Sunday, 7 June 2026
PoliticsQUIZ

แลกหมัด!! ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล

จากกรณีที่ น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประเด็นเหมืองทองอัครา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดินกระทำความผิด ใช้มาตรา 44 และมติครม. ออกคำสั่งระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำจนทำให้เกิดความเสียหาย แม้เรื่องเหมืองทองอัคราจะถูกนำมาอภิปรายในสภาไปแล้ว และดูจะไม่จำเป็นต้องเอามาอภิปรายอีกครั้ง เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดนั้น

ด้านรมต.อุตสาหกรรม ก็ได้ออกมาชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง โดยยืนยันว่า ปมพิพาทเหมืองทองอัครา ยืนยันนายกฯ สั่งศึกษารอบด้าน-ยึดประโยชน์ชาติ และโอกาสชนะทางคดีมีกว่า 60% 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีตามรับธรรมนูญมาตรา 151 ประเด็นข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่มีการใช้มาตรา 44 ปิดเหมืองทองอัครา กรณีที่น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ระบุว่า...

ที่ผ่านมามีการเสนอให้นายกฯ ยกเลิกการใช้มาตรา 44 ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้นายกฯ ใช้มาตรา 44 ระงับทำเหมืองอัคราชั่วคราว โดยไม่ใช้กฎหมายทั่วไป

พล.อ.ประยุทธ์ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบเกือบ 3 ปี ก่อนใช้มาตรา 44 ตามข้อเสนอ เพื่อความปลอดภัยประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใด

ส่วนเอกสารกระทรวงต่างประเทศที่ทักท้วงการใช้มาตรา 44 นั้น เป็นการพูดความจริงครึ่งเดียว เอกสารดังกล่าวระบุว่า หากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 จะต้องทำเพื่อป้องกันสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม

กรณีนี้จึงออกคำสั่งที่คำนึงถึงสุขภาพประชาชนเป็นสำคัญ

ส่วนที่บริษัททนายฝ่ายไทยประเมินไทยแพ้คดีแน่ ก็ไม่เป็นจริง หนังสือดังกล่าว ตนเสนอครม.รายงานการต่อสู้คดี ประเมินว่า ฝ่ายไทยมีโอกาสชนะ 66% แพ้ 34% ไม่ใช่แพ้คดีแน่นอน ถ้าบริษัทคิงส์เกตมีโอกาสชนะ 100% ได้ค่าเสียหาย 3 หมื่นล้านบาท คงไม่มาเจรจารัฐบาลไทย

ที่ผ่านมา คิงส์เกตกำไรปีละ 800 ล้านบาท ต้องใช้เวลา 38 ปี จึงได้เงินดังกล่าว ถ้าคิดว่าชนะแน่ คงไม่เจรจา ถ้าได้เงิน 30,000 ล้านบาทแน่นอน หลังจากคิงส์เกตเห็นข้อต่อสู้ฝ่ายไทย จึงเข้าใจสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่ ทางบริษัท อัคราจึงกลับมาขอประทานอาชญาบัตร พื้นที่ 44 แปลง ส่วนการขออาชญาบัตรแสนกว่าไร ปัจจุบันยังไม่เดินเรื่องขอ ยังไม่อนุญาตใดๆ หากมาเดินเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาต ต้องดูแผนสำรวจมีความเหมาะสมหรือไม่

'นายกฯ' ยัน!! ทุกปัญหา 'ศก.-เงินเฟ้อ-พลังงาน' แก้ไขเต็มที่ พ้อ!! จุดแข็งประเทศมีมาก แต่หลายคนชอบโจมตีเรื่องลบ ๆ

นายกฯ ชี้แจง!! รัฐบาลแก้ไขวิกฤตราคาพลังงานสูง เงินเฟ้อ ยืนยันดูแลทุกด้านเศรษฐกิจสาธารณสุขตามแนวทางสายกลางอย่างเต็มความสามารถ

เมื่อค่ำของวันที่ 21 ก.ค.65 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยได้ชี้แจงต่อเรื่องวิกฤตด้านพลังงานสูง ของแพง น้ำมันแพง เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจริงกับไทย และเกิดกับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเกิดจากผลกระทบของโรคโควิด-19 สงคราม ผลพวงจากนโยบายการเงิน-การคลังของประเทศใหญ่ ๆ ที่ใช้ในการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยเฉพาะนโยบาย Zero Covid Policy ในบางประเทศ ก่อให้เกิดการผันผวนทางเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งอัตราค่าเงิน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย เกิดปัญหาขึ้นกับทุกประเทศ เป็นไปตามหลักการเศรษฐศาสตร์ 

