Friday, 5 June 2026
Politics

'พีระพันธุ์ – อรรถวิชช์ - นราพัฒน์' 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง - ศก. – ปากท้อง ครบทุกมิต

'รทสช.' เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์' ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง- ศก.-ปากท้อง พร้อมส่งกทม. ครบ 33 เขต

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ นายอรรถวิชช์ และนายนราพัฒน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้นำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมาประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเรารวมไทยสร้างชาติจะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต การโกงชาติ สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คนรากหญ้าจะตายอยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้ว ประเด็นคือเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศ และปล่อยให้เป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาด้วยความเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ปัญหาธรรมดาเลยเป็นวิกฤต และจากวิกฤตคือความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาตนประกาศมาตลอดว่ารวมไทยสร้างชาติไม่ได้เล่นการเมือง แต่เรามาทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดที่ตนมองวันนี้รวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาแค่ทำงาน จากนี้ไปเราล้างบางความเสียหาย ความชั่ว ความที่ไม่มีการเอาจริงเอาจัง ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤต เราจะมาล้างบางความชั่วเหล่านี้ให้หมดแผ่นดินไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักของเราประการหนึ่งเรื่องความมั่นคงประเทศ หลักๆ เรื่องของอธิปไตยประเทศ เราจะทำอย่างไรกำจัดคนโกงให้หมดจากแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้ค่าครองชีพ ค่าพลังงานถูกลงไปอีก ทำอย่างไรจะฟื้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายหลักที่สำคัญของเราทั้งหมดนี้ รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปี 2569 เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ อันดับแรกต้องรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งตารางนิ้วของประเทศไทยเสียไม่ได้เด็ดขาด เรายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทำตัวเป็นคนดีแต่ถูกรังแกมาตลอด ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำถูกรังแก เราจะไม่ยอมอีกต่อไป แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วต้องกลับคืน เส้นเขตแดนทางทะเลต้องเป็นของเราที่ถูกต้องตามกฎหมายสากลทั้งหมด ปัญหาพลังงานใต้ท้องทะเลประเทศไทยต้องนำกลับขึ้นมา เราไม่ได้ไปโกงใคร แต่เราต้องทำเด็ดขาด เราต้องสร้างรั้วชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาเข้า-ออกทั้งผู้ค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ทุนเทา ค้ามนุษย์ แต่ที่แย่ที่สุดมีการเข้ามาฝังทุ่นระเบิด เราจะไม่ปล่อยให้ใครทำแบบนี้กับแผ่นดินไทยและทหารไทยเด็ดขาด เราจะสร้างรั้วใช้งานอย่างจริงจัง จะป้องกันอธิปไตยของชาติจากการรุกรานทุกรูปแบบและการเข้ามาของคนชั่วที่มาทำมาหากินในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ขวัญกำลังใจของชาติคือทหาร รั้วของจริงสร้างด้วยเหล็ก รั้วของชาติสร้างด้วยจิตวิญญาณเลือดเนื้อ ขาขาดกี่ขา บาดเจ็บกี่คน เราต้องดูแล เพราะฉะนั้นทุกคนที่ออกรบจะได้เบี้ย 200,000 บาท ในการดูแล และทหารใหม่ที่สมัครใจเกณฑ์ทหารรับไปเลยคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ประการที่สอง เราต้องกำจัดพิฆาตคนชั่ว คนโกงชาติ โกงแผ่นดินต้องประหารให้หมด พวกสแกมเมอร์ต้องโทษหนักประหารชีวิตสูงสุด รวมไทยสร้างชาติจะแก้กฎหมายทันทีที่เราเป็นรัฐบาลออกพระราชกำหนดประหารคนชั่วเหล่านี้ให้ออกจากแผ่นดิน และคนชั่วที่โกงเงินชาติ นอกจากประหารชีวิตแล้ว ลูกหลานต้องชดใช้เงินแผ่นดินด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า และวันนี้ภาระของทุกคนคือค่าครองชีพที่รัฐบาลสามารถช่วยได้คือทุบค่าพลังงาน ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี น้ำมันเบนซิน ดีเซล 30 บาทเท่านั้น และได้เตรียมการไว้แล้วสามารถทำได้ทันที ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับนายทุน ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนพลังงาน ส่วนค่าไฟถูกลงได้อีก 3.3 บาท/หน่วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่พ่อแม่เครียดเรื่องอนาคตลูก เด็กเครียดในการสอบเข้า เราจะปฏิรูปการศึกษา เด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียนทุกคน ยุติการสอบเข้า ขอให้สอบจบให้ได้ก็แล้วกัน เด็กทุกคนมีความสามารถอะไรก็ได้เรียนทุกคนไม่ต้องเครียดกับการสอบเข้าและการติวอีกต่อไป และให้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยการทำงาน จะไม่มีการฟ้องคดีอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รวมไทยสร้างชาติเข้าสนามรบเลือกตั้งเพื่อเอาชนะวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค ทั้งนี้ รวมไทยสร้างชาติ จะส่งตัวแทนของผู้สมัครกรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มา 20 กว่าปี เพราะประเทศไทยไม่สามารถมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ และถูกย้ำด้วยการผูกขาดทางธุรกิจอยู่สองอย่าง คือ ธุรกิจพลังงาน กับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอสองนโยบาย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน คือ

