Monday, 8 June 2026
PoliticsQUIZ

'เท่าพิภพ' สุดทน!! จี้ 'อัศวิน' ลาออกผู้ว่า กทม. ปูดถลุงงบกลาง-สร้างความนิยม ไม่สมชื่ออัศวินนักรบ

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 22 บางกอกใหญ่ ธนบุรี คลองสาน พรรคก้าวไกล กล่าวแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจส่วนตัว ถึงกรณีที่ตนได้รับร้องเรียนจากประชาชนและเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ที่ให้เบาะแสถึงพฤติกรรมการใช้งบประมาณของพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อย่างน่าสงสัยเพื่อเอื้อแก่การสร้างฐานนิยมให้ตนเองหรือไม่นั้น 

เท่าพิภพ กล่าวว่า พฤติกรรมการใช้งบประมาณของผู้ว่าอัศวิน ส่อไปในทางที่สงสัยได้ว่าเป็นไปเพื่อการสร้างความนิยมส่วนตัว โดยมีการให้งบประมาณไปกับโครงการในลักษณะที่ตัวเนื้อหาโครงการที่ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพ โดยกลุ่มเป้าหมายในการใช้งบประมาณเฉพาะเจาะจงไปยังหัวคะแนนเพื่อสร้างฐานเสียงทางการเมืองของตัวเอง

"หลายโครงการที่มีชื่อหรูหราและดูดีแต่ข้างในเน่าเฟะ อย่างโครงการ งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิดหัวละ 5,000 บาท ซึ่งตั้งงบประมาณไว้คือเขตละ 200 คน รวมทั้งสิ้น 50 เขต รวม 50 ล้านบาท โครงการอ้างว่าจะช่วยให้เป็นเงินให้เปล่าเพื่อช่วยเหลือให้ไปประกอบธุรกิจ โดยให้ประชาชนทั่วไปเขียนโครงการมาคัดเลือก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น การประชาสัมพันธ์โครงการทำด้วยวิธีการเลือกประธานชุมชนไปประชุมที่เขตเพื่อรับทราบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจำกัดวงของผู้เข้าร่วมมากๆ ประธานชุมชนคนไหนดีก็จะมาแจ้งลูกบ้าน ประธานชุมชนที่ไหนเน้นผลประโยชน์ส่วนตนก็จะเก็บข่าวไว้กับพวกตัวเอง โครงการเหล่านี้พอยื่นไปแล้วยังพบว่ามีความไม่ยุติธรรมในการคัดเลือกจัดสรร ผู้ที่ได้รับเงินเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็น 'เครือข่ายของที่ปรึกษา' ผู้ว่าอัศวิน ซึ่งคนกรุงเทพฯ ทั่วไปก็จะรู้ว่าคนเหล่านี้คือว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทีม #รักษ์กรุงเทพ ของผู้ว่าอัศวิน"

'สมชัย' ยกคดี 'วัฒนา' เป็นบทเรียนการเมืองต้นทุนสูง ชี้!! นี่คือคำตอบว่าทำไมผู้มีอำนาจไม่อยากลงจากหลังเสือ!

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. สมาชิกพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก Somchai Srisutthiyakorn ระบุว่า... กรณีวัฒนา เมืองสุข คือ บทเรียนการเมืองต้นทุนสูง

4 มีนาคม 2565 วันที่ผมรับปากวัฒนา เพื่อนสมัยมัธยมที่รู้จักกันกว่า 50 ปี ว่าจะไปให้กำลังใจในวันตัดสินสุดท้ายของศาลฎีกา

ก่อนหน้าหนึ่งวัน ผมโทรหาเขาเพื่อขอรายละเอียด สถานที่และเวลา เขาบอกว่าศาลฎีกาสนามหลวง ให้มาถึงก่อนสักหนึ่ง ชม. เพื่อมีการตรวจ ATK ผมสะอึกเล็กน้อย เพราะไม่ชอบให้ใครมาแยงจมูก ทั้ง ๆ ก็เคยโดนมาหลายรอบ แต่ช่างมัน แยงก็แยง

