Friday, 19 June 2026
Politics

บิ๊กตู่จัดให้!! มติ ครม. 18 ก.ค. 2565

>> ครม.เห็นชอบ ร่างความตกลงด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย-สหรัฐฯ 
ครม.เห็นชอบการจัดทำความตกลงระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติแห่งประเทศไทย กับ คณะกรรมาธิการกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกา (USNRC) เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์  ซึ่งฉบับเดิมสิ้นสุดไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา 

สำหรับร่างความตกลงฉบับใหม่ยังคงหลักการเดิม โดยเป็นเอกสารสัญญาที่กำหนดขอบข่ายและแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงเทคนิค เกี่ยวกับกฎ ระเบียบ มาตรฐานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลความปลอดภัย ความมั่นคง การพิทักษ์ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ มีระยะเวลา 5 ปี ที่จะขับเคลื่อนภายใต้ขอบเขตข้อตกลง คือ 
1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการที่ไม่เป็นความลับที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสี 
2. ความร่วมมือในการวิจัยความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ 
และ 3. การฝึกอบรมและการมอบหมายหน้าที่ โดยจะขับเคลื่อนผ่านการ

ทั้งนี้ไทยจะได้รับประโยชน์จากร่างความตกลงดังกล่าว ทั้งได้รับการสนับสนุนในด้านการใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อสนับสนุนและฝึกอบรมในหัวข้อที่ไทยขาดความเชี่ยวชาญ โครงการฝึกอบรมด้านการประเมินความปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์แบบเครื่องปฏิกรณ์วิจัยและแบบเครื่องปฏิกรณ์กำลังเพื่อการอนุญาตและตรวจสอบ การก่อสร้าง สำหรับใช้ในการประเมินและตรวจสอบแบบก่อสร้างของโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยรังสีรักษาจากโบรอนจับยึดนิวตรอนและโครงการจัดตั้งสถานประกอบการอื่นๆ ในอนาคต เป็นต้น

>> ครม.เห็นชอบ ร่างถ้อยแถลง รมต.อาเซียนด้านสตรี หนุน ความเท่าเทียมระหว่างเพศ หนุน ดิจิทัลเสริมศักยภาพสตรีสู่ธุรกิจ
ครม.เห็นชอบ ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสตรี ครั้งที่ 4 ตามที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ มีสาระสำคัญ
1. เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ การเสริมพลังสตรีและเด็กหญิงในภูมิภาคอาเซียน ตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ปี 2568 โดยตระหนักถึงผลกระทบด้านเพศภาวะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อสตรีและเด็กหญิง 
2. สถานะของสตรีที่มีแนวโน้มอยู่ด้อยกว่าบุรุษ และกลุ่มสตรีที่อาศัยในชนบทที่ยากจน กลุ่มสตรีชาติพันธุ์ สตรีพิการ สตรีย้ายถิ่นฐาน ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง และมุ่งให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสการเข้าถึงของสตรีผ่านการปฏิวัติทางดิจิทัล เช่น  การส่งเสริมผู้ประกอบการสตรีดิจิทัลและการสร้างความเข้มแข็งในการแข่งขันทางดิจิทัล เพื่อให้สตรีของอาเซียนปรับตัว พัฒนา และประสบความสำเร็จภายหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในภูมิภาคอาเซียน 

สำหรับสาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงร่วม ยืนยันถึงการส่งเสริมสตรีใน 2 ด้าน คือ 
1. ส่งเสริมสตรีในเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการปรับปรุงการเข้าถึงการสนับสนุนและข้อมูลด้านการเงิน การฝึกอบอรม เสริมสร้างศักยภาพ โอกาสด้านการตลาดและความเชื่อมโยงนโยบายอื่น 
2. การมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการตัดสินใจและการกำหนดนโยบาย โดยรับฟังเสียงและความต้องการของสตรี เพื่อประกันว่าการดำเนินนโยบายและแผนงานมีมุมมองมิติเพศภาวะ ทั้งนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะแจ้งผลการรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียนต่อไป

