Monday, 22 June 2026
NewsFeed

จีนจ่าย 5 แสนบาท แจ้งเบาะแสคนแพร่โควิด หลังพบลักลอบข้ามมณฑลจนเชื้อแพร่หลายพื้นที่

เมืองเฮ่ยเหอ มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตอนเหนือของจีนประกาศให้เงินรางวัล 5 แสนบาท แก่ผู้แจ้งเบาะแสต้นตอโควิดระบาดในพื้นที่ ส่วนรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ระบุในรายงานว่า ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีโอกาสป่วยหนักหรือเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนถึง 16 เท่า

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองเฮ่ยเหอ มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตอนเหนือของจีนเสนอรางวัลมูลค่า 100,000 หยวน (512,275บาท) ให้กับประชาชนที่ชี้เบาะแสต้นตอการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ หลังจากที่พบการลักลอบเดินทางข้ามมณฑลหรือการทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิดกระจายไปในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ เพื่อค้นหาแหล่งที่มาของการแพร่ระบาดและค้นหาเส้นทางของการแพร่ระบาดโดยเร็วที่สุด จำเป็นต้องทำสงครามประชาชนเพื่อการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด และกรณีการลักลอบนำเข้า การล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย และการทำประมงข้ามชายแดนต้องมีการรายงานโดยทันที ส่วนผู้ที่ซื้อสินค้านำเข้าทางออนไลน์ควรฆ่าเชื้อของทันทีที่ได้รับ และส่งของที่ได้ไปตรวจสอบด้วย

ทางการจีนรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อในประเทศ 43 ราย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน หลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตาระบาดไปยังพื้นที่ 20 มณฑล ทั่วประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อสูงเพิ่มขึ้นเป็น 2 หลัก นานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว แม้หลายประเทศในโลกจะเริ่มยกเลิกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด แต่จีนยังคงใช้มาตรการกดให้จำนวนผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์อยู่เช่นเดิม โดยการปิดชายแดน ล็อกดาวน์เป็นจุด ๆ และการกักตัวที่ยาวนาน

กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ออกแถลงการณ์ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการตรวจและการรักษาโรคโควิด-19 ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นชาวสิงคโปร์ หรือชาวต่างชาติซึ่งมีถิ่นพำนักถาวรอยู่ในสิงคโปร์ เพื่อบรรเทาความไม่แน่นอนซึ่งเกิดขึ้นจากโรคระบาดใหม่ โดยปัจจุบัน สิงคโปร์ฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้ว 85% และ 18% ได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 แล้ว และเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วว่า การฉีดวัคซีนครบแล้วใช่ว่าจะไม่มีโอกาสติดโรค ดังนั้น หากประชาชนกลุ่มนี้ต้องเข้ารับการตรวจและการรักษาตัวจากโรคดังกล่าว ภาครัฐจะยังคงเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายให้

รัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ระบุในรายงานว่า ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีโอกาสป่วยหนักหรือเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนถึง 16 เท่า

“บิ๊กตู่” สั่งกองทัพ ลงหนุนช่วยชุมชนสองฝั่งเจ้าพระยา ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เหตุน้ำทะเลหนุนสูง

พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ผ่านมา  กระทรวงกลาโหม โดยทุกเหล่าทัพร่วมกับจิตอาสา ยังคงกระจายกำลังลงพื้นที่เข้าไปช่วยสนับสนุน กทม. จว.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงและช่วยเหลือประชาชนในชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในหลายเขตของ กทม. เช่น เขตราษฎร์บูรณะ, เขตดุสิต ,เขตพระนคร ,เขตสัมพันธวงศ์ ,เขตยานนาวา, เขตพระโขนง ,เขตบางนาและเขตบางพลัด  ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่ ชุมชนต่างๆได้รับความเดือดร้อน จากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง ระหว่าง 5-12 พ.ย.64 

Bloomberg เผย 'โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ' ที่เขื่อนสิรินธร ขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 70 สนาม

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า... 