1.การปล่อยเสรีโซลาร์เซลล์ ให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ก็จะตอบสนองต่อธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจเหล่านี้ต้องการพลังงานมหาศาล แต่รัฐส่งไฟให้เขาไม่ได้ เพราะมัวแต่เกรงใจทุนพลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดให้ประชาชนสามารถขายได้เลย

2.ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบกู้ใหม่ได้ทันที เพราะคนที่ติดเครดิตบูโรในประเทศนี้มี 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ วันนี้เรากำลังเอาคนชั้นกลางไปเจอดอกเบี้ยแพง เพราะปล่อยให้ธนาคารผูกขาด ดังนั้น นโยบายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการแช่แข็งลูกหนี้ และเป็นการชนกับทุนธนาคารที่ต้องใช้ความเด็ดขาด

3.นโยบายราชการงานไว หลายใบอนุญาต จบที่หนึ่งคำขอ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ข้าราชการเกิดการโกงกิน

ส่วนนายนราพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยเราจะเห็นภาพของน้ำมหาศาลที่ท่วมและไม่สามารถกักเก็บได้ ถึงเวลาแล้งน้ำก็หมดประเทศ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำจะมีกรมชลประทานดูแล แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้มีพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยกรมทรัพยากรน้ำหรือประชาชนต้องดูแลตัวเอง อย่างจังหวัดพิจิตรมีโครงการบางระกำเพื่อกักเก็บน้ำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ที่จะทุ่มงบประมาณให้ทุกจังหวัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยให้ทุกจังหวัดขยายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะไปทำพื้นที่แก้มลิงที่สามารถกระจายน้ำไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เยอะ เพราะกรมชลทานมีงบประมาณมหาศาล และถ้าเสรีโซลาร์สำเร็จการสูบน้ำและการดึงน้ำไปยังทุกพื้นที่ให้เกษตรกรก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปุ๋ยที่เรามีทรัพยากรโพแทสเซียม แต่ไม่สามารถเอามาทำเป็นแม่ปุ๋ยใช้ได้ ตนเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะดึงโพแทสเซียมมาทำปุ๋ย และทำให้ราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ 500 บาท นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าน้ำและปุ๋ยคือต้นทุนชีวิตของเกษตรกร

