Saturday, 6 June 2026
Politics

วิเคราะห์ก้าวต่อไปของ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ มีโอกาสสูงตั้งพรรคใหม่ สร้างบ้านทางการเมือง ลดข้อจำกัดพรรคเล็ก ชูจุดแข็งเพื่อสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้

โอกาส และความเป็นไปได้ที่ “กัณวีร์ สืบแสง” จะตั้งพรรคเอง

ทำพรรคใหม่มีความเป็นไปได้สูง ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบัน กัณวีร์ สืบแสง เป็นเลขาธิการพรรคเป็นธรรม และเป็น สส.หนึ่งเดียวของพรรคเป็นธรรม แต่การดำรงตนอยู่บนพรรคเล็ก กับบทบาท และตำแหน่งหน้าที่อาจจะก้าวเดินยาก

ถ้าจะตั้งพรรคใหม่จริง ๆ ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งปัจจัยจำนวนมาก และบารมีของแกนนำพรรค แต่การตั้งพรรคใหม่อาจจะเพื่อ…?

1) ต้องการขยายบทบาททางการเมือง

พรรคเป็นธรรมมี สส. คนเดียว ทำให้ศักยภาพเชิงการเมืองจำกัดมาก
การทำพรรคใหม่จะสร้าง “บ้านทางการเมือง” ของตัวเองที่เติบโตได้มากกว่า

2) มีทีม มีแนวร่วมพร้อมกว่าเดิม กัณวีร์มีเครือข่าย NGO, นักวิชาการ, นักกิจกรรม และคนทำงานภาคสนามหลายกลุ่ม
การตั้งพรรคใหม่จะรวมกลุ่มเหล่านี้ได้ง่ายกว่าอยู่พรรคเก่า

3) กระแสสังคมด้านสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้ยังมีพื้นที่
เขาโดดเด่นในประเด็นชายแดนใต้ ผู้ลี้ภัย การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน
นี่คือฐานเสียงเฉพาะทางที่พรรคใหม่สามารถวางตัวได้ดี

4) ลดข้อจำกัดภายในพรรคเดิม
พรรคเป็นธรรมเติบโตได้ยาก และภาพจำยังไม่ชัดเจนในสาธารณะ
การเริ่มต้นใหม่ทำให้กำหนดทิศทางได้ชัดขึ้น

ถามว่า มีความเป็นไปได้ แค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งคือ เป็นไปได้สูง และเขาเริ่มคิดแล้วผมประเมินว่า
โอกาส 70–85% = จะตั้งพรรคใหม่จริง

ถ้าการเตรียมการเริ่มขึ้นแล้ว แปลว่า “ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ไปไกลมากแล้ว”

โอกาสอยู่พรรคเดิม = ต่ำมาก (ประมาณ 15–30%)

เพราะไม่มีแรงจูงใจให้เขายืนระยะในพรรคที่มี สส. คนเดียว และไม่ใช่พรรคที่สร้างภาพลักษณ์ได้มากนัก


ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับการกำหนดบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง “กัณวีร์ สืบแสง” นักการเมืองผู้มีแสงในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งลมใต้ปีกจากใคร

แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ชี้ ทั้ง 3 คน ยังไม่ว้าว!! เปรียบ ‘เท้ง’ เป็นนมจืดที่ไร้จุดขาย แนะหยุดปั้นเป็น ‘เน็กซ์ธนาธร – นิวพิธา’

(24 พ.ย. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข ที่หลายคนรู้จักในนาม 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยว่า 

(มิตรที่ใกล้ชิดพรรค)
เปิดตัวแคนดิเดตนายกพรรคประชาชน

มองอาจารย์ต้นจริงจัง
ครบเรื่องความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพ พูดดีฉะฉาน วันนี้เห็นคาริสมาด้วย 
แต่ยังไม่เห็นชาร์มมิ่ง  
ซึ่งของแบบนี้สร้างได้อยู่ ต้องใช้เวลา เป็นตัวเลือกที่ดีมาก 

ส่วนเท้งจืด เป็นนมจืดแบบแดรี่ควีน 
แบบวัวกินหญ้า วัวอารมณ์ดี ฟรีเคจวิ่งอิสระ 
รสเข้มข้นครบเครื่องคุณประโยชน์ถึงแต่จืด 
ซึ่งจืดก็ดีแบบจืด

หาจุดขาย
คิดเองว่าควรขายลุคเนิร์ด นักเทคโนโลยีไปเลย
มาเวย์นักสู้ก็ไม่แมตช์ เวย์ดาราช่องเจ้าเสน่ห์ก็ไม่ได้ 
สายปราศรัยก็ยังไม่พีก ฟังแล้วยังไม่ขนลุกปลุกฝัน
ยังไม่สั่นความหวังในหัวใจ เป็นคนที่พูดแล้วยังไม่ว้าว
ซึ่งยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจำเป็นต้องว้าวมั้ย แต่คิดว่าควร ดีสำหรับตัวเขา
ของมีเด่นชัดทางใดก็ดันไปซักทางน่าจะดี
อย่าไปปั้นเป็นเน็กซ์ธนาธร นิวพิธา 
นึกไม่ออกเหมือนกัน 
ไม่มีข้อมูล ดูจากระยะไกล
อาจจะผิด 
ไม่เคยคุยกันเลยซักคำเดียว

คุณไหมเก่งนะ ก็เหมาะสมในหลายด้านแล้วเป็นตัวเลือกที่ OK ไม่มีอะไรแปลกใจ

ส่วนแคนดิเดต ผู้ว่ากทม
สงสารน้อง ๆ ที่ลงสก. 
ส่งกำลังใจให้ละกัน

เปิด 8 คำถามถึง ‘ธนาธร’ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะร่วมราชพิธี - จะยืนเคารพธงชาติหรือไม่? สุดท้ายขออย่าเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอม

(24 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความ ถามไปยังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ถึงบทบาทในอนาคตหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลว่า บทความนี้เคยเขียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 แต่มาวันนี้ ธนาธรประกาศออกมาแบบนี้ ฉันก็เลยเอาบทความนี้มา Edit แล้วโพสใหม่อีกรอบหนึ่งแล้วกันกับเรื่องประชาธิปไตยจอมปลอมของพวกคุณ และพวกบ้านจันทร์ส่องหล้าด้วย

คุณธนาธร วันนี้คุณต้องตอบให้ชัดเจนว่า

1. หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล? ในพระราชพิธีต่าง ๆ คุณจะไปร่วมพระราชพิธีไหม? เพราะในงาน..คุณต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยนะ รู้ยัง?

2.คุณมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือต่ำช้า "ฟ้าเดียวกัน" หรือไม่? เกี่ยวข้องยังไง? ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็กรุณาไปหาอ่าน จะได้รู้ความคิดเลว ๆ ของคนบางคน (ฉันถามให้คุณตอบ เพราะคุณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้บอกให้คุณไปฟ้องคนที่ถาม รวมทั้งตัวฉันด้วย เพราะเขามีสิทธิถามคนที่จะมาปกครองประเทศให้สิ้นสงสัย)

3.ปิยบุตร คือนิติราษฎร์ คือพวกไม่เอาสถาบันฯ ใช่หรือไม่?

