Monday, 15 June 2026
Politics

'กรณ์' หนุน 'ชัชชาติ' ชวนอาสาฯ ร่วมกรอกทรายกันน้ำท่วม ย้ำ!! อย่าไปคิดให้เป็นประเด็นการเมืองว่าผู้ว่าฯ ใครเลือก-ใครไม่เลือก 

นายกรณ์ จาติกวณิช กรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนากล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij' ระบุว่า...

ขนทรายช่วยชาวกรุงเทพฯ ก่อนลงร่วมงาน #เจี๊ยะฉ่ายภูเก็ต 

เมื่อเช้าก่อนขึ้นเครื่อง ผมเห็นผู้ว่า #ชัชชาติ ออกประกาศหาอาสาสมัครไปกรอกทรายทำกระสอบกั้นนํ้าท่วม 2.5 ล้านกระสอบ ผมก็เลยไลน์ชวนเพื่อนที่ #ชาติพัฒนากล้า (ยังเรียกไม่คล่องปากนัก 😅) บอกใครว่างมาช่วยกัน

เราเอาพลั่วติดไม้ติดมือไป แต่จริงๆ กทม. มีเตรียมไว้ให้ ถุงมือเอาไปเอง รองเท้าบูทปกติเอาไว้ยํ่านา #ข้าวอิ่ม ที่สารคาม และคู่เดิมนี้ใส่ตักทรายครั้งล่าสุดก็ช่วงนํ้าท่วมใหญ่ปี ‘54 

เจ้าหน้าที่ฝากบอกว่า ใครว่างมาช่วยด้วยนะครับ กำลังคนเขาไม่พอจริงๆ คนละไม้คนละมือ 

จับตา 'บิ๊กแป๊ะ' ป.ที่ 4 เคลื่อนตัวสู่การเมืองระดับชาติ อาจถึงขั้นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ

'บิ๊กแป๊ะ' คัมแบ็ค จากนายตำรวจขาลุย ได้เวลาการเมืองสนามใหญ่ เตรียมจับสัญญาณหลัง 30 กันยา ลือหนัก ว่าที่แคนดิเดตนายกฯจากพรรคพลังประชารัฐ!? หลังแอบซุ่มทำงานเบื้องหลัง กว่า 2 ปี

ถึงแม้จะห่างหายจากทางการเมืองไปนาน เนื่องจากกฎหมายที่ต้องให้ ส.ว. เว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี จนหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า นอกเหนือจาก 3 ป. แล้ว ยังมีอีกหนึ่ง ป. นั่นคือ บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ที่จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีกครั้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ครบรอบ 2 ปี หลังเกษียณอายุราชการ ซึ่งลือกันอย่างหนาหูว่า บิ๊กแป๊ะ จะหวนคืนสู่สนามการเมืองอีกครั้ง หลังจากศึกการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ที่ยอมถอยให้ พี่วิน พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งในต้นปีที่ผ่านมา

ไม่นานมานี้ เฟซบุ๊กเพจ 'การเมือง Kanmuang' ได้เปิดเผยถึง ประวัติของบิ๊กแป๊ะที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ไว้ว่า...

บิ๊กแป๊ะ เป็นลูกชายของ นายประณีต ชัยจินดา นักธุรกิจค้าอาหารทะเล และนายหน้าค้าที่ดินแห่งเมืองอ่างศิลา กับนางสมศรี ชัยจินดา ทางด้านชีวิตรักสมรสกับ ดร.บุษบา ชัยจินดา ทายาทเจ้าของมหาวิทยาลัยศรีปทุม มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ พ.ต.ต ชานันท์ ชัยจินดา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผบ.ร้อย กองกำกับการที่ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ ชัยธัช ชัยจินดา นักเรียนดรีกรีนอก สาขาโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา

>> นายตำรวจดาวรุ่งพุงแรงอนาคตไกล 'เกือบ' ไม่ได้เป็น 'ผบ.ตร.' เพราะพิษการเมือง
ชีวิตการทำงานของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เรียกได้ว่าเป็นดาวเด่นตั้งแต่เด็ก ภายหลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จากนั้นเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 เริ่มต้นรับราชการจากตำแหน่ง นายเวรผู้บังคับการประจำกรมตำรวจ สำนักงานกำลังพล ด้วยนิสัยที่สุขุมรุ่มลึก พูดน้อย อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย และเป็นขาลุยพร้อมที่จะลงพื้นที่กับลูกน้องเสมอๆ จึงเป็นที่ถูกใจของทั้งพี่ๆ และน้องๆ ทั้งในฝั่งทหารและตำรวจ โดยเฉพาะ 'บิ๊กป้อม' พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ จนสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในหน้าที่การงาน และได้รับตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รอที่จะเป็น ผบ.ตร ในขณะที่ยังเป็นเพียงแค่ พล.ต.ท. และเหลืออายุราชการอีกมากกว่า 10 ปี