>> ครม.ไฟเขียวคุมรถป้ายแดง กำหนดอายุใบอนุญาต 5 ปี   
ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการออกใบอนุญาตขับรถยนต์หรือให้ผู้อื่นขับรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม และกำหนดแบบใบอนุญาตสมุดคู่มือประจำรถ และลักษณะเครื่องหมายพิเศษ พ.ศ.... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ 

โดยร่างกฎกระทรวงฯ มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการออกใบอนุญาตขับรถยนต์หรือให้ผู้อื่นขับรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม โดยกำหนดอายุของใบอนุญาตและเงื่อนไขให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องรายงานการใช้เครื่องหมายพิเศษ(ป้ายแดง) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งปรับปรุงแบบใบอนุญาตคู่มือประจำรถและลักษณะเครื่องหมายพิเศษเพื่อให้ทางราชการสามารถควบคุม กำกับ ดูแลการใช้เครื่องหมายพิเศษ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดปัญหาการหลีกเลี่ยงการใช้รถโดยไม่จดทะเบียน   

สำหรับรายละเอียดการปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงฉบับนี้ มีสาระสำคัญ เช่น กำหนดอายุของใบอนุญาต สมุดคู่มือประจำรถและเครื่องหมายพิเศษให้ชัดเจน(จากเดิมไม่ได้กำหนดไว้) โดยกำหนดให้ใบอนุญาต (ใบอนุญาตขับรถยนต์หรือให้ผู้อื่นขับรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม) คู่มือประจำรถ(ที่นายทะเบียนออกให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต) และเครื่องหมายพิเศษ (ป้ายแดงที่นายทะเบียนออกแก่ผู้ได้รับใบอนุญาต) มีอายุ 5 ปี นับแต่วันออกใบอนุญาต  

รวมทั้งมีบทเฉพาะการกำหนดให้บรรดาใบอนุญาต สมุดคู่มือประจำรถและเครื่องหมายที่จัดทำไว้แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงมีผลบังคับ ซึ่งนายทะเบียนจะออกให้หรือได้ออกให้แล้วแก่ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้ได้ต่อไปไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ 

>> ครม.ไฟเขียวกนอ.ร่วมทุนพัฒนาท่าเทียบเรือสาธารณะมาบตาพุดรองรับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์
ครม. เห็นชอบให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ดำเนินโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าทั่วไป ตามพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยท่าเทียบเรือที่มาบตาพุด ประกอบด้วยผู้ได้รับสัมปทานหลายบริษัท แต่ที่หมดสัญญาสัมปทาน คือ บริษัท ไทย คอนเน็คทิวิตี เทอมินอล จำกัด ซึ่ง ครม. เห็นชอบให้กนอ. เดินหน้าทำสัญญาใหม่ มีระยะเวลาอีก 30 ปี โดยจะเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างกนอ. และบริษัท ไทย คอนเน็คทิวิตี เทอมินอล จำกัด โดยมีมูลค่ารวม 3,221 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น ได้มีการพิจารณาหลายทางเลือก ซึ่งแนวทางเลือกที่กนอ. เสนอให้ครม. เห็นชอบ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะว่าทางกนอ. ไม่มีความเสี่ยง และไม่ต้องลงทุนเพิ่ม สำหรับสาระที่ได้ไปพิจารณามา คือ จะมีการเก็บค่าเช่าพื้นที่ ค่าตอบแทนคงที่ 15 ล้านบาทในปีแรก และปรับเพิ่มขึ้น 5% ทุก 5 ปี รายได้มาจากค่าภาระเรือเข้าท่าทั้งหมด ส่วนแบ่งรายได้จากการดำเนินกิจการ 5%