4.คุณธนาธรนับถือศาสนาอะไร หรือศรัทธาอะไร ถ้ามี...ขอรูปภาพที่ชัด ๆ โพสมาสัก 4-5 ภาพ อะไรก็ได้ หรือว่าคุณไม่นับถือศาสนาอะไรเลย?

5.ถ้าคุณเป็นรัฐบาล จะยังคงให้นักเรียนร้องเพลงชาติไทยหน้าเสาธงอยู่ไหม? เพราะเห็นคนที่ชื่นชมคุณบอกว่าได้ยินเพลงชาติแล้วคลื่นไส้ !

6.คุณและพวกจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ไหม? หรือว่าจะเดินเข้าไปหลังจากเพลงนี้จบ?

7.คุณจะออกกฎหมายใหม่ ไม่ให้มีทั้ง เพลงชาติ-เพลงสรรเสริญพระบารมี ใช่หรือไม่?

8.ธงชาติไทย มี 3 สี หมายถึงอะไร? ช่วยสรุปให้คนที่เลือกคุณฟังชัด ๆ ว่าคุณจะไม่เอาเลยใช่ไหม ทั้ง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ....และถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณก็ต้องเปลี่ยนสีธงชาติสิ หรือไม่?

ถ้าถามต่อ... สงสัยจะลากกรูไปโรงพักแน่ ๆ เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ 555

จบเรื่องของธนาธร...ตัดภาพมาที่วาทกรรมของเครือข่ายทักษิณ... พูดแต่ส่วนดีของประชาธิปไตย ยกตัวอย่างประชาธิปไตยของบางประเทศมาพล่ามตอนหาเสียง ถามว่าประชาธิปไตยดีไหม ดีแน่นอน ถ้าประชาชนตระหนักรู้และคิดได้เอง 100% ไม่ใช่ซื้อ-ขายเสียง ประชาธิปไตย "กาละ 300-500 บาท"... หรือไม่จริง? ใครกล้าไปสาบานกับฉันบ้าง โทรมาเลยนะ ไปวัดพระแก้วกันเลยพรุ่งนี้... ถ้าไม่พูดถึงเรื่องแก้แค้น-แก้รัฐธรรมนูญ หรือเอาทักษิณกลับไทย ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาล พวกคุณต้องบอกประชาชนให้กระจ่าง ถึงสิ่งที่พวกคุณทำได้จริง ๆ และเอาเงินมาจากไหน? ไม่ใช่พล่ามว่าจะทำโน่นทำนี่ แต่เงินในกระเป๋ามีแค่เท่าที่จัดเก็บภาษีได้ในแต่ละปี... คิดง่าย ๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจคือ..ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้าน ก็ต้องสร้างบ้านในวงเงินเท่านั้น ใช่ไหม? แต่ถ้าต้องการปลูกบ้านให้หลังใหญ่ขึ้นไปอีกโดยใช้เงิน 2 ล้านบาท ก็ต้องไปกู้เงินธนาคารมา ใช่หรือไม่? การที่รัฐต้องการเงินมาพัฒนาประเทศเพื่อเอาใจประชาชน ตามที่ตัวเองหาเสียงไว้เกินจำนวนเงินภาษีที่จัดเก็บมา ก็ต้องไปกู้เงินจากที่อื่น ใช่ไหม? ไม่ว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาล หรือกู้เงินจากต่างประเทศ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ มันก็อีหรอบเดิม คือก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ แล้วจะต่างอะไรกับ อาร์เจนตินา/กรีซ/เวเนซุเอล่า? บอกก่อนนะว่าพวกเราขี้เกียจไปยืนตากแดดฟัง กปปส.(2) มาล้มพวกคุณอีก เพราะเอาเงินภาษีไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมโกงเงินเข้ากระเป๋าของพวกพ้องของตนอีก จริงไม่จริง ก็ต้องไปดูคำพิพากษาของศาล 

เราเองไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ได้ให้ราคากับคำว่า "ประชาธิปไตย" สักเท่าไหร่ แต่เราให้ความสำคัญกับคนที่มาปกครองมากกว่า ว่าจะบริหารประเทศอย่างไรให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนมีความสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง หาทางกำจัดคนชั่ว คนคดโกงให้สูญพันธุ์ไปให้หมด.... ถ้าคุณคิดว่าคุณยกตัวอย่างความเจริญและความเป็นประชาธิปไตยของฝรั่งเศสมาเล่าขานให้ผู้คนฟัง แต่ทำไมคุณไม่เล่าว่าในวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศสบ้าง? ไปดูสิ ถนนชองเซลิเซ่..เละเทะไปหมด ร้านค้าแบรนด์ดัง ๆ ถูกเผา ประท้วงกันทุกสุดสัปดาห์มาเกิน 1/2 ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่หยุดเลย  คนเราคิดจะคบกัน ต้องเล่าให้ฟังทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งไม่ดีของกันและกันใช่ไหม? แต่ทำไมคุณพูดอยู่แต่เรื่องดี ๆ ของระบอบประชาธิปไตยในฝันของคุณเช่นของประเทศฝรั่งเศส ที่ล้มล้างสถาบันแล้วก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ...คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง? การศึกษาของประชากรครอบคลุม 100% เหมือนประเทศเอสโตเนียไหม? คนไทยคิดเองได้ 100% ไหม? ทุกวันนี้ยังซื้อ-ขายเสียงกันอยู่เลย ใช่ไหม? นโยบายประชานิยมอะไรต่อมิอะไรก็ขายฝันมาหมด แต่ไม่เคยดูว่า อาร์เจนตินา - กรีซ - เวเนซุเอล่า ก็ล่มสลายมาแล้ว เพราะประชานิยมนี่แหละ และคนไทยรู้หรือยังกับเรื่องพวกนี้? ถึงบอกว่า เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาของคุณ ....คงไม่ต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศอื่น ๆ หรอกนะ ที่ตัดสินใจผิดพลาดแล้วคุมสถานการณ์ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ....และถ้าพวกคุณไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพิ่มอีกสักนิด ก็จะรู้ว่า สมัยที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย ร.7 ได้สำเร็จ ชนชั้นปกครองต่างก็แสวงหาอำนาจ อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว-เลยวุ่นวายกันไม่จบ สุดท้ายต้องไปกราบทูลเชิญพระมหากษัตริย์กลับมาปกครองประเทศ ...ตามพระองค์มาทำไม? ในเมื่อ

ชนชั้นปกครองพูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าไม่เอาสถาบัน ๆ แล้วเอาอยู่ไหม?

