Monday, 22 June 2026
NewsFeed

”นายกฯ” เตรียมร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 28 พร้อมรับมอบการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมปี 65 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่างวันที่ 11 – 12 พฤศจิกายน 2564 โดยมีกำหนดการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรีร่วมการหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC – Leaders’ Dialogue) วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน ช่วงบ่าย ​นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาในการประชุม APEC CEO Summit เวลา 18.00 น. ​นายกรัฐมนตรีร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 28 โดยในตอนท้ายของวันที่ 12 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีจะร่วมพิธีรับมอบการเป็นเจ้าภาพเอเปค ซึ่ง นางสาวจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จะส่งมอบการเป็นเจ้าภาพเอเปคให้นายกรัฐมนตรีไทย

นายธนกร กล่าวว่า ในปี 2564 นี้ นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในหัวข้อหลัก (Theme) ร่วมกัน ทำงาน เติบโต ไปด้วยกัน (Join, Work, Grow. Together.) และได้นำเสนอประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นได้แก่ 1. นโยบายเศรษฐกิจ และการค้าที่ส่งเสริมการฟื้นฟู (Economic and Trade Policies that Strengthen Recovery) 2. การเพิ่มการมีส่วนร่วมและความยั่งยืนเพื่อการฟื้นฟู
(Increasing Inclusion and Sustainability for Recovery) 3. การมุ่งสู่นวัตกรรม
และการฟื้นฟูที่ใช้ดิจิทัล (Pursuing Innovation and a Digitally-Enabled Recovery)

“รองโฆษกปชป.”ขอฟาด “โอ๊ค”โหนน้ำทะเลหนุนท่วมกรุง หากระแสไม่ให้ “พ่อแม้ว-บริวาร”จางหาย  หวังได้กลับบ้านแบบเท่ๆ เย้ยทำสถิติวางมือไม่รู้กี่ครั้งแต่เดินหน้าสืบทอดอำนาจ แนะ ”ทักษิณ”ก่อนบอกคนอื่นให้ปล่อยวาง

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโพสต์ข้อความถึงปัญหาน้ำทะเลหนุนท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ พร้อมแนะนำให้รัฐบาลวางมือหรือยุบสภา เพื่อให้ประชาชนเลือกคนดีและคนเก่งที่มีความสามารถมาทำงานแทน ว่าถือเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่า นายทักษิณและบริวาร ออกอาการดิ้นรนและทุรนทุรายเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำการทุจริตและบิดเบือนหลักการประชาธิปไตย ซึ่งล่าสุด การที่นายพานทองแท้ ออกมาโหนเรื่องน้ำทะเลหนุนทำให้ปริมาณในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นท่วมพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและบริเวณใกล้เคียง โดยเรียกร้องให้บุคคลในรัฐบาลลาออกหรือยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้เลือกคนเก่งๆ คนดีๆ คนที่มีความรู้เข้ามาแก้ไขปัญหานั้น ถือได้ว่า นายพานทองแท้ และ นายทักษิณ ได้เผยความในใจออกมาชนิดที่เรียกได้ว่า 'อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่' 

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า การที่บอกให้คนอื่นปล่อยวางจากอำนาจ แต่ตัวเองกลับทำสถิติวางมือไม่รู้กี่สิบครั้ง และยังเดินหน้า 'สืบทอดอำนาจ' โดยผลักดัน น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ เข้ามาควบคุมดูแลภายในพรรคเพื่อไทย และยังพยายามปล่อยชื่อเครือญาติและคนใกล้ชิดของตัวเอง เพื่อหยั่งกระแสสาวกว่า ใครควรที่จะเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ให้ความสำคัญหรือผลักดันให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริงคือ น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ได้แสดงถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพถึงการเป็นผู้นำพรรคที่จะไปเป็นผู้นำประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งตนเห็นว่า ก่อนจะแนะนำคนอื่น นายพานทองแท้ ควรจะแนะนำให้นายทักษิณ และบรรดาเครือข่ายที่หลบหนี ให้ปล่อยวางและวางมือเสียก่อน โดยการกลับมายอมรับโทษตามกฎหมาย เพราะจะได้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า นายทักษิณและเครือข่าย เป็นผู้รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่หมกหมุ่นเล่นละครหรือหาวิธีที่จะหาทางได้อำนาจรัฐ เพื่อสนองความต้องการของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น  