"ไม่เคยวางแผน ไม่เคยคาดหวัง จะต้องเป็น ผบ.ตร. และเชื่อว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ทุกคนที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ ไม่มีใครคิดถึงยศและตำแหน่งหรอก มีนายตำรวจสัญญาบัตร 7-8 หมื่นคน เชื่อว่ายากที่ใครจะวางแผน เป็นผบ.ตร.ไว้ล่วงหน้า" บิ๊กแป๊ะ กล่าวและว่า "ชีวิตราชการช่วงแรก ร.ต.ต. ถึง พ.ต.ท. ทุกคนขอแค่อยู่โรงพักดีๆ ที่มีชื่อเสียงก็พอแล้ว"

ชีวิตการทำงานของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผ่านมรสุมหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกโยกย้ายให้เป็นผู้กำกับกองวิชาการ ผู้กำกับกองงบประมาณ เป็นจเรตำรวจ ซึ่งไม่ใช่อยู่ในสายงานด้านปราบปรามที่ตนเองถนัด ก่อนที่จะได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่ครั้งที่ร้ายแรงที่สุด คือ ในสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ถูกบีบและถูกโยกย้ายไปเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภาค 9) หลุดจากโผ ผบ.ตร. โดยให้ พล.ต.อ. วินัย ทองสอง หลายเขยของ พล.ต.อ.ทักษิณฯ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแทน

>> สถิติ 5 ปี เจ้าสำนักปทุมวัน
เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยนมือ บิ๊กๆ ทั้งหลายในวงการเครื่องแบบ ก็ยังไม่เคยลืมน้องคนนี้ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ได้ถูกเรียกกลับมาในเส้นทาง ผบ.ตร อีกครั้ง โดยให้เป็นรักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558 คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ซึ่งมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก พล.ตร.อ. จักรทิพย์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 11 สืบต่อจากพลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ครองสถิติเจ้าสำนักปทุมวันที่ยาวที่สุดถึง 5 ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2563

'ทิพานัน' ชี้!! คำวินิจฉัยศาลรธน. ถือเป็นเด็ดขาด ซัด!! ฝ่ายค้านรู้กฏหมายดี แต่ยื่นตีความสร้างกระแส

'ทิพานัน' ชี้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด ผูกพันทุกองค์กร ขอทุกฝ่ายพิทักษ์กระบวนการยุติธรรม ย้อนฝ่ายค้านเหมือนรู้ข้อกฎหมาย แต่ยื่นตีความเพื่อโหนกระแสสร้างเงื่อนไขทางการเมือง วอนสังคมรู้เท่าทัน

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามคำร้องของฝ่ายค้านที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญว่า “ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 2 ประกอบมาตรา 158 วรรค 4 หรือไม่” จึงนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยในวันนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามความในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นับแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรค 4 ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรค 2 ประกอบมาตรา 158 วรรค 4”

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ซึ่งการวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว เป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยมีคำวินิจฉัยว่า ความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญปี 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 264 เป็นไปตามหลักทั่วไปใช้บังคับกฎหมาย กฎหมายย่อมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อ 6 เม.ย. 2560 ย่อมมีความหมายว่า ทุกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป กรณีตามมาตรา 158 วรรค 4 เรื่องระยะเวลา 8 ปี จึงต้องเริ่มนับทันที นับแต่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ

'ชลน่าน' เชื่อ เพื่อไทยแลนด์สไลด์แน่ หลังศาลวินิจฉัยให้ 'ประยุทธ์' อยู่ต่อ

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะเป็นผลดีกับการรณรงค์หาเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ดีมาก เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยมากๆ เพราะสิ่งที่เราได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเรื่องการแลนด์สไลด์ที่เพิ่มขึ้นตลอด ผลหลักเรื่องหนึ่งคือวิกฤตที่พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้น เป็นผลจากการบริหารราชการแผ่นดินของพล.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพของพล.อ.ประยุทธ์ที่ทำให้ประชาชนเจอวิกฤตในหลายด้าน ฉะนั้นการอยู่ต่อของพล.อ.ประยุทธ์ทำให้เงื่อนไขนี้ดำรงคงอยู่ ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