ไหน ๆ  คุณก็พูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย พูดจนเข้าฝันอะ 555... คิดดูว่าพูดหนักมากแค่ไหน หรือไม่จริง? ก็ลองเปิดใจหัดเป็นประชาธิปไตยแบบที่ตัวเองพูด มาฟังฉันเล่าให้คุณฟังหน่อยสิ ฉันเองยังฟังพวกคุณพูดเลย 555 พวกคุณตอบฉันสิว่า...ปารีสทุกวันนี้ต่างจากซ่องโจรตรงไหน? ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวหนักยิ่งกว่าเมืองไทยอีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วยตะโกนถามคนไทยที่อยู่ที่ปารีสหน่อยสิ คุณทำไมไม่เล่า? ปลายปี 61 ฉันส่งจดหมายไปต่อว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศสมาแล้ว และเขาก็ตอบกลับมาว่าเสียใจและจะดำเนินการต่อให้ ก็เท่ากับยอมรับว่าบ้านเมืองของเขามีปัญหาจริง ๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกลื่อนเมือง และยังแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ไม่ได้อีกหลายอย่าง เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแย่ไง ไม่มีเงินแม้แต่จะบูรณะบริเวณรอบ ๆ หอไอเฟล ไปแหกตาดูสิ ทางเดินมีแต่ฝุ่น อะไร ๆ ก็รกหูรกตาไปหมด กับผู้อพยพขายของข้างทางแบกะดิน ถ้าเป็นที่อื่นฉันจะไม่ว่าเลย แต่...นั่นคือ Top 5 ของโลก สถานที่ ๆ ทุกคนต้องไปเยือนครั้งหนึ่งในชีวิตนะ !!! รู้ยัง? และคุณทำไมไม่เล่าล่ะว่ากษัตริย์ของฝรั่งเศสผลาญเงินภาษีไปมากมายขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องเหมือนสถาบันกษัตริย์ของไทย... กษัตริย์ของฝรั่งเศส/จีน/รัสเซีย/อิหร่าน/เนปาล และอื่น ๆ อีกมากมายในอดีตที่ล่มสลายไป ต่างจากไทยตรงไหน? คุณต้องเล่าให้หมดสิ ป่านนี้คุณยังแยกแยะไม่ได้เลย แล้วคุณจะแยกแยะดีกับชั่วได้อย่างไร?

ตัดภาพไปที่ประเทศจีน ประชาธิปไตยตรงไหน? เล่ามา! ฉันไปจีนปีละกี่ครั้ง ถามสิ! ถ้าให้ฉันเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การปกครองของจีน อีก 10 วันก็เล่าไม่หมด เป็นอันว่า...วันนี้จีนคือเจ้าหนี้ของทุกประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อังกฤษและอเมริกา นี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีใครพูด ในขณะที่เขาไม่เคยจัดการเลือกตั้ง ไม่เคยมี สส. มีแต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วต้องไปศึกษาดูนะว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เดินมายังไง ไม่เห็นมีใครลุกมาแก้ผ้าโชว์นมเพื่อร้องโหยหวนหาประชาธิปไตย.. ลองไปถามคนจีน 1,400 ล้านคนว่าต้องการประชาธิปไตยไหม? เขาจะทำหน้างง ๆ แล้วถามว่า รูปร่างหน้าตาของประชาธิปไตยมันเป็นแบบไหนล่ะ เหมือนดินสอไหม? หรือเหมือนมะเขือเทศ? เพราะเขาไม่รู้จักไง! เขารู้แค่ว่า ผู้นำของเขาทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีก็พอใจแล้วคร้าบบบบ... ประชาชนจีนไม่เคยแคร์เลยว่าจะมีระบบ single gateway ปิดหูปิดตาประชาชนแบบ 100% ...ไม่มีหรอกที่คุณข้ามพรมแดนจากฮ่องกงเข้าจีนไปแล้ว คุณจะสามารถดู Youtube, Instagram, Facebook, Google map, Line, และอื่น ๆ อีกมากมาย.... สมัยก่อนหนักกว่านี้อีก เขาถึงเรียกจีนว่า ประเทศหลังม่านเหล็กไง ! รู้ยัง?

ตัดภาพไปที่อิรัก... น่าสงสารประชาชนของเขามาก Suicide Bombing 1 ครั้ง ผู้คนตายไปประมาณ 70-80 คน และเกิดบ่อยมากในรอบ 1 ปี เพราะอะไร? เพราะใคร? คงต้องเล่าอีก 10 วันถึงจะจบ สรุปง่าย ๆ ว่าพี่ตำรวจโลกเจอไหม? ที่อ้างกับชาวโลกเพื่อรุกราน+ทำลายประเทศของเขาให้ย่อยยับ อิรักต้องมีผู้นำเผด็จการแบบซัดดัมนั้นแหล่ะถึงจะเอาอยู่ ดี ๆ ชั่ว ๆ ยังไงเขาก็อยู่กันมาได้หลายปีดีดัก อย่าไปเผือกกับเขาเลย เพราะมุสลิมแต่ละกลุ่มเป็นพวกหัวรุนแรง ถ้าไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งก็เละแบบทุกวันนี้ไง รัฐจะมาให้ทุกคนพอใจหมดทั้งประเทศนะ ทำไม่ได้หรอก พอจบชีวิตผู้นำที่เอาอยู่ เห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? แล้วพี่ตำรวจโลกรับผิดชอบอะไรกับชีวิตคนอิรักบ้างในวันนี้ ตอบมา !

ตัดภาพไปที่บรูไน ตอบมาสิว่า คณะรัฐมนตรีมายังไง? ประชากรของประเทศมี 3 แสนกว่าคน ทำไมไม่ลุกมาประท้วงเรียกหาประชาธิปไตย ผู้หญิงออกมาประท้วงสิ ว่ารัฐบาลคืนสิทธิของเขาคืนมา ๆๆๆๆ ขอเขามีสิทธิไปสระผมที่ร้านนอกบ้านได้ไหม?.. ขอย้ำ +++ แค่ไปสระผมนอกบ้านนะ ไม่ได้ไปฆ่าคน! ทำไมต้องจับเขาไปโรงพักและถีบออกนอกประเทศ (เพื่อนของฉัน-เป็นคนฟิลิปปินส์ เจอมากับตัวเอง และทุกวันนี้ก็ถูกแบนห้ามเข้าประเทศ) เพราะประชาธิปไตยสำหรับพวกเขามันกินไม่ได้ไง เขาจะลุกมาดิ้นพราด ๆ หาประชาธิปไตยทำไม ในเมื่อบ้านเมืองเขาสงบสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี ค่ารักษาพยาบาลก็ฟรี สาธารณูปโภคก็แทบจะฟรี ขนส่งสาธารณะก็แทบจะฟรี เพราะผู้นำที่เอาใจใส่ทุกข์ของประชาชนในประเทศ ใช่ไหม? แล้วผู้นำของไทยในอดีตล่ะ? โครงการจำนำข้าวผลาญไปเท่าไหร่? ถ้าไม่ผิดก็กลับมาอธิบายสิ 

ตัดภาพไปที่ซาอุดีอาระเบีย มีการเลือกตั้งไหม? ทำไมพี่ตำรวจโลกไม่ไปรุกราน ไม่ไปโยนระเบิดใส่สัก 2-3 ลูกตอนที่นักข่าวซาอุดีอาระเบีย จามาล คาช็อกกี ถูกสังหารที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018, ผู้หญิงซาอุฯขอใบอนุญาตขับขี่รถได้ครบหรือยัง? ผู้หญิงออกนอกบ้านไปเดินห้างเดี่ยว ๆ โดยไม่มีผู้ชายที่เป็นคนของครอบครัวไปด้วยได้ไหม? เกิดมาชาตินี้มีแต่สามีเท่านั้นที่จะได้เห็นหน้าเมีย ใช่ไหม?... สิทธิ+เสรีภาพ+ประชาธิปไตย อยู่ตรงไหน? แต่...เขาก็อยู่กันได้ ใช่ไหม?