สำนักข่าว Bloomberg ตีข่าว “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก" ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว โดยมีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 70 สนาม มีแผงโซลาร์เซลล์ทั้งสิ้นถึง 145,000 แผง รวมกำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ซึ่งความพิเศษอีกอย่างคือเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบไฮบริดจ์ ผสมผสานการผลิตไฟฟ้าระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำ โดยโซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางวัน และพลังน้ำจะช่วยผลิตไฟฟ้าเสริมในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่มีแสงไม่เพียงพอ ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

ศาลรธน. ชี้ รุ้ง-ไมค์-อานนท์ ล้มล้างการปกครอง ยัน!! ให้เลิกการกระทำในอนาคต

ศาลรธน. อ่านคำวินิจฉัย การชุมนุมปราศรัย ‘รุ้ง-ไมค์-อานนท์’ กระทำเป็นขบวนการล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตาม รธน.มาตรา 49

10 พ.ย. 64 เวลาประมาณ 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย คำร้องขอให้ศาลรธน. วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 กรณีที่ นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตาม รธน. มาตรา 49 ว่า การกระทำของ นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก (ไมค์), น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (รุ้ง), นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน), น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และน.ส.อาทิตยา พรพรม รวม 8 คน ชุมนุมปราศรัยเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

‘ผบช.ภ.7’ ตรวจเยี่ยม สภ.พุทธมณฑล สั่งกำชับ!! เร่งสนองนโยบาย ผบ.ตร. บังใช้กฎหมายให้ “ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา”

สภ.พุทธมณฑล ภ.จว.นครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วยพล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.ฝรก.พ.ต.อ.สายฟ้า จิราวรรธนสกุล รอง ผบก.อก.ภ.7 ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมเพื่อตรวจเยี่ยม บำรุงขวัญกำลังให้ข้าราชการตำรวจ​ และขับเคลื่อนนโยบายของ ผบ.ตร.ในการยกระดับสถานีตำรวจเพื่อประชาชน

โดยมี พ.ต.อ.สธนทัต ตั้งสิทธิ์เสรีวงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.จุลภณ มีชำนาญ ผกก.สภ.พุทธมณฑล รอง ผกก., สว. และข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าร่วมประชุมโดยใช้เวลาประชุม 1 ชม. โดยประมาณ

ภายหลังประชุม พล.ต.ท.ธนายุตม์ ได้เปิดเผยว่า ได้สั่งกำชับในที่ประชุมให้นำนโยบายรัฐบาล วิสัยทัศน์ ผบ.ตร. "เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่นำสมัย ในระดับมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา" วิสัยทัศน์ตำรวจภูธรภาค 7

"ภักดีองค์ราชันมุ่งมั่นสร้างศรัทธา พัฒนาเป็นมืออาชีพ บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม นำสมัย เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา" และวิสัยทัศน์ ผบช.ภ.7"ทำงานเชิงรุก เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกของประชาชน" ไปปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม แล้วต้องทำงานกันเป็นทีม ยึดมั่นในระเบียบวินัย บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน และดำรงตนอย่างมีเกียรติ เกาะติดพื้นที่ เกาะติดประชาชน มวลชน และชุมชน เกาะติดคนร้ายหรือเกาะติดศัตรูของประชาชน และเกาะติดผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเกาะติดลูกน้อง พร้อมทั้งให้ ยกระดับองค์ความรู้ ยกระดับวิธีคิด ยกระดับวิธีการทำงาน และ ยกระดับการใช้ดุลพินิจ ให้ทำงาน ทำดี ทำบุญ และมีภาวะผู้นำ(Smart Smile Strong)

จะต้องมีการระดมกวาดล้างอาวุธปืน วัตถุระเบิด มือปืนรับจ้าง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันเหตุเชิงรุก ก่อนเหตุเกิด อันอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศ  และจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามโครงการ"SMART SAFETY ZONE 4.0" และต้องบริการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวด้วยใจบริการ(SERVICE MIND)ให้มีมาตรการป้องกัน แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ให้หมั่นจัดมีการตรวจสอบแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม บ้านพัก ประชาสัมพันธ์ให้ปฏิบัติตามคู่มือการปฏิบัติ มาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ยังให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ กวดขัน กำกับ ดูแล สอดส่องความประพฤติ และพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจภายใต้การปกครองบังคับบัญชา ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ คำสั่ง แบบแผนธรรมเนียมของทางราชการอย่างสม่ำเสมอโดยใกล้ชิด และสร้างขวัญกำลังใจ ความสามัคคี ภาพลักษณ์ของตำรวจให้ดีขึ้น และสร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชนเพื่อให้ยอมรับว่าข้าราชการตำรวจเป็นมิตรที่ดีของประชาชน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริงตามคำสั่งกรมตำรวจ ที่ 1212/2537 ลง 1 ต.ค.2537 เรื่อง มาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ

 

ลูกแว๊น! สร้างความเดือดร้อน พ่อแม่งานเข้า!! ปล่อยปละละเลย ถูกจับ "ยึดรถ-ปรับ-ติดคุก"

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจํานงค์ โฆษก ตร. เผยว่า จากกรณีที่มีการจับกุมแก๊งจักรยานยนต์ที่มาจากหลายพื้นที่มารวมตัวร่วมขบวน “ทริปไม่อาบน้ำ” ไปเที่ยวเขาค้อ-ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ ห้วงวันที่ 6-7 พ.ย. 64 ที่ผ่านมา 

โดยแก๊งรถจักรยานยนต์กลุ่มดังกล่าว จะขับขี่เกาะกันมาเป็นกลุ่ม ๆ บางกลุ่มจะขับขี่ด้วยความเร็ว และขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียวเต็มท้องถนน ส่งเสียงดังสนั่น แบบไม่สนใจใคร สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน อีกทั้งทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 

โดยเฉพาะหนึ่งในอุบัติเหตุนั้นก็คือ การที่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์(Big Bike) ได้ขับขี่ด้วยความเร็ว และเกิดการเฉี่ยวชนกัน จนทำให้รถเกิดเสียหลักไปชนท้ายรถยนต์เก๋งจนได้รับความเสียหาย ส่วนรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ถึงกับขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อน ซึ่งหลังเกิดเหตุกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกัน ได้ยกซากรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ขึ้นรถยนต์กระบะหลบหนีไป โดยไม่รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ส่วนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 คน นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษก ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนน โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการกำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศหากพบการกระทำผิดกฎหมาย ให้ดำเนินคดีอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และได้จัดตั้ง“ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปข.ตร.)” ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ โดยมีพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็น ผู้อำนวยการศูนย์

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจับกุมดำเนินคดีกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไปแล้วหลายกลุ่มและบางคดีศาลยังมีคำพิพากษาให้ริบรถอีกด้วย จึงขอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ที่มีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนบนท้องถนน ไม่คำนึงถึงปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และ ขอเตือนไปยังผู้ปกครอง ว่าอย่าได้ปล่อยปละละเลย และขอให้ช่วยทางเจ้าหน้าที่เป็นหูเป็นตาดูแลบุตรหลานของท่าน อย่าให้ออกมาสร้างความเดือดให้กับผู้อื่น เพราะไม่ใช่แค่ ผู้ขับ และ ผู้ซ้อน ที่จะมีความผิดแต่กฎหมายยังเอาผิดกับตัวผู้ปกครองอีกด้วย โดย 

>> "คนขับ" มีความผิดตาม มาตรา 43 พรบ.จราจรทางบกฯ - ผิด “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย” จำคุก 3 เดือน ปรับสูงสุด 10,000 บาท, คุมประพฤติ, ทำงานบริการสังคม 

>>"คนซ้อน" มีความผิดตาม มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา - ผิด “สนับสนุน” รับโทษ 2 ใน 3 ของคนขับ, คุมประพฤติ, ทำงานบริการสังคม 

>> "ผู้ปกครอง" มีความผิดตาม พรบ.คุ้มครองเด็กฯ มาตรา 26(3) - บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติ เสี่ยงต่อการกระทำผิด ผู้ปกครองอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุด 30,000 บาท 

>> "ยึดรถ" ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558

ข้อ 1 ห้ามมิให้ผู้ใดรวมกลุ่มหรือมั่วสุมหรือจัดให้มีการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนําไปสู่การแข่งรถในทางอันเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก

“รองโฆษกรัฐบาล” แจง รัฐบาลแก้ปัญหาปุ๋ยครบวงจร ผลักดัน”ปุ๋ยสั่งตัด-อินทรีย์-ชีวภาพ” ลดต้นทุน