"อัตราเงินเฟ้อโลกพุ่งสูงมากในช่วงโควิด เกิดกับทุกประเทศแม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจ ก็ได้รับผลกระทบ หากดูราคาน้ำมันดิบ ช่วงโควิด ราคาน้ำมันต่ำลงมากในช่วงที่ไม่มีการเดินทาง เมื่อเปิดประเทศมีการเดินทางและปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันดิบแพงขึ้น 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งไทยต้องนำเข้ามากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และได้มาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งก็ไม่มากนัก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติภัยครั้งใหญ่ของโลก เป็นคลื่นที่พัดพาความเสียหายเหล่านี้มายังประเทศไทย แม้ในบางพื้นที่จะดีขึ้น แต่ก็ยังฝากความเสียหายกับเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกอย่างมหาศาล ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เรียกประชุมหลายครั้ง และประชุมหารือในเรื่องจำนวนคนเสียชีวิตจากโควิดทั่วโลกยังคงมีจำนวนสูง มีการปิดเมือง ปิดประเทศและการเดินทาง ทำให้ธุรกิจเสียหาย และกว่าจะตั้งหลักใหม่ต้องใช้เวลาพอสมควร หลายประเทศเลือกใช้นโยบายเศรษฐกิจนำหน้าสาธารณสุข ส่งผลให้จำนวนคนตายเยอะกว่าค่าเฉลี่ยโลก บางประเทศเป็นผู้ผลิตวัคซีนและยา เมื่อเกิดการผันผวนทางเศรษฐกิจ มีเกิดภาวะเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสูง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเสียหาย ทำให้เกิดเงินเฟ้อมหาศาล หลายประเทศต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจัดการดูแลสิ่งเหล่านี้อยู่

"ขณะที่บางประเทศ ใช้สาธารณสุขนำหน้าเศรษฐกิจ ผลคืออัตราคนตายน้อยลง และเศรษฐกิจผันผวนน้อยกว่า อย่างไรก็ดี ไทยใช้ทางสายกลาง สร้างความสมดุลระหว่างสุขภาพและปากท้อง ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ใช้มาตรการควบคุมเท่าที่จำเป็น ขอยืนยันว่า ไม่ได้ใช้เพื่อควบคุมการชุมนุม เพียงต้องการควบคุมสถานการณ์โควิด ไม่ต้องการให้มีการเสียชีวิต จึงต้องรักษาทางสายกลางให้ได้ ไม่ให้เกิดความเครียดจากโควิด เศรษฐกิจ และความขัดแย้ง สังคมไทยต้องไม่เครียดเกินไป กิจกรรมที่มีความเสี่ยงมากต้องควบคุม"

นายกฯ กล่าวอีกว่า อัตราการตายของไทยอยู่ระดับต่ำมาก อยู่ในลำดับ 127 ของโลก อันดับที่ 6 ของอาเซียน แต่นายกรัฐมนตรียังคงไม่พอใจ รัฐบาลทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งการกู้เงิน เพื่อจัดหาวัคซีน รักษาประชาชน ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 1.5 ล้านล้านบาท ใช้เงินกว่า 854,000 ล้านบาท แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบกว่า 45 ล้านราย ยืนยันว่า รัฐบาลนำเงินช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย ผ่านโครงการเราชนะ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ม.33 ช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟ คนละครึ่ง รักษาการจ้างงาน SMEs

ในส่วนของการดำเนินการที่ผ่านมา นายกฯ เผยว่า เป็นผลดีพอสมควร ได้รับการร่วมมือจากนโยบายเปิดประเทศได้อย่างดี หลายประเทศชื่นชมไทย หารือความร่วมมือกับไทยเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาโควิด และมีการจัดตั้งศูนย์โรคระบาดใหม่ที่ไทย จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียง องค์กรระหว่างประเทศชื่นชมไทยว่า ดูแลโควิดได้ดีที่สุด เป็นต้นแบบความสำเร็จอันดับ 3 ของโลก 

