Friday, 5 June 2026
Politics

‘สุริยะใส’ ชี้ ไทยกล้าพูด “ไม่” กับสหรัฐฯ ส่งสัญญาณจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ไทย ท่าทีแข็งกร้าวคือการยกระดับสถานะ จากประเทศผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง

‘สุริยะใส’ วิเคราะห์ท่าทีผู้นำไทยที่ไม่ยอมอ่อนข้อด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ มองเป็นการขยับสถานะประเทศจากผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง ย้ำโลกหลายขั้วต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่การเดินตามมหาอำนาจ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 - รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อไทยกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจ: จุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ไทยในโลกหลายขั้ว

ท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำการเมืองไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการไม่ยอมคลี่คลายเงื่อนไขด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ คือการท้าทายสมมติฐานเดิมที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นชิน นั่นคือไทยควร “เดินตาม” มหาอำนาจตะวันตกเพื่อแลกกับความมั่นคง ความคิดแบบ pro-US ที่เชื่อว่าการยืนข้างสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติคือคำตอบ อาจไม่สอดคล้องกับโลก geopolitics ที่กำลังแตกตัวเป็นหลายขั้ว และแข่งขันกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น

ในโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องของความจงรักภักดี แต่คือเรื่องของอำนาจต่อรองและผลประโยชน์แห่งรัฐ การที่ไทยยืนยันจะไม่หยุดยิงจนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง จึงเป็นการประกาศอย่างชัดว่าไทยไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกลดทอนเป็นเพียงเครื่องมือในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของใครก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯ จะนิยามสถานการณ์นั้นว่าอย่างไร

สาย pro-US มักมองว่าความแข็งกร้าวเช่นนี้จะทำให้ไทย “เสียเพื่อน” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนต่างหากที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ มหาอำนาจไม่ได้เคารพรัฐที่เชื่อฟังเสมอไป หากแต่เคารพรัฐที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และพร้อมปกป้องเส้นแดงของตนเองอย่างมีเหตุผล ความแข็งกร้าวครั้งนี้จึงไม่ได้ลดคุณค่าของพันธมิตร แต่กลับยกระดับสถานะของไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้ที่ต้องถูกนำมาคำนวณในสมการอำนาจ

ที่สำคัญ สงครามยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยกระสุนเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยการกำหนดกรอบความชอบธรรม หากไทยยอมอ่อนข้อภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ในจังหวะที่ภัยคุกคามยังไม่หมดไป นั่นจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าไทยพร้อมปรับความมั่นคงของตนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในสายตาพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาวสำหรับรัฐขนาดกลางอย่างไทย

ท้ายที่สุด การที่ผู้นำการเมืองไทยกล้าแสดงความแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม อาจทำให้สาย pro-US ไม่สบายใจในวันนี้ แต่ในโลกที่ geopolitics กำลังรุนแรงขึ้น การยืนหยัดเช่นนี้คือการวางตำแหน่งใหม่ของไทยในฐานะรัฐที่มี strategic autonomy ไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วใดขั้วหนึ่ง และไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกต่อรองแทน 

หากไทยจะอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีในสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจในจังหวะที่เหมาะสม อาจไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความจำเป็น...
 

หนุนปิดอ่าวไทยสกัดส่งน้ำมัน จี้ ‘ตัดไฟ-ตัดเน็ต’ ขั้นเด็ดขาด เตือน ‘ช่วยข้าศึก’ โทษอาญาร้ายแรง ย้ำชัด ต้องมีบทลงโทษอย่างชัดเจน

(15 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการ "ตัดช่องทางลำเลียงยุทธปัจจัย" เข้าสู่กัมพูชาอย่างเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า ตนเห็นด้วยกับมาตรการล่าสุดของกองทัพที่สั่งให้ปิดอ่าวไทยและช่องทางอื่นๆ เพื่อสกัดการลำเลียงยุทธปัจจัยโดยเฉพาะน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนเสนอมาอย่างต่อเนื่องและได้ตอบคำถามในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า จำเป็นต้องตัดช่องทางการลำเลียงน้ำมันและยุทธปัจจัยต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศกัมพูชาให้หมด  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องไฟฟ้า โดยคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติให้ยุติการขายและส่งไฟฟ้าไปยังกัมพูชาแล้ว และได้ย้ำให้ตรวจสอบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกัน เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ต้องเข้มงวดไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่ามีการลักลอบส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตหรือไม่ และการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด มีบทลงโทษที่ชัดเจน