"วันนี้เราจะไม่มีการทะเลาะกันระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกิน ตรงไหนคือที่ดินของรัฐ ตรงไหนคือที่ดินของประชาชน รวมถึงการออกโฉนดที่ดิน ที่ใช้เวลายาวนาน โดยเราจะมีการตั้งศาลที่ดินดูแลประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งราคากลางพืชผลทางการเกษตร เรื่องการต่อยอดขายผลผลิตจะต้องได้กำไรจากการขายด้วย โดยจะมีกฎหมายต่างๆ สินค้าเกษตรไม่จำเป็นจะต้องขายแค่ผลผลิตเราต้องต่อยอดเอากำไรจากผลิตภัณฑ์มาคืนให้กับเกษตรกร รวมถึงให้สหกรณ์การเกษตรจัดหาเครื่องจักร ให้เกษตรกรเช่าเครื่องจักรได้ในราคาถูกมีโรงสี มีโรงอบ มีตู้แช่แข็งต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่ในการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เป็นธรรมขึ้น

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแข่งขันและประเทศไทยเห็นทางออก ถ้าเรามีผู้นำที่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะไปสู่วิกฤติ เรามาร่วมกันต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับทุนเทาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศและประชาชน

‘สีหศักดิ์’ เผยผลประชุม รมว.การต่างประเทศ อาเซียนไร้ข้อตกลงหยุดยิง โยนใช้เวที GBC รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา คุยกันที่จันทบุรี 24 ธ.ค.นี้

(22 ธ.ค. 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2025 เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยขอขอบคุณมาเลเซียที่เปิดเวทีการประชุมในกรอบภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นสันติภาพ และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นที่ไทยเคยมีบทบาทช่วยฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาคมาแล้ว พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชากลับพยายามนำประเด็นเข้าสู่กรอบสหประชาชาติ แทนการเจรจาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเผยแพร่เทปเสียงจากการหารือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และข้อตกลงสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนความตั้งใจจริงของไทยในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งการลดอาวุธ ลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดนและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นถือเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดมาแล้ว 6 ครั้ง และหลังการลงนามข้อตกลงยังเกิดเหตุซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษฝ่ายใด แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการหยุดยิงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศฝ่ายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กัมพูชาจะพูดถึงการหยุดยิงในเวทีต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยหารือกับไทยโดยตรง ซึ่งทำให้การเดินหน้าสู่สันติภาพเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้มีการหารือระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย โดยใช้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอ และเห็นชอบให้มีการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำไปสู่การหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการหารือในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม ที่จังหวัดจันทบุรี ต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9680000123279

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

รุกฆาตเขมร!! 'อาจารย์อุ๋ย' งัดมาตรา 20 กฎบัตรอาเซียน แนะ กต. กดดันขับกัมพูชาพ้นสมาชิกอาเซียน หลังพบพฤติกรรมรุกรานอธิปไตยชัด ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์-หนุนสแกมเมอร์

อาจารย์อุ๋ย จี้! ‘สีหศักดิ์’ เปิดเกมเดือด! กดดัน ‘อาเซียน’ ขับ ‘เขมร’ พ้นสมาชิก ไม่งั้นไทยเดินออกเอง 

(23 ธ.ค. 2568) - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

เนื่องจากในสถากรณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ใช้ประชาชนของไทยและตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนเชื่อมโยมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทั่วโลกต้องการปราบปรามกวาดล้าง ไทยต้องดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรุกไล่และเพิ่มแรงกดดันบนเวทีโลกกับกัมพูชา โดยใช้อาเซียนเป็นเวที ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ไทยต้องยื่นคำขาดให้อาเซียนลงมติขับกัมพูชาออกจากการเป็นสมาชิก!

