Friday, 3 July 2026
NewsFeed

“จีน” ปิดแฟ้มเครื่องบินชนตึกไชน่า จุน!! ปักกิ่งแถลงเหตุเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดจีน ชี้นักบินปลิดชีพตนเอง ไม่ใช่วินาศกรรมหรือเครื่องขัดข้อง ก่อนสรุปคดีเป็นเหตุส่วนตัวของนักบิน

ผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ สำหรับเหตุการณ์ระทึกขวัญกลางกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อมีข่าวเครื่องบินพุ่งชนตึก CITIC หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าตึก ไชน่า จุน ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของจีนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันศุกร์ที่แล้ว ปรากฏเครื่องบินเล็ก พุ่งตรงเข้าชนยอดตึกไชน่า จุน ทำให้มีซากเครื่องบิน เศษกระจก ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำนักงาน และเอกสาร ปลิวกระจาย ร่วงลงสู่พื้นถนนเกลื่อน สร้างความแตกตื่นอย่างมาก และมีคำสั่งสั่งอพยพคนออกจากตึก พร้อมระดมหน่วยดับเพลิง และ กู้ภัยมากันเต็มพิกัด

แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้มีจีนมุงคับคั่ง พร้อมกล้องมือถือเตรียมโพสต์ และ ไลฟ์สด แต่ปรากฎว่า ตำรวจปักกิ่งออกมากันผู้คน สั่งห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด หากมีคลิปแชร์ในโซเชียล ทางการจีนก็จัดการสั่งลบคลิป และ ภาพ ทั้งหมดออกจากสื่อโซเชียลจีนทุกแพลทฟอร์ม อีกทั้งการนำเสนอข่าวในจีนก็จำกัดมากๆ
ผิดกันสื่อต่างประเทศหลายสำนักที่พาดหัวข่าวใหญ่โต บ้างวิเคราะห์ไปไกลว่านี่อาจเป็นการก่อวินาศกรรมด้วยเครื่องบิน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 9/11 ของสหรัฐก็ได้ เพราะเหตุเกิดที่ตึกระฟ้าที่สูงสุดในจีน ใจกลางเมืองหลวง และที่สำคัญคือ อยู่ห่างจากที่ทำการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

หลังจากผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ ทางการจีนถึงได้ออกมาแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเหตุเครื่องบินเล็กชนตึก โดยมีการเปิดเผยชื่อนักบิน คือ นายหลิว อายุ 66 ปีเป็นชาวปักกิ่ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 คน ที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ส่วนเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรุ่น ซันเวิร์ด SA 60L ออโรรา ผลิตในจีน เป็นเครื่องบินรุ่นเบา ขนาด 2 ที่นั่ง ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป เช่น เครื่องบินส่วนบุคคล ใช้ในการเกษตร หรือ ท่องเที่ยว โดยนักบินหลิว ได้ใบอนุญาตขับเครื่องบินเล็กตั้งแต่ปี 2021 และมีประวัติการขับเครื่องบินสม่ำเสมอ ทั้งขับเดี่ยว และ ขับร่วมกับนักบินระดับซีเนียร์

ในวันเกิดเหตุ นายหลิว ขับเครื่องบินลำดังกล่าวออกจาก สนามบินปักกิ่ง ผิงกุ แต่เขาขับออกนอกเส้นทางการบินที่ได้แจ้งไว้ และขาดการติดต่อ จนมีข่าวว่าได้ชนกับตึก ไชน่า จุน และเสียชีวิต
ต่อมาทางการจีนก็ได้แถลงสรุปว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เครื่องบินขัดข้อง หรือวินาศกรรม แต่มาจากเหตุผลส่วนตัวของนักบิน ที่มีความประสงค์ "ปลิดชีพตนเอง" โดยได้อ้างอิงหลักฐานไดอารี่ส่วนตัวที่เขาเขียนไว้ว่าต้องการจบชีวิตตนเองหลายครั้ง