นายพีระพันธุ์ย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบและกวดขันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในประเด็นการช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม "เราต้องถือว่า การส่งยุทธปัจจัยนับเป็นการช่วยเหลือข้าศึกศัตรูของประเทศ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอาญา"

'ชัยวุฒิ' ซัด! พรรคประชาชนมุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่สนใจอธิปไตยปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 14 ธันวาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวกรณีที่ผู้นำพรรคประชาชนทั้งอดีตและปัจจุบัน แถลงข่าวขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ว่า ตนรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กำลังเผชิญกับความเดือดร้อน และความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ประชาชนเป็นห่วงเรื่องสงคราม และความมั่นคงของประเทศ

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชน รวมถึงเครือข่าย NGO ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ออกมามีบทบาทในการช่วยสื่อสาร และทำความเข้าใจกับสหรัฐ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันสหรัฐอาจยังไม่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด ว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจที่จะยุติความขัดแย้ง มีการบุกรุกอธิปไตยของประเทศไทย โจมตีทหารไทยก่อน และมีการวางทุ่นระเบิด จนทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

"พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของไทย จึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนแสดงบทบาทตามหน้าที่ เพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในสถานการณ์เช่นนี้ วันนี้มีพี่น้องประชาชนเสียใจ ที่พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ ไม่ปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย"

‘สจ.อ้วน - ภาคิน เสือดาว’ กระโดดเข้าสู่สนามระดับชาติ ขอลงบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังคร่ำหวดการเมืองท้องถิ่นจนสุกงอม

‘ภาธิน เสือดาว’ จากคนพื้นที่สุราษฎร์ฯ ผู้ศรัทธาอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ สู่เส้นทางการเมืองระดับชาติ

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยต้องการ “คนทำงานจริง” มากกว่าคำสัญญา ภาพของ นายภาธิน เสือดาว หรือที่หลายคนรู้จักในนาม สจ.อ้วน (ชื่อเดิม เอกพจน์ เสือดาว) กำลังสะท้อนให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เติบโตจากงานพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่สนามการเมืองระดับประเทศในนามพรรคที่เขาศรัทธามาตลอดชีวิต “พรรคประชาธิปัตย์”

จากลูกหลานสุราษฎร์ฯ สู่บทบาทนักการเมืองท้องถิ่น หลังจบรามคำแหงก็มุ่งหน้ากลับมารับใช้บ้านเกิด

ด้วยรากเหง้าที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาธิน เติบโตจากการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สุราษฎร์ธานี 1 สมัย ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและองค์กรท้องถิ่นในหลากหลายมิติ

ประสบการณ์ที่สั่งสมยังพาเขาไปทำหน้าที่สำคัญในระดับเทศบาล โดยเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรี นานถึง 1 สมัย (8 ปีเต็ม) ทำให้เข้าใจการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่ การแก้ปัญหาชุมชน ไปจนถึงการบริหารงบประมาณและบุคลากร

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

ในการเลือกตั้ง สจ.ครั้งที่ผ่านมา ภาธินตัดสินใจกลับลงสนามอีกครั้ง แม้ผลการเลือกตั้งจะ “สอบตก” ไม่ได้กลับมารับตำแหน่ง แต่เขามองว่านั่นไม่ใช่จุดจบ หากเป็นบทเรียนที่ผลักดันให้ก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงกว่าเดิม

เขามักพูดเสมอว่า
“การเมืองคือการทำงานเพื่อคน ไม่ใช่ตำแหน่ง”