ที่ทำเนียบรัฐบาล รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงปัญหาปุ๋ยราคาสูง ว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้น โดยแก้ปัญหาเร่งด่วนและแผนระยะยาว โดยตั้งแต่เดือนก.คที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการ พาณิชย์ลดราคา ปุ๋ยช่วยเกษตรกร” มีปุ๋ยเคมีเข้าร่วมโครงการ 84 สูตร รวม4.5 ล้านกระสอบ มีการสั่งซื้อจากสถาบันเกษตรกรกว่า 2.2 ล้านกระสอบ สำหรับแผนระยะยาว คือ ส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (ปุ๋ยสั่งตัด) เป็นการผสมแม่ปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดินและความต้องการของพืช รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน ซึ่งจะช่วยลดค่าปุ๋ยเคมีได้มากและทำให้ต้นพืชแข็งแรง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน”เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยสั่งตัด โดยรัฐสนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน แม่ปุ๋ย และเครื่องผสมปุ๋ย ผ่านกลไกการดำเนินงานของศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน(ศดปช.)ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯแสนกว่าราย คิดเป็นพื้นที่รวม 1.3 ล้านไร่ ใช้ปุ๋ยสั่งตัดจำนวน 6 แสนไร่ ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงร้อยละ 45 ลดต้นได้ร้อยละ 37 คิดเป็นมูลค่าเกือบ 600 ล้านบาท และกรมฯกำลังเสนอขอดำเนินงานโครงการฯ  ระยะที่ 2 มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว  จำนวน 299 ศูนย์ ใน 58 จังหวัด  เกษตรกร 5.2 หมื่นราย ครอบคลุมพื้นที่ 2.5 แสนไร่  

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นอกจากนั้นได้กำหนดแผนบริหารจัดการปุ๋ย ปี 2565 - 2569 การดำเนินงานจะครอบคลุมการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยให้ถูกชนิดและถูกวิธี การใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน การผสมปุ๋ยใช้เองให้ได้คุณภาพ เป็นต้น ตั้งเป้าปี 2565 ให้ศูนย์จัดการดินและปุ๋ยฯ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในการผลิตปุ๋ยสั่งตัด 1.88 แสนตัน ปุ๋ยอินทรีย์ 2.25 ล้านตัน ปุ๋ยชีวภาพ 1.02 ล้านตัน และยอดรวมของแผน 5 ปี (2565-2569) จะผลิตปุ๋ยสั่งตัด 2.42 ล้านตัน ปุ๋ยอินทรีย์ 16.32 ล้านตัน ปุ๋ยชีวภาพ 14.19 ล้านตัน จำนวนเกษตรกร 3.6 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 44.01 ล้านไร่  ซึ่งผลลัพธ์คือการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้มาก อีกทั้งลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี ส่วนระยะยาวช่วยเพิ่มจำนวนเกษตรกรทีทำการเพาะปลูกในรูปแบบ “เกษตรปลอดภัย” ตามมาตฐานสากล GAP (Good Agricultural Practice) ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ 

'พิธา' ชี้!! ไม่มีทางสร้างชาติที่มั่นคงได้ หากยังพยายามทำลายอนาคตของชาติ หลังศาลรธน. ตัดสิน 3 แกนนำม็อบราษฎรมีความผิดจริง และสั่งยุติการกระทำ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความ หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชี้ว่า 3 แกนนำม็อบราษฎร ล้มล้างการปกครอง และสั่งห้ามเครือข่ายให้เลิกกระทำอีก  ว่า... 

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะขีดเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงและคับแคบให้แก่สังคมไทย

ในขณะที่การประชุม Universal Periodic Review หรือ UPR ของสหประชาชาติเพื่อทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงถึงท่าทีของประเทศไทยต่อเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยตัวแทนของประเทศไทยพยายามแก้ต่างกับนานาชาติว่าเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นประเด็นที่คนไทยสามารถถกเถียงและแก้ไขกฎหมายได้ผ่านกลไกรัฐสภา 

ตัดภาพกลับมาที่ศาลรัฐธรรมนูญในเวลาไล่เลี่ยกัน ศาลได้วินิจฉัยให้การกระทำรวมถึงข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเพื่อขอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ รวมถึงให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครอง ซึ่งคำวินิจฉัยที่น่ากังขานี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่ตัวแทนประเทศไทยได้ชี้แจงกับนานาประเทศ

Taliban 2.0 ความหวังใหม่ของอัฟกานิสถาน สู่ 'เมืองเศรษฐกิจ - ท่องเที่ยว' ที่น่าจับตา

การยึดครองของกลุ่มตอลิบาน อาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าชาติตะวันตกพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ที่สมรภูมิอัฟกานิสถาน 