 

เกษตรฯ เปิดแผนเตรียมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเกษตรฯ เปิดแผนเตรียมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2564/65 ตามปริมาณน้ำต้นทุนและความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชได้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ โดยกำหนดแผนพื้นที่การเพาะปลูกทั้งประเทศ จำนวน 11.65 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวรอบที่ 2 จำนวน 9.02 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 6.41 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 2.61 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก จำนวน 2.63 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 0.54 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 2.09 ล้านไร่ สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด พื้นที่รวม 4.98 ล้านไร่ แบ่งเป็น 

ข้าวรอบที่ 2 จำนวน 4.26 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 2.81 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 1.45 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก จำนวน 0.72 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 0.06 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่ และลุ่มน้ำแม่กลอง 7 จังหวัด พื้นที่รวม 1.10 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวรอบที่ 2 จำนวน 0.86 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 0.84 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 0.02 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก จำนวน 0.24 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 0.17 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 0.07 ล้านไร่

ตม.จว.พังงา จับกุม! ชาวเมียนมา ‘ฆ่าเพื่อนร่วมชาติตนเอง’ หลังหลบหนีนาน 17 ปี ก่อนจนมุม!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัย เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติ ที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภัคพงศ์  บูรณ์ชนะ ผกก.ตม.จว.พังงา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.พังงา แถลงข่าวการจับกุมคนร้าย ดังนี้

นายติ๋วหรือยาว สัญชาติ เมียนมา อายุ 46 ปี หมายจับศาลจังหวัดพังงา ที่ ส.12/2548  ลง  26 ม.ค.48 ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน” หมดอายุความวันที่ 29 ก.ย.67 

สืบเนื่องจาก พงส.สภ.ทับปุด ได้รับแจ้งว่า พบศพชายไม่ทราบชื่อ 1 ราย (ทราบชื่อภายหลัง คือ นายลับ อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา) บริเวณ สวนปาล์ม ม.1 ต.บ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา ต่อมา พงส.สภ.ทับปุด ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และทราบสาเหตุเกิดจากผู้ตายมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมชาติที่ทำงานเดียวกันบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความโกรธแค้น จึงร่วมกันฆ่าผู้ตาย แล้วทิ้งศพไว้ ในที่เกิดเหตุ พงส.ฯ จึงได้ออกหมายจับต่างด้าวชาวเมียนมา จำนวน 4 ราย ดังนี้ นายดำ นายติ๋วหรือยาว นายโทน และนายซอ

เมื่อปลายปี 2562 สภ.ทับปุด ได้ส่งหมายจับศาลจังหวัดพังงา ที่ ส.12/2548  ลง 26 ม.ค.48 ผู้ต้องหาชื่อ นายติ๋วหรือยาว (พม่า) สัญชาติ เมียนมา ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน หมดอายุความวันที่ 29 ก.ย.67   มาให้  เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.พังงา รู้สึกคุ้นว่าเคยเห็นหน้ามาก่อน คล้ายกับแรงงานที่เคยทำข้อมูลท้องถิ่นไว้ จึงได้ติดตามสืบสวนหาตัวผู้ต้องหารายดังกล่าวตลอดมา กระทั่งวันที่ 19 ต.ค.64 ได้รับคำสั่งให้ระดมหมายจับของศูนย์ CCOC เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.พังงา จึงได้นำหมายจับพร้อมภาพถ่ายของผู้ต้องหา ไปให้ เจ้าหน้าที่ รายงานตัว 90 วัน ของ ตม.จว.พังงา ตรวจสอบ ทราบว่าเมื่อ วันที่ 15 ต.ค.64 ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งรายงานตัว 90 วัน จากหนังสือเดินทาง บุคคล คล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ แล้วได้นำภาพของหนังสือเดินทาง และข้อมูลเลขประจำตัวคนต่างด้าว  13 หลัก ราย  MR.MIN สัญชาติ เมียนมา ถือหนังสือเดินทาง MC xxxxx มามอบให้ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.พังงา เพื่อสืบค้นข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของ สตม. ทำให้ทราบที่อยู่ของผู้ต้องสงสัย