โดยการลงทุนในท่าเทียบเรือของบริษัท ไทย คอนเน็คทิวิตี เทอมินอล จำกัด เดิมเป็นท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ที่เป็นการขนถ่ายสินค้าทั่วไป สินค้าเทกอง แต่ในการทำสัญญาใหม่นั้น จะให้บริการเกี่ยวกับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น ระยะเวลาตามสัญญา คือ 30 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่าเป็นการลงทุนของภาครัฐและเอกชนร่วมกัน แต่ในทางปฎิบัติภาครัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่มในลักษณะตัวเงิน แต่ประเมินในลักษณะทรัพย์สินค่าที่ดินที่มีมูลค่า 963 ล้านบาท ส่วนภาคเอกชนต้องลงทุนอีก 2,257 ล้านบาท

>> ครม.ไฟเขียว ขสมก.กู้เงินเสริมสภาพคล่อง 7,516 ล้านบาท 
ครม. มีมติอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ประจำปีงบประมาณ 2566 รวมจำนวน 7,516 ล้านบาท และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆในการกู้เงิน โดยกระทรวงคมนาคมรายงานว่า ขสมก.ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากผลประกอบการที่ขาดทุนและไม่ได้รับเงินชดเชยผลการขาดทุนตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง
 

'โฆษกรัฐฯ' เหน็บ 'ฝ่ายค้าน' มีแต่วาทกรรม เน้นหยิบเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ไม่ต่างจาก 3 ครั้งก่อน

โฆษกรัฐบาล มั่นใจ รมต.ชี้แจงได้ทุกประเด็น เหน็บฝ่ายค้านน่าผิดหวัง หยิบเรื่องเก่ามาเล่าใหม่เหมือน 3 ครั้งก่อน ท้ายสุดจบไม่สวยรวยแต่สำนวน เน้นวาทกรรมสร้างความบันเทิงเหมือนซีรีส์เกาหลี

วันนี้ (19 ก.ค. 65) นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่นายชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามยุทธการเด็ดหัวสอยนั่งร้านในช่วง 4 วันนี้ ถ้ารัฐมนตรีไม่ตายในสภาก็ตายในสนามเลือกตั้ง ว่า ตนรู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการอภิปรายของนายชลน่านฯ เพราะไม่มีอะไรใหม่จริง ๆ ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องเก่า ๆ เช่น การยึดอำนาจ การบริหารงานผิดพลาดล้มเหลว จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่อทุจริตเอื้อประโยชน์ หรือแม้แต่การก็อบปี้คำพูดผู้นำต่างชาติก็เอามาพูดอีก เนื้อหาที่ฟังทั้งหมดจึงไม่ต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 ครั้งก่อน ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ที่เป็นการกล่าวหาโจมตีรัฐบาลแบบซ้ำไปซ้ำมา เลื่อนลอยไร้น้ำหนัก และขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ 

แต่มีจุดเด่นคือการใช้วาทกรรมเสียดสีประชดประชัน สร้างความบันเทิงแบบซีรีส์เกาหลีตามสไตล์ที่ตัวเองถนัด ไม่สมราคาที่เคยคุยไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีเรื่องเด็ดและตื่นเต้น ดังนั้นนายชลน่านฯ อย่าเพิ่งมั่นใจหรือมโนไปก่อนว่าผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน หรือที่จริงแล้วพรรคเพื่อไทยอยากกลับมามีอำนาจอีกครั้ง จึงทำทุกวิถีทางเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

‘เฉลิมชัย’ มั่นใจ ‘ปชป.’ เสียงไม่แตก โหวตหนุน ‘นายกฯ-รมต.’ เต็มที่

จากกรณีก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ (18 กรกฎาคม 2565) ในการประชุมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.บัญชีราย พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบว่าจะขอใช้สิทธิ์ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคบางคนนั้น 

ล่าสุด (19 ก.ค.65) ที่รัฐสภา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความมั่นใจของพรรคประชาธิปัตย์ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า “คะแนนเสียงไม่มีปัญหา”

ทราบดีว่า ท่านชื่นชมคนทำงานมาก่อน ว่าดีกว่าผมโน่นนี่ ไม่เป็นไรครับ ก็เอากลับมาให้ได้ก็แล้วกัน

ทราบดีว่า ท่านชื่นชมคนทำงานมาก่อน ว่าดีกว่าผมโน่นนี่ ไม่เป็นไรครับ ก็เอากลับมาให้ได้ก็แล้วกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม
กล่าวชี้แจงในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่อาคารรัฐสภา
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565

