึง เหตุเริ่มมีการลงทุน ใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยมะเร็ง ฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ (27 ก.ค. 65) สืบเนื่องจากกรณีที่คณะแพทย์ และศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 851 คน ออกมาแสดงจุดยืน ขอให้ชะลอการจัดกิจกรรมกัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย

โดยวานนี้ (26 ก.ค. 65) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุความคืบหน้า ร่างกฎหมาย พรบ. กัญชง-กัญชา พ.ศ. ….ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นเดือน ส.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะช่วยผลักดันให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้

ส่วนเรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ ตนเองรับฟังและขอบคุณทุกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องที่ต้องแก้ไข จะนำกลับไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมมาธิการฯ ส่วนของการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชายังต้องเดินหน้า เพราะประเทศต้องเดินต่อไป และยืนยันว่า เด็กเข้าถึงกัญชาไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย คนที่ทำผิดกฎหมายต้องพิจารณาตัวเอง

‘วิษณุ’ เผย ‘บิ๊กตู่’ ไม่เคยถาม ปมบัตรเลือกตั้ง ย้ำชัด ไม่ควรกลับไปใช้บัตรใบเดียว เหตุต้องแก้รธน.อีกรอบ

‘วิษณุ’ เผย ‘บิ๊กตู่’ ไม่เคยถาม ปมบัตรเลือกตั้ง ชี้ หวนใช้บัตรใบเดียวไม่ควรเกิด แจง แก้กฎหมายลูกต้องให้ทัน 15 ส.ค. นี้ ลั่น หากไม่ทัน ถือเป็นความบกพร่องสภาฯ ต้องขุดร่างกกต.มาใช้ทุกมาตรา 

เมื่อเวลา 10.35 น.วันที่ 1ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อถกเถียงเรื่องของการใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ กับสองใบ ในอนาคตจะสามารถกลับไปใช้หนึ่งใบ ได้หรือไม่ ว่า ไม่เคยได้ยิน แต่เห็นจากข่าวและไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้บัตรใบเดียวได้อย่างไร เพราะเดิมมีการใช้บัตรใบเดียว ต่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ดังนั้นหากจะกลับไปใช้บัตรใบเดียวอีก ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง และไม่รู้ว่าจะทำอย่างนั้นทำไม 

ผู้สื่อข่าวถามว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เคยพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เคยพูดถึง ไม่เคยมีการถามทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และไม่เคยมีใครมาคุยกับตนเรื่องนี้เช่นกัน 

เมื่อถามว่าแสดงว่าแนวทางที่จะกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวไม่ควรเกิดขึ้นใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า  ใช่ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะใช้หาร 500 หรือ 100 นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เห็นเถียงกันนานหลายเดือนแล้ว ว่าจะใช้สูตรหารด้วย 500 หรือ 100 

เมื่อถามว่าหากดึงเวลาให้ผ่านวันที่ 15 ส.ค.นี้ จะต้องกลับไปใช้ร่างของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อถึงวันที่ 15 ส.ค. แล้วการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบและธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส ยังไม่เสร็จ ก็จะถือว่าทำเสร็จไม่ทันตามกรอบเวลา 180 วัน ต้องกลับไปใช้ร่างเดิมที่กกต.เสนอมาทุกมาตรา 

‘บิ๊กน้อย’ เปิดใจนำทัพพรรครวมแผ่นดิน ยัน!! ไม่ใช่พรรคอะไหล่-แตกแบงก์พัน

(1 ส.ค. 65) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย ให้สัมภาษณ์เปิดใจก่อนเข้าร่วมประชุมวิสามัญพรรคพลังชาติไทย ครั้งที่1/2565 ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อพรรคเป็นพรรครวมแผ่นดิน ว่า…