 

 

จับกุม! ขบวนการ ‘ขนแรงงานต่างด้าว’ หลบหนีเข้าเมือง พบผู้ต้องหาคนไทย 2 คน - ต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 32 คน โดยกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงใหม่

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัย เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์  ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ศุภณัฎฐ์ เจริญเรืองสกุล ผบก.ตม 5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.5  และ พ.ต.อ.วีรวัฒน์ นิลวัตร ผกก.ตม.จว.เชียงใหม่ แถลงข่าวจับกุม ดังนี้

เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.5  , ตม.จว.เชียงใหม่ , กก.3 บก.สส.ภ.5  และ กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันทำการจับกุมตัว นายสาธิตฯ และนายพะลือแควฯ  “ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง พ้นจากการจับกุม” และจับกุมตัวนายจ่อฯ คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมากับพวกรวม 32 คน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต , ฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ข้อ 3 และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือผู้ว่าราชการจังหวัด (คำสั่งจังหวัดตาก ที่ 684/2563) ตามมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558” บริเวณช่องทางธรรมชาติชายแดน อ.แม่สอด จว.ตาก ต่อเนื่อง บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 108 หลักกิโลเมตรที่ 104 ต.หางดง อ.ฮอด จว.เชียงใหม่

พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีขบวนการขนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองจากพื้นที่ จว.ตาก เลี่ยงเข้ามาใช้เส้นทางที่เกิดเหตุเพื่อจะเดินทางไปกรุงเทพฯ จึงได้ออกตรวจสอบเมื่อถึงเวลาเกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียนเชียงใหม่ (รถคันที่ 1) และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียนเชียงใหม่ (รถคันที่ 2)  ลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้งจึงได้เรียกให้หยุดและตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบนายสาธิตฯ เป็นคนขับรถคันที่ 1 และนายพะลือแควฯ เป็นคนขับรถคันที่ 2 จึงได้ทำการตรวจค้นรถ ผลการตรวจค้นรถยนต์คันที่ 1 (รถนำ) ไม่พบคนต่างด้าว ส่วนรถยนต์คันที่ 2 พบนายจ่อฯ คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองพร้อมพวก รวม 16 คน นั่งโดยสารภายในรถและหลบซ่อนอยู่ในท้ายกระบะโดยมีตาข่าย(แสลม) พลาสติกสีดำคลุมไว้ และในขณะที่กำลังตรวจค้นอยู่นั้นได้มีรถยนต์คันที่ 3 คือรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียนตาก ขับมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและรถยนต์ของทางราชการ คนขับได้เร่งความเร็วของรถและขับฝ่าหลบหนีไป จากนั้นคนขับทราบภายหลังว่าเป็นชายได้หยุดรถแล้ววิ่งหลบหนีไป

 

'อ.ไชยันต์' ตามชำแหละวิทยานิพนธ์ 'ณัฐพล'  อ้างอิงนสพ.ฉบับ 10 พ.ย. 2490 ที่ก่อตั้งปี 2500

'อ.ไชยันต์' ตามชำแหละวิทยานิพนธ์ 'ณัฐพล ใจจริง' ประเด็น 'ในหลวง ร.9 ทรงทราบแผนการรัฐประหาร 2490 ล่วงหน้า 2 เดือน' อ้างอิงนสพ.เอกราชวันที่ 10 พ.ย. 2490 แต่นสพ.เอกราชก่อตั้ง 24 มิ.ย. 2500

10 พ.ย. 64 - ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้ 

“ทุ่นดำ-ทุ่นแดง”

กรณีการกล่าวว่า "ในหลวงทรงทราบแผนการรัฐประหาร 2490 ล่วงหน้า 2 เดือน" ของ ณัฐพล ใจจริง