'ทักษิณ' โวย 'สมคิด' เคลมผลงาน 30 บาทรักษาทุกโรค แฉ!! คงยังติดใจหมอดูทักโหงวเฮ้งจะได้เป็นนายกฯ

'ทักษิณ' โวย 'สมคิด' เคลมผลงาน 30 บาทรักษาทุกโรค ฟาดกลับ เคยเป็นคนติดตามตนมาตลอด ถูกทักโหงวเฮ้งจะได้เป็นนายกฯ แต่ได้เป็นแค่รัฐมนตรีคลัง สงสัยตอนนี้เขายังติดใจคิดว่าจะได้เป็นนายกฯซักวันมั้ง

(20 ก.ค. 2565) เฟซบุ๊กเพจ "CARE คิด เคลื่อน ไทย" ได้เผยแพร่คำกล่าวของนายทักษิณ ชินวัตร ในรายการ CareTalk x Care ClubHouse "โลกป่วน ผู้นำเปลี่ยน ไทยจะรับมืออย่างไร " ตอนหนึ่งว่า

“...หมอดูเคยบอกสมคิดว่าจะได้เป็นนายกฯ แต่เป็นได้แค่รมต.คลัง สงสัยตอนนี้ยังคิดว่าจะได้เป็นนายกฯอยู่มั้ง...”

พอพูดถึงสมคิดนะ สมคิดเนี่ย เป็นคนที่ติดตามผมมาโดยตลอดตั้งแต่ทำธุรกิจ พอผมเป็นรมต.ต่างประเทศ ก็วิ่งเต้นขอเป็นที่ปรึกษาให้ผม พอผมกลับมาบริษัท เป็นรองนายกฯ ก็ขอตามมา จนสุดท้ายขอลาออกกับผม ไปทำงานกับทนง พิทยะ หลังจากนั้นผมตั้งพรรคก็ขอมาอยู่กับผม ผมบอกว่าให้มาช่วยทำงาน ส่วนใหญ่เป็นการตั้งประเด็น วางกรอบ

พอตั้งรัฐบาลได้ปุ๊บ เขาขอเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ หรือทบวงมหาวิทยาลัยก็ได้ ผมหารัฐมนตรีคลังไม่ได้ แต่เห็นสมคิดอยู่มาตลอด ก็เอาว่าเป็นรัฐมนตรีคลังเลยแล้วกัน เขารู้แล้วตกใจกลัวเลย ที่มาเคลมผลงานนะ สรุป 30 บาทไม่เกี่ยวกับสมคิดเลย นั่นเป็นของหมอสงวน หมอเลี้ยบ พี่อ้วนภูมิธรรม

ขอเล่าต่ออีกนิด มีอยู่วันหนึ่ง ผมจ้างทีมธรรมศาสตร์มาเขียนนโยบาย จ้างอาจารย์หนึ่งในนั้นมา แล้วเขาเป็นคนจีนที่ดูโหงวเฮ้ง จู่ๆ แกทักโหงวเฮ้งสมคิดว่าจะได้เป็นนายกฯ แต่ไม่ได้ทักผมว่าจะเป็นนายกฯ พอพรรคผมได้เป็นรัฐบาล สุดท้ายสมคิดได้เป็นแค่รัฐมนตรีคลัง สงสัยตอนนี้เขายังติดใจ คิดว่าจะได้เป็นนายกฯซักวันมั้ง

