Tuesday, 30 June 2026
NewsFeed

ฮอร์มุซยังล็อกเกมเดือด!! นักวิชาการชี้ สหรัฐฯ–อิสราเอลยืดกำลังเกินตัว ขณะอิหร่านชนะได้ด้วยการไม่ถอย ‘ดร.เกร็ก ไซมอนส์’ เตือนวอชิงตันไม่พร้อมเปิดสงครามใหญ่ เหตุเสี่ยงกระทบการเมืองในประเทศ

บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ ไม่ได้ถูกมองโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นข้อตกลงหยุดยิง อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังมีรูปแบบพฤติกรรมที่มักละเมิดข้อตกลงพักรบอยู่แล้ว ดร.เกร็ก ไซมอนส์ ศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Daffodil International University กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik

“พวกเขาละเมิดเงื่อนไข แล้วโยนความผิดให้อีกฝ่าย” ดร.เกร็ก ไซมอนส์ กล่าว “เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย นี่คือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติ”

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน 10 จุด ทั้งในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมอ้างว่าโดรนอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ซึ่งชักธงปานามา เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ระบุว่า การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมุ่งเป้าไปยังฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในคูเวต และฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ในบาห์เรน

“ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป คือสัญญาณของความวิกลจริต” ไซมอนส์กล่าว ขณะให้ความเห็นต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์รายนี้ระบุว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่มีศักยภาพทางทหารเพียงพอที่จะทำลายภาวะชะงักงันรอบช่องแคบฮอร์มุซได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่มีกำลังภาคพื้นดินจำนวนมากในภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต่อปฏิบัติการในระดับดังกล่าว

ในทางกลับกัน อิหร่านจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเพียงแค่ “รักษาภาวะทางตัน” และไม่ยอมอ่อนข้อ ตามความเห็นของไซมอนส์

ขณะเดียวกัน วอชิงตันเองก็ไม่ต้องการยกระดับความขัดแย้งให้ลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่ เพราะอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถานะทางการเมืองภายในประเทศ ในภาพรวม ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างก็กำลังถูกยืดขยายกำลังมากเกินไป

“สหรัฐฯ คือจักรวรรดิที่กำลังเสื่อมถอย กองทัพของพวกเขากำลังอ่อนแรงลง หากเกิดสงครามที่กว้างขึ้น นั่นจะยิ่งเร่งการล่มสลายของ Pax Americana ให้เร็วขึ้น” ไซมอนส์สรุป

ที่มา : Sputnik

นโยบายไฟฟ้าสาธารณะอยู่ที่รัฐบาล!! 'กกพ.' ชี้ค่าไฟขึ้น ย้ำมาตรการติดมิเตอร์ให้ครบถ้วน ตามมติ กพช. ควบคุมค่าไฟไม่เกินร้อยละ 10 พร้อมติดตามกำกับหากนโยบายเปลี่ยนแปลง

“กกพ.” ชี้ค่าไฟฟ้าสาธารณะขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

แจงค่าไฟฟ้าสาธารณะมาจากมติ กพช. ยกเว้นการเรียกเก็บไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้ในเขตพื้นที่ ขณะที่ กกพ. ทำได้เพียง เร่งรัดการไฟฟ้าติดมิเตอร์วัดการใช้ไฟให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ ประชาชนแบกภาระเกินควร

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทบทวนแนวทางบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และหลักเกณฑ์
ที่กำหนดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าสาธารณะมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายที่ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 และได้รับการปรับปรุงตามมติ กพช. หลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าและบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ติดตาม ผลักดัน และเร่งรัดการดำเนินงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ กฟน. และ กฟภ. ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้สามารถ ตรวจสอบและจำแนกปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมติ กพช. โดย กฟน. มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ส่วน กฟภ. อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

"หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ยกเลิกมติ กพช. ในอดีต และให้การไฟฟ้าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ไฟฟ้า กกพ. ก็พร้อมจะติดตามกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมติ กพช." ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

“ไทยออยล์” ผงาดเวทีอาเซียน!! คว้ารางวัลดีลการเงินนวัตกรรมยอดเยี่ยมอาเซียน จาก The Asset เวทีการเงินชั้นนำเอเชีย ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกรรมการเงิน เพื่อโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน

ไทยออยล์คว้ารางวัลธุรกรรมทางการเงินระดับอาเซียนที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี จาก The Asset สถาบันสื่อและวิจัยการเงินชั้นนำของเอเชีย