ประเด็นสำคัญอีกประเด็น คือ “ในหลวง ร.9 ทรงทราบแผนการรัฐประหาร 2490 ล่วงหน้า 2 เดือน” ซึ่ง ณัฐพล กล่าวว่า “โดยหนังสือพิมพ์ไทยร่วมสมัยได้พาดหัวข่าวขณะนั้นว่า 'ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว' ทั้งนี้ พล.ท.กาจ กาจสงคราม ให้คำสัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ต่อมาว่า เขาได้เคยส่งโทรเลขลับรายงานแผนรัฐประหารให้พระองค์ทรงทราบล่วงหน้า 2 เดือนก่อนลงมือรัฐประหาร”

โดย ณัฐพล อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์เอกราชวันที่ 10 พฤศจิกายน 1947

อย่างไรก็ดี สิ่งที่พวกเราต้องการบอกทุกท่านเป็นอย่างแรกคือ จะเป็นไปได้อย่างไรที่หนังสือพิมพ์เอกราชจะลงข่าวในปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ?

เนื่องจากว่า “หนังสือพิมพ์เอกราชถือกำเนิดขึ้นโดยโรงพิมพ์เอกราชได้ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2500” !

กล่าวคือ หนังสือพิมพ์ที่ก่อตั้งปี พ.ศ. 2500 จะนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปลงข่าว 10 ปีที่แล้วก่อนการก่อตั้งได้อย่างไร!?

(ดูประวัติการก่อตั้งจาก พัชราภรณ์ ครุฑเมือง, การดำรงอยู่ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เอกราช ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวารสารสนเทศ ภาควิชาสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552)

มิหนำซ้ำ เรายังรู้สึกแปลกใจที่ ณัฐพล ใช้ปี ค.ศ. 1947 ในการระบุปี ขณะที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เขากลับใช้ พ.ศ. ทั้งหมด

ดังนั้น การอ้างถึง “หนังสือพิมพ์เอกราชวันที่ 10 พฤศจิกายน 1947” ของ ณัฐพลจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มีที่มาจากไหนกันแน่?

เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่เคยปรากฏหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ขึ้นในบรรณพิภพในเวลานั้น

ประกอบทั้งการใช้ปี ค.ศ. ที่ไม่ปรากฏความต่อเนื่องสม่ำเสมอ (consistency) กับการเขียนวิทยานิพนธ์ในส่วนอื่น ๆ ของณัฐพล

เราจึงสงสัยว่าณัฐพลเอาข้อมูลในส่วนนี้มาจากไหนกันแน่ ?

หรือถ้ามีจริงทำไมเขาไม่อ้างจากหลักฐานชั้นต้นเช่นในจุดอื่น ๆ ?

นอกจากนี้ ก่อนการรัฐประหาร 2490 บรรยากาศขณะนั้นก็เป็นที่รับรู้ทั่วไป ดังปรากฏข่าวลือว่าจะต้องมีการรัฐประหารเกิดขึ้นแน่ ๆ ไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง

‘ดร.วรัชญ์’ เดินหน้าฟ้อง ‘สื่อไทยรัฐ’ หลังถูกว่าเป็น ‘ไอโอ’ ปมแจงเหตุได้โมเดอร์นาช้า

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นภาพหัวหนังสือราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบันทึกว่า นายวรัชญ์ เป็นผู้กล่าวหา โดยมีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐออนไลน์เป็นผู้ต้องหาว่า ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ขอบคุณทุก ๆ ท่านมาก ๆ จริง ๆ ครับ สำหรับกำลังใจอันมากมายที่ให้มา กรณีที่ผมถูกสื่อกล่าวหาว่าเป็น "ไอโอ" จากโพสต์ที่ผมอธิบายอ้างอิงข่าวต่างประเทศว่าเหตุใดไทยจึงยังไม่ได้รับวัคซีนโมเดอร์นา หลังจากวันนั้น ผมก็ชัตดาวน์ตัวเองไปสองสามวัน จนดีขึ้นจึงได้ย้อนมาอ่านทุกคอมเมนต์ รู้สึกซาบซึ้งมาก ๆ ครับ ทำให้มีกำลังใจที่จะทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อไปเท่าที่จะมีความสามารถ (และเวลา)