'แรมโบ้' อัด 'พิธา-ธนาธร' เป็นถึงหน.พรรค แต่ไม่ฟังคำศาลฯ อย่าอ้างประชาชนสิ้นหวังคับแค้น ทั้งที่เป็นเพียงส่วนน้อย

'แรมโบ้' อัด 'พิธา-ธนาธร' เป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมืองแต่ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และอย่ามาอ้างประชาชนสิ้นหวังคับแค้นใจ เพราะเป็นเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น เหน็บเหมาะเป็นหัวหน้ากองโจรมากกว่าหัวหน้าพรรค

(1 ต.ค. 65) นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ออกมาวิจารณ์และออกแถลงการณ์ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณี 8 ปี ว่าเป็นอีกครั้งที่ทำให้ประชาชนไทยรู้สึกสิ้นหวัง สร้างความคับแค้นใจให้กับประชาชน และมีราคาอันแสนแพงที่สังคมไทยต้องจ่ายจากการที่พลเอกประยุทธ์ได้ไปต่อ

โดยนายเสกสกล กล่าวว่าการออกแถลงการณ์เช่นนี้เท่ากับว่านายพิธากับพรรคก้าวไกลและนายธนาธร ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นพรรคที่ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านยื่นให้ประธานสภาฯ เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องนี้เอง ทั้งนี้หากไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยก็ไม่ควรไปร่วมเพื่อให้มีการวินิจฉัยตั้งแต่แรก

'อนุสรณ์' ชี้ ปชช.วินิจฉัย 'ประยุทธ์' ไม่ควรได้กลับมา เชื่อ!! วันนี้ศาลให้รอด แต่จะจอดในคูหาเลือกตั้งปี 66 

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อ ความเป็นนายกฯ ไม่สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า การวินิจฉัยที่เกิดขึ้นเป็นการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน 6 คนบอกว่าได้ไปต่อ 3 คนบอกว่าต้องพอแค่นี้ แต่การทำหน้าที่ของประชาชนไทย 66 ล้านคนยังไม่จบ ความจริงประชาชนได้วินิจฉัยมาตั้งแต่ต้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรได้กลับมา แต่เมื่อได้กลับมาก็กังขาสงสัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาทำไม หรือพล.อ.ประยุทธ์ อยู่มา 8 ปียังเสียหายไม่พอ บอกว่าจะคืนความสุข แต่ประชาชนได้รับแต่ความทุกข์เพิ่มหรือไม่ ทำประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม อะไรที่สัญญากับประชาชนไว้ไม่สามารถทำได้ 

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า 8 ปีใช้งบประมาณแผ่นดินไป 28.5 ล้านล้านบาท ทำหนี้สาธารณะทะลุ 10 ล้านล้านบาท ทำหนี้ครัวเรือนพุ่ง 14.6 ล้านล้านบาท ทำคนจนจาก 6 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน ทำเงินบาทอ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส พาเหรดกันขึ้นราคา 8 ปีฝีมือได้แค่นี้ยากที่จะมีปาฏิหาริย์ชั่วข้ามคืน หากตั้งใจจะมาจัดการประชุมเอเปก จะเป็นการประชุมที่ล้มเหลวที่สุดครั้งหนึ่งเพราะตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง 

'ธีรรัตน์' พ้อ!! ต่อไปเผด็จการคงฉีกรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ ไม่ให้มีการสืบต่ออำนาจในตำแหน่งนายกฯ เป็นสำคัญ

ภายหลังมติคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ 'บิ๊กตู่' ได้ไปต่อ ก็เป็นธรรมเนียมที่ขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐจะพาเหรดกันออกมาให้ทรรศนะที่แตกต่างกันไป

(1 ต.ค. 65) ด้านนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. และโฆษกพรรคเพื่อไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนี้ ต่อไปเผด็จการคงฉีกรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ และนับหนึ่งใหม่ 

หลักการ คือ ไม่ให้มีการสืบต่ออำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นสำคัญ!!!