ตามหลักของกฎบัตรอาเซียน ในส่วนอารัมภบท ให้ความสําคัญกับการเคารพในสิทธิมนุษยชน อธิปไตย หลักนิติธรรม สันติภาพ ความเอื้ออาทร และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่ทว่า นับแต่วันที่กัมพูชาได้รุกลํ้าดินแดนไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล และใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งหลักการพื้นฐานของอาเซียนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไทยจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตามหลักความได้สัดส่วน และจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดคุกคามไทย นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นภัยคุกคามของประชาคมโลกเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายกับคนทั่วโลกนับล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น ไทยจึงต้องอาศัยอํานาจตาม ข้อ 20 (4) แห่งกฎบัตรอาเซียน เรื่องการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง โดยไทยต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนให้ลงมติ "ขับกัมพูชาออกจากสมาชิกภาพ" เพราะกัมพูชาละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนอย่างรุนแรง คือการไม่เคารพอธิปไตย ใช้กำลังอาวุธรุกรานสมาชิกด้วยกันเอง และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเลยการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ หากอาเซียนยังเก็บรัฐที่ละเมิดกฎหมายไว้ ก็เท่ากับอาเซียนกำลังฆ่าตัวตายในเชิงหลักการ!

2. หากเสียงส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคง "แทงกั๊ก" หรือไม่กล้าลงมติขับกัมพูชาออกเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องจอมปลอม วินาทีนั้น ไทยจะใช้สิทธิ ถอนตัว (Withdrawal) อย่างเป็นทางการ
โดยเราจะแจ้งต่อชาวโลกว่า ‘ไทยไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับองค์กรที่โอบอุ้มผู้รุกรานได้’ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) บนเวทีโลก ว่าที่ไทยออก ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะองค์กรนี้ ‘หมดความศักดิ์สิทธิ์’ ในการรักษาสันติภาพไปแล้ว

3. เมื่อไทยออกมาแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะเราจะใช้วิธี Bilateral Bypass กล่าวคือเราเดินหน้าทำ Bilateral FTA และข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีกับเพื่อนสมาชิกรายประเทศที่ยังเห็นความสำคัญของไทย ซึ่งต้องไม่มีกัมพูชา! เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้และเมื่อไหร่ที่อาเซียนปฏิรูปตัวเองจนเดินไปในทิศทางที่ไทยต้องการ หรือเมื่อมีการกำจัด ‘เนื้อร้าย’ ที่ละเมิดกฎหมายออกไปแล้ว ไทยก็สามารถกลับเข้าสู่สมาชิกภาพได้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้กอบกู้หลักการอาเซียน’ ได้อย่างสง่างาม และทําให้โลกมองไทยเป็นตัวอย่างของ ‘ผู้กอบกู้หลักการของระบบพหุพาคีประชาคมโลก’ ด้วยความปรารถนาดี

ปกป้องชาติทำไมกลายเป็นผิด รู้ทัน 'Cognitive Warfare' สงครามทางความคิดที่อันตรายกว่ากระสุน ใช้วาทกรรมบิดเบือนเปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย ทำสังคมลังเลที่จะปกป้องอธิปไตย

จากสนามรบสู่สนามความคิด: ทำความเข้าใจ Cognitive Warfare ในสังคมไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่ได้กำลังเผชิญกับสงครามเพียงรูปแบบเดียว หากแต่กำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซ้อนทับกันอย่างน้อยสามระดับ ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับแรกคือสงครามในความหมายดั้งเดิม นั่นคือความขัดแย้งด้านความมั่นคงและชายแดน เป็นสงครามที่มีพื้นที่ มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ มีความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาพของคนขาขาด บ้านเรือนเสียหาย หรือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภัยคุกคามต่อชาติและอธิปไตย

ระดับที่สองคือสงครามทางการเมืองภายใน ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้สังคมอ่อนแรงจากภายใน เกิดสภาวะแตกแยก ขาดฉันทามติ และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด หากประเทศเลือกผู้นำหรือกลไกทางอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ก็ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูภายนอกได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ เลย

แต่เหนือกว่าสองระดับแรก คือสงครามรูปแบบที่อันตรายที่สุด และหลายคนยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ สงครามทางความคิด หรือ Cognitive Warfare

ในเชิงวิชาการ Cognitive Warfare คือการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง “กระบวนการรับรู้และการตัดสินใจ” ของประชาชน ไม่ได้ใช้กระสุน ไม่ได้ใช้รถถัง แต่ใช้ข้อมูล วาทกรรม อารมณ์ และกรอบความคิดเป็นอาวุธ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพ้ในสนามรบ แต่ทำให้สังคม คิดผิด ตีความผิด และตัดสินใจผิด โดยที่ผู้คนยังเชื่อว่านั่นคือความคิดของตนเอง

