Saturday, 6 June 2026
Politics

บุกยึดพื้นที่ให้จบ เจรจาทีหลัง พร้อมเตรียมยุทธการทางทะเล ขวางกัมพูชาขยับ "หลักเขต 73" ฮุบทรัพยากรไทย

(8 ธ.ค. 2568) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงการณ์แสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองเพื่อยุติวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาต้องการมากที่สุดนอกจากช่องอานม้า ช่องบก ก็คือทรัพยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานใต้ท้องทะเลในอ่าวไทย เพราะฉะนั้นหลักหมุดเขตแดนที่สำคัญที่สุด ก็คือ หลักเขตที่ 73

"เราจะเห็นว่าเขาพยายามเปลี่ยนแปลงหลักเขต 73 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งเส้นเขตแดนในทะเลหลายวิธีการ หลังสุดที่เขาทำตั้งแต่ปี 2540 คือการถมทะเล อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคลื่น แต่ว่ามันมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่า อะไรที่ติดตรึงกับแผ่นดินยื่นไปในทะเลจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ผมมั่นใจและเชื่อว่านี่คือยุทธวิธีที่เขาต้องการจะเปลี่ยนหมุด 73 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ไปปลายของเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาการอ้างสิทธิ์ในทะเลในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงและกองทัพไทย รัฐบาลไทยต้องเตรียมการคือวันนี้ต้องเตรียมการกองทัพเรือให้พร้อมครับ ถ้าเราไม่เตรียมกองทัพเรือให้พร้อม เราไม่ป้องกันหลัก 73 และเส้นเขตแดนในทะเลให้พร้อม เราจะเกิดปัญหาตรงนั้น ขึ้นมาอีกปัญหานึงครับ และนั่นคือเป้าหมายสำคัญของกัมพูชา"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ เสนอแนะว่า สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศต้องเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้กองทัพดำเนินการลำพังเพียงฝ่ายเดียว

"จากการปะทะครั้งนี้ เราต้องได้อยู่ในจุดที่ได้เปรียบ 1. ต้องให้กองทัพเดินหน้าเต็มที่ 2. ถ้าสามารถเข้าไปยึดดินแดนของเขาได้ ยึดเลยครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะยึดเพื่อเอาเป็นของเรา แต่ยึดเพื่อให้ได้เปรียบทางการทหารและการเจรจาว่า ถ้าคุณไม่ทำความตกลงกับเรา เราก็ยึดอยู่แบบนั้น กี่สิบปีแล้วครับที่เขายึดแผ่นดินไทยมา แล้วทำไมเราจะยึดชั่วคราวเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้กับประเทศไทยและคนไทยและกองทัพไทยทหารไทยที่ต้องสูญเสียชีวิต สูญเสียร่างกายไม่ได้ครับ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือเราต้องหายุทธวิธี ยุทธการที่เราจะต้องได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง เขาทำแบบไหน ทำแบบเดียวกันครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่เองครับ ต้องเป็นคนสั่งการที่ผมพูดทั้งหมดวันนี้ด้วยตัวท่านเอง"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ และขอเป็นกำลังใจให้แก่กองทัพอากาศและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านในการปกป้องอธิปไตยของชาติในครั้งนี้

"ปัญหาเหล่านี้ ผมอยากให้จบลงได้สักที ทหารไทยและประชาชนคนไทยต้องสังเวยชีวิต ร่างกาย และอนาคตของตนเอง รวมถึงครอบครัว ต่อการโจมตีของประเทศกัมพูชาหลายครั้ง แต่มันไม่จบ เพราะไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา จากปัญหาเริ่มต้นเล็ก ๆ กลายเป็นวิกฤตประเทศ"

นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยึดมั่นในอธิปไตยของชาติ และดำเนินการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ด้วยยุทธวิธีที่เด็ดขาดและหลากหลาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม เปิดปฏิบัติการทางด้านข่าวสารและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้มากกว่านี้

"เราจะไม่อนุญาตให้ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อไปอีก เราต้องยุติปัญหานี้เพื่อคนไทย ประเทศไทย และอนาคตของลูกหลานไทยอย่างแท้จริงตลอดไป"

 

 

เตรียมเปิดตัว "พรรครักชาติ" 10 ธ.ค. ประกาศนั่งหัวหน้าพรรค-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พร้อมดึงทัพอินฟลูเอนเซอร์ – คนดัง วางเกมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

ใกล้วันยุบสภา สมรภูมิการเมืองเริ่มคึกคักอีกครั้ง ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์ สามย่าน มิตรทาวน์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปพลุกพล่าน

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะผู้นำพรรคอย่างเต็มตัวของนายชัยวุฒิ หลังจากที่เคยเป็นแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ โดยมีรายงานยืนยันว่า นายชัยวุฒิจะดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรครักชาติ และจะลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 1 ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในการนำทัพพรรคใหม่เข้าสู่การเลือกตั้ง

 

กลยุทธ์ดึงคนดัง-อินฟลูเอนเซอร์

 

ความน่าสนใจของการเปิดตัวพรรครักชาติในครั้งนี้ อยู่ที่กลยุทธ์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ทั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงบันเทิง สื่อสารมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เข้าร่วมทีมอย่างคึกคัก ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และใช้ศักยภาพของสื่อสังคมออนไลน์ในการขับเคลื่อนงานการเมือง

รายชื่อบุคคลสำคัญที่เตรียมเข้าร่วมงานและรับตำแหน่งในพรรค อาทิ:

 

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เตรียมเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

นายทัศนัย ทองมี (กอล์ฟ) ผู้ประกาศข่าว จะเข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร (ขิง) Miss Fabulous Thailand 2022 และอดีตผู้ประกวดมิสยูนิเวอร์ส

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) นักแสดง

นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังและเจ้าของเพจ "สะบัดแปรง" ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก จะมาร่วมสร้างสีสันในงานเปิดตัว

 

การผนึกกำลังระหว่างนักการเมืองผู้มีประสบการณ์อย่างนายชัยวุฒิ กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานเสียงบนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่พรรครักชาติพยายามจะก้าวข้ามวิธีการหาเสียงแบบดั้งเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัลและบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ในสังคม

 

การเปิดตัวพรรคในครั้งนี้ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางตำแหน่งของพรรคที่จะเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของขั้วอำนาจและสมการการเมืองหลังการเลือกตั้งในอนาคต