เอกพจน์ หรือ สจ.อ้วน มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายด้านเด็ก เยาวชน กิจกรรมสร้างเครือข่ายของพรรค รวมทั้งสะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งการผลักดันนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้แนวทาง “ท้องถิ่นจัดการตนเอง“ เกิดขึ้นจริง ให้ท้องถิ่นสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

อันเป็นการช่วยรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพี่น้องประชาชน

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

สู่การเมืองระดับชาติ บทพิสูจน์ใหม่ของคนทำงานตัวจริง

วันนี้ ภาธิน เสือดาว ตัดสินใจยกระดับเส้นทางชีวิตการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการ เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

นี่ไม่ใช่เพียงการก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ แต่คือการประกาศชัดว่า คนทำงานจากพื้นที่ พร้อมนำประสบการณ์ ความเข้าใจประชาชน และอุดมการณ์ที่ยึดมั่น มาร่วมพัฒนาประเทศในระดับที่ใหญ่กว่าเดิม

ศรัทธาต่อประชาธิปัตย์อุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยน

ภาธินเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ของสุราษฎร์ฯ ที่เติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ทำงานเพื่อประชาชน” ตามแบบฉบับประชาธิปัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนพรรค ไม่เคยเปลี่ยนใจ แม้ช่วงเวลาทางการเมืองจะผันผวนเพียงใด

เส้นทางของ ภาธิน เสือดาว จึงไม่ใช่เพียงการเดินจากตำบล สู่จังหวัด และกำลังก้าวสู่ประเทศ
แต่คือเรื่องราวของคนทำงานตัวจริง ผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ และมีหัวใจอยากรับใช้บ้านเกิดอย่างแท้จริง

การลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญ ที่เปิดประตูให้เขาได้พิสูจน์บทบาทใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร — พร้อมสะท้อนเสียงประชาชนจากสุราษฎร์ฯ สู่ระดับชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

เพื่อไทย เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'สุริยะ-ยศชนัน-จุลพันธ์' เตรียมกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรค 16 ธ.ค.นี้

(15 ธ.ค. 2568) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จำนวน 3 คนที่จะเปิดตัววันที่ 16 ธ.ค.ในกิจกรรม "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" จะประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักวิชาการ เคยทำวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ร่างกายขยับไม่ได้ แต่สมองยังทำงานจากเคสคนที่ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์มาแล้ว

อีกสองคน คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย คนในพรรคต่างให้การยอมรับ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถสามารถ ขึ้นเวทีดีเบตในนามพรรคเพื่อไทยได้ และมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้ง 3 คน จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย

กกต.เคาะแล้ว วันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เปิดรับสมัคร สส. 27-31 ธ.ค.68 เช็กวันเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น การประชุมกกต.วันนี้ สำนักงานได้เสนอร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กกต.พิจารณา โดยที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานเสนอ ดังนี้

1.วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

2.วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้งวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

3.วันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้ วันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศกำหนด

ส่วนวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

4.กำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขตเลือกตั้ง / นอกเขตเลือกตั้ง / นอกราชอาณาจักร) ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

5.การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 

ทั้งนี้ สำนักงานกกต.จะได้ส่งประกาศดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

เขี้ยวหนูลากดิน!! วงการการเมืองไทยฝุ่นตลบ เมื่อความเถื่อน โหด และทรยศ กลายเป็นทักษะเอาตัวรอดต้องชิงยุบสภา สามกีบชังเจ้า หนีทหาร โดนลูกหลงเต็ม ๆ

ยุคสมัยนี้นักการเมืองไทยถ้าไม่เถื่อน ดิบ โหด และสกปรกเข้าขั้น ก็ยากจะไปต่อและอยู่รอดได้แบบเท่ ๆ แถมใจยังต้องอำมหิต สัจจะก็ห้ามมี ต้องโกหกหน้าด้าน ๆ ให้ชำนาญ ไม่เช่นนั้นเหล่า “มหาโจรร่วมก๊วนห้อย” จะไม่มีวันไว้เนื้อเชื่อใจ 