สิ่งที่ทำให้สงครามทางความคิดรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้ คือมันเกิดขึ้นเป็นหลักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ถูกคัดเลือกด้วยอัลกอริธึม และเจาะจงอารมณ์ของผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ ความจริงจึงไม่จำเป็นต้องถูกทำให้หายไป เพียงแค่ถูกจัดวางใหม่ในกรอบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมทั้งสังคมได้แล้ว

เราจะสังเกตเห็นสัญญาณของ Cognitive Warfare ได้จากคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนเริ่มตั้งกับตัวเองในช่วงนี้ เช่น
“เราปกป้องชาติบ้านเมืองของเรา ทำไมเรากลายเป็นฝ่ายผิด”
“เราอยู่ของเรา ประชาชนเราถูกยิง บาดเจ็บ สูญเสีย แต่พอเราตอบโต้กลับ ทำไมเราถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกราน”
“ทำไมการปกป้องตัวเองถึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความคลั่งชาติ”

เมื่อมีนักวิชาการหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดออกมาบอกว่า การรักชาติหรือการปกป้องอธิปไตยคือความสุดโต่ง ทั้งที่บริบทคือการป้องกันตนเอง นั่นไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางวิชาการธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของสงครามทางความคิดที่กำลังทำงานอยู่

Cognitive Warfare ไม่ได้สั่งให้ใครเชื่อโดยตรง แต่ทำให้ผู้คนเริ่ม “ลังเลในสิทธิของตนเอง” เริ่มตั้งคำถามกับการป้องกันประเทศ เริ่มรู้สึกผิดกับการยืนอยู่ข้างบ้านของตัวเอง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่การเลือกทางการเมืองที่อ่อนแอ เปิดช่องให้ผลประโยชน์ของชาติถูกลดทอนโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในภาคประชาชน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดไม่ใช่แค่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิด แต่คือกรอบความคิดที่กำลังถูกปลูกฝังอย่างแนบเนียน การดู การฟัง และการอ่านในช่วงนี้จึงต้องมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า ข้อมูลนี้กำลังพาเราไปสู่การปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำให้เราอ่อนแรงลง

เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้เราชนะในสนามรบ แต่ถ้าแพ้ในสนามความคิด ต่อให้เรามีกองทัพเข้มแข็ง แต่สังคมตัดสินใจผิด ประเทศก็ยังแพ้ได้อยู่ดี

และนั่นแหละ คือแก่นแท้ของ Cognitive Warfare ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

โฆษกกล้าธรรม โต้เดือด ‘อภิสิทธิ์’ ปมประกาศไม่รวมงานพรรคกล้าธรรม หลังเลือกตั้งปี 2569

(24 ธ.ค. 2568) นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

ย้ำจุดยืนความถูกต้องมาก่อนความได้เปรียบ ยัน "ปชป." ปักหมุดจริยธรรมการเมือง ลั่นชัดเจน ไม่ร่วม "กล้าธรรม"

(24 ธ.ค.2568) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจต่อเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวานโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคใดสามารถร่วมได้ และพรรคใดไม่สามารถร่วมได้จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายเจตนาและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา

ขอท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป้าหมายสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อกอบกู้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทำให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกครั้งท่ามกลางสภาพการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและหมดหวัง

สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับคุณอภิสิทธิ์มาโดยตลอดคือการยึดมั่นในสัจจะวาจา หลักการ ความซื่อสัตย์และมาตรฐานด้านจริยธรรมซึ่งเป็นคุณค่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความถูกต้องก่อนความได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้การประกาศจุดยืนในเวทีดีเบตว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้จึงเป็นการแสดงความชัดเจนต่อประชาชนไม่ใช่การเมืองแบบกั๊ก หรือการพูดเผื่อทางถอย