แสดงให้เห็น "กัมพูชา" สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ย้ำชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

"ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา" รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ

พูดหล่อบอกทำสงครามสู้รบแค่เดินอ้อมปัญหา ย้ำชีวิตทหาร-ประชาชน ไม่ควรมาสูญเสียกับสงคราม เตือนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารควบคู่การทูต อย่าให้เกินขอบเขตการป้องกันตัวเอง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 - ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงต่อประชาชนทั้ง 6 จังหวัด ที่ประชาชนต้องอพยพมาเป็นแสนคน โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องปิดทำการเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารทั้ง 4 นายที่เสียชีวิตระหว่างการปะทะ และส่งกำลังใจให้กับทหารอีกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ความเดือดร้อนของประชาชนและชีวิตของทหารของไทยนั้นไม่ควรต้องมาสูญเสียกับสงครามที่ไม่มีความจำเป็น เช่นเดียวกับพลเรือนอีก 17 นาย และทหารอีก 18 นาย ที่ได้เสียชีวิตในการสู้รบระลอกแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนไม่ควรได้รับผลกระทบจากการที่เราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หากรัฐบาลได้จัดการอย่างเด็ดขาดต่อปัญหาซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คือขบวนการสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน

การจบปัญหานี้อย่างถาวร หรือ End game เป็นไปตามที่ตนเองได้สื่อสารไปเมื่อวาน เรามองเห็นฉากจบของเรื่องนี้ตรงกันหรือไม่ การรบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทหารฝั่งเราเอง และไทยเอกจะถูกโจมตีจากนานาชาติในฐานะประเทศคู่รุกราน การจบปัญหาที่แท้จริงคือการคืนชีวิตปกติสุขให้กับประชาชน ให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องระแวง กลับมาค้าขายได้อย่างเป็นปกติ

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดของรองแม่ทัพภาค 2 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ที่แสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า เพื่อนำไปสู่ฉากจบที่จบด้วยการเจรจา จึงต้องดำเนินการด้วย 3 ประการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. การใช้กำลังทางการทหาร ต้องมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง และการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งการคุกคามของกัมพูชา

2. การดำเนินการทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติเกินหลักสากล จนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไปตกหลุมพรางของฮุนเซนว่า เราเป็นฝ่ายรุกรานก่อน

3. การใช้การทูตกดดันกัมพูชาให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติการ ใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด เช่น การใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นธงนำ ดึงความร่วมมือจากนานาชาติและทุกประเทศทั่วโลกให้อยู่ข้างประเทศไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จุดเริ่มต้นปัญหา ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตั้งแต่ครั้งที่แล้วถึงครั้งนี้ ล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือความพยายามปกป้องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน การปะทะสาครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นหลังจากอายัดทรัพย์สินของ เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, เฉินจื้อ ที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน ที่ดูแลอาณาจักรสแกมเมอร์

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดูให้ดีว่า การปะทะกันในครั้งนี้ เป็นเพียงแผนการเบี่ยงประเด็นของ ฮุน เซน หรือไม่ และเหตุที่รัฐบาลทุ่มเทกับการสู้รบอย่างเต็มที่ กำลังกลายเป็นการเดินตามแผนการของฮุน เซน หรือเปล่า ที่ต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่โลกล้มกัมพูชาจากเรื่องสแกมเมอร์ กลับกลายให้โลกมาล้อมไทยแทน ด้วยข้อหารุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า” นายณัฐพงษ์กล่าว
.
หากรัฐบาลต้องการเพียงคะแนนนิยม หรือเดินตามกระแสชาตินิยม การรบด้วยกำลังทหารแบบสุดซอยที่กำลังทำอยู่ก็คงจะตอบโจทย์ แต่หากเรามีเป้าหมายร่วมกันว่า จุดจบแท้จริงของเรื่องนี้คือการทำทุกวิถีทางเพื่อเดินไปสู่สันติภาพและความมั่นคงถาวร เพื่อปกป้องประชาชนตลอดแนวชายแดน รวมถึงปกป้องชีวิตทหารทุกนายไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้

วิธีออกจากปัญหาจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติการทางทหารอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องเปิดทั้ง 3 แนวรบ ดังที่ตนเองได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ 1. แนวรบทางการทหาร ขอยืนยันว่าการใช้กำลังทหารต้องเป็นวิธีการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อเครื่องมืออื่นๆ ถูกใช้ไปจนหมดแล้วและไม่ได้ผล และหากมีเหตุให้เกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกาสากล เป็นที่ยอมรับตามกฎระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะผู้รุกรานรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นประเด็นที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยมาโดยตลอด

จากสถานการณ์ขณะนี้กัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีตอบโต้ ไทยควรยึดหลักปกป้องตนเองตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เป็นไปตามหลักสากลว่าเราใช้กำลังทหารอย่างเข้มแข็งเพื่อการจัดการภัยคุกคามเฉพาะหน้ าไม่ใช่เพื่อการรุกรานแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการจัดขอบเขตการรบ มุ่งเน้นการลดระดับความตึงเครียดทางการทหารผ่านการใช้แนวรบที่ 2 คือแนวรบทางการทูตไปพร้อมกันด้วย

2. แนวรบด้านข่าวสารและการพูด ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศไทย คือการบอกว่าจะไม่มีการเจรจาสันติภาพอีกต่อไป ในทางกลับกัน การรบเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อบังคับให้กัมพูชาที่ไม่ยอมร่วมมือ ต้องกลับมายอมร่วมเจรจาในข้อตกลงสันติภาพที่ได้ร่วมลงนามไปก่อนหน้านี้

“แต่คุณอนุทินกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธการเจรจาเสียเอง และจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นผู้กระทำความผิดในสายตาประชาคมโลก ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือระบอบฮุน เซน นั่นเอง” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ เสนอด้วยว่า ครั้งนี้ต้องมีการปรับการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ให้ทำงานอย่างเต็มที่และมีความหมาย เป็นคนกลางตรวจสอบการฝ่าฝืนข้อตกลง เพื่อเป็นกลไกป้องกันการปะปะทะกันซ้ำอีกครั้งในอนาคต รวมถึงไทยควรกดดันกัมพูชาในเวที ออตตาวา คอนเวนชัน เช่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งดำเนินการไป