“เหตุผลจริง ๆ แล้ว ตนทำการเมืองได้มาระยะหนึ่ง และไปเจอกับสิ่งที่เราได้เห็น และยังมีสิ่งที่เราไม่ได้ทำ ซึ่งคิดว่า หากปล่อยทิ้งไปก็จะไม่ดี อีกทั้งยังมีคนที่เราพาเข้ามาในการเมือง และตอนนี้เขาไม่มีที่พึ่ง ตนจึงต้องกลับมา หาบ้านให้เขาอยู่ให้เรียบร้อยนี่คือเหตุผล ส่วนคนที่จะมาร่วมงานด้วยนั้น ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเดิมที่ตามมาด้วย ซึ่งก็มีหลายคนที่เขาอยากเล่นการเมือง จึงมาอยู่ร่วมกันในพรรคนี้ และต้องการหาพรรคการเมืองใหม่ที่ให้ตนเป็นผู้นำ จึงขอกลับมาอีกครั้ง เพราะเราไม่ได้ทำอะไรในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

เมื่อถามว่า จะมีกลุ่ม ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทยและกลุ่มพรรคเล็ก โดยเฉพาะกลุ่ม 16 เข้ามาร่วมงานด้วยหรือไม่ พลเอกวิชญ์ กล่าวว่า ตนไม่เคยคุยกับใครทั้งสิ้น แต่ในส่วนของพรรคพลังชาติไทย มี ส.ส.คนเดียว คือ นางบุญญาพร นาตะธนภัทร ก็ได้คุยกันอยู่แค่นั้น ยังไม่เคยคุยกับคนอื่น พร้อมยืนยันว่าไม่มีการดีล กับพรรคเล็กตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่วนที่สื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปลง ก็ไม่ทราบว่ามาจากใคร แต่ยืนยันว่า ไม่เคยคุยกับใครแน่นอน 

เมื่อถามว่าพรรครวมแผ่นดินจะเป็นพรรคอะไหล่ พรรคแตกแบงค์พันหรือไม่ พลเอกวิชญ์ กล่าวว่า “ไม่จริง เพราะตนมาทำทุกอย่างก็เพื่อสมาชิกพรรคเดิม ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และสุดท้ายเขาไม่มีที่ไป และเมื่อไม่มีที่ไปก็ต้องหาบ้านให้เขาอยู่ และไหน ๆ มาแล้วก็จะต้องทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชนต่อ”

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก่อนมาตั้งพรรคหรือไม่ พลเอกวิชญ์ กล่าวว่า “พลเอกประวิตร ไม่เกี่ยว ที่ตนทำตรงนี้ ทำเพื่อสมาชิกพรรคเก่า ที่เขาเดินตามตนมา เมื่อถึงเวลาจะทิ้งเขาไม่ได้ มันดูไม่ดีจึงต้องกลับมาดูแลเขาต่อ

“ส่วนเรื่องสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พลเอกวิชญ์ ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา ต้องทำในส่วนของเรา ให้ดีที่สุด ส่วนสูตรจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสภา จะพิจารณา เราไม่มีสิทธิ์ไปก้าวล่วง”

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโจทย์ยาก เพราะพรรคยังไม่มีบิ๊กเนม พลเอกวิชญ์ กล่าวว่า “การเมืองเป็นเรื่องยากมาก สำหรับคนใหม่อย่างเรา แต่ตอนนี้ก็เริ่มชินแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานให้ประชาชน เราควรต้องทำให้มากที่สุด และช่วงเวลานี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนหลายเรื่อง ดังนั้น หากเราไม่ช่วยกัน ก็อยู่ที่ประชาชนว่าจะเห็นชอบกับเราหรือไม่”

คนไทยอาจทะเลาะกันเองได้ แต่การต่างประเทศไม่ควรจะถูกเอามาเป็นเครื่องมือในการทะเลาะกัน เพราะต้องเลือกสิ่งเดียว คือ การรักษาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ประเทศไทยเป็นหลัก