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล Most Innovative Deal of the Year (ASEAN) จากโครงการธุรกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้โครงการการให้เช่าและเช่ากลับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 37,402 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกรรมการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนตามแผนธุรกิ โดยไม่ก่อภาระหนี้สินเพิ่ม ควบคู่ไปกับการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน ในงาน The Asset Triple A Sustainable Infrastructure Awards 2026 ณ ศูนย์ประชุม Suntec Singapore Convention & Exhibition Centre

รางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่องค์กรและสถาบันการเงินชั้นนำ โดยพิจารณาจากธุรกรรมทางการเงินที่มีนวัตกรรมการเงินที่โดดเด่น สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของ ไทยออยล์ในระดับสากล

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่แฟนๆหลายคนต่างเอ็นดูกันอย่างมากสำหรับนักร้องอย่าง เสก โลโซ หลังจากที่ได้ออกมาจากเรือนจ่า โดยมีภรรยา กานด์ ได้รับงานคอนเสิร์ตหลายงาน ซึ่งขณะที่ เจ้าตัวกำลังไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนๆอยู่นั้น ได้ถามภรรยาว่า

เสก โลโซ : คอนเสิร์ดครั้งละ 400,000บาท เดือนนิ่งเธอรับไปแล้ว 30 วัน เท่ากับได้ 12ล้าน แล้วเธอ

ให้ฉันเท่าไหร่

กานต์ : ก็ฝากกานไว้แหละ

เสก โลโซ : อ้อ โอเค ฝากไว้ก่อนนะ 5555555555555

 

เสก โลโซ

ที่มา : https://today.line.me/th/v3/article/Op7MN96

จับลูกเรือไทย ขนเฮโรอีน!! ลูกเรือสาวไทยโดนจับคาสนามบินเมลเบิร์น ยึดยาเสพติดมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท แจ้ง 2 ข้อหาโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เตรียมขึ้นศาลเดือน ก.ย. นี้

“ลูกเรือสาวไทย” โดนรวบคาสนามบินเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ตร.พบขนเฮโรอีนกว่า 11 ล้านบาท ซุกกระเป๋าสัมภาระ

ตำรวจออสเตรเลียและกองกำลังพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย แถลงว่า หญิงชาวไทยที่ถูกจับ อายุ 26 ปี เดินทางมาถึงสนามบินนานาเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในฐานะลูกเรือเที่ยวบินระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติระหว่างเอ็กซเรย์กระเป๋าเดินทางของเธอตามปกติ ซึ่งรวมถึงกระเป๋าผ้า 12 ใบ และพบผงสีขาวรวมกว่าหนึ่งกิโลกรัม ซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า ผลตรวจสอบพบว่าเป็นเฮโรอีน ที่ตำรวจออสเตรเลียประเมินว่า มีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 5 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11 ล้าน 5 แสนบาท

ตำรวจออสเตรเลียได้ทำการจับกุม ยึดของกลาง และแจ้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลาต่อมา 2 กระทง ได้แก่ นำเข้ายาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ และครอบครองยาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เธอจะถูกควบคุมตัวไว้จนกว่าจะถึงกำหนดขึ้นศาลเมลเบิร์นในวันที่ 14 กันยายน

คลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย กล่าวว่า หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอันตรายจากบุคคลวงในที่ได้รับความไว้วางใจ อย่างเช่น ลูกเรือ และจะขัดขวางกิจกรรมนี้ต่อไป เพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนและปกป้องชุมชนชาวออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ ซีโมน บัตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจออสเตรเลีย กล่าวว่า สำนักงานตำรวจออสเตรเลียยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ ในการจับกุมบุคคลที่ใช้ตำแหน่งงานหรือสถานะในชุมชนเพื่อสนับสนุนการค้ายาเสพติด

ที่มา : https://www.topnews.co.th/news/1615453?fbclid=IwdGRjcASu3S9jbGNrBK7dK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHpDMtJFawkSUYrZhQcygChfM1Y8IjIg59UmGRg9TL6lQy-oQhSaqpAwGuJJI_aem_2o9GkkDuOSngY4b36gzohA

WHA Group เปิดเกมลงทุน!! ต้อนรับคณะท่านฮว้า เชื่อมการค้าไทย-เวียดนาม โครงการนิคมอัจฉริยะกำลังมา เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

WHA Group ต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เปิดเวที “Gateway to Thanh Hoa Forum” เชื่อมนักลงทุนไทยสู่โอกาสการลงทุนในเวียดนาม