บ่ายโมง หลังจากเสร็จภารกิจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมข้ามฟากมาที่ศาลฎีกา เจอกับวัฒนา ที่บริเวณห้องอาหารของศาล เขายังดูสนุกสนานร่าเริง มั่นใจ และบอกว่าไม่หนีไม่ไหน ในขณะที่คนใกล้ชิดและญาติ สีหน้าดูกังวลไม่น้อย

บ่ายสอง เจ้าหน้าที่ศาลบอกให้คณะผู้ติดตามและผู้สื่อข่าวเข้าไปฟังคำพิพากษาได้ แต่ด้วยมาตรการป้องกันโควิด ให้แยกคนละห้องกับจำเลย มีทีวีวงจรปิดจอใหญ่หลายเครื่องถ่ายทอดมาให้เห็นบรรยากาศในห้องตัดสิน

14.45 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ ใช้เวลาอ่านคลี่ทีละประเด็นอย่างยาวนานเกือบสองชั่วโมง จากคนที่ไม่เคยรู้เรื่องราวอะไร ค่อย ๆ เห็นตัวละครต่าง ๆ โผล่ขึ้นมามากมาย และ การเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันในมุมมองของคณะผู้พิพากษาที่มีองค์คณะถึง 9 คน และ สรุปในตอนท้ายเกือบทุกประเด็นว่าความเห็นเป็นเอกฉันท์

ผมนั่งฟังอย่างมีสติและตั้งใจ คนอื่นคิดอย่างไรไม่ทราบ แต่ผมชมในใจว่า เขามีกระบวนการสอบสวน ไต่สวน และหาข้อยุติได้ดีกว่าศาลรัฐธรรมนูญในหลายกรณีที่ใช้ตรรกะในตัดสิน

สิ่งที่ทราบจากคำพิพากษา คือ โครงการบ้านเอื้ออาทร ของการเคหะนับแสนยูนิต มีนายหน้าคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นที่ปรึกษา (จำเลยที่สี่) และผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นเลขาของจำเลยที่สี่ (จำเลยที่ห้า) เรียกเงินทอนจากผู้รับเหมา ยูนิตละประมาณ 10,000 บาท และมีการจ่ายเงินจริงนับร้อยล้าน เพื่อให้ได้โครงการก่อสร้าง ส่วนการเชื่อมโยงถึงจำเลยที่หนึ่ง (วัฒนา) อาศัยคำบอกกล่าว และหลักฐานการส่งเอกสารต่างๆ ของการเคหะไปยังจำเลยที่สี่ ว่ามีสถานะเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่หนึ่ง แต่ไม่มีหลักฐานเส้นทางทางการเงินที่กลับมายังจำเลยที่หนึ่ง

'นายกฯ' เตรียมถก 'กพช.'  เร่งออกลดค่าใช้จ่ายประชาชน 9 มี.ค. นี้ หลังวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ดันพลังงาน-เงินเฟ้อสูงทั่วโลก

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ในปีนี้ ไทยและทั่วโลก เผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตพร้อมกัน  คือ วิกฤตไวรัสโควิด-19  วิกฤติเงินเฟ้อ และวิกฤติสงครามยูเครน-รัสเซีย ได้ส่งผลกระทบราคาพลังงานโลก คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น อาจจะเห็นตัวเลขราคาน้ำมันโลกที่ 120 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล ปัจจุบันน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่  106.58 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล  เบรนท์ 118.11  เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล  และเวสต์เท็กซัส  110.07  เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล  น้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตสินค้าและขนส่ง ก็จะทำให้ราคาสินค้าและค่าขนส่งยิ่งแพงขึ้น กระทบทั้งค่าครองชีพ และภาคการส่งออก

รวมทั้งสภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับเงินฝืด จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งในระดับครอบครัวและมหภาค  ซึ่งเป็นภาวะที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไทยเองก็ไม่แตกต่าง เพราะเราเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรอย่างต่อเนื่อง หลังการประชุมคณะที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งเดินหน้า มาตรการเร่งด่วนใน 3 แนวทางหลัก คือ ลดภาระค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลประชาชน บรรเทาภาระหนี้สิน โดยให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน”   และเร่งการลงทุนภาครัฐ/เอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง  