และขอเรียนให้เข้าใจตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศตัวว่าจะเป็นฝ่ายค้านแต่เป็นการประกาศเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชน “เลือกอย่างชัดเจน” ว่าต้องการการเมืองที่ยืนอยู่บนหลักจริยธรรมแบบใด

คำถามสำคัญที่อยากชวนคิดร่วมกันคือประชาชนต้องการนักการเมืองที่พูดคลุมเครือเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองหรือผู้นำที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแม้จะไม่ถูกใจทุกคน

เพราะการเมืองที่ดีควรตั้งอยู่บนความชัดเจน ความรับผิดชอบและการเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบเลี่ยงเพื่อประโยชน์ระยะสั้น

พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยืนบนหลักการและขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการเมืองแบบใด คือการเมืองที่ประเทศควรเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
 

อุดมการณ์ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือสัญญาระยะยาวของประเทศ เซ็ก 5 สัญญาณของพรรคที่มี "อุดมการณ์จริง" จุดความหวังพาไทยจะพ้นวนลูปเดิม อย่าให้พรรคไร้แก่น "ใช้เป็นเครื่องมือชนะเลือกตั้ง"

พรรครัก “อำนาจ” หรือพรรครัก “อุดมการณ์”? ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง เราต้องเริ่มจากการเมืองที่มีแก่น

การเมืองที่ทำให้ประเทศเจริญ ไม่ได้เริ่มจากคำขวัญแรง ๆ หรือแจกสิทธิประโยชน์รายรอบ แต่เริ่มจาก “เข็มทิศ” ว่าพรรคการเมืองเชื่ออะไร เห็นประเทศแบบไหน และจะพาไปทางไหน
แม้ในเชิงหลักการ พรรคการเมืองถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวของคนที่มีแนวคิด/อุดมการณ์ร่วมกัน และทำหน้าที่ “ชี้ทิศทาง” ให้สังคมผ่านอุดมการณ์และแนวนโยบาย
แต่ปัญหาคือ ในโลกความจริง พรรคจำนวนไม่น้อยทำงานเหมือน “ทีมเลือกตั้ง” มากกว่า “สถาบันทางการเมือง”
ลักษณะที่เห็นบ่อย
• วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้กลับอย่าง เพราะเป้าคือชนะรอบหน้า ไม่ใช่ชนะอนาคต
• นโยบายกลายเป็นเมนูบุฟเฟต์ ไม่ใช่แผนประเทศ
• คนย้ายพรรคง่ายกว่าย้ายค่ายมือถือ เพราะไม่มีแก่นให้ยึด
ผลลัพธ์คือประเทศเสียต้นทุนมหาศาล: นโยบายสะดุดทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โครงการดี ๆ ไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการไม่รู้จะยึด “ทิศทาง” ไหน ประชาชนหมดศรัทธา แล้วการเมืองก็วนกลับไปที่การ “เอาชนะ” มากกว่าการ “แก้ปัญหา”

“พรรคที่มีอุดมการณ์จริง” หน้าตาเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ไม่ใช่การติดป้ายว่า “ฝ่ายนี้-ฝ่ายนั้น” แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ + ความรับผิดชอบ + ความโปร่งใส และทำให้ประชาชนตรวจสอบได้
พรรคที่มีอุดมการณ์จริง ควรมี 5 อย่างนี้
1. ประกาศคุณค่า (Values) ชัด: พรรคยืนบนอะไร เช่น เสรีภาพ โอกาสเท่าเทียม ประสิทธิภาพรัฐ สวัสดิการถ้วนหน้า การกระจายอำนาจ ฯลฯ
2. แปลงคุณค่าเป็นนโยบายที่ “เข้าชุด”: นโยบายไม่ขัดกันเอง และไม่เปลี่ยนไปตามกระแสทุกสัปดาห์
3. มีวินัยทางการเมือง: ส.ส./ผู้สมัครยึดแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด
4. ประชาธิปไตยภายในพรรคจริง: ไม่ใช่พรรคเจ้าของคนเดียว
5. พร้อมให้ตรวจสอบด้วยตัวเลข: มีเป้าหมายระยะ 1–4–10 ปี พร้อมตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่คำสัญญา