ตัดภาพมาที่สิงคโปร์ ใกล้ ๆ บ้านของเราบ้าง... ใครบอกประชาธิปไตย? สมัยที่มาเลเซียตัดนิ้วก้อยสิงคโปร์ออกไป โห...แย่เลย ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และทุกอย่างพึ่งมาเลย์หมด อุตส่าห์ขอไปซบ รวมประเทศกับเขาได้แค่พักเดียวก็โดนเขี่ยออกมาอีก สิงคโปร์จึงต้องประกาศว่า ฝนทุกหยดฉันต้องดักให้ได้ทุกเม็ด แต่การที่คุณจะสร้างและพัฒนาประเทศโดยที่ไม่มีทรัพยากรอะไรอยู่ในมือเลย ความร่วมมือของคนในชาติต้องเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น จึงเป็นที่มาของเผด็จการในช่วงหนึ่ง ตัดหมดเลยทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ต้องหยุดข่าวให้ร้ายประเทศของตนเอง ตัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกันขนาดไหน? กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ ต้องกลับไปถามคนเก่าคนแก่ของสิงคโปร์ดู

ถ้าฉันต้องเล่าอีกสัก 10 ประเทศ กลัวว่าคนจะไม่อ่าน เพราะอัตราเฉลี่ย คนไทยทั้งประเทศ อ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด แต่ถ้าอ่านเกินได้ อิชั้นว่า...ประเทศจะไปไกลกว่านี้นะ 555

วกกลับมาเรื่องเศรษฐกิจ... ที่มีคนคอยเป่าหูคนรุ่นใหม่-สมาธิสั้นอยู่ทุกวันๆ ว่า 5 ปีมานี้เศรษฐกิจแย่ จะทนไปอีกนานแค่ไหน? ค้าขายก็แย่ ....คนรุ่นใหม่เขาเกิดมาในยุคของความสะดวกสบาย อาจจะสนใจเฉพาะอะไรที่แปลกตาและฉาบฉวย แห่ตามกันไปโดยที่ไม่รู้ความหมาย เขาเกิดมาไม่ทันเห็นพระราชกรณียกิจของ ร.9 ที่ออกข่าวตอน 2 ทุ่มทุกวัน และทุกวันนี้ ร้อยทั้งร้อยบอกว่าข่าวพระราชกรณียกิจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายจึงเดินไปปิดโทรทัศน์ หรือเปลี่ยนช่องไปดูข่าวบันเทิงแทน.... เขาเกิดมาไม่ทันเห็นถนนเข้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยโคลนครึ่งน่องในหน้าฝน ไม่เคยเห็นทีวีขาว-ดำที่ต้องเสียบแบตเตอรี่จากรถยนต์เพราะทั้งหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่เคยเดินข้ามแม่น้ำไป-กลับวันละ 7 กม.เหมือนฉัน หลังเลิกเรียนก็ไม่เคยไปหาบน้ำใส่ตุ่มเพื่อใช้อาบและล้างถ้วย เพราะคนรุ่นใหม่แค่เปิดก๊อกก็มีน้ำใช้อย่างสบาย ๆ.... จึงไม่รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักแค่ไหนกว่าที่คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีกันอย่างทุกวันนี้... สำหรับฉันฉันไม่เคยเชื่อวาทกรรมของคนมากกว่าการกระทำ พ่อของฉันไม่เคยมานั่งสอนฉันให้เป็นคนดี ไม่เคยสอนให้รวย เพราะท่านทำแต่งานจึงไม่มีเวลามานั่งสอนลูก ๆ ทั้ง 6 คน แต่การกระทำของพ่อ บอกเราได้มากกว่าคำพูดหลายร้อยเท่าว่า "คนขยันทำงานเท่านั้นที่จะไม่อดตาย และไม่ต้องไปเลือกว่างานอะไร ขอให้เป็นงานที่สุจริต เราต้องทำได้หมด" ในอดีตที่ผ่านมา...ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาทุกยุค-ทุกสมัย แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใดที่บ้านเมืองไม่สงบ อันนี้เศรษฐกิจของไทยพังแน่นอน !!! ไม่ว่าใครจะพูดกรอกหูเราทุกวัน ๆ ยังไงก็แล้วแต่ พวกเราต้องทำมาหากิน ถ้าพวกเราทุกคนขยันทำมาหากิน จะจนได้ยังไง? และจะมีเวลาไปฟังนักการเมืองเพ้อเจ้อไหม? แล้วถ้าประเทศไทยไม่มีใครจน แล้วนักการเมืองจะหน้าด้านออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดีอีกไหม? ถ้าพูด..ก็จะกลายเป็นลิเกหลงโรงทันที เพราะมันไม่เข้ากับสถานการณ์เลย ...เศรษฐกิจของประเทศมันจะแย่ก็ต่อเมื่อถูกแบนทางเศรษฐกิจจากทั่วโลกเหมือนเกาหลีเหนือไง แต่ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไทยถูกแบนหรือยัง? แล้วมีชาวนาผูกคอตายเพราะพิษเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาหรือยัง? ไอ้ที่บอกว่ายุคทักษิณเศรษฐกิจดี ๆๆๆ ดียังไง? เอาเงินในอนาคตมาใช้เนี่ยนะ ฉันไม่ต้องเป็นนายกฉันก็ทำได้ ขอบอก... ไม่ใช่เงินของฉัน ๆ ก็แจกได้ หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เผลอ ๆ ฉันให้มากกว่านั้นยังได้เลย 555

ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า สถาบันกษัตริย์ ต้องคงอยู่คู่กับประเทศไทย เพื่ออะไรน่ะเหรอ? เพื่อความมั่นคงของชาติไง ไม่ใช่เฉพาะแต่ความมั่นคงทางด้านป้องกันประเทศเท่านั้น แต่รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการเมือง-การปกครองด้วย ถ้าประเทศถูกรุกราน(ไม่ใช่แค่รุกรานทางการทหาร) หรือล่มสลายเพราะนโยบายประชานิยม หรือถูกครอบงำด้วยตำรวจโลกเหมือนอิรัก เหมือนเยเมน แล้วเราจะอยู่กันยังไง?

ฉันพูดมากวันนี้ เพราะฉันรักประเทศไทย ฉันรักสถาบันกษัตริย์ที่กอบกู้บ้านเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อสอนให้เราอยู่อย่างพอเพียง ลืมกันไปแล้วหรือ? ทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วิกฤติ พ่อที่อยู่บนฟ้าช่วยปัดเป่าให้พวกเราพ้นทุกข์ทุกครั้งใช่ไหม? ยังจำกันได้ไหม... พระองค์ท่านเรียกลุงจำลองกับลุงสุจินดามาเข้าเฝ้า ทุกข์ของคนไทยมลายสิ้นทันที.... ฉันไม่ได้ห่วงตัวเอง เพราะครอบครัวของฉันไม่ได้ถือสัญชาติเดียว จะอพยพจากประเทศไทยไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ฉันเกิดที่นี่และจะตายที่นี่เท่านั้น ฉันไม่ลืมกำพืดของตัวเอง ไม่เคยด่าประเทศชาติของตัวเองให้ต่างชาติฟัง ถึงเราจะเดินช้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไปไม่ถึง เราถึงแน่นอนค่ะ เหมือนที่พี่จีนทำสำเร็จมาแล้ว รักเธอประเทศไทย