อนุสรณ์ แนะ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมรับมือฝ่ายค้านให้ดี ไม่อย่างนั้นมีโอกาสเสียทรงสูง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ท้าเอาคนดีกว่ากลับมาให้ได้ก็แล้วกัน ว่า น่าเสียดายที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นตัวของตัวเอง แทบทุกครั้งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีพัฒนาการ ละทิ้งโอกาสที่จะได้แสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่สามารถควบคุมได้ แสดงภาวะผู้นำ แทนที่จะตอบคำถามว่าจะแก้ไขวิกฤตของประเทศชาติและประชาชนอย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ กลับตอบตามแบบที่อยากตอบ ตอบไม่ตรงคำถาม ที่หนักกว่าและถือว่าเกินความจำเป็นไปมาก คือพอจวนตัวนอกสคริปต์จนเสียทรงก็ไปพาดพิงอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงว่าที่พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกจะทำงานเพื่อทุกคน ไม่เป็นศัตรูกับใคร ย้อนแย้ง คำพูดสวนทางกับการกระทำ หรือประชาชนเรียกร้องผิดให้ก้าวข้ามดร.ทักษิณ ก้าวข้ามความขัดแย้ง มุ่งแสวงหาความปรองดองสมานฉันท์ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยทำได้ ทำเหมือนกับว่าดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นศูนย์กลางจักรวาลในใจของพล.อ.ประยุทธ์ตลอดเวลา พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่พรรคร่วมฝ่ายค้านพุ่งเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

มีไหม? คุณสมบัติ '3 ดี' ที่ประชาชนจะได้จาก 'ฝ่ายค้าน' หนนี้!!

เพจเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่านครับ

ช่วงวันที่ 19-23 ก.ค. นี้ ผมมีภารกิจเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ณ สัปปายะสภาสถาน (รัฐสภาแห่งใหม่) หมายถึง  "สถานที่ประกอบกรรมดี” ซึ่งการขึ้นอภิปรายของผมช่วงเช้านี้ มีสาระสำคัญดังนี้

1. ขอให้ช่วยกันขบคิด ถกแถลง ทำหน้าที่ตนให้ดีที่สุด ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แก้ปัญหาไปด้วยกัน ละทิ้งทิฐิ อคติส่วนตน นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

2. ช่วงวิกฤตโควิด 2 ปีที่ผ่านมา เราแก้ปัญหาไปได้ด้วยดี ทำงานแบบบูรณาการ เป็นตัวอย่างที่ดีให้หลายประเทศ จนสามารถเปิดประเทศได้มากขึ้นตามลำดับ ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น โดยตัวเลขในด้านการท่องเที่ยวก็ดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวจากครึ่งปีที่ผ่านมา 2.2 ล้านคน เกิดรายได้ 1.25 ล้านบาท ไทยเที่ยวไทย 67.8 ล้านคน มีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจทุกระดับ หลายรอบ มากกว่า 4.3 แสนล้านบาท

3. ประเทศในปี 2524 ยุคโชติช่วงชัชวาล จากการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แล้วขยายผลเป็นนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และโครงการอิสเทิร์นซีบอร์ด ต่อมาปี 2531 ไทยขับเคลื่อนด้วยนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"  มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เปลี่ยนจาก Analogue สู่ Digital เป็นต้น เป็นยุคที่ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ...แต่น่าเสียดาย เพราะไม่มีนโยบายที่โดดเด่นมากพอ และ 10 กว่าปีมาแล้วที่มีแต่ความขัดแย้ง จึงไปไม่ถึงจุดหมาย

4. เมื่อผมเข้ามาบริหารประเทศ จึงต้องการพลิกโฉมประเทศไทย โดยผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ 
(1) ประกาศวิสัยทัศน์ "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" 
(2)  ผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และปฏิรูปในทุกมิติ 
(3) ขับเคลื่อนนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม พร้อมทั้งส่งเสริม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นพื้นที่การลงทุนใหม่ๆ บ่มเพาะทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่ ๆ  และเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนความเจริญประเทศในระยะต่อไป

'ชัยวุฒิ' โต้กลับ 'ศรัณย์' กรณีคนไทยถูกหลอกไปทำงานในต่างประเทศ

จากกรณีที่ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายฯนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่คนไทยถูกหลอกไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อโทรศัพท์กลับมาหลอกคนไทย