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) นำโดย นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ให้การต้อนรับคณะผู้แทน ระดับสูงและผู้ประกอบการภาคเอกชน จากจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) ประเทศเวียดนาม นำโดย นายใหม่ ซวน เลียม (Mr. Mai Xuân Liêm) รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดทัญฮว้า ณ อาคาร WHA Tower พร้อมจัดสัมมนา "Gateway to Thanh Hoa Forum" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนำเสนอโอกาสการลงทุนของจังหวัดทัญฮว้าแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทยเข้าร่วมงาน

ในโอกาสเดียวกัน คณะผู้แทนจังหวัดทัญฮว้าได้เยี่ยมชม WHA Mega Logistics Center และนิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 1 (WHA ESIE 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์และรูปแบบการพัฒนา Smart Eco Industrial Estate ของ WHA Group

WHA Group เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจังหวัดทัญฮว้าและได้ลงทุนพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ WHA Smart Technology Industrial Zone 1 ซึ่งมีพื้นที่พัฒนาในเฟสแรก 178 เฮกตาร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะพร้อมเปิดดำเนินการในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยโครงการได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับลูกค้ารายแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ WHA Group ยังได้รับใบรับรองการลงทุน (IRC) สำหรับโครงการ WHA Smart Technology Industrial Zone 2 (เฟสแรก 175 เฮกตาร์) ซึ่งได้รับเกียรติให้มีการส่งมอบเอกสารต่อหน้านายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและเวียดนามในงาน Vietnam-Thailand Business Forum เมื่อปี 2568 อีกทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ ได้รับ IRC สำหรับโครงการ WHA Vietnam Innovation Park เพื่อพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปแบบไฮบริด มูลค่าการลงทุนกว่า 11.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ สาธารณูปโภค พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและเวียดนาม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่!! เพิ่มฟีเจอร์รวดเร็ว แนะนำสถานที่รับส่ง พิกัดจุดนัดพบแม่นยำ ขยายประสบการณ์เดินทางดีขึ้น

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่ เพิ่มความรวดเร็วในการเรียกรถ พร้อมพัฒนาจุดนัดพบให้แม่นยำยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ, 29 มิถุนายน 2569 – Maxim ประเทศไทย หนึ่งในผู้นำด้านบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) เปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุด เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานของผู้โดยสาร พร้อมพัฒนาระบบนำทางและการนัดพบให้แม่นยำ ผ่าน 2 ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การเรียกรถรวดเร็ว สะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ

หนึ่งในการอัปเดตสำคัญของแอปพลิเคชันคือฟีเจอร์แนะนำสถานที่รับและส่งที่ใช้งานเป็นประจำ ซึ่งจะแสดงบนหน้าหลักโดยอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารเรียกรถ ช่วยให้ไม่ต้องพิมพ์ที่อยู่หรือค้นหาจากประวัติการเดินทางอีกต่อไป เพียงแตะเลือกสถานที่ที่ต้องการก็สามารถสร้างคำสั่งเรียกรถได้ทันที ฟีเจอร์ดังกล่าวใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อแนะนำสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าจะเลือกมากที่สุด ช่วยลดขั้นตอนในการสร้างคำสั่งเรียกรถและประหยัดเวลาในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถบันทึกและปักหมุดสถานที่ที่ใช้งานบ่อยไว้ในเมนู “รายการโปรด” เพื่อให้เข้าถึงและเลือกใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อีกหนึ่งการพัฒนาที่สำคัญคือการยกระดับฟีเจอร์ “จุดนัดพบ หรือ Pick-up Point” ให้มีความแม่นยำและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากการแสดงตำแหน่งจุดนัดพบบนแผนที่แล้ว แอปพลิเคชันยังสามารถระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนและแม่นยำสำหรับทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ ช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเดินทางไปยังจุดจอดรับที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง ลดความสับสนในการค้นหาตำแหน่ง รวมถึงลดความเสี่ยงในการจอดรับในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตหรือการถูกปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร ขณะที่ผู้โดยสารก็สามารถค้นหาจุดนัดพบได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แม้อยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีความซับซ้อน เช่น ศูนย์การค้า สนามบิน สถานีรถไฟ มหาวิทยาลัย และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและมีจุดนัดพบหลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต ซึ่งจุดนัดพบมักกระจายอยู่ตามทางเข้า–ออก ลานจอดรถ หรือชั้นต่าง ๆ ของอาคาร การระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนัดพบ เพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า "เรารับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และพบว่าปัญหาหลักที่ผู้ใช้พบมากที่สุดมีอยู่สองอย่าง ได้แก่ การต้องกรอกที่อยู่เดิมซ้ำ ๆ และการค้นหาจุดนัดพบที่ถูกต้องในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น การอัปเดตครั้งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขทั้งสองปัญหา พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการทำงานของพาร์ทเนอร์คนขับ การระบุจุดนัดพบที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความสับสนในการนัดพบ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับทุกฝ่าย"