ปล. คลิปสัมภาษณ์ธนาธรจากสำนักข่าวดังที่ต่างประเทศ เมื่อไหร่จะเอาออกมาโชว์ซะที? เนี่ย..ฉันไปเยือนมาหลายสำนักแล้วนะ ทั้ง ABC(ออสเตรเลีย), Fuji TV (ญี่ปุ่น), TV Asahi (ญี่ปุ่น) และอื่น ๆ (แต่ดิฉันปฏิเสธอัลจาซีร่าไป)

 

‘จุลพันธ์’ รับ ‘เท้ง’ ขอ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอก หลัง รธน.ผ่านวาระ 3 แต่ไม่ได้ข้อสรุป ย้ำ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลแน่

วันที่ 24 พ.ย.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเป็นนัยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการคุยกับพรรคเพื่อไทยให้ขอชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน โดยยอมรับว่า มีการร้องขอแบบนั้นจริง พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องจุดยืน ว่า จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่พรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อรอการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่ยังไม่มีข้อตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะติดต่อประสานงานพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ เพื่อสรุปทิศทางการดำเนินการอีกครั้ง

ส่วนความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านวาระ 3 นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่เราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ และต้องหารือกัน ซึ่งมีการพูดคุยมาแล้วหนึ่งครั้งในเรื่องทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค แต่ตามมารยาทก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องประสานงานกลับไปยังพรรคประชาชน แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ และคงเป็นการตัดสินใจภายใน ว่า จะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือ จะรออย่างไร ก็เป็นอำนาจเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ทั้งสามคน ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสนิทสนม รู้มือกันในการทำงาน และไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้บุคคลภายใน ก็ขอให้สามารถเดินหน้าได้ตามที่ตั้งหวังไว้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า เป็นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็ขอให้รอดดู ว่า จะเป็นที่ประทับใจของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หากเปิดตัวมาแล้วจะช่วยดึงกระแสกลับมาได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่น ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีพื้นหลัง พื้นเพที่มีความแตกต่าง เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มได้ ถือเป็นจุดเด่นของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนจะรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้สมัคร สส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ และทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน เพราะคือ DNA ของพรรค การทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชน ถือเป็น DNA ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน และตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยังรัก และศรัทธาในพรรคเพื่อไทยที่ยังมีจำนวนมาก

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรในการดึงสมาชิกไม่ให้ไหลออกอีก นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเลขาธิการพรรค ทำงานหนักในเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่มีคนเข้ามาสัมภาษณ์ และประสงค์เข้ามาสมัครจำนวนมาก คนที่ไปก็ไป คนที่อยู่ก็อยู่ และสู้กันอย่างเข้มแข็ง ไม่มีอะไรน่าห่วง การเลือกตั้งทุกครั้งธรรมชาติ คือ ทุกครั้งจะมีสมาชิกเปลี่ยนหน้า มีทั้งคนเก่า คนใหม่ มีการเข้า - ออก มีการสอบได้สอบตก เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตอบสนองของประชาชน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าตอบโจทย์ได้ทั้งหมดก็ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วงใย เชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง มีจุดเด่น และสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด

 

"ครูพี่บลู" ลงพื้นที่ภาคตะวันออก ฟังเสียงคนจันทบุรี - ระยอง – สระแก้ว เตรียมนำข้อมูลจัดทำนโยบายทุกมิติ พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ร่วมขับเคลื่อนพรรค

เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ "ครูพี่บลู" รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้นำทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างใกล้ชิด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และสระแก้ว เพื่อรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยครูพี่บลูได้พูดคุยสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเกษตร ราคาผลผลิต รวมถึงความต้องการด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดนโยบายของพรรคต่อไป

นอกจากนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ยังได้ถือโอกาสเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจและแสดงความจำนงค์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพรรคไทยก้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นการทำงานด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทีมงานได้เดินทางไปยัง บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ตามแนวชายแดน เพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเจาะลึก ตัวแทนประชาชนในบ้านหนองจานได้สะท้อนปัญหาที่สำคัญและแตกต่างจากพื้นที่อื่น อาทิ ปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อน  พื้นที่ความมั่นคง ปัญหาด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตามแนวชายแดน ครูพี่บลูได้บันทึกทุกปัญหาและให้ความมั่นใจว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาเพื่อผลักดันเป็นนโยบายในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน

บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซาก คนไทยไม่ควรกลับไปเหมือนเดิม รัฐต้องสร้างระบบเตือนภัย - ปรับผังเมืองใหม่ รับมืออย่างยั่งยืน - อย่าทำเพียงแจกถุงยังชีพ

หลังน้ำท่วมใหญ่ คนไทยไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกแล้ว

3 การบ้านใหม่ของประเทศ – จากดูแลตัวเอง ไปจนถึงบังคับให้รัฐวางระบบ “อยู่กับน้ำ” ให้ได้จริง

ภาพที่เราเห็นแทบทุกครั้งหลังน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย แทบจะเหมือนเดิมทุกยุคทุกสมัย  บ้านพัง ถนนขาด รถจมครึ่งคัน ผู้คนยืนมองทรัพย์สินของตัวเองพังไปกับสายน้ำ  
จากนั้นจะตามมาด้วยขบวนแจกถุงยังชีพ เรือท้องแบนของหน่วยงานต่าง ๆ ภาพถ่ายช่วยเหลือประชาชนลงหน้าข่าวและโซเชียลมีเดีย  

ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ กระแสเงียบลง น้ำลด ผู้คนกลับไปซ่อมบ้าน กู้หนี้ เพิ่มภาระชีวิต  
แล้วประเทศนี้ก็เดินหน้ารอ “น้ำท่วมครั้งต่อไป” เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำถามคือ…  
ทำไมคนไทยถึงต้องยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทั้งที่รู้ว่าน้ำท่วมใหญ่จะกลับมาอีกแทบจะ “แน่นอน” ?

บทความนี้ชวนมอง “หลังน้ำท่วมใหญ่” ไม่ใช่แค่คู่มือเอาตัวรอด แต่เป็นการบ้าน 3 ชั้นของประเทศ  
จากระดับตัวเรา ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับรัฐและผังเมืองที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

1. หลังน้ำลด คนไทยถูกปล่อยให้อยู่กับอะไรบ้าง
สำหรับคนจำนวนมาก น้ำลดไม่ได้แปลว่าปัญหาจบ

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติระยะยาว” ที่มองไม่ค่อยเห็นในกล้องข่าว

- บ้านเรือนที่โครงสร้างเสียหาย แต่ไม่มีเงินพอจะซ่อมแบบได้มาตรฐาน  
- เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ที่ต้องผ่อนต่อ ทั้งที่ใช้การไม่ได้แล้ว  
- คนทำงานอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ที่รายได้หายไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน  
- ภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม บวกกับหนี้ใหม่ที่ต้องกู้มาเพื่อ “เริ่มต้นใหม่”  

ในขณะที่ภาครัฐมี “คู่มือหลังน้ำท่วม” กระจายอยู่ตามเว็บไซต์ หน่วยงาน กระดาษประชาสัมพันธ์  
ความจริงคือข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้ไปถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเท่าที่ควร  

หลายครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่า  
- จะเก็บหลักฐานยังไงเพื่อขอรับการเยียวยา  
- สิทธิ์ของตัวเองในการช่วยเหลือจากรัฐมีอะไรบ้าง  
- หน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบเรื่องไหน  

เราจึงอยู่ในสภาพแปลกประหลาด คือ  
ประเทศที่น้ำท่วมแทบทุกปี แต่ประชาชนต้องหาวิธีเอาตัวรอดเองแทบทุกครั้ง

2. การบ้านระดับ “ตัวเรา–ครอบครัว–ชุมชน” ที่ต้องเริ่มทำจริงจัง

แม้รัฐจะมีหน้าที่หลักในการจัดการภัยพิบัติ แต่ในความเป็นจริง คนไทยไม่อาจฝากชีวิตไว้กับระบบเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง สิ่งที่เรา “ควรทำให้เป็นเรื่องปกติ” ในระดับครอบครัวและชุมชนมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

2.1 เปลี่ยนจากผู้ประสบภัย → เป็นครอบครัวที่มี “แผนอพยพ”

ทุกวันนี้เรามักได้ยินเพียงประโยคปลอบใจกันว่า “สู้ ๆ นะครับ” แต่เราไม่ค่อยถามกันว่า  
“ถ้าน้ำมาอีกครั้ง เรามีแผนอพยพรึยัง?”

ครอบครัวไทยควรมีอย่างน้อย 3 สิ่งนี้เป็นมาตรฐานเหมือนการมีกล่องปฐมพยาบาล  
- จุดนัดพบของครอบครัว ถ้าเกิดเหตุแล้วแยกกันอยู่  
- เบอร์โทรฉุกเฉิน ของ ปภ. หน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล ผู้นำชุมชน  
- “กระเป๋าฉุกเฉิน” ประจำบ้าน ที่มีเอกสารสำคัญ ยา อาหารแห้ง น้ำดื่ม ไฟฉาย แบตสำรอง เสื้อผ้าและของจำเป็นสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ  

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยของประเทศร่ำรวย แต่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของคนไทยทั้งประเทศ

2.2 ดูแลบ้านให้ “พร้อมท่วม” ไม่ใช่แค่พร้อมอยู่ในวันที่อากาศดี

บ้านไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อวันที่ฝนไม่ตก น้ำไม่ท่วม  
แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในประเทศที่น้ำท่วมเป็นวัฏจักร  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง เราควรเริ่มชินกับการถามตัวเองว่า  
- ปลั๊กไฟถูกยกสูงพอหรือยัง  
- เอกสารสำคัญทั้งหมดถูกเก็บในกล่องกันน้ำหรือบนชั้นที่ปลอดภัยหรือไม่  
- ชั้นล่างของบ้านมีอะไรที่ “ต้องไม่เสียหายถ้าน้ำท่วมอีก” บ้าง  

บางคนอาจต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างเป็นวัสดุที่ทนน้ำมากขึ้น แยกของสำคัญไว้ชั้นบน  
เพราะความจริงคือ เราอาจไม่มีสิทธิ์เลือกไม่ให้น้ำมา แต่เราเลือกได้ว่าจะให้มันทำร้ายเราได้แค่ไหน

2.3 ชุมชนต้องเป็น “หน่วยปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่แค่รายชื่อในเอกสาร

ในยามน้ำท่วม ความช่วยเหลือชุดแรก ๆ มักมาจาก “คนใกล้ตัวที่สุด” ไม่ใช่ส่วนกลาง  
จึงถึงเวลาที่ชุมชนไทยควรมี “แผนรับมือน้ำท่วมของตัวเอง” อย่างเป็นทางการ

- จุดอพยพกลางที่ทุกคนรู้จัก – วัด โรงเรียน หอประชุม  
- ใครมีเรือ ใครมีรถกระบะสูง ใครมีวิทยุสื่อสาร  
- ระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์กลุ่มหรือเสียงตามสาย ที่ทุกคนรับรู้และทดสอบใช้งานจริง  

ชุมชนจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการตั้ง “กองทุนภัยพิบัติของหมู่บ้าน”  
สะสมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สม่ำเสมอ เพื่อใช้ในยามที่ต้องซื้อทราย ถุงยังชีพ หรือค่าเช่าเรือ  
ไม่ต้องรอ “งบจากส่วนกลาง” ทุกครั้งที่น้ำมาถึงหน้าบ้าน

3. การบ้านระดับ “รัฐ–ท้องถิ่น–ผังเมือง” ที่คนไทยต้องเริ่มเรียกร้อง

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าคนไทยจะเตรียมตัวดีแค่ไหน ถ้า “โครงสร้างใหญ่ของประเทศ” ยังเหมือนเดิม  
เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับวงจรเดิม ๆ – น้ำมา / บ้านพัง / ซ่อม / ลืม / น้ำมาอีก

การบ้านของรัฐและท้องถิ่นจึงไม่ใช่แค่การแจกถุงยังชีพหรือถ่ายภาพลงข่าว  
แต่คือการตอบคำถามยาก ๆ ที่ประชาชนควรเริ่มถามดัง ๆ ตั้งแต่วันนี้

3.1 ผังเมืองที่ยอมให้น้ำท่วมคน หรือยอมน้ำเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ควรเป็นทางน้ำ

หลายพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก ไม่ใช่เพราะธรรมชาติโหดร้ายกว่าเดิมอย่างเดียว  
แต่เพราะผังเมืองและการใช้ที่ดินได้ “รุกเข้าไปแทนที่ทางน้ำเดิม”  

แทนที่จะมีพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง ป่าชุ่มน้ำ คลองธรรมชาติ  
เรากลับมีหมู่บ้านจัดสรร ถนน คอนโด และสิ่งปลูกสร้างที่กันน้ำอย่างเต็มที่  

ประชาชนจึงมีสิทธิ์ถามหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นว่า  
- แผนผังเมืองในอีก 10–20 ปีข้างหน้า จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมเลวร้ายลงหรือลดลง?  
- ยังมีการอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ในพื้นที่ที่รู้อยู่แล้วว่า “เป็นทางน้ำ” หรือไม่?  

3.2 ระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่แค่เขื่อน–คลอง แต่ต้องมี “พื้นที่ให้ธรรมชาติทำงาน”

ที่ผ่านมา เรามักคุ้นกับวิธีคิดแบบ “สู้กับน้ำ”  
สร้างเขื่อน กำแพง คลองคอนกรีต เพื่อกันน้ำให้อยู่นอกเมือง  

แต่ประเทศที่เริ่มเรียนรู้จากน้ำท่วมขนาดใหญ่หลายแห่ง  
กลับหันไปสู่แนวคิด “ให้พื้นที่กับน้ำ” ด้วยการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ  
ทำให้เวลาน้ำมา น้ำมีที่ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา

คำถามที่ประชาชนไทยควรเริ่มถามคือ  
- เมืองที่เราอยู่ มีพื้นที่รับน้ำจริง ๆ เท่าไหร่?  
- งบประมาณป้องกันน้ำท่วม ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง – เฉพาะงานก่อสร้างแข็ง ๆ หรือมีงบให้ธรรมชาติช่วยทำงานด้วย?  