3. รัฐบาลต้องเปิดแนวรบปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการเดินหน้าอย่างสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานความร่วมมือกันแต่ละประเทศในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก โดยใช้การประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบสแกมเมอร์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ ดังที่พรรคประชาชนและภาคประชาสังคมได้เคยนำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสั่งการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดทรัพย์บุคคลไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ใช่ตัดตอนแค่ชาวต่างชาติ เพราะหากรัฐบาลไม่จริงจังในเรื่องนี้ การให้กระทรวงการต่างประเทศประสานความร่วมมือกับนานาชาติ ก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่ตบตาชาวโลก ประเทศไทยก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

นายณัฐพงษ์ มองว่า รัฐบาลไทยต้องตั้งหลักให้มั่นว่า แนวรบที่สำคัญตอนนี้ คือการใช้แนวรบทางการทูตควบคู่กับการทหาร โดยพุ่งเป้าไปสู่การกดดันกัมพูชาให้กลับสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้การปราบสแกมเมอร์เป็นหัวใจในการดำเนินการ

“หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางของปัญหา เราต้องพลิกวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการกวาดล้างกลุ่มชนชั้นไหนที่หากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หยุดสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ตนเองเป็นคนก่อ โดยใช้เลือดเนื้อของทหารและชีวิตประชาชนของตนเป็นตัวประกัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยระบุ สนับสนุนกองทัพดำเนินการรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหาร เพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา จนนําไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เข้าข้างกองทัพ หรือโหนกระแสชาตินิยม นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตามแถลงการณ์ที่ได้มีการลงรายละเอียดมากขึ้นเมื่อสักครู่นี้ การใช้กําลังทหารต้องมีขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และปกป้องอธิปไตย เป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน พุ่งเป้าเพื่อขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า ถ้าการดําเนินการทางการทหารเป็นไปตามหลักทั้งหมดที่ตนได้กล่าวไปนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่กองทัพควรจะต้องดําเนินการ

เมื่อถามถึงท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะไม่ถอยกลับไปสู่โต๊ะเจรจา ในฐานะฝ่ายค้านมีโอกาสใช้กลไกของสภาในการเสนอแนะ หรือจะมีกลไกใดบังคับให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำตามบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงใช้ในทุกเวที อย่างการแถลงข่าวในวันนี้ ก็อยากแนะนำนายกรัฐมนตรีให้กลับไปพูดคุยกับทางรองแม่ทัพภาคที่ 2 และฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเคยให้ความเห็นว่า ไม่มีการรบใดไม่จบที่การเจรจา

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เข้าใจความรู้สึกในความสูญเสียของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวจังหวัดชายแดน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ ที่ติดตามสถานการณ์ในตอนนี้ ว่าทุกคนอยากจบปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญที่ต้องพูดคุยกันตกผลึกให้ได้ คือรัฐบาลต้องชี้ให้เห็นแนวทางชัดเจนว่า จุดจบสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอยู่ที่ตรงไหน

“สําหรับพวกเรา เรายืนยันว่า จุดจบของเรื่องนี้ที่แท้จริง คือการคืนความมั่นคง คืนสันติภาพ ชีวิตที่เป็นปกติสุข สู่ประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งการจะทําเรื่องนี้ได้ ต้องใช้ทุกวิถีทั้ง 3 แนวรบ กดดันให้กัมพูชายอมเข้าสู่การเจรจากับประเทศไทย การรบในแบบการใช้กําลังทหารแบบสุดซอย เพื่อรุกรานหรือครองประเทศ เป็นไปไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน และทําให้ประเทศไทยขาดความชอบธรรมในเวทีโลก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงปัญหาที่กัมพูชาไม่จริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้ เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาเองมีความจริงใจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญคือ เราจะกดดันเพื่อให้กัมพูชายอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อย่างไร

ดังนั้น การดำเนินการทางการทหาร ถ้าต้องการที่จะขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ให้เขาไม่ได้มีขีดความสามารถในการทำร้ายประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตราบใดที่เป็นไปตามหลักสากล ปกป้องตนเอง ปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

ส่วนประเมินท่าทีของนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลเดินตามกองทัพหรือไม่ แทนที่จะประสานงาน หรือสั่งการกองทัพ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องนี้จริงๆ สื่อสารไปก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว และขออนุญาตยืนยันว่า รัฐบาลพลเรือนควรอยู่เหนือกองทัพ การที่นายกรัฐมนตรีอาจจะตีเช็คเปล่าให้กองทัพจัดการได้ทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถปฏิเสธการดําเนินการใดๆ ของฝ่ายความมั่นคงได้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความผิดรับผิดรับชอบต่อการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโดยตรง

 

วิเคราะห์การจัดทัพ "พรรครักชาติ" ภายใต้การนำของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ สัญญาณถึงการแตกตัวครั้งใหญ่ ขั้วอนุรักษ์นิยมวางหมาก สู้ศึกเลือกตั้ง

จับตา 'พรรครักชาติ' ของ 'ชัยวุฒิ' กับกลยุทธ์ 'อินฟลูเอนเซอร์-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1' สัญญาณชัดการแตกตัวของขั้ว พปชร. และการจัดทัพใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อวางหมากยึดพื้นที่คะแนนเสียงในเมือง

การก่อตั้งพรรคใหม่: การปรับภูมิทัศน์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

การประกาศเปิดตัว "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ด้วยตนเองนั้น ถือเป็น สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการจัดทัพทางการเมืองครั้งใหม่ ในฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเก่า

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแยกตัวของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะความไม่ลงรอยและทางตันในการบริหารจัดการอำนาจ ภายในพรรค พปชร. หรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการนำพรรคและโอกาสในการช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การที่นายชัยวุฒิ ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติของการสื่อสารและการประสานงานอำนาจ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ด้วยตนเอง บ่งชี้ว่าทางเดินในโครงสร้างเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเขาอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ "อินฟลูเอนเซอร์" กับการเข้าถึงฐานเสียงใหม่

สิ่งที่ทำให้ "พรรครักชาติ" แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางตัวนายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าวเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปจนถึงการรวมกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงและความงาม เช่น นัท นิสามณี และ ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร

การใช้กลยุทธ์นี้มีความหมายในเชิงการตลาดการเมืองสูง:

1.  ขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว (Mass Reach): อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีฐานผู้ติดตามจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และส่งสารทางการเมืองไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกการเมืองแบบเดิม
2.  การลดกำแพงการเมือง: การนำบุคคลที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการเมืองจ๋าเข้ามาเป็นแกนนำ ช่วยลดทัศนคติเชิงลบและความรู้สึกแปลกแยกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเมืองแบบเก่า ทำให้พรรครักชาติสามารถปรากฏตัวในฐานะ "พรรคทางเลือกที่มีสีสัน"
3.  การหาเสียงต้นทุนต่ำ: การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีทักษะในการสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้การหาเสียงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อดั้งเดิมหรือการจัดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

นัยยะต่อสมการทางการเมือง: การแย่งชิงฐานคะแนน

การถือกำเนิดของพรรครักชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหมด:

- แย่งชิงฐานเสียง พปชร./รทสช.: พรรครักชาติจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองและกลุ่มคนชั้นกลางที่มีทัศนคติอนุรักษ์นิยมปานกลางถึงอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเดิมเริ่มอ่อนแรงลง

- การกระจายคะแนนเสียง (Fragmentation): การแตกตัวของพรรคในขั้วเดียวกันนี้จะทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปหลายพรรคมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Hung Parliament) และส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การทดสอบอำนาจของนายชัยวุฒิ: การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ถือเป็นการรับประกันที่นั่งในสภาของนายชัยวุฒิเอง และเป็นการประกาศความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชัดเจนว่าสามารถนำพาพรรคใหม่เข้าสภาได้สำเร็จ

ความท้าทายที่พรรครักชาติและกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญ

แม้จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่พรรครักชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

1.  ความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์: พรรคจะต้องแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของ อุดมการณ์หลัก ว่าแตกต่างจากพรรคในขั้วอำนาจเก่าอย่างไร และจะบริหารจัดการความคาดหวังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมงานอย่างไร

2.  การสร้างเครือข่ายระดับพื้นที่: แม้จะมีพลังในโลกออนไลน์ แต่พรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี เครือข่าย ส.ส.เขต ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพรรคใหม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับพื้นที่

3.  การสร้างความน่าเชื่อถือ: นายชัยวุฒิและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคนี้เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของผู้มีชื่อเสียง แต่มี นโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของพรรครักชาติจึงถือเป็น จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่ถูกนำมาใส่ในสมการการเมืองไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความซับซ้อนของการแข่งขัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวของขั้วอนุรักษ์นิยมที่พยายามจะหาช่องทางใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองในยุคดิจิทัลไว้ให้ได้

ผนึกอินฟลูฯ - คนดังเปิดตัว “พรรครักชาติ” ย้ำจุดยืนทำการเมืองยุคใหม่ “ไร้เจ้าของ” ปราศจากกลุ่มทุน "ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ใคร" หวังพลังคนรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศ

เปิดตัวพรรครักชาติ ‘ชัยวุฒิ’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำ เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน “ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร” ลั่น พร้อมเป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ชี้ที่ผ่านมาการเมืองวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่ตระกูล จวกอดีตรัฐบาลทำให้เกิดสงครามกับกัมพูชา ซัด “หัวหน้าพรรคขายฝัน” ไม่กล้าแตะ แต่บอกให้กองทัพรบเบา ๆ ลั่นแรง “ไม่รู้เรื่องอย่าเสือก ปล่อยเขาทำหน้าที่ไป”

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ พรรครักชาติ นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานเปิดตัวพรรคและกรรมการบริหารพรรค ภายใต้สโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” โดยมีเหล่าบรรดาศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงาน เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก วิ่งบนถนนพญาไทไปจนถึงแยกปทุมวัน และวนกลับมาที่สามย่าน มิตรทาวน์ โปรโมตพรรคและสมาชิกของพรรค

นายชัยวุฒิ ขึ้นเวที โดยหยิบไข่ต้มขึ้นมา พร้อมระบุว่า ไข่ต้มเป็นอาหารที่ไม่มีชนชั้น ประชาชนจะรวยจะจนกินได้หมด มีโปรตีนรสชาติอร่อย และที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองควรจะมีคือความพอเพียง

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัญหาของเมืองไทยคือการเมือง พร้อมถามว่าเบื่อการเมืองหรือไม่ ที่วนอยู่แต่ในอ่าง วนเวียนไปกับคนเดิม ๆ แต่ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ โดยเศรษฐกิจถดถอยและพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซึ่งตนลงเล่นการเมือง เลือกตั้งครั้งแรก เป็น สส. สิงห์บุรี เมื่อปี 2544 เป็นเด็กคนรุ่นใหม่ มีความฝัน และมีความคิดที่อยากเป็นน้ำดี เข้ามาทำงานการเมือง มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และทำงานการเมืองมา 24 ปี มีทั้งสอบตกบ้าง สอบได้บ้าง โดนตัดสิทธิทางการเมืองก็เคย ซึ่ง 24 ปีก่อน บางพรรคเอาพ่อมาเป็นนายกฯ เมื่อพ่อไปไม่ได้ ก็เอาน้องสาวมาเป็นนายกฯ และวันนี้ 24 ปีผ่านไป ก็เอาลูกสาวมาเป็นนายกฯ และก็ไปไม่ได้แล้ว ปีต่อไปคงเอาหลานมา การเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับตระกูลการเมืองแบบนี้

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ไม่ใช่แค่ตระกูลนี้ ซึ่งทุกพรรคมีเจ้าของ มีกลุ่มทุนทุกตระกูล และดูแลกันเป็นอย่างดีมาตลอด 24 ปี วนเวียนอยู่กับคนเดิม ๆ แต่ไม่มีโอกาสให้คนใหม่ ๆ หรือคนเก่ง ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้เลย หนำซ้ำมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่มาอีก แต่ก็มาจากคนนามสกุลเดิม อาอยู่อีกพรรคหนึ่ง หลานทำพรรคใหม่ และโดนยุบไปแล้ว 2 รอบ หากถามว่านโยบายที่มีทำได้หรือไม่ เป็นเพียงแค่พรรคขายฝัน อยากเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แต่ด่าทุกสิ่ง โจมตีทุกอย่าง สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน

“มองฟ้าก็ด่าฟ้า มองแผ่นดินก็ด่าแผ่นดิน มองทหารก็ด่าทหาร ไอ้คนที่พูดว่า ทหารมีไว้ทำไม รบไปก็แพ้ ตอนนี้ไปอยู่ไหน มันเคยช่วยอะไรบ้างหรือไม่” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนพูดแล้วเลือดรักชาติมันขึ้น เพราะที่หนักกว่า คือทุกวันนี้เขารบกันอยู่ แต่หัวหน้าพรรคขายฝันก็มาพูดว่าให้รบกันเบา ๆ หน่อย เกรงใจเขมร ซึ่งหาก “ไม่รู้เรื่องก็อย่าเสือก ให้ทหารเขาทำหน้าที่ไป”

อีกทั้งการเมืองในทุกวันนี้ก็วนเวียนอยู่แต่เดิม ๆ ผลัดกันเกาหลัง รัฐบาลที่แล้วนายกฯ พ่อ นายกฯ ลูกมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับฮุน เซน ทำให้ประเทศพังพินาศเข้าสู่สงครามกับกัมพูชา ซึ่งพรรคขายฝัน เคยโจมตีหรือเคยพูดเรื่องนี้หรือไม่ ก็ไม่เคย ด่าทุกคน แต่ไม่เคยด่าพ่อลูกคู่นี้ และวันนี้บอก “มีเราไม่มีเทา” แล้วจะทำยังไงให้ไม่มีเทา เพราะคุณเพิ่งโหวตให้คนที่เป็นสีเทามาเป็นรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ คุณไม่พูดความจริง เพราะคุณก็รู้ว่า เทาเข้ามาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เข้ามาพร้อมพ่อลูกที่จะเปิดกาสิโนเพื่อเอาทุนเทาเข้ามา แต่ก็ไม่เคยโจมตีหรือไม่เคยพูดถึง เพราะสุดท้ายก็เป็นกลุ่มการเมืองนามสกุลเดียวกัน ตระกูลก็ผูกพันกันวนเวียนอยู่ในกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่ม

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ตอนนี้ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ดูหน้าไปก็คือคนเก่าที่อยู่กับนักการเมืองคนที่ติดคุก ก็อยู่ด้วยกันมาก่อนทั้งนั้น เมื่อทะเลาะกันก็แยกออกมา วนเวียนอยู่ไม่กี่ตระกูล สุดท้ายประเทศก็ถอยหลัง ประชาชนก็สิ้นหวัง หากอยากมีพรรคการเมืองดี ๆ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่พวกเราไม่สิ้นหวัง พวกเราเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ที่มีความรักชาติอยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ที่มีความรักชาติ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า อยากเห็นพี่น้องอยู่กินดีกว่าทุกวันนี้ และตนก็เชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ เพราะหลาย ๆ คนก็อยากให้เข้ามาทำงานการเมือง โดยให้ตนเข้ามาเป็นสะพาน เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองประเทศนี้ ให้โอกาสที่ดีกับพี่น้องคนไทยในอนาคต

วันนี้พวกเราจึงรวมกันเป็นพรรครักชาติขึ้นมา ซึ่งตนได้คุยกับ สส. และผู้ใหญ่หลายคน ก็ค่อนข้างที่จะปรามาสพวกเรา เจอแต่คำถามว่าทำงานการเมืองมีทุนหรือไม่ หรือมีกลุ่มทุนหนุนหลังหรือไม่ ตนก็บอกว่าถ้ามีก็ต้องเกรงใจกลุ่มทุนหนุนหลัง เราก็ต้องเกรงใจ และเราจะทำเพื่อประชาชนได้อย่างไร

มีคนมาถามว่าพรรครักชาติจะได้ สส. กี่คน หรือมี สส. เก่ามาอยู่ด้วยหรือไม่ เมื่อชวนมา ก็จะถามว่าจะให้เท่าไหร่ หากทำแบบนี้ก็จะทำการเมืองทุจริตคอร์รัปชัน เอาเงินมาซื้อประเทศไทย ซึ่งการเมืองแบบนี้มันไปไม่ได้ รวมทั้งมีมาถามว่าหรือมีบ้านใหญ่หรือไม่ หากกลุ่มการเมืองมารวมกลุ่มกันต่อรองผลประโยชน์ ทำธุรกิจสีเทา ไม่คำนึงประชาชน ตนก็ไม่เอา

“เราอยากมีพรรคการเมืองที่เป็นของคนรุ่นใหม่จริง ๆ คนที่ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัว คนที่เงินซื้อไม่ได้ วันนี้เราจึงมารวมกัน และก้าวไปด้วยกัน เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจที่จะมาทำการเมืองร่วมกัน ผมเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

จากนั้น พรรครักชาติ ได้มีการเปิดตัว The New Political Start-up โดยให้สมาชิกพรรค ได้พูดถึงแนวคิดการทำงานการเมืองแบบใหม่ ไร้คอร์รัปชัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต

วิเคราะห์ท่าที ‘พิธา’ ในวิกฤตชายแดน เลิกเถียงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” มุ่งสู่บริบทปฏิรูปบทบาทกองทัพยุคใหม่ แยก "ทหารตัวเล็ก" ออกจาก "การเมืองของนายพล"

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ” — พิธากำลังรีเซ็ตบทสนทนาเรื่องกองทัพไทยยังไง

ช่วงแรกที่คลิปคำพูดสั้น ๆ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกตัดวนในโซเชียล มันถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองง่าย ๆ ว่าเขา “เกลียดทหาร – จะรื้อกองทัพ – ไม่เห็นความสำคัญความมั่นคง”

แต่ช่วงวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ระลอกล่าสุด พิธากลับออกมาพูดชัดเจนว่า

“ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ”

ฟังเผิน ๆ เหมือนแค่แก้ตัวจากคลิปเก่า แต่ถ้าขยายดูดี ๆ นี่คือการรีเฟรมทั้งบทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ให้กลับมาอยู่บนคำถามว่า เราต้องการ “ทหารแบบไหน” มากกว่าจะทะเลาะกันว่า “เอาทหารหรือไม่เอาทหาร”

1. จุดเริ่ม: คลิปสั้น “ทหารมีไว้ทำไม” กับการถูกตีความแบบขาว–ดำ

คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ประโยคแยกเดี่ยวในสุญญากาศ มันถูกพูดในบริบทของการหาเสียง ที่วิจารณ์เรื่อง
• งบประมาณกองทัพที่สูง แต่คุณภาพชีวิตทหารชั้นผู้น้อย–เกณฑ์ทหารกลับไม่ได้ดีตาม
• การเมืองไทยที่ถูกยึดอำนาจโดยทหารมาหลายครั้ง
• โครงสร้างที่ทำให้กองทัพมีอิทธิพลทางการเมืองเกินกว่าหน้าที่ป้องกันประเทศ