โดย นายชัยวุฒิ ได้ชี้แจงว่า ทั้งหมดที่พูดมาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ จึงอยากให้เข้าใจทุกประเทศมีปัญหาเช่นนี้ ขณะที่ประเทศไทยที่มีปัญหาหนัก ส่วนหนึ่งเพราะมีระบบอินเทอร์เน็ตที่ดีมาก มีคนใช้อินเทอร์เน็ตแพร่หลายไม่ต่ำ 80% ของคนไทยทั้งประเทศ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากนโยบายนายกรัฐมนตรี เรื่องไทยแลนด์ 4.0 ในการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประเทศ ถือเป็นผลงานของรัฐบาล แต่เมื่อมีคนดีก็มีคนร้ายเข้ามาเอาเปรียบหลอกลวงสร้างปัญหาให้กับสังคม แต่รัฐบาลได้ตั้งหน่วยงานมาแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมการแก้ไขคดีออนไลน์ทุกรูปแบบ 

ส่วนระบบสปายแวร์ที่มีการเข้าไปติดตามหรือดักฟังโทรศัพท์อะไรต่างๆ นั้น ยอมรับว่า มีจริงและเคยศึกษาถึงเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่า กระทรวงดีอีเอสไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนี้ เพราะไม่มีอำนาจ โดยเท่าที่ทราบจะเป็นงานด้านความมั่นคงหรือด้านยาเสพติด เช่น ในกรณีต้องจับคนร้ายก็ต้องมีการดักฟังว่ามีการส่งยาที่ไหน เป็นต้น ซึ่งใช้ในเรื่องที่เป็นคดีพิเศษและคดีสำคัญ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับหน่วยงานที่ตนกำกับดูแลและไม่มีอำนาจ

'สร้างอนาคตไทย' ชี้!! 'สมคิด' เหมาะแคนดิเดตนายกฯ ไม่แคร์!! แม้ 'ทักษิณ' บลัฟเป็นได้แค่ขุนคลังยุคทรท.

จากกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้มีการกล่าวพาดพิงถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าเคยเป็นคนติดตามตนมาตลอด และหวังจะเคลมผลงาน 30 บาทรักษาทุกโรค อีกทั้งเคยถูกทักโหวงเฮ้งจะได้เป็นนายกฯ พอพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ก็ได้เป็นแค่รัฐมนตรีคลังนั้น

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า หลายนโยบายของพรรคไทยรักไทย ถือเป็นนโยบายที่ดี และมีบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ จากหลากหลายวิชาชีพ ได้เข้ามาช่วยกันระดมสมอง จนเกิดเป็นนโยบายต่างๆ ขึ้นมาได้ และคุณทักษิณก็เป็นผู้นำในการนำเสนอนโยบายต่างๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงประเทศในขณะนั้นได้จริง 

ดร.สมคิด ยังเคารพนับถือคุณทักษิณไม่เปลี่ยนแปลง และการที่ ดร.สมคิด ได้เข้าไปช่วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น เป็นเพราะมองเห็นปัญหาของบ้านเมืองที่กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต จึงได้เข้าไปเพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งโครงสร้างทางการเมืองและแนวทางในการทำงานร่วมกันเปลี่ยนไป ดร.สมคิด จึงต้องขอถอยออกมา

‘เพื่อไทย’ เชือด ‘จุรินทร์’ ตามจิกทุจริตถุงมือยางภาคสอง

‘เพื่อไทย’ เชือด ‘จุรินทร์’ ตามจิกทุจริตถุงมือยางภาคสอง ทอดเวลาเปิดทางให้โยกย้าย- ฟอกเงิน เปิดเอกสารเส้นทางเงิน2 พันล้าน คาดเงินวกกลับกระทรวงริมแม่น้ำเจ้าพระยา อัด ‘บิ๊กตู่ง เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กลัวเก้าอี้นายกฯสะเทือน จ่อนำข้อมูลใหม่ยื่น ป.ป.ช.อีกรอบ