เมื่อไม่นานมานี้ นายพล เซอร์ นิค คาร์เตอร์ ได้รายงานความเห็นต่อหน้าคณะกรรมการกลาโหมแห่งรัฐสภาอังกฤษว่า กลุ่มผู้ปกครองตอลิบานในยุคนี้มีความแตกต่างจากกลุ่มตอลิบานยุคที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มตอลิบานมีการยกระดับขึ้นเป็น "Taliban 2.0" ที่มีการปรับแนวคิดตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมากขึ้น และรัฐบาลตอลิบานก็ยินดีที่จะปกครองอัฟกานิสถานในแนวคิดสมัยใหม่นี้ 

ดังนั้นนายพลคาร์เตอร์จึงเชื่อว่า อัฟกานิสถานในอีก 5 ปีข้างหน้า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นและแตกต่างจากยุคตอลิบานรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาปกครองอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมเมื่อ 20 ปีก่อน

นอกจากนี้ นายพล นิค คาร์เตอร์ ยังเคยให้สัมภาษณ์ออกสื่อโทรทัศน์เมื่อครั้งที่กองทัพตอลิบานบุกถึงกรุงคาบูลเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า กองทัพตอลิบานก็ไม่ต่างจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มีจรรยาบรรณขึ้นมาหน่อย และเปรียบเทียบกับกองทัพเวียดกงในสงครามเวียดนาม ที่เนื้อแท้แล้วพวกเขาก็เป็นชาวบ้านเวียดนามกลุ่มหนึ่ง ที่รบชนะในประเทศของตัวเอง 

ซึ่งหลังสงครามเวียดนาม ชาติตะวันตกก็เคยคาดการณ์ว่า เวียดนามจะล้าหลัง กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่พอเวลาผ่านไปเวียดนามก็เจริญขึ้นได้ มีเศรษฐกิจเติบโต และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่โด่งดังมาก ที่ใคร ๆ ก็อยากไปเที่ยว

นายพล คาร์เตอร์มองว่า อัฟกานิสถานน่าจะเดินในโมเดลเดียวกับเวียดนามได้ และหากพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้เมื่อไหร่ เขาเชื่อว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้ไม่ยาก 

พล.อ.ประวิตร  ติดตามแผน แก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ  สั่งเร่งระบายน้ำ  จากภาวะน้ำทะเลหนุน  ลดผลกระทบ ปชช.  ปรับแผนแม่บท เพิ่ม"โคกหนองนาโมเดล" เสริมแก้น้ำท่วม/เก็บน้ำสำรอง  เน้น ประชาสัมพันธ์ ให้ทั่วถึง

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่าเวลา 10.00น.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บท การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2/2564  ณ ห้องประชุม 301  ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงาน ตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี64 ที่ผ่านมา อาทิ การซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ จำนวน 2,312 แห่ง(99%) และสถานีโทรมาตร จำนวน 4,209 แห่ง(89%) ,การขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา รวม 5,319,444 ตันในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก และการขุดเจาะบ่อบาดาล ก่อสร้างระบบกระจายน้ำ จำนวน 2,498 บ่อ เติมน้ำใต้ดิน จำนวน 998 แห่ง เป็นต้น  และได้รับทราบความก้าวหน้า โครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว อย่างยั่งยืน ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้เร่งรัด สทนช. ให้บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ในการขับเคลื่อน แผนงานให้ได้ตามเป้าหมาย รวมถึงให้ศึกษาการแก้ปัญหาการป้องกันน้ำเค็มในปี65 ด้วย  นอกจากนั้นที่ประชุม ยังได้รับทราบความก้าวหน้าการปรับปรุงกรอบแนวทางแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยให้มีการเพิ่มเติมแนวทางการพัฒนา"โคกหนองนาโมเดล" เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำสำรอง และใช้เก็บน้ำเมื่อประสบภัยน้ำท่วม  ต่อมาที่ประชุมได้มีการพิจารณา รายงานผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(ช่วง2561-2564) และรายงานตัวชี้วัดความมั่นคงน้ำ พร้อมทั้ง ได้เห็นชอบให้ใช้ระบบ Thai Water Assessment  เป็นเครื่องมือในการติดตามประเมินผลโครงการด้านทรัพยากรน้ำโดยมอบให้หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องรายงานผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ ธ.ค.64 เป็นต้นไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top