คนไทยอาจทะเลาะกันเองได้ แต่การต่างประเทศไม่ควรจะถูกเอามาเป็นเครื่องมือในการทะเลาะกัน เพราะต้องเลือกสิ่งเดียว คือ การรักษาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ประเทศไทยเป็นหลัก

นางพรพิมล กาญจนลักษณ์ 
ที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ และผู้แทนพิเศษของรมว.ต่างประเทศด้านเมียนมา

ไม่นานมานี้ นางพรพิมล กาญจนลักษณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้านเมียนมา ได้ตอบข้อสงสัยหลายประเด็นเกี่ยวกะบบทบาทของไทยกับเมียนมาที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวในเมียนมา รวมถึงการนำเรื่องเมียนมา มาโยงกับการเมืองไทย ดังนี้...

>> การประหารชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมียนมา 

พรพิมล "เรามีความกังวลมากมาก การที่เขาเลือกจะประหารมันบอกอะไรหลายอย่าง ซึ่งประเทศไทยไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้น การตัดเมียนมาออกไปการปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติโดยสิ้นเชิง ทำให้การตัดสินใจทุกอย่างอยู่ในมือของเขาทั้งหมด ไม่ว่าอาเซียนหรือใครก็จะไม่มีอิทธิพลต่อความคิดหรือการกระทำของเขาทั้งนั้น และการที่เรามีปฏิสัมพันธ์ (engage) กับเขา ไม่ได้หมายความว่าเราให้การรับรองความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย (legitimacy) แต่เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเขา เพราะไม่มีการเจรจาสงบศึกใด ๆ ที่จะทำได้โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับทุกภาคส่วน (stakeholders) ที่เกี่ยวข้อง

‘เพื่อไทย’ เตือนตู่ หยุดประเคน ‘กองทัพ’ ถลุงซื้ออาวุธ ชี้!! งบความมั่นคง 2 แสนลบ. ดูเกินความจำเป็น

‘พรรคเพื่อไทย’ เตือน ‘บิ๊กตู่’ หยุดประเคนงบฯ ความมั่นคง 2 แสนล้านบาทแก่กองทัพ หลังพบหลายส่วนงบประมาณเกินความจำเป็น ชี้ เวลานี้ชาวบ้านยังลำบาก ควรนำงบมาจัดสรรเพื่อดูแลประชาชนก่อน

นายนพพล เหลืองทองนารา ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กล่าวว่า “ขอเตือนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เงินงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินของประชาชน มีไว้เพื่อดูแลประชาชนไม่ได้มีไว้เพื่อซื้ออาวุธประเคนกองทัพ การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งเครื่องบินรบ เรือดำน้ำและรถหุ้มเกราะของกองทัพ มันไม่มีความจำเป็นในช่วงที่ประเทศและประชาชนกำลังยากลำบากจากวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตโรคระบาด ควรนำงบฯ ไปแก้วิกฤตและปัญหาให้ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่า” 

นพพล กล่าวอีกว่า ในการจัดสรรงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมนั้น พบความพยายามจัดสรรเกินความจำเป็น ไม่ตรงกับวิกฤตปัญหา ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศ

ครม. เคาะ 1.4 หมื่นล้าน จ่ายค่าตอบแทน-ค่าเสี่ยงภัย ให้บุคลากรทางการแพทย์ - สาธารณสุข

ครม. อนุมัติงบ 14,510 ล้านบาท จ่ายค่าตอบแทน-ค่าเสี่ยงภัย ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 6 โครงการ 

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบกรอบวงเงิน 14,510.3059 ล้านบาท สำหรับชำระค่าตอบแทน ค่าเสี่ยงภัย แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จากภารกิจที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการปรับกรอบวงเงินของโครงการให้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจนถึงเดือน มิ.ย. 2565 และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จำแนกค่าใช้จ่ายตามประเภทบุคลากรทางการแพทย์ ระยะเวลาที่ค้างจ่ายเป็นรายเดือน ตลอดจนปรับแผนการดำเนินงาน แผนเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับกิจกรรมภายใต้โครงการในกลุ่มดังกล่าว