(20 ก.ค.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายฯ ถึงนายจุรินทร์ในข้อหาการทุจริตถุงมือยางภาคสอง โดยพล.อ.ประยุทธ์รู้ถึงการทุจริตที่เกิดขึ้นที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นอย่างดีในวงเงิน 2,000 ล้านบาท แต่กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ จนความเสียหายเกิดขึ้นและปัจจุบันยังไม่สามารถติดตามเงินกลับคืนมาได้ พล.อ.ประยุทธ์กลับทำตัวกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่ปากว่าตาขยิบ รู้ว่านายจุรินทร์มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เกรงใจไม่กล้าปลดออกจากตำแหน่ง เพราะเกรงว่าสถานะนายกฯอาจไม่มั่นคง เพราะเกรงว่านายจุรินทร์จะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล จึงปล่อยปละละเลยการทุจริตที่เกิดขึ้น นายจุรินทร์มีพฤติกรรมฉ้อฉล ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ รู้เห็นเป็นใจปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้น สาเหตุเนื่องจากกลุ่มบุคคลทุจริตนั้นเป็นบุคคลใกล้ชิด เป็นบุคคลที่ตนเองแต่งตั้งขึ้นมาโดยไม่อายัดเงินให้ทันต่อเหตุการณ์

อีกทั้งยังมีเจตนาทอดเวลาจนในที่สุดกลุ่มผู้กระทำการทุจริตได้นำเงินที่ได้นั้นไปทำการฟอกเงิน กระจายเงินไปตามบัญชีต่าง ๆ จนไม่สามารถติดตามได้ ซึ่งการอภิปรายฯครั้งนี้มีข้อมูลใหม่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์การฟอกเงิน โดยมีเส้นทางการเงินของบริษัทการ์เดียน โกลฟส์ จำกัดว่ามีการโอนเงินไปให้ใคร องค์การคลังสินค้าได้ทำสัญญาขายถุงมือยาง จำนวน 7 สัญญามูลค่า 186,100 ล้านบาท สร้างข้อมูลอันเป็นเท็จว่ามีการสั่งซื้อจากบริษัท 7 แห่งจำนวนมาก เพื่อต้องการอ้างเหตุว่ามีออเดอร์ โดยจัดซื้อจากบริษัทการ์เดียน โกลฟส์ จำกัดจำนวน 500 ล้านกล่อง กล่องละ 225 บาทมูลค่า 112,500 ล้านบาท ปัจจุบันได้รับเงินมัดจำไปแล้ว 2,000 ล้านบาทจากองค์การคลังสินค้า แต่องค์การคลังสินค้า ยังไม่ได้รับมอบถุงมือยางแต่อย่างใด และปัจจุบันได้ยกเลิกสัญญาแล้ว

นายประเสริฐ อภิปรายต่อว่า จากการอภิปรายฯ ครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ (18 ก.พ. 64) เห็นได้ชัดว่าการทุจริตเกิดขึ้นจริง เงิน 2,000 ล้านบาทยังติดตามคืนไม่ได้ ผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตยังใช้ชีวิตหรูหรา ใช้นาฬิกายี่ห้อริชาร์ดมิลล์ ซื้อรถแลมโบกินี่ รถบีเอ็มดับบลิว และบ้านใหม่หลายล้านบาท ลอยนวลในสังคมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยตนได้ยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 64 ต่อมาป.ป.ช.ได้ทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 64 จำนวน 22 ราย มีการไต่สวนเบื้องต้นเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่ามีมูลความผิดจริงจนป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา โดยเฉพาะประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า แต่นายจุรินทร์ไม่สนใจปล่อยให้ทำหน้าที่ต่อไปจนหมดวาระ และไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวน พฤติกรรมของ นายจุรินทร์ อ้างผอ.องค์การคลังสินค้าว่ามีรายงานให้ตน 4 ครั้ง เพราะกลัวภัยจะมาถึงตัวและเคยตอบในสภาฯว่าตนเองเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ ตนคิดว่าถ้าเป็นแค่นั้นอย่ามาเป็นรัฐมนตรีเลย แต่กลับปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งที่กฎหมายให้อำนาจ วันนี้ตนมาทวงถามให้นายจุรินทร์ได้ตอบว่าเคยมีหนังสือไปบอร์ดองค์การคลังสินค้าหรือไม่ในเรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตที่เกิดขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top