ถ้าไม่แตะระดับ “เขี้ยวหนูลากดิน” โอกาสจะปีนขึ้นสูงแล้วเอามือกะล่อนปิดแผ่นฟ้าด้วยความโลภในใจ ยังไงก็ปิดไม่ทั่ว ต้องชั่วให้สุด โลภชนิดที่คาดไม่ถึง “วงการสแกมเมอร์” ถึงจะซูฮกยอมให้เป็น “คุณหนูขาใหญ่” คลุมประเทศที่มีประชากรอ่อนเกมชีวิตมากถึง 30 ล้านเป็นอย่างน้อยได้สำเร็จ 

การทรยศใครต้องทำได้ทันที อย่ารีรอ โดยเฉพาะการ “ทรยศประชาชนคนไทย” ถ้าเกมแห่งการหักหลังนั้นเราได้ผลประโยชน์ลับ ๆ ของชาติ รวมถึงปกปิดความชั่วของเราได้จริง และถ้าจะมีพรรคการเมืองใดที่หน่อมแน้ม อ่อนหัด ตื้นเขิน วัน ๆ คิดแต่จะแก้รัฐธรรมนูญหวัง “ล้มล้างสถาบัน” ก็รีบฉวยโอกาสนี้ ทับถมมันตามน้ำแรง ๆ ไม่ต้องไปแคร์ไก่อ่อนแถมซ่อนชั่วที่เพิ่งจะเริ่มหัดขัน ด้วย “โลกของคนบาป” ต้องหยาบเกินบรรยาย กระหายแค่ผลประโยชน์อย่างเดียว อย่าหยุด อย่าพอ อย่ารอข้ามวัน

ยิงนกนัดเดียว จากกระสุนราคาถูกแถวบุรีรัมย์ ก็สามารถหลอกต้ม “เหล่าคนโง่” ที่หลงเปลือกคนมากกว่าแก่น ก็จะได้ใจคนเบาปัญญาว่าเป็น “หนูน้ำดี” หนำซ้ำจะพากันกาเลือก “กลุ่มก๊วนหนูเทา” ให้ไปต่อยาว ๆ บนผืนแผ่นดินทอง 

มาถูกทางแล้วครับน้องหนู

ส่วน “ไอ้หนูสามกีบ” ทั้งที่โดนคดี 112 และหนีการเกณฑ์ทหาร เมื่อ “เอกสิทธิ์คุ้มกะลาโจร” ถูกตัดขาด ปัญหาของพวก “ส้มขี้กลาก” เหล่านี้ก็มีอยู่แค่สองวิถี หนึ่งคือตะรางขัง “สส.ชั่ว” กับสองคือเส้นทางธรรมชาติ ที่สามารถขี้เยี่ยวระหว่างหนีคดีได้ทุกตารางชีวิต 

แต่อย่างหลังสำหรับวันนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดระเบิด เพราะขนาดพวกเดียวกันยังหลงเดินไปเหยียบจนขาขาด แล้ว “คนที่ทรยศชาติตัวเอง” เขมรมันจะปล่อยแกไว้หรือ “ไอ้ส้มเน่า”  


โดย แจ็ค รัสเซล

ชี้ทางแก้วิกฤตชายแดน 'ผู้พันแซม-เฟื่องวิชช์' เปิดแผนปฏิบัติการบุกกัมพูชา แนะทัพไทยยึด 'ปอยเปต-เกาะกง' ชิงอำนาจต่อรอง-จัดการสแกมเมอร์

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ 'ผู้พันแซม' อดีตผู้บังคับกองพันทหารม้า กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เสนอแผนการสู้รบของกองทัพไทยเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า หากกองทัพไทยยังคงจำกัดการสู้รบไว้เพียงแนวชายแดน ความขัดแย้งจะไม่มีวันจบสิ้น จึงเสนอให้กองทัพใช้กลยุทธ์ ‘รุกเร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด’ เจาะลึกเข้าไปในจุดไข่แดงของฝ่ายตรงข้าม

เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา พันเอก เฟื่องวิชชุ์ เสนอแผนยุทธวิธี โดยแบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ คือ ทางบก และ ทางทะเล ในมิติทางบก กองทัพภาคที่ 1 ต้องใช้กองพันรถถังรุกคืบเข้าไปยังปอยเปต ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชาไม่คาดคิดว่าไทยจะกล้าบุกเข้าไปลึกถึงขนาดนั้น การรุกคืบที่รวดเร็วและรุนแรงนี้จะส่งผลให้กองกำลังกัมพูชาจากทั้งพื้นที่บริเวณด้านบนและด้านล่างของประเทศกรูกันเข้ามาช่วยทัพที่ปอยเปต ส่งผลให้แนวรบหลักของกองทัพภาคที่ 2 รบได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังโดยการมีกองกำลังทหารม้าป้องกันทางปีกซ้ายและขวา เพื่อกันไม่ให้กองกำลังกัมพูชาตีโอบล้อมกองพันรถถังที่มุ่งหน้าสู่ปอยเปต

ส่วนในมิติทางทะเล พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ได้เสนอให้กองทัพเรือเปลี่ยนยุทธวิธี จากที่เคยใช้เรือฟริเกตแค่ป้องกันการขนส่งน้ำมัน กองทัพเรือควรเข้ายึดเกาะกงของกัมพูชา เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่และบีบให้กองกำลังกัมพูชาที่ป้องกันปอยเปตต้องแบ่งกำลังลงมาช่วยเกาะกง ซึ่งจะทำให้กองทัพภาคที่ 1 ที่อยู่บริเวณปอยเปตสามารถเข้ายึดได้ง่ายยิ่งขึ้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ในปัจจุบันพื้นที่ตามแนวสันปันน้ำตามความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ ทำการยึดพื้นที่สำคัญ เช่น เนิน 677 ไว้ได้อย่างมั่นคงนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่การจะเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาที่ได้เปรียบในภายหลังนั้น กองทัพไทยต้องมีอำนาจต่อรองจากการยึดครองตามที่ระบุไปข้างต้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าวอีกว่า การทอดเวลาที่ผ่านมาถึง 4 เดือน นับตั้งแต่มีการสั่งให้กองทัพไทยหยุดปฏิบัติการในเดือนกรกฎาคมนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่กองทัพกัมพูชาใช้ในการเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์แม่ทัพแต่ละฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ถึงความเคลื่อนไหวของไทยอย่างแน่นอน

“กองทัพไทยมีกำลังรบเหนือกว่ากัมพูชามาก และยังมีกองทัพอากาศที่พร้อมสนับสนุนในการเปิดน่านฟ้า ถ้าเรายึดปอยเปตได้จะช่วยสามารถจัดการสแกมเมอร์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าตั้งฐานอยู่ที่นั่น และช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนได้มากขึ้นกว่าเดิม” พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการทหาร การเมือง และการกีฬา โดยสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 33 และระดับปริญญาโทด้านการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ รวมถึงเป็นอาจารย์ถวายงานในการทรงม้าแด่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเคยเป็นนักกีฬาขี่ม้าเหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นนายกสมาคมขี่ม้าอาเซียน สำหรับบทบาทด้านการเมือง พันเอกเฟื่องวิชชุ์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน

‘ยศชนัน’ กับบทบาทแคนดิเดตนายกฯ พท. ต้องสร้างจุดขาย ‘นายกฯแบบวิศวกร’ บน 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง กล้าเปิดผลทดลอง – ปฏิรูปรัฐดิจิทัล- หนุนสร้างนวัตกรรม

หลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ศึกเลือกตั้ง 2569 ภาพจำของสื่อจำนวนมากมักพาเราไปจบที่เฟรมเดิม ๆ เรื่องเครือญาติ-ตระกูลการเมือง ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ในโลกจริงของการเมืองไทย

แต่ถ้าจะ “เชียร์แบบไม่อวย” และเขียนในมุมที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนให้สุด คำถามที่ควรถามคือ: ประเทศไทยต้องการผู้นำที่พูดเก่ง…หรือผู้นำที่ทำงานเป็นระบบแบบวิศวกร จนรัฐขยับได้จริง?