นอกจากนี้ เรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP หลายประเทศมีนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ ไทยก็เช่นกัน และมีการกำหนดเป็นไปตามหลักการสากล โดยไทยรักษาหนี้สาธารณะได้อย่างดี ซึ่งจากข้อมูลของ IMF ไทยมีหนี้สาธารณะเป็นเพียงสีส้มอ่อน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศ ไทยมีหนี้สาธารณะไม่มาก ทั้งนี้ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และวิกฤตพลังงาน ซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนค่าลง รัฐบาลมีความพยายามในการแก้ไขปัญหามาตลอด เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยไว้ให้ได้ ดูแล ลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ลดผลกระทบภาวะเงินเฟ้อ เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาปรับตัวด้วยมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น การช่วยเหลือซื้อก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมันให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ก๊าซ NGV รักษาราคาน้ำมันดีเซล เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าให้ได้มากที่สุด ขายสินค้าราคาถูกผ่านร้านธงฟ้า ตลอดจนได้เสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ และแรงงานในระบบประกันสังคม ด้วยการลดเงินสมทบประกันสังคม ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน ทุกมาตราเป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2565 โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 34,540 ล้านบาท และได้ต่อมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนกันยายน 2565 

"รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่มาโดยตลอด และสามารถประคับประคองประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้ และแม้ปัจจุบันจะเผชิญหน้ากับแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะสูงที่สุดในรอบ 13 ปี แต่ยังรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศไว้ได้ในระดับที่ดีเหมือนก่อนเจอวิกฤต ต่อจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะแย่ลง หลายประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ๆ กำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือ Recession ในขณะที่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ถึงสูงมาก รัฐบาล และธนาคารกลางทั่วโลก ต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจตึงตัว รวมถึงการดึงเงินกลับเข้าประเทศ (Quantitative Tightening) และออกมาตรการต่างๆ ขึ้นดอกเบี้ย ขึ้นภาษี เพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ที่มีการกู้เงินในช่วงวิกฤตโควิด และกำลังเผชิญกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือใช้จ่ายประจำ และลงทุนน้อยลง ก็จะเป็นสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก"

'โรม' จัด ‘ตั๋วช้าง’ ภาค 2 พร้อมเซอร์ไพรส์ แฉ 'ประยุทธ์' ควัก 937 ล้าน กลบหนี้ ‘กองบินตำรวจ’

‘ตั๋วช้าง’ ภาค 2 ฉายแล้ววันนี้ ‘โรม’ จัดให้ BIG SURPRISE แฉแหลก ทำไม ‘ประยุทธ์’ ยอมควักงบกลาง 937 ล้าน อุ้ม พล.ต.ต.ก กลบหนี้เน่าทุจริต ‘กองบินตำรวจ’

22 กรกฎาคม 2565 ณ ห้องประชุมสุริยัน สัปปายะสภาสถาน รัฐสภา รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการตำรวจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ กรณีปล่อยปละละเลยทุจริตที่เกิดขึ้นในกองบินตำรวจ ทั้งยังมีการยอมให้ใช้ ‘ตั๋วช้าง’ อีกประเภทหนึ่งเป็นเกราะกำบังเพื่อไม่ให้ใครหรือหน่วยงานใดกล้าตรวจสอบได้

รังสิมันต์ กล่าววว่า คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ พล.ต.ต.ก หรือชื่อจริงคือ กำพล กุศลสถาพร ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบินตำรวจ (บ.ตร.) โดยระหว่างนั้นได้ดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการซ่อมบำรุงอากาศยาน กับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้ดำเนินการซ่อมและจัดหาอะไหล่ ตามงบประมาณปี 2563 จำนวนกว่า 950 ล้านบาท แต่ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2564 การบินไทยได้ยื่นหนังสือทวงหนี้มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงทำให้พบว่ากองบินตำรวจ โดย พล.ต.ต.กำพล และพวก ได้สั่งจ้างสั่งซื้อเพิ่มเติมเกินกว่างบประมาณที่วางไว้ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการเป็นจำนวนถึง 2,774 ล้านบาท ซึ่ง 2 ใน 3 ของทั้งหมดนี้ กองบินตำรวจไม่สามารถเบิกจากคลังมาจ่ายได้ และกว่า 784 ล้านบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซ่อมเครื่องบินเลย เช่น ซื้อถังน้ำดับไฟป่า 8 ล้านบาท หรือซื้อตะขอเกี่ยวสินค้า 6.3 ล้านบาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกลับถูกเตะถ่วง ทำให้ล่าช้า และทำซ้ำไปมา ทั้งนี้ กระบวนการตรวจสอบครั้งแรก เริ่มต้นจากการเสนอเรื่องให้ ผบ.ตร. สั่งให้จเรตำรวจตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ในเดือนมีนาคม 2564 แต่กลับใช้เวลากว่า 3 เดือน จึงจะสามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบได้ และเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม 2564 