ก้าวไกล ติง ‘ทัพฟ้า’ ควรฟังเสียงประชาชน อย่าดึงดันซื้อบินรบ F-35A ในภาวะวิกฤติ

อดีตทหารอากาศ ‘พรรคก้าวไกล’ จวกกองทัพบก ของบซื้อเครื่องบินรบ ในขณะที่ประชาชนเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ

ธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตลาดพร้าว วังทองหลาง พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พลอากาศตรี ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงผลกระทบกรณีการเลื่อนโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน หลังจาก กมธ. ตัดงบประมาณจัดซื้อ ‘F-35 A’ ว่า ปัจจุบันกองทัพอากาศมีเครื่องบินขับไล่โจมตี 5 ฝูงบิน โดยได้ปรับปรุงขีดความสามารถของอากาศยานที่มีอยู่ เพื่อให้ดำรงขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจเอาไว้

ธนเดช ระบุว่า ตนในฐานะอดีตทหารอากาศ ตระหนักและเข้าใจดีถึงความสำคัญของการจัดเตรียมกำลังให้มีขีดความสามารถและศักย์กำลังรบพร้อมรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ การจัดซื้ออาวุธหรือฝูงบินรบที่ทันสมัยอย่าง F-35A  ที่กำลังเป็นข่าวก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ควรอยู่บนยุทธศาสตร์ที่มีการวางแผนอย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดและสามารถตอบคำถามประชาชนได้ ไม่ใช่จัดซื้อเพราะได้ลดราคา

ที่สำคัญคือตอนจะซื้อก็ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ กรณี F-35A นี้ ถ้าจำกันได้ ในเดือนมกราคมก็ผ่านเข้าครม. ทั้งที่ประชาชนกำลังอยู่ในช่วงข้าวยากมากแพง แถมยังโดนผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมัน ไฟฟ้า ปุ๋ย อาหารสัตว์แพงไปหมด ส่งผลให้ค่าครองชีพต่าง ๆ ก็แพงไปด้วย มีหลายครอบครัวครับที่ถึงกับต้องให้ลูกหลานออกจากโรงเรียนกลางคัน และมีการประเมินกันว่า ตัวเลขในปีนี้อาจมีเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากการศึกษาถึงล้านคน แทนที่ท่านจะเอาเงิน 7,400 ล้านบาทก้อนแรกที่ท่านจะใช้ ไปทำในสิ่งที่จำเป็นเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือประชาชน ช่วยเหลือเด็ก ๆ กองทัพควรตระหนักได้ว่าทรัพยากรมนุษย์นี่ล่ะ คือ ความมั่นคงในอนาคตของจริง แต่ท่านกลับเอาแต่งอแงเหมือนเห็นของเล่นใหม่ 

ภูมิธรรม ซัด!! ประยุทธ์ ถึงเวลามียางอาย คืนอำนาจกลับไปให้ประชาชน

23 สิงหาคม 2565 นี้ ‘ประยุทธ์’ จะครองอำนาจครบ 8 ปี จะได้รู้กันว่าใครสนับสนุนเป็นเนติบริกรคุ้มครองให้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยไม่รู้จักอายและไม่สนใจว่าจะ ย่ำยี หลักการรัฐธรรมนูญซ้ำ ๆ ครั้งที่เท่าไหร่
...ถึงเวลา มียางอาย คืนอำนาจกลับไปให้ประชาชน

ภูมิธรรม เวชยชัย 
ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
2 สิงหาคม 2565

ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความหัวข้อ ‘สิงหาคม 2565 ประยุทธ์ ครองอำนาจที่ยึดมาจากประชาชน และเป็นนายกฯ ต่อเนื่อง ครบ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ ได้เวลา มียางอาย คืนอำนาจกลับไปให้ประชาชน’ ระบุว่า 8 ปี ภายใต้ระบอบการเมืองแบบ ‘ประยุทธ์’ ซึ่งใช้อำนาจที่ยึดมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารประเทศ 4 ปีกว่า แล้วจัดแจงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับ ‘เผด็จการอุ้มสม’ โดยอาศัยฐานอำนาจของ 3 ป. ทั้งส่วนของกลุ่มทุน ทหาร ข้าราชการเกษียณ จัดการเลือกตั้งสร้างกลไก ส.ว. และ พรรคการเมืองบางส่วนที่ไร้อุดมการณ์กลับคำที่ให้ไว้กับประชาชน ยกมือยอมให้ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เคยใส่ใจทุกข์ยากของประชาชนเข้ามาบริหารประเทศต่อเนื่อง

‘ประยุทธ์’ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยฟังเสียงประชาชน ไม่เคยมีนโยบายที่สร้างความหวังให้ประชาชนและประเทศชาติ จะมีก็แต่มาตรการเจียดเงินมาจ่ายแจกทีละน้อย คิดแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบบ ‘ปัดปัญหาออกพ้นตัว’ มากกว่าการดำเนินนโยบายที่ส่งผลเชิงโครงสร้าง และภาพรวมของการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะปัญหาเหลื่อมล้ำซึ่งส่งผลในระยะยาว

การครองอำนาจยาวนานถึง 8 ปีภายใต้ฐานอำนาจ ฐานทุนที่จับมือร่วมกัน เป็นการบริหารที่สร้างผลประโยชน์ผูกขาดอย่างมหาศาลให้ประยุทธ์และพวกพ้อง เป็นการบริหารประเทศโดยผู้นำที่ขาดคุณสมบัติทุกประการ ทั้งความรู้ วิสัยทัศน์ มารยาท วุฒิภาวะทางอารมณ์ และความชอบธรรม

8 ปีภายใต้การบริหารของ ‘ประยุทธ์’ เราได้เห็นการทำสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นถูก แบบหน้าไม่อาย ทำลายหลักนิติธรรม นิติรัฐ เพียงเพื่อให้ตัวเองและพวก ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปได้ พร้อมกับสกัดกั้นกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่างในทุกรูปแบบ

วันนี้เราจึงได้เห็น วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไร้ความรับผิดชอบต่อประชาชนและหลักการประชาธิปไตย กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ซ่อนเร้นอำนาจและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ซึ่ง ‘ประยุทธ์และพวก’ ร่วมกันออกแบบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงหลักการใด ๆ ทั้งที่รัฐธรรมนูญในประเทศประชาธิปไตยทั่วไปเป็นกฎหมายสูงสุด ใช้เป็นหลักในการปกครองของทุกประเทศ โดยให้เกียรติให้คุณค่ากับประชาชน เห็นประชาชนเป็นใหญ่ และต้องออกแบบให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นเสมือนหลักยึด เพื่อให้เกิดระบบการเมืองที่สร้างสมดุลและคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพตลอดจนผลประโยชน์ของทุกคนในสังคม

แต่…สำหรับรัฐธรรมนูญประเทศไทย ภายใต้การนำของประยุทธ จันทร์โอชา ที่ยกมือยิ้มร่ายอมรับว่าเป็นผู้นำรัฐประหาร อย่างหน้าชื่นตาบาน นอกจากจะยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ยังสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะควบรวมครอบอำนาจกลับมาไว้ที่ตนเองทั้งหมด ไม่เคยตระหนักรู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกขมขื่นแค่ไหน ไม่เคยรู้ว่าสังคมโลกมองผู้นำประเทศไทยอย่างไร เพราะผู้นำคนนี้ ไร้สำนึกรู้ถึงความน่าละอายของการทำรัฐประหาร ที่เป็นต้นเหตุฉุดรั้งประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม ให้ตกต่ำถึงขีดสุด

ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ จึงไม่ได้ทำเพราะผลประโยชน์ประชาชน แต่ใช้อำนาจ สั่งการแก้ไขเพื่อให้ตนและพวกพ้องอยู่ในอำนาจได้ยาวนานที่สุด ทำให้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ขาดความน่าเชื่อถือ ไร้หลักการประชาธิปไตย

….ประเทศไทย รัฐบาลไทย รัฐสภาไทย เราเดินมาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร ?