ซึ่งในวันพุธที่ 9 มีนาคม นี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อกำหนดมาตรการด้านพลังงาน ซึ่งจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 15 มีนาคม เพื่อเร่งรัดให้มีผลบังคับใช้ เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนโดยเร็ว

'สกลธี' ลาออกจากตำแหน่ง รองผู้ว่าฯ กทม. มีผลทันที แง้ม!! ขอเอี่ยวสู้ศึก 'ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.' ในนามอิสระ

7 มี.ค. 65 นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เกือบ 4 ปีแล้วครับ ที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาบริหารราชการในฐานะรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร… วันเวลาผ่านไปเร็วมากๆ คงจะเหมือนที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ… เพราะสำหรับผมมันไม่เหมือนการมาทำงาน แต่มันเป็นความสุขทุกวันที่ได้มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้แก้ไขปัญหา และพัฒนางานด้านต่างๆ ในภารกิจที่ผมได้รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขเรื่องร้องเรียนและเดือดร้อนของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครที่ได้กรุณาแจ้งมา ซึ่งผมและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้พยายามช่วยอย่างเต็มที่ในทุกๆ เรื่อง

ในโอกาสนี้ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีและท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้ให้โอกาสผมในการทำงานซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากสำหรับผม รวมถึงขอขอบคุณบุคลากรของกรุงเทพมหานครทุกคนที่ได้ร่วมกันทำหน้าที่แก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครอย่างเต็มความสามารถ…ทุกคนตั้งใจทุ่มเทจริงๆ ครับ หลายปีที่ผ่านมา มีหลายสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครของเราครับ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่ายังมีอีกหลายด้านที่สามารถทำให้ “ดีกว่านี้ได้” ทั้งในด้านกายภาพและคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานคร

‘พิชัย’ ร่ายยาวซัด ‘บิ๊กตู่’ มั่วแก้ปัญหา ศก. แนะให้ไปอ่านที่เคยเตือน 4 สัญญาณอันตราย

รองประธานยุทธศาสตร์ด้าน ศก. พรรคเพื่อไทย ซัด ประยุทธ์ ขาดความรู้เศรษฐกิจ แนะรับมือ 4 สัญญาณอันตราย ซัดซีกรัฐบาลขัดแย้งสูง ซักฟอกรอดยาก

7 มี.ค. 65 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ว่า ได้เตือนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ต่ำและจะไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลขายฝัน แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่ฟัง ยังกล้าบอกว่าพอใจทั้งที่ล้มเหลวกับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ทั้งที่ขยายได้ต่ำมากเพียง 1.6% จากที่ทรุดหนักติดลบตกลงมา -6.2% ในปี 2563 แถมยังอ้างว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งเพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก ทั้งที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยสูงมาตั้งแต่ก่อนพลเอกประยุทธ์เข้ามาแล้ว แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถทำเศรษฐกิจไทยให้ดีได้

“การอ้างมั่วลักษณะนี้แสดงถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง และน่าเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นความพยายามที่จะให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนแต่กลับหลงเชื่อเอง ถึงขนาดที่กล้านำโพลที่ไม่น่าเชื่อถือมาอ้างมั่วเพื่ออวยตนเองว่าประชาชนพอใจทั้งที่คนกำลังลำบากกันอย่างมาก ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ และจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้มากขึ้นเพราะความไม่รู้“

รองปธ.ยุทธศาสตร์ ด้านศก. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับไปทบทวนและศึกษา 4 สัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจนี้ ที่ตนได้เคยเตือนไว้แล้ว และได้ขยายผลรุนแรงและรวดเร็วในเวลาไม่นาน และจะมีผลกระทบรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากไม่มีแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ ดังนี้ 

1.) ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นทะลุ 130$ ต่อบาร์เรล และยังมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นอีก จากสถานการณ์สงครามรัสเซียยูเครน ตามที่ตนได้เตือนมาตลอด แต่นายสุพัฒนพงษ์ รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน ทั้งที่เคยทำงานบริษัทพลังงานกลับบอกว่าราคาจะไม่ขึ้นไปกว่านี้ ตอนที่ราคาอยู่ที่ 80$ -90$ ต่อบาร์เรล จึงไม่ได้มีการเตรียมการรับมือ ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า และ ค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของสินค้าแทบทุกชนิด ดังนั้น พลเอกประยุทธ์จะมีแนวทางรับมือกับราคาน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างไร