“ทว่าภายหลังกระบวนการตรวจสอบโดยจเรตำรวจสิ้นสุด กลับมีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปกองวินัยตำรวจเพื่อตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่อีก ขนาดว่าทางกองบินตำรวจทวงถามเรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ก็มีคำตอบกลับมาว่ายังร่างคำสั่งไม่เสร็จ และกว่าจะได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่กันจริง ๆ คือช่วงปลายเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าตั้งมาแล้วผ่านไปอีกหนึ่งเดือนก็ยังวุ่นอยู่กับการเปลี่ยนตัวกรรมการไม่เลิก” รังสิมันต์ ระบุ 

รังสิมันต์ ยังได้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของตำรวจ ได้ทราบเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ สตช. ทำหนังสือขอความช่วยเหลือมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 และต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงนามท้ายหนังสือรับทราบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ยังปล่อยปละละเลยไม่เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง หน่วงเวลาจนกระทั่งกรมบังคับคดีซึ่งดูแลเรื่องการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยส่งหนังสือทวงหนี้ 1,824 ล้านบาท มายัง สตช. อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะปฏิเสธหนี้ก้อนนี้ได้ เพราะตามขั้นตอน สตช. มีเวลาในการปฏิเสธหนี้ภายใน 14 วัน แต่ สตช. กลับล่าช้าทำหนังสือปฏิเสธหนี้ตอบกลับไปเกินเวลาที่กำหนด ทำให้ สตช. ต้องชำระหนี้การบินไทยเป็นจำนวนถึง 937 ล้านบาท ส่วนสาเหตุที่หนี้ลดลงจากเดิม เนื่องจากทางตำรวจไปขอต่อรองกับการบินไทยให้ยกเลิกรายการบางส่วนที่ยังไม่ได้รับพัสดุมาได้

“ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จึงใช้วิธีอนุมัติงบกลางเพื่อใช้หนี้ใน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 และในวันที่ 12 เมษายน 2565 ครม.ก็อนุมัติอีกที รวมถึงยังอนุมัติให้ สตช. สามารถก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าที่กำหนดไว้ในงบประมาณปี 2563 ด้วย มตินี้จึงเหมือนเป็นทั้งการฟอกขาวให้ไปในตัว ทั้งยังนำเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายให้กับการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองบินตำรวจอีกด้วย”

‘สุทิน’ ซัด พปชร.ไร้จุดยืนสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ หวั่น หากรบ.แพ้เลือกตั้ง อาจใช้กลไกทำให้โมฆะ

‘สุทิน’ ซัด ‘นายกฯ’ มองเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก จวก พปชร.โลเลไร้ จุดยืนสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ หวั่นแค่ป่วนล้มเลือกตั้ง ออกตัวไม่อยากชงตีความปม 8 ปี ‘บิ๊กตู่’ กลัวเป็นตราประทับ

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ (22 ก.ค. 2565) ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 22 ก.ค.ว่า หากไม่มีอะไรเป็นอุบัติเหตุทางอารมณ์ในสภา จะสามารถอภิปรายปิดได้ในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. และเชื่อว่าคงเร็วกว่าทุกครั้ง ไม่ได้อภิปรายไปถึง 23.00 น.เหมือนทุกครั้ง แต่ทุกอย่างสามารถคลาดเคลื่อนได้ ส่วนภาพรวมการอภิปรายเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ถือว่าภาพรวมเป็นไปด้วยดี เราพอใจ เพราะมีเนื้อหาที่เข้มข้น มีการทำงานเป็นทีมที่ชัดเจน มีประเด็นใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่น เรื่องการบรรจุลูกคนใกล้ชิดให้ได้เป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่และมาจากคนที่อยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรานำเสนอว่าฝ่ายการเมืองตอบแทนบุญคุณกันโดยไม่เกรงใจประชาชน ไม่ให้ความเป็นธรรมกับลูกชาวบ้าน แต่เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมถึงคนอื่น ๆ ไม่ชี้แจงเลย ถือเป็นประเด็นที่ค้างคาใจประชาชน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเด็น อย่างเรื่องการใช้งบกลางไม่สอดคล้องวัตถุประสงค์ เรื่องเหมืองอัครา เรื่องเครื่องบินรุกล้ำน่านฟ้าประเทศ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่นายกฯกลับตอบให้เป็นเรื่องเล็ก ตนจะอภิปรายสรุปอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลเรื่องงูเห่าจะปรากฎตัวเพิ่มเติมในการโหวตอีกหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ไม่กังวล คิดว่าคงมีประมาณเดิมที่รู้กันอยู่ ซึ่งมีทั้งขาออกขาเข้า ตนไม่อยากให้ความสนใจมือในสภา แต่อยากให้คำนึงถึงศรัทธาและความรู้สึกของคนข้างนอก และประชาชนได้ประโยชน์จากการอภิปรายหรือไม่