สิ่งหนึ่งที่หลายท่านได้คอมเมนต์ คือกรณีนี้ ควรจะฟ้องเป็นกรณีตัวอย่าง ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้ แต่เมื่อคิดถึงว่า ตัวเองเป็นนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน มีหน้าที่สื่อสารความจริง แก้ไขความเท็จ แล้วนี่ความเท็จเกิดขึ้นกับตัวเอง และในสื่อออนไลน์ที่คงอยู่ตลอดไป ยิ่งต้องใช้สิทธินี้ปกป้องชื่อเสียงตนเอง และเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างสื่อละเมิดสิทธิประชาชน เหมือนกับที่หลาย ๆ คนได้บอก เพราะปกติคนทั่วไป ไม่มีใครอยากจะมีเรื่องกับสื่อ โดยเฉพาะสื่อใหญ่ขนาดนี้ จึงได้ปรึกษาท่านผู้ใหญ่และนักกฎหมายบางท่าน (ต้องขอบพระคุณทุกท่านด้วยครับ) และเห็นว่ากรณีนี้เป็นความผิดชัดเจน ทุกท่านสนับสนุนให้ผมดำเนินคดี และเมื่อปรึกษากับคู่คิดแล้วก็สนับสนุน จึงได้ตัดสินใจดำเนินการในวันนี้ ซึ่งก็บังเอิญตรงกับวันที่ 9 (และเป็นวันแรกที่มีการเริ่มฉีดวัคซีนโมเดอร์นาเสียด้วย 55)

ฉีด SINOVAC เข้า ‘สหราชอาณาจักร’ ได้ ไม่ต้องกักตัว ด้าน 'ศุภชัย' ขอบคุณ SINOVAC หลังถูกด้อยค่ามานาน

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า…

เรื่องราวของ SINOVAC

ขอบคุณกาลเวลา ที่ช่วยลบคำสบประมาท

วันนี้ สหราชอาณาจักร รับรองให้ผู้ที่ฉีด SINOVAC เข้าประเทศได้แล้ว โดยไม่ต้องกักตัว มาตรการข้างต้นจะนับหนึ่งในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

นี่คือ เครื่องรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนสายเลือดมังกร ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าด้วยอคติ ว่าเป็นวัคซีนด้อยคุณภาพ

ผมจะขอย้อนความนะครับ

SINOVAC เป็นวัคซีนยี่ห้อแรก ที่ไทยนำเข้ามาใช้เพื่อประคองสถานการณ์ หลังพบการระบาดช่วงปลายปี 2563 การเข้ามาของ SINOVAC มาพร้อมกับคำสบประมาทสารพัด ตั้งแต่เรื่องของคุณภาพ ไปจนถึงเรื่องของความปลอดภัย ทั้งที่นี่คือวัคซีน ที่ใช้ในประเทศที่มีการระบาดต่ำที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และนี่ก็เป็นวัคซีนที่มีขั้นตอนการผลิต ซึ่งปลอดภัยที่สุด ด้วยเป็นเทคโนโลยีเชื้อตาย ที่ “มนุษย์” มีความคุ้นเคยมากที่สุด

กระนั้นแล้ว ข่าวลือ ข่าวลวง ที่มีมากมาย ก็ทำให้ SINOVAC กลายเป็นผู้ร้ายไปในที่สุด ทั้งที่ความจริง SINOVAC ได้เข้ามาช่วย SAVE คนไทยเป็นจำนวนมหาศาล ในวันที่การจัดหาวัคซีนเป็นไปด้วยอุปสรรค วันนั้นถ้าไม่มี SINOVAC ผมเองก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

สำหรับ SINOVAC เหมือนผู้ที่ทำงานหนัก ปิดทองหลังพระ แต่ก็ยังโดนด่า และแม้จะทำงานดีแค่ไหน ก็หนีไม่พ้นต้องถูกวิจารณ์อย่างเสียหาย เสียงก่นด่าลามไปถึงฝ่ายผู้จัดหาตั้งแต่รัฐมนตรี ไปจนถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่พวกเขาทุกคนทุ่มเท พยายามอย่างหนัก กว่าการจัดหาจะประสบความสำเร็จ กระทั่งแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ออกมารณรงค์ให้รับวัคซีน ณ เวลานั้น ก็ยังถูกวิจารณ์สารพัด