3.3 ระบบเตือนภัยและการสื่อสารที่ “เข้าใจง่ายและเข้าถึงทุกคน”

ในยุคที่คนไทยแทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การเตือนภัยไม่ควรจำกัดอยู่แค่ประกาศทางทีวีหรือข้อความราชการอ่านยาก  
ระบบเตือนภัยที่ดีต้องตอบคำถามง่าย ๆ ให้ประชาชนได้ คือ  
“ใน 24–48 ชั่วโมงข้างหน้า ฉันควรทำอะไร?”

- น้ำจากเขื่อนหรือจากต้นน้ำจะลงมาถึงพื้นที่นี้ประมาณเมื่อไหร่  
- ระดับน้ำที่คาดว่าจะท่วม สูงประมาณกี่เซนติเมตร  
- ถนนเส้นไหนที่ควรหลีกเลี่ยง  
- โรงเรียน วัด หรืออาคารใดเป็นจุดอพยพ  

การมีข้อมูลแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว  
แต่คือ “สิทธิพื้นฐานของประชาชน” ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

4. จากชาติที่ “สู้กับน้ำ” สู่ชาติที่ “อยู่กับน้ำ”

ปัญหาน้ำท่วมของไทยถูกเล่าในกรอบเดิมมานาน  
เรามักถามกันว่า “จะทำยังไงให้น้ำไม่ท่วมอีก?”  
แต่ในทางปฏิบัติ เรารู้ดีว่าในยุคภูมิอากาศเปลี่ยน น้ำฝนแปรปรวน และผังเมืองซับซ้อนแบบทุกวันนี้  
คำถามที่ควรถามใหม่อาจไม่ใช่ “จะทำยังไงไม่ให้น้ำท่วมเลย”  

แต่คือ  
“จะทำยังไงให้น้ำท่วมแล้วคน เสียหาย และประเทศไม่พังซ้ำๆ”

การเปลี่ยนจาก mindset “สู้กับน้ำ” ไปเป็น “อยู่กับน้ำ” จึงหมายถึง  
- เราออกแบบบ้านและเมืองให้รองรับการท่วมได้ระดับหนึ่ง  
- เรามีระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่ใช้งานได้จริง  
- เรามีพื้นที่ให้ธรรมชาติช่วยรองรับน้ำ แทนที่จะเทปูนแข่งกับมันทุกตารางเมตร  

‘พีระพันธุ์’ ลุยน้ำพัทลุง มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุดถึงมือชาวบ้าน พร้อมกำชับ ‘สส.นิติศักดิ์’ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

(25 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมนำถุงยังชีพ 1,000 ชุด มอบให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค, นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค, นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ได้ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อพี่น้องชาวปันแตและควนขนุน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปีที่แล้ว ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์และนายนิติศักดิ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและดำเนินการผลักดันน้ำลงสู่ทะเลน้อยอย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่พัทลุงเท่านั้น แต่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบหนักมาก และจังหวัดสตูลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ แม้ว่าจะไม่เคยท่วมมานานหลายปีแล้ว นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณ ทีมงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งและให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึง นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในพื้นที่

ย้อนรอยเลือกตั้งไทยในรอบ 20 ปี พรรคเปลี่ยนชื่อ โลโก้เปลี่ยนใหม่ แต่เครือข่ายเก่ายังคุมเกมการเมืองเหมือนเดิม สาเหตุหลักการเมืองไทยยังวนในอ่าง

เลือกตั้งไทย 20 ปี: เราเปลี่ยนแต่ชื่อพรรค หรือจริง ๆ ไม่เคยเปลี่ยนคนถือเกม?

เวลาเราเดินเข้าคูหาทุก 4 ปี  
เราคิดว่าเรากำลัง “เลือกพรรคการเมือง”  

แต่ถ้ามองย้อนไป 20 ปีที่ผ่านมา รายชื่อที่โผล่ในสนามเลือกตั้งไทยมันชวนให้ถามกลับว่า…  

หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่เลือก “เครือข่ายเดิม”  
ที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ ไปตามจังหวะการเมือง?

ลองไล่ชื่อดูช้า ๆ  

- ชาติไทย → ชาติไทยพัฒนา → ภูมิใจไทย  
- อนาคตใหม่ → ก้าวไกล → พรรคประชาชน  

บนหน้ากระดาษ นี่คือ “คนละพรรค”  
แต่ในสนามจริง คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์เรื่องเดิม ที่เปลี่ยนแค่ชื่อภาคกับหน้าปก  

ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่  

“ยุบพรรคได้ด้วยคำตัดสิน  
แต่ไม่เคยยุบเครือข่ายการเมืองเดิมได้สักครั้ง”

1. ชาติไทย-ชาติไทยพัฒนา: ย้ายบ้านทั้งเครือข่าย ไม่ใช่แค่ตั้งพรรคใหม่

พรรคชาติไทยเคยเป็นหนึ่งใน “พรรคหลักของระบบผสม” ในการเมืองไทย  
ฐานเสียงแน่นในหลายจังหวัดภาคกลาง บ้านใหญ่ ภูมิภาค นักการเมืองท้องถิ่นครบเครื่อง  

จนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคชาติไทย”  
บนหน้าข่าว มันดูเหมือนฉากจบของทั้งพรรค  

แต่ในสนามจริง ภาพที่คนในพื้นที่เห็นคือ  

- ทีมเดิม  
- ผู้สมัครเดิม  
- เครือข่ายเดิม  

เพียงแค่ “ย้ายบ้าน” ไปอยู่ใต้ป้ายใหม่ชื่อ ชาติไทยพัฒนา  

สำหรับคนในจังหวัดฐานเสียง ความรู้สึกไม่ใช่ว่า  
“พรรคเก่าตาย พรรคใหม่มาแทน”  

แต่คือ  

“ทีมเดิม ย้ายจากบ้านเลขที่เก่า ไปอยู่บ้านเลขที่ใหม่ที่กฎหมายแตะไม่ได้ก็เท่านั้น”

2. ภูมิใจไทย: แบรนด์ใหม่ของสไตล์การเมืองแบบเดิม

ฝั่ง ภูมิใจไทย ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เครือข่ายเก่าภายใต้โลโก้ใหม่”  

ภูมิใจไทยไม่ได้ผุดขึ้นมาลอย ๆ จากอากาศ  
แต่เกิดจากการรวมตัวของหลายกลุ่ม–หลายบ้านใหญ่–หลายเครือข่าย ที่เคยอยู่พรรคอื่นมาก่อน  

เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิใจไทยขยายฐานจนกลายเป็น “พรรคตัวกลาง” ที่พร้อมจะจับมือกับรัฐบาลเกือบทุกขั้ว  

สไตล์การเมืองชัดมาก:  

- ทำงานหนักในพื้นที่  
- รักษาฐานท้องถิ่น  
- ใช้จำนวน ส.ส. เป็นน้ำหนักต่อรองในสภา  

โลโก้ใหม่ ชื่อใหม่  
แต่สูตรการเมืองแบบ “ฐานเสียงท้องถิ่น + อำนาจต่อรอง” คือชุดเดิมแทบทั้งหมด  

3. อีกฟากหนึ่ง: อนาคตใหม่-ก้าวไกล-พรรคประชาชน  
สามร่างของสายการเมืองเดียวกัน

ฝั่งก้าวหน้าเอง ก็มี “สามร่าง” ที่คนไทยจำได้ขึ้นใจเหมือนกัน  

- ยุค อนาคตใหม่: พรรคใหม่ที่สร้างกระแสคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ  
- โดนยุบ → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ ก้าวไกล  
- ก้าวไกลโดนยุบอีก → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ พรรคประชาชน  

ชื่อเปลี่ยน โลโก้เปลี่ยน แต่สำหรับคนจำนวนมาก นี่คือการเมืองสายเดียวกันที่เดินต่อในตัวถังใหม่  

บางคนเลยถามกันตรง ๆ ว่า  

การยุบพรรคจริง ๆ ลงโทษใครกันแน่?  
พรรคที่ถูกยุบ  
หรือประชาชนที่ตั้งใจเลือกพรรคนั้นเข้าไปในสภา?