'อนุสรณ์' ชี้ สึนามิทางการเมือง จะกวาดล้างระบอบสืบทอดอำนาจ จนสิ้นซาก

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุกลางสภา ไม่ได้เป็นคนทำปฏิวัติ คนที่ทำปฏิวัติเพียงคนเดียวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าได้ทำอะไรผิดไป ยังรีบแอ่นอก ยกมือรับ ยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อยว่าได้ทำปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำลายเกียรติภูมิของประเทศ 

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันกับผู้บังคับบัญชามาตลอดว่าจะไม่ปฏิวัติ แต่ก็พลิกลิ้น สบจังหวะก็กลืนน้ำลาย ชิงจังหวะลงมือปฏิวัติรัฐประหารพฤติกรรมแบบนี้ชายชาติทหารเขาไม่ทำกัน พล.อ.ประยุทธ์ ไปเอาความภาคภูมิใจมาจากไหนนักหนา ที่นำพาประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับ ประเทศถูกยึด ประชาชนผู้เห็นต่างถูกรวบ ฉีกรัฐธรรมนูญ ยื้อการเลือกตั้ง แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ ประเทศต้องจ่ายมหาศาลเพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้อยู่ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผ่านไป 8 ปี เห็นท่าไม่ดี กลัวว่าประชาชนจะสั่งสอน ไม่เห็นโอกาสที่จะชนะเลือกตั้งครั้งหน้า ก็กลับลำพลิกลิ้น เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า กลับไปใช้สูตรหาร 500 ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด 

'สร้างอนาคตไทย' หนุน!! สูตรปาร์ตี้ลิสต์หาร 100 สอดคล้องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่

(22 ก.ค. 65) นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) และผู้อำนวยการพรรค กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ส่งสัญญาณสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 500 อาจไปต่อไม่ได้ เพราะจะมีปัญหาตามมาทีหลัง ว่า รัฐสภามีมติเห็นชอบการใช้สูตรหารด้วย 500 หากจะเปลี่ยนไปใช้สูตรหาร 100 ตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.ท้วงกลับมาที่รัฐสภา ซึ่งก็อยู่ที่รัฐสภาว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ส่วนตัวตนยังสนับสนุนให้ใช้สูตรหาร 100 เนื่องจากเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่

"ต้องรอดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญหรือ กกต.จะมีความคิดเห็นกลับมาอย่างไร เห็นว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือขอให้แก้ไข ส่วนกรณีที่นายสมศักดิ์ ออกมาแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ อาจจะมีนัยยะทางการเมืองสำคัญซ่อนอยู่" นายวิเชียร กล่าว

ซุบซิบเรื่องต่ำๆ กับ สภาฯ ไทย ในศึกซักฟอก 19-22 ก.ค.65

ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 วันผ่านไปอย่างตั้งใจ ใจจดใจจ่อตามที่ฝ่ายค้านโหมโรง ชื่อ ยุทธการเด็ดหัวสอยนั่งร้าน ฟังแล้วตื่นเต้นดี พร้อมกับออกโปสเตอร์หนังมาสร้างวันก่อนทำศึก ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็คิดว่าเงียบ ๆ คอยเตรียมข้อมูลเพื่อตอบโต้ฝ่ายค้าน แต่คืนสุดท้ายก่อนเปิดอภิปราย ก็มีหมัดเด็ดมาเบา ๆ โปสเตอร์เจมส์ตู่ 008 พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันตาย หรือ NO TIME TO DIE ออกมาสู้พอเป็นสีสันโหมโรงกัน ฟังไปฟังมาทั้งสามวันมีแต่เรื่องเดิม ๆ ข้อมูลในเฟซบุ๊กที่ปั่นกันมา 3 ปี 8 ปี ไม่มีหลักฐานเด็ดอะไรเลย

แต่ที่สะดุดจริง ๆ ปรี๊ดขึ้นมาทำให้สภาร้อน ก็ตอน ส.ส.หญิง ผู้ทรงเกียรติ จากทางอีสานติดแม่น้ำโขง ลุกขึ้นอภิปราย รมว.ดีอีเอส เรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่งฟังนึกว่าเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรี ผิดพลาด ลุแก่อำนาจ หรือทุจริต สัมปทานของกระทรวงดีอีเอส ฟังไปฟังมา เอ๊ย!! มันเรื่องส่วนตัวนี่นา พยายามฟังแล้ว น่าจะมีปัญหาเรื่องจริยธรรมของผู้อภิปรายคนนี้เองมากกว่า