2.) ราคาสินค้าพุ่งขึ้นสูง เงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์พุ่งขึ้นถึง 5.28% หลังจากที่เงินเฟ้อเดือนมกราคมขึ้นไป 3.23% และยังมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะสูงเพิ่มขึ้นอีกตามที่ตนได้เตือนไว้แต่แรกแล้วว่าเงินเฟ้อของไทยเพิ่งจะเริ่มต้น (ปีที่แล้วประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทั้งปีเพียง 1.23%) อัตราเงินเฟ้อของไทยที่สูงขึ้นมาก สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และ ภาวะเงินเฟ้อของไทยจะขึ้นไปตามอัตราเงินเฟ้อของโลกที่สูงขึ้นมากตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเป็นเศรษฐกิจเปิดจึงหลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อจากต่างประเทศได้ยาก แต่คนไทยรายได้ไม่ได้เพิ่มแถมยังลดลงเพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ไม่เหมือนคนในต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เศรษฐกิจประเทศเขาฟื้นแล้ว พลเอกประยุทธ์จะรับมือกับราคาสินค้าที่แพงแม้กระทั่งไข่ก็ราคาพุ่งอย่างไร เพื่อไม่ให้คนไทยลำบากไปมากกว่านี้

3.) อัตราดอกเบี้ยกำลังจะปรับเพิ่มขึ้น จากล่าสุดที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะเป็นไปตามกำหนดการเดิมคือน่าจะขึ้น 0.5% ภายในเดือนนี้ และน่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายหนภายในปีนี้ ซึ่งประเทศไทยอาจต้องถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ยตาม มิเช่นนั้นเงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกได้ แล้วพลเอกประยุทธ์จะรับมือกับเรื่องดอกเบี้ยที่จะขึ้นนี้ได้อย่างไร ในขณะที่แนวโน้มของหนี้เสียทั้งในภาคธุรกิจและในภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอีกมาก

“นายกฯ” ชม ทุกหน่วย ส่งคนไทยในยูเครนกลับบ้าน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับทราบความคืบหน้าการส่งตัวคนไทยในยูเครนกลับบ้านเพิ่มเติม และดีใจที่ชาวไทยทุกคนกลับถึงประเทศไทยแล้ว จึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ ส่วนผู้ที่ประสงค์จะอยู่ในยูเครนกับครอบครัว ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือ หากสถานการณ์เกิดความตึงเครียด

นายธนกร กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ รายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในยูเครน โดยคณะคนไทยชุดที่ 6 จำนวน 14 คนได้เดินทางโดยสายการบินกาตาร์ กลับประเทศไทยและมีกำหนดเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่7 มี.ค.เวลา 12.40 น. และคณะคนไทยชุดที่ 7 จำนวน 12 คน จะเดินทางโดยสายการบินไทยออกจากกรุงบูคาเรสต์ ในวันที่7 มี.ค.และมีกำหนดถึงประเทศไทยในวันที่ 8 มี.ค.นี้เวลา 06.50 น. นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้นำคนไทยคนสุดท้ายออกจากยูเครน เข้าพักที่กรุงวอร์ซอ เพื่อเตรียมเดินทางกลับประเทศไทย ทั้งนี้ปฏิบัติการถือเป็นผลสำเร็จที่ได้นำคนไทย จำนวน 230 คน ออกจากยูเครนได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย 

นายธนกร กล่าวว่า นายกฯ ขอบคุณต่อหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน คนไทยและนายจ้างแรงงานไทยในยูเครน ที่มีส่วนร่วมช่วยพาคนไทยออกจากยูเครน ที่ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชื่นชมทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ที่ได้ให้การสนับสนุน

“โฆษกกมธ.กม.ลูก” โต้เพื่อไทย มั่นใจวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หารด้วย 500 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ส่งเสริมปชต.-สิทธิเสรีภาพมากขึ้น ยันไม่คิดตัดขาพรรคใด เหตุผลเลือกตั้งยังไม่ออก