เคสที่ทุกคนจับตามอง คำวินิจฉัยยังออกมาแบบนี้…

ค้านหลักกฎหมาย ค้านความรู้สึกประชาชน ค้านสภาพความเป็นจริง


ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02oy3tsp1YEYngxEXdt3N5S5i9hoUvjfsjyP5jeBZjGtacmnJpory2fuAuKvap8WRZl&id=100002347821176

'สุรนันทน์' เรียกร้อง รีบยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2565 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ประธานภาคกรุงเทพฯ เปิดศูนย์ประสานงานพรรค เขตธนบุรี คลองสาน โดยมีนายปิยวุฒิ จิรธนาภา เป็นผู้ประสานงานในพื้นที่ 

นายสุรนันทน์ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ประสานงานในแต่ละพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของพี่น้องประชาชน โดยพรรคจะนำไปรวบรวมเพื่อนำเสนอเป็นนโยบายพรรคและนโยบายของกรุงเทพ หากผู้แทนของพรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเลือกให้เป็นตัวแทนเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสภาฯ ต่อไป

‘บิ๊กตู่’ ฟิตจัด จันทร์นี้ประชุมร่วมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ก่อนที่อังคารนี้จะบินลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวอุบลฯ เลื่อนประชุม ครม.เป็นวันพุธ

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ทำหนังสือเวียนถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) และหน่วยวานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเลื่อนการประขุม ครม. โดยการประชุม ครม. ครั้งต่อไปเลื่อนเป็นวันพุธที่ 5 ต.ค. 2565 ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากในวันอังคารที่ 4 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีภารกิจลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำ และเยี่ยมให้กำลังใจ ประชาชนที่ประสบอุทุกภัย

‘จุรินทร์’ ประกาศ ปชป. ขอยึด ส.ส.กระบี่คืน 3 เขต ด้านนิพนธ์ ผอ.เลือกตั้ง เร่งเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมทำนโยบายปชป.เตรียมพร้อมเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.65 นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้อำนวยการกรรมการเลือกตั้ง ส.ส พรรคปชป.กล่าวในที่ประชุมจากการสัมมนาใหญ่ของพรรคปชป. โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคปชป. พร้อมด้วย รัฐมนตรีในสังกัดพรรคปชป. กรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.พรรคปชป.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องเดอะคลิฟฟ์ โรงแรม อวานีพลัส  เกาะลันตา กระบี่รีสอร์ท จังหวัดกระบี่

 ทั้งนี้ นายนิพนธ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งว่า  ขณะนี้ได้มีการเตรียมการไปแล้วในเรื่องของผู้สมัคร ในพื้นที่เป้าหมายหลักที่ท่าน หัวหน้า และท่านเลขาได้วางเป้าไว้ ซึ่งก็เกือบครบทั้งหมดแล้วในทุกเขต สิ่งที่ต้องเตรียมต่อมาก็คือในเรื่องของนโยบาย ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้องและสิ่งที่เราได้ทำมาในระยะหนึ่งแล้ว นโยบายเมกกะโปรเจ็คที่มีการเตรียมการไว้แล้ว หรือนโยบายในเรื่องของการศึกษาทันสมัย ซึ่งเดิมปชป.เคยใช้คำว่าเราสร้างคน เราได้ทำอะไรไว้บ้างแล้ว ตั้งแต่เรื่องของอนุบาลชนบทสมัยท่านชวน ที่มาร่วมรัฐบาลของพลเอกเปรม มาเป็นศูนย์เด็กเล็ก จนกระทั่งมาถึงนมโรงเรียน อาหารกลางวัน จนมาถึงเรื่องที่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ของพวกเราวันนี้ นั่นคือในเรื่องของการศึกษาทันสมัย ซึ่งจะได้เห็นเค้าโครงของการสร้างคนชัดเจนมากขึ้น รวมถึงในเรื่องของสาธารณสุข รวมถึงการที่จะเชิญภาคต่างๆมาพูดในเรื่องของนโยบายประจำภาค  เพื่อมาทำเป็นนโยบายหลักๆ  

“สิ่งที่เราได้จะนำมากำหนดเป็นนโยบาย โดยความเห็นชอบของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค โดยนโยบายในครั้งนี้  ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมากขึ้น  เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ คาดว่าน่าจะชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน นี่คือสิ่งที่คณะกรรมการเลือกตั้งจะทำในเรื่องของนโยบาย  รวมถึงการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อหลักทั้ง โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อโซเซียลมีเดียมากขึ้น  เพื่อที่จะเจาะฐานประชาชนให้มากที่สุด  รวมถึงในเรื่องของนโยบายประกันรายได้ ที่ได้ใช้งบประมาณไป ห้าแสนสี่หมื่นล้านบาท เฉพาะในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องประกันรายได้”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top