ส.ส.คนนี้ไม่มีคนรู้จัก จากการดำรงตำแหน่ง ส.ส. มา 3 ปีกว่า การลุกขึ้นมาอภิปรายรอบนี้บางคนบอกว่าแจ้งเกิด หรือ แจ้งดับกันแน่ ชักสงสัย

การเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดในสภาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เท่าที่จำได้ ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ อดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา เรื่องสัญชาติไทย โจมตีว่าเป็นคนต่างด้าว  ลากเอาบรรพบุรุษ อากง อาม่า มาละเลงกันในสภาผู้แทนราษฎร แบบหยาบๆ คายๆ ทำให้ประชาชนเห็นใจอดีตนายกบรรหารขึ้นมาทันที หรือได้คะแนนสงสาร เพราะคนที่ดูการอภิปรายมองว่าบรรพบุรุษเขาไม่เกี่ยวจะขุดมาก่นด่ากันทำไมในสภา

แต่ครั้งนี้หนักกว่า ลากภรรยา รูปภรรยา และคนที่โดนกล่าวหาว่าเป็นภรรยาใหม่ มาขึ้นจอในสภา ถ่ายทอดสดทั้งทีวี และโซเชียลมีเดีย พร้อมคนคอมเมนต์ มากล่าวหากันสนุกปาก สนุกนิ้วที่จิ้มคีย์บอร์ด  ทั้งๆ ที่ข้อมูลนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ แค่กล่าวหา กันในวง สส.แต่เอามาเผยแพร่สาธารณะ รัฐมนตรีดีอีเอส ก็ตอบแล้วว่าไม่เป็นความจริง แล้วคนกล่าวหาว่าไงล่ะ

ข้อสังเกตการณ์อภิปรายเรื่องนี้ ดูแล้วทะแม่ง ๆ
1. น่าจะเป็นครั้งแรกของสภาไทย ที่มาอภิปรายกล่าวหาเรื่องซุบซิบ แบบต่ำๆ กันอย่างออกนอกหน้า

2. ผู้อภิปรายเป็นเพศหญิง พรรคเพื่อไทย นี่แสดงว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีดาราระดับแถว 1 มาเป็น ส.ส.แล้วใช่มั้ย ทำไมมาตรฐานพรรคช่างตกต่ำ

3. น่าสงสัยว่าข้อมูลนี้เอามาจากไหน คนเอาข้อมูลนี้มาให้ หวังดีหรือประสงค์ร้าย กับ ส.ส.หญิงผู้อภิปราย ท่านนี้กันแน่ หรือคนวงในจริงๆ ส่งให้

'ส.ส. เพื่อไทย' งัดหลักฐานซัด 'รัฐบาล' ชี้!! โกหกซ้ำซาก เอาหมูตายมาขายประชาชน

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส. พะเยา พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ #เด็ดหัวสอยนั่งร้าน ชำแหละปัญหาหมูแพง เนื่องจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever: ASF) โชว์หลักฐานว่าที่รัฐบาลพยายามชี้แจงว่าควบคุมโรคระบาดในไทยได้สำเร็จนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะได้ติดตามและส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ 3 ครั้ง ติดเชื้อทั้ง 3 ครั้ง เรื่องนี้กระทบผู้บริโภคและเกษตรกรขนาดกลางและย่อยรุนแรง 

วิสุทธิ์เท้าความก่อนว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้ติดตามประเด็นหมูในฟาร์มรายเล็กและรายย่อยของไทยติด ASF ตายเป็นเบือ ส่งผลให้ราคาหมูดีดตัวสูงขึ้นกระทบพ่อค้าแม่ขายและดันราคาอาหารพุ่งชนิดเท่าตัว และได้มีการอภิปรายเรื่องนี้ไปแล้วในการอภิปรายแบบไม่ลงมติ (ตามมาตรา 152) เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ครั้งนั้น รัฐบาลรับปากว่าจะแก้วิกฤตให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและแก้ปัญหาหมูแพง

ต่อมา ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลจัดโครงการเอาหมูมาขายราคาพิเศษ คือ 140 บาท / กิโลกรัม ขณะที่ราคาท้องตลาดอยู่ที่ราว 250 บาท วิสุทธิ์จึงได้ซื้อเนื้อหมูจากโครงการนั้นไปส่งตรวจ พบว่าตัวอย่างทั้งหมดติดเชื้อ 100% และเมื่อสุ่มตรวจอีกครั้งในเดือนเมษายน โดยครั้งนี้ไม่ได้ซื้อจากโครงการรัฐแต่ซื้อจากร้านค้าปลีกในท้องตลาดทั่วไป ก็ยังพบว่าติดเชื้ออยู่ถึง 75% 

11 พ.ค. 2565 เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย สรวิศ ธาโตนี อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ออกแถลงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรค ASF กำจัดโรคในหมูอยู่หมัด เรื่องนี้วิสุทธิ์ทวงถามในสภาเสียงเครียดว่า “เอาอยู่ตรงไหน?” 