ยศชนัน มีฐานเป็นนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ และทำงานด้าน Brain-Computer Interface (BCI) รวมถึงบทบาทบริหารงานวิจัย/นวัตกรรมในแวดวงมหาวิทยาลัย นี่สำคัญไม่ใช่เพราะ “ดูเท่” แต่เพราะมันคือวิธีคิดคนละชุดกับการเมืองที่มักตัดสินจากสโลแกนและแรงเชียร์

สิ่งที่ “นายกฯแบบวิศวกร” อาจทำให้ไทยต่างจากเดิม (ถ้าทำจริง)
หัวใจไม่ใช่แค่ “นโยบายใหม่” แต่คือกระบวนการทำงานแบบ Test → Learn → Scale: ทดลองกับกลุ่มย่อย วัดผล เปิดเผยผล และค่อยขยายผล แทนการประกาศทีเดียวทั้งประเทศแล้วหวังให้คนเชื่อ
แนวคิดนี้มีเคสต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่า “รัฐที่ยอมทดลองและวัดผล” เดินได้เร็วกว่า “รัฐที่เดาแล้วประกาศ”

เคสต่างประเทศ: บทเรียนที่ไทยควรหยิบมาใช้
1) สหราชอาณาจักร: ใช้ RCT กับนโยบายมากขึ้น—เลิกเถียงด้วยความเชื่อ
อังกฤษมีแนวทางเชิงนโยบายที่ผลักให้รัฐใช้ Randomised Controlled Trials (RCTs) กับมาตรการสาธารณะมากขึ้น แนวคิดเดียวกับงานแพทย์: ทดลองอย่างเป็นระบบ วัดผล และปรับใช้บนหลักฐาน
บทเรียนถึงไทย: ถ้ายศชนันจะขาย “ความเป็นนักวิจัย” ให้มีความหมาย ต้องตั้งระบบให้รัฐยอมทดลอง และยอมรับความล้มเหลวแบบมีข้อมูล ไม่ใช่ทดลองแล้วปิดผลเพราะกลัวเสียหน้า

2) เอสโตเนีย: รัฐดิจิทัลไม่ได้ชนะเพราะมีแอปเยอะ แต่ชนะเพราะ “เชื่อมข้อมูลได้จริง”
เอสโตเนียถูกยกเป็นตัวอย่างรัฐดิจิทัลเพราะมีแกนกลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (interoperability) ที่ทำให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ลดเอกสาร ลดการขอสำเนาซ้ำซาก และทำให้บริการรัฐ “เร็วแบบเป็นระบบ”
บทเรียนถึงไทย: ถ้าจะเชียร์นายกฯสายเทค ต้องเชียร์ให้ทำ “รัฐเชื่อมกันได้” มากกว่า “รัฐมีแพลตฟอร์ม/แอปเพิ่ม” และต้องคุยเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม

3) อิตาลี/กรีซ: เทคโนแครตช่วยคุมไฟระยะสั้นได้ แต่เสี่ยงโดนตีกลับเรื่องความชอบธรรม
ยุโรปมีตัวอย่างรัฐบาลเทคโนแครตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ-การคลังที่ช่วย “พยุงสถานการณ์” ได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงถูกต่อต้าน หากสังคมรู้สึกว่าเป็น “รัฐบาลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ยึดโยงประชาชน” หรือสื่อสารไม่เป็น
บทเรียนถึงไทย: ต่อให้คิดเป็นระบบแค่ไหน ถ้าทำการเมืองไม่เป็น สื่อสารไม่เป็น หรือทำให้คนรู้สึกว่า “รัฐฉลาดแต่ไม่เห็นหัวประชาชน” ก็ไปไม่รอด

เชียร์แบบไม่อวย: 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง
ถ้าจะเชียร์ยศชนันในมุม “นายกฯแบบวิศวกร” ควรเชียร์พร้อมเงื่อนไขชัด ๆ ว่าอย่างน้อยต้องทำให้เห็น 3 เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
• ตั้งหน่วย “ทดลองนโยบาย” แบบเปิดผลลัพธ์: ทำ pilot ในพื้นที่/กลุ่มเป้าหมายจริง เปิด KPI และผลจริงให้ประชาชนตรวจได้ ก่อนขยายทั้งประเทศ
• ปฏิรูปรัฐดิจิทัลด้วยการเชื่อมข้อมูล (interoperability) ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มใหม่: ลดงานเอกสาร ลดการขอข้อมูลซ้ำ และมีกติกาคุ้มครองข้อมูลที่คนเชื่อได้
• ทำ “จัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างนวัตกรรม”: ให้รัฐเป็นลูกค้ารายแรกในบางหมวดของไทยที่ผ่านการทดสอบแล้ว โดยเฉพาะสุขภาพ/ผู้สูงวัย/อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ ‘งานวิจัย’ กลายเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ไม่ใช่แค่รางวัล