“ประวิตร” ประชุม รมว.กห.อาเซียนประชุมร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการ  ( ADMM Retreat ) จับตาการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาค กระทบความเป็นหนึ่งเดียวกันและสมดุลอาเซียน

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้มอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นผู้แทน รมว.กลาโหม  เข้าร่วมประชุม รมว.กลาโหม อาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ( ADMM Retreat ) ผ่านระบบ VTC โดยมี กระทรวงกลาโหมบรูไน เป็นเจ้าภาพ

โดยที่ประชุมได้แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 15 ปีของความร่วมมือ รมว.กลาโหมอาเซียน (ADMM) ต่อจากนั้นได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงต่อทิศทางของ ADMM ร่วมกัน ในการรับมือกับแนวโน้มความท้าทายในอนาคต ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ การรวมกลุ่มความร่วมมือใหม่ในภูมิภาค อินโด - แปซิฟิก ที่กระทบต่อสมดุลอาเซียน ตลอดจน ความท้าทายด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เป็นต้น  ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดความร่วมมือและแนวทางให้ชัดเจนในการดำรงความเป็นหนึ่งเดียวกัน แสวงโอกาสและกระชับความร่วมมือกันมากขึ้น โดยยึดมั่นความเป็นแกนกลางอาเซียน ตลอดจนใช้ทรัพยากรทางทหารร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร ได้ใช้โอกาสนี้ กล่าวถึง ความตระหนักต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ส่งผลกระทบในทุกมิติ จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์การใช้ชีวิต เพื่อสร้างความสมดุล ฟื้นฟูและพัฒนาอาเซียนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทของ “ความปกติถัดไป” ( Next Normal )  โดยย้ำ สนับสนุนให้อาเซียนแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันและสร้างบทบาทนำที่สร้างสรรค์ในกลไกของภูมิภาคให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบยุทธศาสตร์ ADMM สำหรับเตรียมความพร้อมสู่อนาคต ในการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสาขาและเสาความร่วมมืออาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 

พล.1 รอ. เฝ้าระวัง 5 จุดเสี่ยง น้ำเอ่อล้น 24 ชม. พร้อมวางแผนปฏิบัติร่วม สำนักเขต-สำนักระบายน้ำ-ผู้นำชุมชน หวั่นน้ำทะลักเข้าพื้นที่

กองพลที่ 1 รักษาพระองค์  (พล 1 รอ.)ได้ สรุปสถานการณ์จุดเสี่ยงน้ำท่วมเอ่อล้นจากน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่รับผิดชอบในเขตดุสิต และเขตบางพลัด  5 จุด คือ 1.ชุมชนวัดเทวราชกุญชร 2.ชุมชนมิตรคาม 3.ชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ 4.ชุมชนสีคาม 5.ท่าเขียวไข่กา พบว่า ทุกพื้นที่ยังมีปริมาณน้ำมาก แต่อยู่ในระดับที่แนวเขื่อนกั้นน้ำสามารถรองรับได้  และปริมาณน้ำไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่เขตดุสิต 

โดยจัดเจ้าหน้าที่ทหาร รวมกับเจ้าหน้าที่เขตดุสิตและประชาชนในชุมชนเฝ้าระวังระดับสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชม. พร้อมวางแผนการปฏิบัติ ระหว่างสำนักงานเขต สำนักระบายน้ำ และ ผู้นำชุมชน  ในด้านการเตรียมการช่วยเหลือประชาชน หากเกิดน้ำทะลักเข้าพื้นที่ ดังนี้

1.ประสานกับหน่วยเฝ้าระวังของเขตบางพลัดตลอด 24 ชม.
2.จัดชุดปฏิบัติการกองกิจการพลเรือน พล.1 รอ. มาตรวจพื้นที่ช่วงเวลาน้ำขึ้น
3.ดำเนินการกรอกกระสอบทราบเพิ่มเติมร่วมกับเขต ไว้เสริมแนวป้องกัน
4.จัดกำลังชุดช่วยเหลือประชาชนพร้อมที่หน่วยตลอด 24 ชม.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top