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยวิธีนำคะแนนหารด้วย 500 นั้นทำไม่ได้เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ ว่า ตนเชื่อว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยการนำเอาคะแนนจากบัตรเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 เพื่อคิดเป็น ส.ส.พึงมีแล้วนำ ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งมาหักลบนั้น เป็นการคำนวณตามความนิยมพรรคการเมืองที่แท้จริง ซึ่งเป็นการคิดคำนวณคล้ายกับการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเมื่อปี 2562 แต่เป็นการสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะครั้งนี้เป็นการแยกบัตรเลือกตั้งเป็น 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยหลายประเทศก็ใช้วิธีคิดแบบนี้

“มั่นใจว่าการคิดคำนวณแบบนี้ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และเป็นการสะท้อนความนิยมของพรรคการเมืองจริงๆ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเราจะส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง วิธีคิดแบบนี้จะเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองมากกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์การเป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น” นายอัครเดช กล่าว 

“วิษณุ” ยัน ร่างกฎหมายลูก เลือกตั้งส.ส. เปิดช่อง ใช้สูตรใดคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อก็ได้ ย้ำต้องห้ามขัดรธน. 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.(ฉบับที่…) พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. … เตรียมแปรญัตติใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบจัดสรรปันส่วนผสม  โดยคำนึงถึงส.ส.พึงมี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 ว่า ได้อ่านข้อเสนอแล้ว แต่ไม่ทราบเรื่องและไม่เข้าใจว่าคืออะไร ไม่เข้าใจว่าจะทำได้อย่างไร 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับมาใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม นายวิษณุ กล่าวว่า ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ที่นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพปชร.เขียนเปิดกว้าง ใครจะแก้อย่างไรก็แก้ได้ทั้งนั้น เพราะใช้ร่างนี้เป็นหลัก ไม่ใช่ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก แต่อย่าให้ไปขัดกับรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา พูดได้แค่นี้ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรกัน ส่วนจะทำอย่างไรตนยังคิดไม่ออก

ป.ป.ช. เซฟ “ชุมพล” พ้นเก้าอี้ส.ส. อู้ฟู่ 188 ล้าน ที่ดินในชุมพร-กทม. 112 ล้าน  “อิสสระ” รวย 41 ล้าน ครองปืน 6 กระบอก ด้าน “พล.อ.อ.มนัส” พ้น ส.ว. รวย 30 ล้าน ครองปืน 6 กระบอก ส่วน “ต่อศักดิ์” ส.ส.พปชร.ป้ายแดง รวย 54 ล้าน สะสมมอเตอร์ไซค์ 6 คัน 

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กรณีพ้นตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.64 โดยนายชุมพล แจ้งว่า ตนเอง นางวันทณี จุลใส คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 188,096,925 บาท เป็นทรัพย์สินของนายชุมพล 25,695,642 บาท เป็นทรัพย์สินของนางวันทณี 161,378,223 บาท และเป็นทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1,023,059 บาท นอกจากนี้ แจ้งว่า มีหนี้สิน 67,998,504 บาท เป็นหนี้สินของนายชุมพล 17,393,789 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินกู้ยืมจากนายอิทธิ ลิมสถายุรัตน์ 10,000,000 บาท และเป็นหนี้สินของนางวันทณี 50,604,715 บาท โดยเป็นหนี้ที่มาจากเงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงินอื่น

ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นสิทธิและสัมปทานของผู้ยื่น คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกัน 25,034,688 บาท ที่ดินของผู้ยื่นและคู่สมรส มูลค่ารวมกัน 112,800,000 บาท อยู่ในหลายอำเภอใน จ.ชุมพร และกทม. เงินฝากของผู้ยื่น คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกัน  1,412,236 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของผู้ยื่นและคู่สมรส มูลค่ารวมกัน 47,200,000 บาท เงินลงทุนของคู่สมรส โดยเป็นร้านชุมพรรังนก มูลค่า 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม นายชุมพล แจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่า ไม่มีรายการทรัพย์สินอื่น