แต่เมื่อคลิปถูก “ตัดสั้น” เหลือแค่ประโยคเดียว มันก็ถูกตีความง่ายมากว่าเป็นการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นของทหารทั้งหมด”

ในสนามการเมืองที่แบ่งขั้วชัด การโจมตีในแนว “คนนี้ไม่เห็นความสำคัญของกองทัพ / ไม่รักทหาร / จะทำให้ประเทศอ่อนแอ” จึงขายง่าย และหมุนซ้ำได้เรื่อย ๆ

2. รีเฟรมด้วยประโยคใหม่: “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง”

เมื่อกระแสดราม่ากลับมาอีกครั้งในช่วงชายแดนเดือด พิธาเลือกไม่ตอบโต้ด้วยการเถียงเรื่องคลิปเก่า แต่โยน “กรอบคิดใหม่” เข้าสู่สาธารณะว่า

ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ

ประโยคนี้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน
1. 1) ยืนยันความจำเป็นของทหาร
• เขาไม่ได้บอกว่าต้องลดบทบาททหารจนหายไป
• แต่บอกว่าทหารจำเป็นต่อการป้องกันชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน

2. 2) ขีดเส้นแดงให้ชัดว่าทหารไม่ควรทำอะไร
• ไม่ควรเป็นผู้เล่นในเกมแย่งอำนาจทางการเมือง
• ไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่ควรใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เหนือการตรวจสอบ

พูดในเชิง framing ก็คือ เขา “ตัดคำว่า ทหาร ออกจากคำว่า รัฐประหาร” แล้วแทนที่ด้วยคำว่า ทหารอาชีพ ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน

3. แยก “ทหารปกป้องประเทศ” ออกจาก “ทหารปกครองประเทศ”

เมื่อพิธาอธิบายต่อ เขามักแยกภาพ “ทหาร” ออกเป็นสองแบบ

3.1 ทหารที่ควรถูกปกป้อง

คือทหารในความหมายของ
• คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องประเทศ
• ทหารเกณฑ์–ทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ในระบบคำสั่ง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง
• คนที่ควรได้สวัสดิการดี มีอุปกรณ์พร้อม มีระบบฝึก–ระบบบังคับบัญชาที่เป็นธรรม

กลุ่มนี้คือทหารที่เขาบอกว่าต้องยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้เป็น “อาชีพที่มีเกียรติ” จริง ๆ

3.2 ทหารที่ไม่ควรปกครองประเทศ

คือภาพของ
• นายพล–กลุ่มอำนาจที่ทำรัฐประหาร
• การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง
• การใช้งบประมาณ ความลับ หรือ IO เพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง มากกว่าปกป้องประชาชน

กลุ่มนี้คือ “บทบาท” ที่เขาต้องการจำกัด/ยุติ มากกว่าการไปปฏิเสธตัวบุคคลที่เป็นทหารทั้งหมด

ตรงนี้สำคัญ เพราะทำให้การถกเถียงเรื่อง “ทหาร” ขยับจากความขัดแย้งแบบ “รัก–ไม่รัก” ไปเป็นการถกเรื่อง “บทบาท–โครงสร้าง” แทน

4. ผูกเข้ากับวิกฤตชายแดน: ต้องมีทั้งทหาร–การทูต–ข้อมูล–มนุษยธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พิธาไม่พูดเรื่องทหารในเชิง “ทฤษฎีลอย ๆ” แต่ผูกเข้ากับเหตุการณ์จริงอย่างวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา

ในสารที่เขาส่งออกมา มีใจความประมาณว่า
• ไม่ต้องการเป็นปัจจัยเพิ่มความตึงเครียด
• แต่ประชาชนมีสิทธิถามรัฐบาลว่า แผนรับมือคืออะไร เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร มีทางออกทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ หรือเวทีพหุภาคีอะไรบ้าง
• มาตรการทางทหารควรใช้เท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และไม่ละเลยชีวิตพลเรือน–ผู้ลี้ภัย–คนไทยในพื้นที่

พูดง่าย ๆ คือในวิธีคิดของพิธา ทหารจำเป็นในสมรภูมิ แต่ “การรบ” ต้องมาพร้อม “การทูต–ข้อมูล–กฎหมาย–มนุษยธรรม” ไปพร้อมกัน

นี่ไม่ใช่การลดค่าทหาร แต่เป็นการบอกว่ากองทัพคือ “หนึ่งในเครื่องมือ” ไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของความมั่นคง

5. มิติภาพลักษณ์: จาก “คนรุ่นใหม่ต้านรัฐประหาร” สู่ “นักการเมืองที่คุยเรื่องกองทัพได้เป็นเรื่องเป็นราว”

ในทางการเมือง ภาพของพิธาในช่วงแรกถูกผูกกับ
• คนรุ่นใหม่
• ฝ่ายประชาธิปไตย
• กระแสต้านรัฐประหารและโครงสร้างเก่า

จุดแข็งคือจับใจคนที่ไม่เอาอำนาจนอกระบบ แต่จุดเสี่ยงคือถูกตีง่ายว่า “สุดโต่ง – ล้มทุกอย่าง – ไม่เคารพสถาบันกองทัพ”

การออกมาพูดว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครองประเทศ” พร้อมอธิบายเชิงรายละเอียด จึงมีผลทางภาพลักษณ์อย่างน้อยสองด้าน

3. 1) ลดช่องให้ถูกตีว่าเป็น ‘ศัตรูทหาร’
• เขาแยกชัดว่าปกป้อง “ทหารตัวเล็ก” แต่คัดค้าน “การเมืองของนายพล”
• ทำให้ทหาร–ครอบครัวทหารบางส่วนอาจเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือระบบ ไม่ใช่การมีอยู่ของพวกเขา

4. 2) ยกระดับบทสนทนา จากสโลแกนสั้น ๆ ไปสู่การออกแบบนโยบาย
• จากคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
• สู่คำตอบว่า “เราอยากเห็นกองทัพแบบไหน งบประมาณเท่าไร อยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบใด”

ในมุมหนึ่ง นี่คือการขยับจากการเมืองแบบวาทกรรม ไปสู่การเมืองแบบดีเบตเรื่องโครงสร้างกองทัพจริง ๆ

6. บทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ยังไม่จบแค่ประโยคเดียว

ท้ายที่สุด ประโยคของพิธาเป็นเพียง “หนึ่งเสียง” ในบทสนทนาใหญ่ที่สังคมไทยคุยกันมานานแล้วว่า
• กองทัพควรมีขนาดเท่าไร
• เกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่
• งบประมาณกองทัพควรกระจายไปด้านไหนมากขึ้น
• เส้นแบ่งระหว่าง “ปกป้องประเทศ” กับ “ปกครองประเทศ” ควรชัดตรงไหน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ และไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองคนเดียว

แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการ “ลบทหารออกจากประเทศ” แต่อาจเป็นจุดเริ่มของการออกแบบใหม่ว่า

ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยควรมี “กองทัพแบบไหน” ที่ทั้งปกป้องได้จริง และไม่กลายเป็นผู้ปกครองประชาชนอีกต่อไป

#THESTATESTIMES
#POLITICS
#พิธา_ลิ้มเจริญรัตน์
#ทหารมีไว้ทำไม

ยังไม่ติดต่อมา พร้อมอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม รับคุย ‘อันวาร์’ แล้ว

(11 ธ.ค. 2568) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว
 

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

(11 ธ.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายชณทัต ปัทะมะภูวดล สมาชิกพรรค

รับเรื่องและเตรียมคดีช่วยผู้เสียหายจากการซื้ออาคารชุดในย่านจตุจักร ห้วยขวาง ลาดพร้าวกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 โครงการของกลุ่มคอนโดแห่งหนึ่ง

นายพีระพันธุ์ ชี้แจงว่า จากการพูดคุยทราบว่ากลุ่มผู้เสียหายเคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาก่อน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และมีการอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งขัดแย้งกับข้อคิดเห็นที่ได้รับฟังจากทางผู้เสียหาย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้เปิดเผยปัญหาหลายอย่างที่ไม่เป็นตามข้อตกลงหรือการโฆษณาเชิญชวน เช่น การเสนอวงเงินกู้ยืมที่สูงกว่าราคาขายจริงโดยอ้างว่าเป็นค่าตกแต่ง แต่ลูกค้ากลับไม่ได้รับเงินค่าตกแต่ง การส่งมอบห้องชุดไม่เป็นไปตามสัญญา  การเก็บเงินดาวน์เรียบร้อยแล้วแต่โครงการยังไม่เริ่มก่อสร้างและเมื่อขอยกเลิกสัญญาก็ไม่ได้รับเงินคืน   รวมถึงปัญหาพื้นที่ส่วนกลางที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง

นายพีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัยและอาคารชุดในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในส่วนนี้โดยตรง และร่วมกันพิจารณาปรับปรุง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาคารชุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม พรรคได้จัดทีมทนายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขอให้กลุ่มผู้เสียหายมั่นใจว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะประสานงานดูแลให้ถึงที่สุด โดยมอบหมายให้นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค จัดทีมทนายความเข้าดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มลูกบ้านผู้เสียหายต่อไป

เปิดหลักฐานพระราชปณิธาน ทรงยอมสละอำนาจเด็ดขาดเพื่อราษฎร ด้วยหวังนำ “สยามเป็นประชาธิปไตย” ย้อนรอยจาก 2 ร่างรัฐธรรมนูญ ก่อน 2475

“สยามเป็นประชาธิปไตย”

เป็นพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงตั้งใจ

“…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าในฐานที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์…” ข้อความตอนหนึ่งของคำประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็น "กษัตริย์นักประชาธิปไตย" แต่มีนักวิชาการส่วนหนึ่งที่ยังคงกังขาอยู่ ทั้ง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วถึงสองฉบับ และทรงยอมสละอำนาจจากพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มาทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitution monarchy) จึงขอนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

หลังจากครองสิริราชสมบัติได้ 1 ปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาในหัวข้อ “Problem of Siam” ถึงพระยากัลยาณไมตรี (ดร. Francis Bowes Sayre) โดยมีพระราชปุจฉาว่าด้วยสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่การสืบราชสันตติวงศ์ดำรงคงอยู่ในเชื้อพระวงศ์จำนวนน้อย อันไม่อาจมีหลักประกันใดว่าจะได้พระประมุขที่ดีและสามารถได้ ดังที่ทรงมีพระราชปรารภว่า “พระเจ้าแผ่นดินของสยามสืบทอดตามการสืบเชื้อสายที่มีตัวเลือกที่เป็นไปได้ค่อนข้างจำกัดอย่างมาก ในกรณีนี้จึงไม่แน่นอนว่า เราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ ฉะนั้น พระราชอำนาจเด็ดขาดจึงอาจจะกลายเป็นอันตรายที่แท้จริงต่อประเทศ” กับทั้งในเวลานั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง เช่น “เมื่อใกล้ ๆ สิ้นรัชกาล ประชาชนเริ่มหมดความเชื่อถือกษัตริย์พระองค์ก่อน” ควรแล้วหรือไม่ที่จะมีการปกครองในระบบรัฐสภา มีการปกครองแบบมีผู้แทน มีอัครมหาเสนาบดี มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีรัฐธรรมนูญ เพราะพระองค์ “ได้รับฎีกาจำนวนมากเกี่ยวกับรูปแบบของสภาประเภทนี้”ในรัชสมัยของพระองค์ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ในประเทศตามแบบของประเทศศิวิไลซ์ที่ใช้กัน พระยากัลยาณไมตรีจึงได้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีเพียง 12 มาตรา เรียกว่าเป็น “Outline of Preliminary Draft” เมื่อปี พ.ศ. 2467 โดยมีรายละเอียดดังนี้

มาตรา 1 ว่าด้วยการยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักร มาตรา 2 - มาตรา 6 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีซึ่งบริหารราชการแผ่นดินโดยรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีและถอดถอนรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารกระทรวงต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษากันแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำข้อราชการสำคัญขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย นอกจากนั้นมาตรา 7 กำหนดการแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ถวายคำปรึกษา มาตรา 8 สภาองคมนตรี มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งรัชทายาท มาตรา 10 กำหนดเรื่องศาลฎีกาและศาลต่างๆ ภายใต้พระราชอำนาจ มาตรา 11 กำหนดให้อำนาจนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์ และมาตรา 12 กำหนดให้สภาองคมนตรีโดยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ถวายคำแนะนำให้แก้รัฐธรรมนูญได้