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาด “ระบบที่ทำให้ความเก่งชนะ”
ยศชนันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่ควรถูกเชียร์แบบหลับหูหลับตา แต่เขาเป็น “สัญญาณ” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามใหม่ได้ว่า เราจะเลิกเลือกผู้นำจากความคมบนเวที แล้วหันมาเลือกจากความสามารถในการทำให้รัฐเดินด้วยข้อมูล วัดผล และแก้ซ้ำอย่างมีวินัยได้หรือยัง

ถ้าเขากล้าประกาศเงื่อนไขแบบวิศวกร—กำหนด KPI เปิดผลทดลอง และยอมให้ตรวจสอบ—นั่นแหละถึงจะเป็นความต่างที่จับต้องได้ และเป็นการเชียร์ที่ไม่อวย แต่พาประเทศไปข้างหน้าได้จริง

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงแนวทางการบริหาร (governance approach) ไม่ใช่การชี้ชวนให้เลือกพรรค/บุคคลโดยปราศจากเงื่อนไข

 

'จิรัฏฐ์' ยัน ใบ สด.43 ไม่ใช่เอกสารปลอม เหตุรับจากมือสัสดี-ลายเซ็นเดียวกับต้นขั้วกองทัพ เชื่อถูกกลั่นแกล้งและทำเป้นกระบวนการ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568  นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมได้ประกันตัวออกมาตอนบ่าย 3 ครับ พึ่งเห็นพาดหัวที่อาจทำให้เข้าใจผิด

โดยเฉพาะเรื่องปลอมเอกสาร 
วันนี้ศาลตัดสินว่าผมไม่ได้ปลอมเอกสารครับ

โดยสรุปคำพิพากษาเท่าที่จำได้ ดังนี้
1.ยกฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร
2.ผิดข้อหาใช้เอกสารปลอม “การกระทำของจำเลยกระทบต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศชาติ
และประชาชน”สั่งลงโทษ จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา 

ยังมีข้อเท็จจริง และข้อต่อสู้จำนวนมากที่ศาลยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูด เช่น
-โจทก์ฟ้อง โดยที่ยังไม่ได้เห็นใบสด43 ของผมเลย
-ผมนำเอกสารไปใช้แสดงเพราะเชื่อว่าไม่ใช่เอกสารปลอมแน่นอน ในเมื่อได้รับมาจากมือสัสดี ในสถานที่และในเวลาราชการ  ซึ่งตลอด 13 ปีถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยถูกกองทัพแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาไม่ไปรายงานตัว หรือข้อหาหนีทหารเลย (หากเอกสารฉบับนี้ปลอม ผมต้องมีความผิดตามข้อหาดังกล่าวในปีถัดไป ไปแล้ว) อีกทั้งลายเซ็นเจ้าหน้าที่ในใบสด43 ของผม ก็เป็นลายเซ็นเดียวกันกับในเอกสารต้นขั้วที่กองทัพนำมาแสดงเอง เอกสารฉบับนี้จึงเป็นของจริงสำหรับผมอย่างไม่ต้องสงสัย
-ในเมื่อยกฟ้องและผมไม่ได้ปลอมเอกสาร  ดังนั้นเอกสารฉบับนี้ก็ควรเป็นของจริง
-โจทย์ไม่ได้พิสูจน์ว่าเอกสารของผมเป็นของปลอมอย่างไร และใครเป็นคนปลอม
-โจทย์เพียงชี้แจงกระบวนการออกใบสด43 และสรุปว่านอกเหนือจากนี้ถือว่าปลอมหมด โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอื่นเลย
-ศาลอ้างว่าผมเป็นกมธ.ทหารย่อมรู้กฎหมาย และรู้ว่าเอกสารฉบับนี้ปลอม ซึ่งกมธ.ทหารไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำงานอยู่ในกับระเบียบ และกระบวนการของทหารครับ
-ในเมื่อผมไม่ได้ปลอมขึ้นมา และผมก็ไม่ใช่สัสดี ผมจะแยกแยะของปลอมกับจริงได้อย่างไร 
-ผมไม่มีเหตุจำเป็นต้องนำเอกสารราชการปลอมที่ไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไรอีกแล้ว ไปใช้หาประโยชน์อื่นใด
-การใช้เอกสารที่ไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ แล้ว ถูกต้องโทษจำคุกถึง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ผมคิดว่าโทษรุนแรงเกินไปไม่ได้สัดส่วน