เมื่อเห็นประกาศเช่นนั้น วิสุทธิ์จึงไปหารือกับ ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ตรวจสอบและนำงบ กมธ. ไปตรวจสอบดูว่า ที่ รมว. เกษตรพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่ และเมื่อตรวจแล้วก็ยังพบตัวอย่างหมูในประเทศติดเชื้ออยู่ถึง 40% 

‘จิรายุ’ อัด ‘บิ๊กตู่’ ปมน้ำมัน-ไฟฟ้าแพง เหตุรัฐบาลบริหารห่วย ไม่เกี่ยวสงคราม

(22 ก.ค. 65) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 จำนวน 11 คน เป็นวันที่ 4 ภายใต้ยุทธการ ‘เด็ดหัว สอยนั่งร้าน’ ซึ่งเป็นการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า วันนี้ตนจะมาฉายมหากาพย์การปล้นชาติกินเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากนายก ฯเพิกเฉยหมายความว่า นายกฯ ทุจริตไปด้วย แต่รัฐบาลพยายามบอกว่านายกฯ เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งนายกฯ รองนายกฯ ปลัดกระทรวง และอธิบดี สวาปามกินทั้งดิน ทั้งน้ำ ทั้งลม และทั้งไฟ โดยนายกฯ ปล่อยให้พวกพ้อง บุคคลแวดล้อมทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

นายจิรายุ กล่าวว่า เริ่มจากกองทุนทรัพยากรน้ำบาดาล ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดทำน้ำขวดบาดาลแจกจ่ายประชาชน หลังจากตนได้อภิปรายเมื่อต้นปี 65 ได้ยกเลิกโครงการไปแล้ว 2 ครั้ง แต่กลับแอบเดินหน้าโครงการต่อ โดยให้กรมทรัพยากรน้ำ 12 เขต จัดซื้อจัดจ้างขวดน้ำ เฉพาะ จ.สุพรรรณบุรี ได้งบประมาณ 4.4 ล้านบาท จัดซื้อขวดน้ำจำนวน 4.8 ขวด ที่มีฉ้อฉลว่าราคาขวดน้ำเปล่าที่กรมทรัพยากรน้ำซื้อมีราคาที่ต่างจากราคาท้องตลาดทั่วไป พร้อมทั้งข้อสังเกตงบประมาณปี 2566 ของกรมทรัพยากรน้ำดาล 10 โครงการ 1,800 ล้านบาท เหตุใดรีบเสนอโครงการทั้งๆ ที่สภายังอยู่ในระหว่างการพิจารณาวาระ 2-3

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องพลังงานที่มีราคาแพงไม่ได้เกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามยูเครนรัสเซีย แต่เป็นเพราะรัฐบาลห่วยแตกโหลยโท่ย บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องโทษโน้นโทษนี่ ซึ่งมาตรการรอบใหม่ลดค่าครอบชีพช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลทั้ง 8 ข้อนั้น โดยเฉพาะขอความร่วมมือประหยัดพลังงาน วันนี้ตนขอหยิบวิธีประหยัดพลังงานที่นายกฯ บอกประชาชน คือ เตาเศรษฐีใช้แล้วดีมีแล้วรวย ที่มีสัญลักษณ์ เบอร์ 5 ที่สนับสนุนโดยกระทรวงพลังงาน กรณีที่จะขอลดค่ากลั่นและจะใช้เป็นตัวเลือกสุดท้ายนั้น ก็ยังหลอกประชาชน เพราะไม่ได้เจรจาจริง ทำให้น้ำมันแพงขึ้นทุกวันๆ และยังไม่ลดค่าการตลาดลงอยู่ที่ 1.40 สตางค์ แต่พบว่าค่าการตลาดอยู่ที่ 1.76-4.75 สตางค์ ขณะที่บริษัทไทยออยล์เพิ่มกำลังการผลิต จากเดิม 2.8 แสน บาร์เรลต่อวัน แล้วเพิ่มอีก 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน เพื่อการส่งออกแต่ไม่ได้ขายในประเทศเพราะได้กำไรดีกว่า

