Friday, 26 June 2026
NewsFeed

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

อาจารย์อักษรศรี ไขข้อข้องใจ ฮุนเซน ไปจีน ในฐานะอะไร? ‘ฮุนเซน’ เยือนจีนฐานะผู้นำพรรค CPP ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ปักกิ่งทริปนี้ไม่ใช่โชว์อำนาจรัฐ แต่เป็นการเดินสายสัมพันธ์พรรคการเมือง จับตาความสัมพันธ์พรรคต่อพรรค

ข้อเท็จจริง #ฮุนเซน เยือนปักกิ่งในฐานะอะไร ? ใครเชิญ ? 

1)  ไม่ใช่การเยือนในฐานะผู้นำประเทศ แต่เยือนในฐานะผู้นำพรรคการเมือง ฮุนเซนเป็นประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และประธานวุฒิสภากัมพูชา (จึงไม่มีพิธีสวนสนามต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงปักกิ่งใดๆ ให้อังเคิลเอามาโพสต์ออกสื่อ show off อวดชาวโลกหรือใช้อวดบรัฟ bluff ข่มชาวไทย )

2) ไม่ใช่การเยือนตามคำเชิญรัฐบาลจีน แต่เป็นคำเชิญของฝ่ายวิเทศฯ  พรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China - CPC) นั่นคือ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (IL團CPC) เป็นหน่วยงานหลักในการออกประกาศเชิญและประสานงานต้อนรับ

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพรรคต่อพรรค (party to party) ไม่ใช่ระดับรัฐ

3)  ฝ่ายจีนที่มารอต้อนรับฮุนเซนที่สนามบินไม่ใช่ผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลจีน แต่ส่งหลิว ไห่ซิง (Liu Haixing): รัฐมนตรีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มารอรับ

FYI วันนี้ 26 มิย มีการเยือนระดับรัฐในกรุงปักกิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ดังนั้น  ผู้นำระดับรัฐบาลตัวจริงที่เข้าพบหารือกับ ปธน. สีจิ้นผิง ในวันนี้ คือ นายกฯ บังคลาเทศ (ส่วนคนอื่น คือ คิวแทรกวิ่งเต้นขอมาเยือนจีน )

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239017332825233&id=1037140385&rdid=tM7SEKPBzBZXv3gd#

ก.อุตฯ ดันมาตรการช่วยชาวไร่อ้อย!! เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการ 2 ระลอกผ่านบอร์ด กอน. เตรียมเพิ่มแรงจูงใจตัดอ้อยสด เน้นลดฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างรายได้

ก.อุตฯ ย้ำ พร้อมดูแลชาวไร่อ้อยตามที่บอร์ด กอน. แจ้งไว้ก่อยเปิดหีบฤดูการผลิตนี้ เผยได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 – กระทรวงอุตสาหกรรมเผย ได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงเมื่อเดือนกันยายน 68 ก่อนเปิดหีบ ล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว 2 มาตรการ ผ่านบอร์ด กอน. แล้ว 2 มาตรการ และเตรียมพิจารณาเพิ่มเติมอีก 1 มาตรการ ย้ำต้องไม่เหลื่อมล้ำกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นเดียวกัน

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 บอร์ด กอน. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 68/69 ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย โดยได้ประกาศหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้
รับทราบก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานตลอดฤดูการผลิตที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรช่วยไร่อ้อยไปแล้ว 2 มาตรการ ได้แก่

• มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร อัตรา 31 บาทต่อตันอ้อยสด (จ่ายเงินแล้วจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย)
• มาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ลักลอบเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกเขตปลูกอ้อย อัตรา 40 บาทต่อตันอ้อย (จ่ายเงินแล้วจากโรงงานน้ำตาลที่รับซื้อ)

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อีก 2 มาตรการตามมติ กอน. ที่แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ ได้แก่

• มาตรการสร้างแรงจูงใจการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาท/ตันอ้อย
• มาตรการสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย อัตรา 300 บาท/ตันใบอ้อย

นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาแปลงปลูกอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว อัตรา 300-500 บาท/ไร่ เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ กอน. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรวมถึงเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วเข้าใจถึงความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วยความรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ด้วย เพื่อความเท่าเทียมและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ โดยยืนยันว่า พร้อมจะดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกคู่สัญญาราว 140,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง

โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค

เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ

หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา

สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน

บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top