//ข้อสังเกตเพิ่มเติมในชั้นไต่สวน//
-หลักฐานเอกสารที่กองทัพใช้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ถูกทำลายแล้ว (มีการเจาะรูขนาดใหญ่กลางเอกสาร)
-ภาพที่กองทัพนำมาใช้เป็นหลักฐานเป็นภาพจาก tiktok ของนายทันกวิน ที่อัดคลิปโจมตีผมจำนวนมาก และเจ้าตัวก็มาคัดค้านการประกันตัวผมทุกครั้ง ทุกคดี
-ประวัติอาชญากรรมในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีที่แล้วของผม ซึ่งโจทย์นำมาเป็นหลักฐาน มีข้อความระบุว่า”เป็นมติให้เก็บไว้ใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ” ลงวันที่ก่อนผมถูกฟ้องร้อง 8 เดือน  และในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการขอคัดสำเนาคำพิพากษาในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีก่อนที่ศาลฉะเชิงเทราโดยปลัดอำเภอ และสารวัตร สภอ.บางปะกง โดยไม่ทราบจุดประสงค์
-นายทหารพระธรรมนูญช่วยราชการยศพันโทที่ได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีผม ใช้หลักฐานกล่าวหาจากภาพของรายการ politic ในขณะที่ผมให้สัมภาษณ์ ซึ่งจะมีบางช่วงบางตอนที่ผมได้หยิบเอกสารดังกล่าวออกจากกระเป๋าเสื้อและกำไว้ในมือ ซึ่งนายทหารยศพันโทท่านนี้ ซูมเข้าไปยังร่องนิ้วของผมขณะถือเอกสารและอ้างว่าเห็นเป็นเลขลำดับที่เอกสาร ซึ่งไม่ตรงกับต้นขั้วที่ชื่อนวรินทร์ จึงฟันธงว่าเป็นของปลอม
-ผมพยายามไล่ดูคลิปแบบ frame by frame อย่างน้อย 3 รอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นตัวเลขที่ว่าแบบชัดๆ
-สิ่งที่ชัดที่สุด คือนายทหารยศพันโทท่านนี้มีความมุ่งมั่นและความพยายามมากเพื่อจะหาหลักฐานมาเอาผิดผมให้จงได้

จากข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ว่ามา ผมรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งจากรัฐไทย(หลายหน่วยงาน) ที่ทำเรื่องนี้กันอย่างเป็นขบวนการ และมีแบบแผน โดยมีฝ่ายความมั่นคงเป็นหัวเรือใหญ่

วันนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปในอดีต ซึ่งผมก็ได้รับโทษไปเรียบร้อยแล้ว จากการถูกสังคมตั้งถาม และบางคนก็นำมาใช้ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่นั่นเป็นความจริงที่ผมปฏิเสธไม่ได้ ต้องน้อมรับและอดทนต่อไป
แต่กับคดีนี้ที่ชัดเจนว่าเป็นคดีการเมือง ทั้งกระบวนการฟ้องร้อง รวมถึงคำตัดสินที่ออกมา ผมจึงต้องสู้ต่อเพื่อขอความเป็นธรรมในชั้นอุทธรณ์ครับ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top