‘พิธา’ อัด 3 แกนประยุทธ์ สุดกลวง!! แท้จริงมีแต่การทำลายประเทศ-ประชาชน

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้ 8 ปี รัฐบาลประยุทธ์ทำคนไทยมืด 8 ด้าน  อัด ‘เศรษฐกิจ 3 แกน’ คือ ความกลวงปลอมเปลือก แท้ที่จริงคือ 
1.ทำลายศักยภาพในประเทศสร้าง-ซุกหนี้สารพัด 
2.ทำลายศักยภาพในต่างประเทศ เสี่ยงโดนกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และ 3.ทำลายศักยภาพประชาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพ-หลักนิติรัฐอย่างโจ่งแจ้ง พร้อมเผยตัวเลขน่าตกใจ โรคระบาดในไทยที่มีคนตายมากกว่าโควิด

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ร่วมอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยเป็นผู้สรุปการอภิปรายว่า 8 ปีนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจมาถึงวันนี้ทำคนไทยมืด 8 ด้าน ไม่มีความหวัง ไม่มีความฝัน ไม่มีอนาคต ซึ่งกลยุทธ์ 3 แกนสร้างอนาคต เมื่อไปดูในรายละเอียดก็พบว่ากลวง เป็นของปลอมที่มีแต่เพียงเปลือก อย่างแกนที่ 1.โครงสร้างพื้นฐานก็ช้าและมีแต่จะเจ๊ง แกนที่ 2.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าก็เริ่มต้นช้าตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ความหวังเป็นศูนย์กลางแทบไม่มีทางเป็นไปได้ และ แกนที่ 3.การเงินการธนาคารที่จะให้คน 30 ล้านเข้าถึงขนาดมีอำนาจเต็มยังทำไม่ได้ อีกทั้งแผนการเงินที่พูดมาก็เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ และขนาดที่ผู้บริหารธนาคารระดับประเทศเองก็บอกว่างงเป็นไก่ตาแตกกับแผนนี้

“เรื่องที่ไว้วางใจไม่ได้มากที่สุดคือนายกรัฐมนตรีไม่รู้จักประชาชน ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ประชาชนนอนไม่หลับคือไม่มีความหวัง ท่านต้องเข้าใจว่าตอนนี้เงินเฟ้อทั้งปีจะสูงที่สุดในรอบ 24 ปี เงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ 16 ปี หนี้สาธารณะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ปุ๋ยแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาอาหารสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ในเวลาแบบนี้ประชาชนต้องการให้นายกเป็นผู้นำที่จะสร้างความหวังกลับมาให้ประเทศ ไม่ใช่ให้ สมช. คิดแผน แล้วก็ไปตั้งคณะกรรมการ เดี๋ยวก็ตั้งคณะอนุกรรมการ และอนุกรรมการก็ไปตั้งที่ปรึกษา ไม่ได้มีแก่นสาร ไม่ได้มีสาระอะไรที่จะทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤติได้เลย” พิธา กล่าว

พิธา กล่าวอีกว่า สำหรับ 3 แกนที่แท้จริงของประยุทธ์ คือ 3 ทำลาย ได้แก่ 1.ทำลายศักยภาพในประเทศ ผ่านการบริหารที่ผิดพลาดล้มเหลว ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะมีแต่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีหนี้นโยบายและหนี้กองทุนน้ำมันที่ซุกไว้อีกด้วย 
2. ทำลายศักพยภาพของไทยในต่างประเทศ เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ทันโลก ไม่เจนจัดสนามการเมืองโลก ขาดลูกล่อลูกชน และโดยหลักการคือควรวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประเทศกลับไม่ทำ อย่างกรณีเครื่องบินรบเมียนมา MIG-29 รุกล้ำน่านฟ้าไทยเข้ามายิงคนในประเทศตัวเอง ก็เสี่ยงที่จะทำให้ไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยลากขึ้นศาลได้ ขณะที่การตั้งผู้แทนพิเศษด้านเมียนมา ก็ดันไปเอาบุคคลที่มีมลทินเคย มีความผิดเกี่ยวกับความเป็นล็อบบี้ยีสต์มาดำรงตำแหน่ง 
และ 3.ทำลายศักยภาพประชาชน ซึ่งก็คือการทำลายเสรีภาพของคนไทยทุกคน ละเมิดสิทธิประชาชนด้วยคดีความที่เป็นการทำลายนิติรัฐ ทำลายกติกาของการอยู่ร่วมกันของสังคมไทย เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะที่สำคัญคือการแอบอ้างเรื่องสถาบัน ที่ทำให้มีคนจำนวนมากถูกดำเนินคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top