ทำไมไทย “ติดหล่ม” เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์
เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์ การเมืองจะถูกดันไปสู่ “ดีล” และ “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” มากกว่าแข่งขันกันด้วยแนวทางแก้ปัญหา

ระบบพรรคที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน “ผูกกันด้วยนโยบาย/อุดมการณ์” มักทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ตรงข้ามกับระบบที่พึ่งเครือข่าย-การอุปถัมภ์ ซึ่งพาประเทศวนกับเกมเดิมและทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ถูกแก้

ทางออก: ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง ต้อง “อัปเกรดพรรค” ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยนหน้า”
ข้อเสนอแบบจับต้องได้
พรรคการเมืองควรทำ
• ออก “รัฐธรรมนูญพรรค” ฉบับอ่านง่าย 10 หน้า: เราเชื่ออะไร ทำไม และจะทำอย่างไร
• ทำ “งบประมาณเงา (shadow budget)” ของนโยบายใหญ่ ๆ ให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไป
• ตั้งสถาบันนโยบาย/การศึกษาในแนวทางพรรคอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาคน
• เปิดกระบวนการคัดผู้สมัครแบบโปร่งใส วัดจากความสามารถและความสอดคล้องกับแนวทาง ไม่ใช่แค่ “มีทุน-มีทีม”
ประชาชนควรถามพรรคให้ชัด (ก่อนกากบาท)
• ถ้าพรุ่งนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ/น้ำท่วม/ภัยพิบัติ พรรคจะตัดสินใจบน “หลัก” อะไร
• นโยบายที่หาเสียง ขัดกับแนวทางเดิมของพรรคไหม
• ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจะผลักดันอะไรต่อ และยอมโหวตอะไรไม่ได้ (เส้นแดงของพรรคคืออะไร)

ประเทศไทยจะเดินหน้าได้จริง เมื่อพรรคการเมืองเลิกเป็น “เครื่องมือชนะเลือกตั้ง” แล้วกลับมาเป็น “สถาบันที่มีแก่น” เพราะอุดมการณ์ที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่ทำให้นโยบายต่อเนื่อง การเมืองคาดการณ์ได้ ประชาชนตรวจสอบได้ และประเทศวางแผนระยะยาวได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอุดมการณ์ ก็ไม่มีทิศทาง—และประเทศที่ไม่มีทิศทาง ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็หลงทางอยู่ดี

เสริมทัพไทยก้าวใหม่!! ไทยก้าวใหม่ 'สุกฤษฎิ์ชัย' นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 'ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา' เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงดันนโยบายสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ผนึกกำลัง ‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ ลุยเลือกตั้ง 2569

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit" ความว่า “เพื่อให้ได้ผลักดันนโยบาย ความรู้ และความคิดเพื่อบ้านเมือง กับคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ผมพร้อมและอาสาลง สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 (เขตยานนาวาและบางคอแหลม) พรรคไทยก้าวใหม่ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่”ใช่“ของพวกเราทุกคน”

ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง ไปด้วยกัน

โดยนายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์นั้น เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการ พรบ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR Act.) และที่ปรึกษากรรมาธิการ พรบ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act.) ตลอดจนทำกิจกรรมและผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วย

'เท้ง' ฟาดกลับ 'อนุทิน' หยุดสร้างนิทานหลอกเด็ก ปม ม.112 แจงชัดยกมือดีเบต แค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง

(26 ธ.ค. 68) - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ต้องบอกว่าการยกมือในวันนั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่าเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขมาตรา 112

ดังนั้น ตนไม่อยากให้นายอนุทินเอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ได้อีกแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคน้ำเงินจะไม่จับมือกับพรรคส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรคประชาชน หรือรัฐบาลของนายอนุทิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top