คำตอบ คือ เพราะ 8 ปีของประยุทธ์นั้นกล้ากระทำการทุกเรื่องที่ผิดหลักการ ผิดกติกาได้เพราะถือดีว่า ‘พวกตนยึดกุมและควบรวมอำนาจการปกครองในประเทศ’ ไว้เพียงกลุ่มเดียว …ดังนั้น อยากทำอะไรก็ทำได้ไม่เกรงกลัวใคร เนื่องจากมีกลไก ส.ว. 250 คน ซึ่งล้วนเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาและพวกพ้อง กำหนดให้มีอำนาจล้นพ้น สามารถ ควบคุมกติกา กำหนดตัวนายกรัฐมนตรี และทำทุกอย่างตามใบสั่ง โดยไม่ได้ตระหนักและคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของตำแหน่ง ส.ว. แต่ทำให้กลายสภาพจากที่ปรึกษาในสภาฯ มาเป็นลิ่วล้อหุ่นยนต์ ยกมือเพื่ออุ้ม ‘ประยุทธ์’ คนเดียว

'โทนี่' เดือด!! โยนเผือกร้อนให้ 'ลูกสาว' กลับไทยปีไหน กลับอย่างไร ไปถามดู

'ทักษิณ' ยังเพ้อไม่หยุด โยนเผือกร้อนให้ลูกสาวเป็นคนพูดว่าจะกลับไทยปีไหน กลับอย่างไร ลั่นไม่ให้ความสำคัญกับคนที่ท้าทาย ชีวิตจะเป็นคนกำหนดเอง

(3 ส.ค. 65) เฟซบุ๊กแฟนเพจ CARE คิด เคลื่อน ไทย เผยแพร่คำพูดของ นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี วู้ดซัม อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวใน CARE ClubHouse หัวข้อ 'คุยสุดตาซ วาดอนาคตคน Gen Z .' เมื่อค่ำวันอังคาร ตอนหนึ่งว่า...

“กลับแน่นอน อยากรู้รายละเอียดให้ไปถามลูกสาวผม”

มีคนถามว่า 'พี่โทนี่จะกลับไทยเมื่อไหร่เพราะมีคนท้าในสภา'

'แรมโบ้' หอบดอกไม้ร่วมยินดี 'รวมไทยสร้างชาติ' ลั่น!! ตั้งพรรค 'เทิดไท' หนุน 'ประยุทธ์' เหมือนเดิม

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่สโมสรราชพฤกษ์ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้มามอบดอกไม้แสดงความยินดีพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมกล่าวว่า ถึงเวลานี้หากจะถามว่าสนับสนุนชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตนขอบอกว่าในอดีตที่ได้ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาตินั้นสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แต่ในวันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติจะเสนอชื่อใครคงต้องแล้วแต่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค ตนมาในวันนี้เพียงมาแสดงความยินดี เมื่อได้ขุดหลุมสร้างตอม่อสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติมาแล้ว แต่ก็ได้ลาออกแล้ว จากนี้ก็ยกภารกิจให้นายพีระพันธุ์และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ไปสานต่อ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตนเคยบอกว่าหัวหน้าพรรค ๆ นี้คือบิ๊ก 'ต' นั่นคือบิ๊กตุ๋ย นายพีระพันธุ์ ตนภูมิใจที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ขับเคลื่อนเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในอนาคต จึงขอร่วมแสดงความยินดี และโดยส่วนตัวไม่ว่าตนจะทำงานที่ไหนพรรคใดยังคงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top