4. ทำไม “ยกพรรค-ย้ายพรรค-รีแบรนด์” ถึงกลายเป็นเรื่องปกติในไทย?

ถ้าไม่ดูแค่เคสดัง ๆ แต่ดูทั้งภาพใหญ่ เราจะเห็นแพตเทิร์นคล้าย ๆ กันซ้ำไปซ้ำมา  

4.1 กติกาทำให้ “ยุบก็ได้ ตั้งใหม่ก็ได้”

เราอยู่ในระบบที่  

- การยุบพรรคกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในเกมการเมือง  
- แต่การตั้งพรรคใหม่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเครือข่ายที่มีเงิน-คน-โครงสร้างพร้อม  

ผลคือ พอพรรคหนึ่งเริ่มมีปัญหาหนัก ๆ  
เครือข่ายเดิมก็แค่ “เตรียมพรรคสำรอง-บ้านสำรอง” ไว้รอล่วงหน้า  

ยุบวันนี้ พรุ่งนี้มีบ้านใหม่ให้สังกัดต่อ  

4.2 คนไทยจำนวนมาก “เลือกคน-เลือกบ้านใหญ่” มากกว่าเลือกพรรค

ในหลายพื้นที่ คนยังเลือกจาก  

- ใครช่วยงานพื้นที่มานาน  
- ใครเป็นคนของบ้านใหญ่ที่เขาเชื่อใจ  
- ใครสามารถพาโครงการ-งบประมาณเข้ามาได้  

ชื่อพรรคจึงกลายเป็นแค่ “ป้ายบนปกเสื้อ” ที่เปลี่ยนได้ตามฤดูกาล  

ถ้าเครือข่ายเดิมย้ายไปพรรคใหม่  
ป้ายโลโก้ใหม่ก็ไม่ได้ทำให้คนเลิกเลือกทันที

4.3 พรรคการเมืองถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”

ในประเทศที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคมีชีวิตตัวเองยืนยาวกว่าผู้นำและนักการเมืองแต่ละรุ่น  

แต่ในไทย พรรคจำนวนมากถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”:

- ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ลงเลือกตั้งรอบนี้  
- ต่อรองอำนาจรอบนี้  
- จบโปรเจกต์ก็เปลี่ยนชื่อ ยุบ-รวม-ย้ายไปอยู่หลังโลโก้ใหม่  

5. สุดท้ายแล้ว เราเลือกอะไรอยู่กันแน่?

เมื่อมองจากสายตาประชาชน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า  

“ต่อไปพรรคไหนจะโดนยุบ?”  หรือ  “ปีหน้าเราจะเห็นชื่อพรรคใหม่อะไรอีก?”

แต่ควรเป็นคำถามที่แรงกว่านั้นว่า  

- เวลาเราเลือกพรรค เรากำลังเลือก “นโยบายกับอุดมการณ์”  
  หรือเลือก “เครือข่ายอำนาจที่รีแบรนด์ตัวเองเก่งมาก”?  

- การยุบพรรคช่วยยกระดับมาตรฐานการเมืองจริง  
  หรือแค่เปลี่ยนฉาก แต่ให้คนเดิมถือเกมต่อ?  

- เราเคยลงโทษ “เครือข่ายเดิม” ด้วยคะแนนเสียงจริง ๆ บ้างไหม  
  หรือทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนชื่อ เราก็ให้โอกาส 4 ปีใหม่เหมือนเดิม?

ประโยคหนึ่งที่น่าจะสะท้อนยุคนี้ได้ดีที่สุดคือ  

“ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อพรรคบ่อยกว่าที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ในประเทศ”

6. ถ้า “ยุบพรรคไม่ได้ยุบเครือข่าย” เราควรเรียกร้องอะไรต่อ?

การยุบพรรคอาจยังจำเป็นในกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายร้ายแรงจริง  
แต่ถ้าเราไม่อยากเห็นประเทศวนอยู่กับเกม “ยุบ-ตั้ง-ยุบ-ตั้ง” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  

อย่างน้อยที่สุด สังคมไทยควรเรียกร้อง 3 เรื่องนี้ให้ชัด:

1. ความโปร่งใสของเครือข่าย  
- ใครหนุน ใครจ่าย ใครได้ประโยชน์  
- คนควรเห็นโครงสร้างจริงของอำนาจหลังพรรค ไม่ใช่เห็นแค่โลโก้

2. ระบบลงโทษทางการเมืองที่ไปถึง “คนและเครือข่าย” ไม่ใช่แค่ตัวนิติบุคคลพรรค  
- ถ้าพรรคผิดจนถึงขั้นต้องยุบ  
- คนที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบจริง และไม่สามารถสร้าง “บริษัทการเมือง” ใหม่มาทำแบบเดิมซ้ำได้ง่าย ๆ

‘เจือ ราชสีห์’ เสนอนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม หาดใหญ่-สงขลา ใช้เรือผลักดันน้ำช่วยระบายน้ำลงทะเลเร็วขึ้น ชี้ ถึงเวลารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

นายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็นการด่วน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักในขณะนี้

นายเจือระบุว่า อำเภอหาดใหญ่จำเป็นต้องได้รับการเร่งระบายน้ำอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอให้รัฐบาลสั่งการกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำกว่า 100 ลำ มาช่วยดันน้ำออกจากคลอง ร.1 ลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว เพื่อให้ระดับน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ลดลงโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ต้องจัดเรือผลักดันน้ำอีกชุดเพื่อดันน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ปากอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนรอบทะเลสาบสงขลา ทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา (ตำบลพะวง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะยอ ตำบลทุ่งหวัง ตำบลเกาะแต้ว) รวมถึงอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอระโนด ไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมนานเกินความจำเป็น
 

‘นิติภูมิ’ ฉะ!! นักการเมืองอภิปรายเอามัน ไร้สมอง ถาม!! พรรคใดค้านงบซื้อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย?

ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย หรือ ‘นิติภูมิ นวรัตน์’ อดีตนายตำรวจ และอดีตนักการเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ระบุว่า ใครวะ อภิปรายเอามัน ไร้วิสัยทัศน์ ไม่คิดเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ใครมีคลิปตอนที่ไอ้ สส. ไร้สมองพวกนี้อภิปราย ช่วยเอามาเผยแพร่กันด้วยครับ

พร้อมทั้งได้ระบุด้วยว่า พรรคใดค้านงบประมาณซื้อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการอภิปรายงบปี 2564


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top