ป.ป.ช.ยังได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรณีพ้นตำแหน่ง ส.ส.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.64 โดยนายอิสสระ แจ้งว่า ตนเอง และนางนวลนภา สมชัย คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 41,805,342 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยเป็นทรัพย์สินของนายอิสสระ 11,430,063 บาท เป็นทรัพย์สินของนางนวลนภา 21,507,979 บาท และกรรมสิทธิ์ร่วมกันของผู้ยื่นและคู่สมรสอีกจำนวน 8,867,300 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินของทั้งคู่ จำนวน 18 โฉนด มูลค่ารวมกัน  21,267,400 บาท ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.อุบลราชธานี  โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของทั้งคู่  จำนวน 7 รายการ มูลค่ารวมกัน 8,531,268 บาท โดยเป็นบ้านและตึกอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี และกทม. ขณะที่รายการทรัพย์สินอื่น นายชุมพล แจ้งไว้ จำนวน 6 ราย โดยทั้งหมดเป็นอาวุธปืนในชื่อของผู้ยื่นและคู่สมรส จำนวน 6 กระบอก มูลค่ารวม 233,000 บาท กระบอก อาทิ ลูกซองยาว ปืนสั้นออโตเมติก 9 มม. ปืนยาวลูกกลด ปืนสั้นลูกโม่  

อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.อ.มนัส รูปขจร กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.64 โดย พล.อ.อ.มนัส แจ้งสถานะหย่าร้าง พร้อมระบุว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 30,793,690 บาท เป็นเงินฝาก 3,775,340 บาท ที่ดิน 17,506,550 บาท อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย กทม. และนครนายก โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5,711,800 บาท โดยเป็นห้องพัก ทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยว รวม 5 หลัง อยู่ที่ กทม. และปทุมธานี ยานพาหนะ จำนวน 9 คัน มูลค่ารวม 3,584,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 216,000 บาท โดยเป็นปืนจำนวน 6 กระบอก นอกจากนี้ พล.อ.อ.มนัส แจ้งว่า มีหนี้สิน 2,631,934 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 

“ทอ.“เผยความก้าวหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน (ครั้งที่ 1)

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ต.ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่าตามที่กองทัพอากาศได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและจัดทำความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตี โดยมี รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน มีผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและเสนาธิการทหารอากาศ เป็นรองประธาน เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2565 คณะกรรมการฯ ได้จัดการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาภารกิจตามกฎหมาย ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลและได้กำหนดความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีที่มีคุณภาพ (Quality Air Force) และมีเทคโนโลยีล้ำสมัย (Cutting-Edge Technology) 

โดยเครื่องบินขับไล่โจมตีที่ต้องการ ต้องมีขีดความสามารถของการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations) มีการบริหารจัดการข้อมูลอัตโนมัติ ร่วมกับระบบตรวจจับของกองทัพไทยและฝ่ายพลเรือนได้อย่างสมบูรณ์ มีขีดความสามารถโจมตี ต่อต้านทางอากาศ ปฏิบัติกิจเฉพาะพิเศษ ลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ เพิ่มระยะการปฏิบัติการทางอากาศ และการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีสมรรถนะสูงยุคที่ 5 (The 5th Generation Fighter) มีคุณลักษณะ 5 ประการ ได้แก่ Stealth, Super Cruise, Sensor Fusion, Super Maneuverable และ Synergistic Integrated Avionics พร้อมกำหนดข้อพิจารณาประกอบการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน สรุปดังนี้

1. เป็นเครื่องบินที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางทหาร (Military Standard) มาตรฐานจากองค์กรการบินสากล หรือองค์กรมาตรฐานของประเทศผู้ผลิต 
2. เครื่องบิน ระบบต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้งาน ต้องผลิตโดยใช้มาตรฐานทางทหาร และผ่านการพิสูจน์การใช้งานแล้ว มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป
3. สามารถผลิตและนำส่งให้แก่กองทัพอากาศในกรอบงบประมาณและตามห้วงระยะเวลาการจัดหา 
4. มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่โจมตีและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่บุคลากรของกองทัพอากาศ 
5. บุคลากรของกองทัพอากาศควรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Offset Scholarship) เพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top