และพระยากัลยาณไมตรี ก็ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมตอบพระราชหัตถเลขาในหัวข้อ “Problem of Siam” กลับมาในหัวข้อ “Sayrt’s Memorandum’” โดยตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยแยกกลุ่มการตอบเป็น 3 กลุ่ม โดยการตอบกลุ่มที่ 2 เป็นเรื่องการปกครอง โดยพระยากัลยาณไมตรี ได้เริ่มอารัมภบทแสดงความไม่เห็นด้วยกับการมีสภาผู้แทนราษฎรว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยว่าควรจะพิจารณาจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรในสยามในขณะนี้ การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้”

ความเห็นดังกล่าว ยังได้รับการยืนยันเมื่อพระยากัลยาณไมตรี เขียนบทความลงในหนังสือ “Atlantic Monthly” หลังจากที่ถวายความเห็น โดยวิจารณ์ความตั้งพระทัยของพระมหากษัตริย์สยาม ให้เป็นระบบรัฐสภาว่า “รัฐสภาใดที่ไม่ถูกควบคุมโดยมวลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีสติปัญญาและความใส่ใจ อาจเป็นกลไกของการกดขี่ที่เป็นอันตรายและมีความฉ้อฉลเสียยิ่งกว่ากษัตริย์ผู้ทรงสมบูรณาญาสิทธิ์” ซึ่งพระองค์ก็ทรงเอาจดหมายตอบดังกล่าวให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพดู และท่านก็ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการมีนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 12 มาตรา ที่ท่านได้ร่างขึ้นก็หาได้ใช้จริง ๆ ในสยามแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่ร่างที่รู้กันเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะมอบรัฐธรรมนูญเป็นอนุสรณ์สำคัญในมงคลวาระที่พระบรมราชจักรีวงศ์ครองกรุงรัตนโกสินทร์มาได้ศตวรรษกึ่งในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 เมื่อพระองค์นิวัตพระนครหลังจากเสด็จฯ สหรัฐอเมริกาจึงรับสั่งให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมร่างรัฐธรรมนูญถวาย และพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย ได้มอบให้นาย Raymond B. Stevens และพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง หรือ หุ่น ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญถวายเพื่อทรงพิจารณา ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วว่า “ทรงเห็นว่าควรจะต้องให้ Constitution มาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 แล้ว และเมื่อได้ทรงรับราชสมบัติ ก็มั่นพระราชหฤทัยว่า เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้ Constitution แก่สยามประเทศ” และ “เมื่อเสด็จกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าจะกักไว้อีกไม่สมควรเป็นแท้...”

นาย Raymond B. Stevensชาวอเมริกัน เป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2469 เคยทำงานการเมืองกับพรรคเดโมแครตและเคยทำงานในรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามในเวลานั้นเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมแล้วกับสภาพการณ์ ดังที่เขาได้ทูลกับพระองค์เจ้าบวรเดชว่า “ข้าพเจ้ามีความเห็นหลังจากรับสนองพระมหากรุณาธิคุณในสยามมาเป็นเวลา 4 ปีว่า ระบอบกษัตริย์ทรงอำนาจไม่จำกัด เป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาหนึ่งสำหรับประเทศนี้แน่นอน” ขณะที่พระยาศรีวิสารวาจา เป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา สำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จนทางราชการให้สัญชาติไทยและให้เข้ามารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2468

ในเอกสารที่ใช้ชื่อว่า An Outline of Changes in the Form of the Government หรือ “เค้าโครงความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการปกครอง” นี้ เขียนเป็นใจความ (แต่ไม่ได้เขียนเรียงเป็นมาตรา) ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์และสภานิติบัญญัติ และทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวนกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของราษฎร มีอภิรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์มีอำนาจอย่างกว้างขวาง เช่น การออกเสียงคัดค้านของพระองค์ อย่างไรก็ดีผู้ร่างทั้ง 2 คนเห็นว่า การมีรัฐสภานั้นยังไม่จำเป็น แต่สนับสนุนให้มีสภาเทศบาลในระดับท้องถิ่นขึ้นก่อน เพราะเห็นว่า ความปรารถนาที่จะมีการปกครองโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางนั้นไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในสยาม โดยพระยาศรีวิสารวาจาได้ถวายความเห็นประกอบร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า สถานการณ์ขณะนั้นยังไม่ควรที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองใด รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก่อน แล้วค่อย ๆ ปูพื้นฐานการปกครองในระบอบใหม่ให้แก่ประชาชนต่อไป ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่ได้ประกาศใช้ในวาระ 150 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์แต่อย่างใด

และเมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 สิ่งที่ที่ปรึกษาชาวอเมริกันทั้งสองคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง (1) อำนาจอธิปไตยนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงวันที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม (หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร) เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 อำนาจทางการเมืองการปกครองกลายเป็นสมบัติผลัดชมของสมาชิกคณะราษฎร (2) หลังจากนั้นแล้วอำนาจก็ยังไม่ได้เป็นของประชาชนแต่อย่างใด ยังของเป็นของคณะเผด็จการทหารอีก 16 ปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ไทยจึงมีรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้สงบเรียบร้อยจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเป็นไปเช่นที่พระยากัลยาณไมตรี (ดร. Francis Bowes Sayre) ได้กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยว่าควรจะพิจารณาจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรในสยามในขณะนี้ การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้” โดยไม่ผิดเพี้ยนเลย ด้วยตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงวันนี้ประชาชนชาวไทยส่วนหนึ่งยังคงขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ยอมขายสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ ใช้สิทธิเสรีภาพของตนจนเกินขอบเขตกระทั่งไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ๆ และเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีคือ ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษีอากรอย่างถูกต้องและครบถ้วน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่ได้นำมากล่าวถึงคือ ขณะที่คณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจโดยชอบที่จะสั่งให้หน่วยทหารหัวเมืองต่าง ๆ สนธิกำลังเข้าปราบปรามคณะราษฎร ฐานเป็นกบฏก็ย่อมได้ แต่ที่สุดแล้วพระองค์ได้ตรัสว่า "เมื่อได้ฟังความเห็นของเจ้านายและเสนาบดีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงเห็นว่าถ้าจะสู้ก็คงสู้ได้ แต่จะเสียเลือดเนื้อข้าแผ่นดินซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน" สุดท้ายทรงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ราชอาณาจักรไทยจึงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนับแต่นั้นมาจนทุกวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top