จากประวัติส่วนตัว พบว่านายหลิว เป็นนักบินฟรีแลนซ์ สถานะครอบครัวหย่าร้าง และ อยู่ตัวคนเดียว มีปัญหาทางจิตจากโรควิตกกังวล มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ที่นำไปสู่สภาวะหดหู่ ซึมเศร้า และ คิดสั้น
ดังนั้น ไม่ใช่การก่อการร้าย หรือ อุบัติเหตุด้านเทคนิค ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น จบ! แยก!
เป็นการสรุปคดีตามสไตล์ของรัฐบาลจีน ที่ตัดให้จบไป ส่วนใครที่ยังสงสัย จนไปขยายต่อเป็นทฤษฎีสมคบคิด ก็ทดไว้ในใจ เพราะหากโพสต์ลงโซเชียลจีน อาจมีสิทธิ์ปลิวทั้งเพจได้ เดี๋ยวจะหาว่าลุงสีไม่เตือนน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1953204445622029&id=100027974785452&rdid=Ta3N8slK3wqtoBqN#

‘กรณ์’ เตือนไทยจ่อเจอ “ทางตันงบประมาณ”!! รายจ่ายประจำ 3 ล้านล้านเท่ารายได้รัฐ เหลือทางลงทุนด้วยเงินกู้ จากขาดดุลสู่ทางตันการคลัง หากไม่ปฏิรูปงบประมาณ ไทยอาจเจอหายนะในไม่กี่ปี

กรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค ว่า

เรากำลังจะเจอ ‘ทางตันงบประมาณ’
ปีนี้งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้

เรากำลังเดินสู่ทางตันครับ !
เรามีสองกฎหมายที่กำกับการจัดทำงบประมาณ

1. พรบ. วินัยทางการคลัง ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวมและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

2. พรบ. หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ (+80% ของงบคืนหนี้)
สรุป 2 พรบ.นี้บอกว่า ”เรากู้มากกว่าเราลงทุนไม่ได้ และเราต้องลงทุนอย่างน้อย 20%“
ซึ่งหมายความว่า สมมติปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ‘กับดักกฎหมาย’ ทันที

ลองดูนะครับ สมมติรายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้อยู่เท่าเดิม
นั่นหมายความว่า ปีหน้ารายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ - คือเราต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้!

และที่สำคัญ จะแปลว่าเราจะมีเงินกู้เหลือเพียง 18% ที่จะลงทุน (เพราะตามกฎหมายเรากู้ได้แค่ 20% ของงบฯ)
หมายความว่าเราจะติดกับดัก พรบ.วินัยทางการคลังทันที ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ!

ทางออกมี 6 ทาง
1. ลดค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างรวดเร็ว
2. เพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย
3. แก้กฎหมาย พรบ. วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน
4. แก้ พรบ. หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
5. กู้นอกระบบงบประมาณทุกปี ด้วยการออก พรก.เงินกู้ แบบรอบล่าสุด
6. ปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ nominal GDP โตมากขึ้น (แต่กำลังซื้อของประชาชนลดลง)
ชัดเจนว่าเราต้องเลือกเดินทางที่ 1 & 2 เป็นหลัก คือ ‘ลดรายจ่าย/เพิ่มรายได้’ เพราะแนวทางอื่นเป็นแนวทางที่จะมีผลทางลบอย่างมากกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอาว่านำพาไปสู่หายนะและความยากจนก็ว่าได้
.
ที่ผ่านมารัฐบาลย้ำเสมอว่าจะทำแบบ 1 & 2 แต่รัฐบาล พูดแล้วไม่ได้ทำจริง!
วันก่อนรัฐมนตรีพูดว่า “เราต้องเลือกว่าจะแก้ไขที่โครงสร้าง หรือจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
เท่าที่เห็นคำตอบชัดเจนว่า รัฐบาลเลือก “กู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
และในกรณีการกู้ พรก. 400,000 ล้านนั้น ชัดเจนว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง
ผมจะมานำเสนอต่อไปครับ ว่า “แก้ไขที่โครงสร้าง” ทำได้อย่างไรบ้าง
ถ้าไม่ทำ ผมฟันธงเลยครับ ว่าเราจะเจอวิกฤติการคลัง นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในไม่เกิน 2-3 ปี

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572732677548621&id=100044357112719&mibextid=wwXIfr&rdid=sdRJSqGnl3hCxSyi#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top