แอปพลิเคชัน Maxim เวอร์ชันล่าสุดพร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีแล้วสำหรับผู้ใช้งานทั่วประเทศไทย ผ่าน App Store (iOS), Google Play (Android), AppGallery, Galaxy Store, GetApps และเว็บไซต์ของ Maxim ผู้ใช้งานปัจจุบันสามารถอัปเดตแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานฟีเจอร์ใหม่ได้ทันที ขณะที่ผู้ใช้งานใหม่สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อสัมผัสอินเทอร์เฟซที่ได้รับการปรับปรุง พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเรียกรถสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น

การอัปเดตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ Maxim ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน บริษัทมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับทั่วประเทศไทย

มุมมอง สุรวิชช์ วีรวรรณ!! ‘ชัชชาติ’ คว้าชัยผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง คะแนนทุบสถิติ สะท้อนคนกรุงยังฝากอนาคตไว้ในมือ ท่ามกลางโจทย์หนักน้ำท่วม ฝุ่น ทางเท้า และคดีค้างเก่า จากคะแนนศรัทธาสู่บทพิสูจน์ผลงานที่ต้องจับต้องได้

เมื่อคนกรุงเทพยังฝากอนาคตไว้ในมือชัชชาติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เพราะใครต่อใครก็คิดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงก็ชนะเมื่อหันไปมองผู้สมัครรายอื่น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะได้คะแนนเท่ากับครั้งที่แล้ว สุดท้ายผลคะแนนกลับออกมาสูงกว่าเดิม กลายเป็นสถิติใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมเสียอีก

แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ชัชชาติไม่มีการบ้าน เพราะตลอดสมัยแรก สิ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ระบบอากง” ซึ่งเป็นเสียงที่เล็ดลอดออกมาตลอดการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อครหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ก็รอดูกันว่า เมื่อเข้าสู่สมัยที่สอง ชัชชาติยังจะเก็บระบบอากงเอาไว้หรือไม่ หรือจะปรับทีมบริหารเพื่อตัดข้อครหาที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีแรก

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องติดตามก็คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นประเด็นทุจริตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยของชัชชาติ ที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เองที่สั่งระงับการตรวจรับ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังมีข้อร้องเรียนและการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อมาผลสอบพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเรื่องราคาที่สูงผิดปกติและการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษทางวินัยที่เสนอในช่วงหนึ่งอาจเบาเกินไป จนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นให้ส่งสำนวนกลับไปสอบเพิ่มเติม ขณะที่ชัชชาติและผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการยุติการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ก็ลองดูกันว่า เมื่อชัชชาติกลับมาบริหารอีกสมัย เรื่องนี้จะเดินไปจนถึงที่สุด หรือสุดท้ายจะเงียบหายไป

ส่วนสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้ กทม. จะเร่งระบายน้ำและปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหายังเป็นการแก้เฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมลดลงอย่างถาวร

เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ รอคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรที่แทบไม่ต่างจากเดิม ส่วนทางเท้าที่สร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างอยู่บ่อย ๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชัชชาติซึ่งจบวิศวกรรมโยธา จะสามารถสร้างทางเท้าที่ใช้กันได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยไม่ต้องรื้อซ่อมกันแทบทุกปีได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว งบประมาณทุกบาทก็มาจากภาษีของประชาชน

อีกเรื่องที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของชัชชาติคือ การบริหารผ่านโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สด เดินตรวจพื้นที่ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความนิยมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า บางครั้งเป็นการสร้างภาพมากกว่าการบริหารเชิงระบบ ซึ่งสมัยที่สองก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมจะเดินนำหน้าการสื่อสารได้หรือไม่

จะอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งก็ให้คำตอบไปแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจชัชชาติ แถมยังให้คะแนนมากกว่าสมัยแรกเสียอีก เพราะฉะนั้นสี่ปีนับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชัชชาติยุคที่สองจะแตกต่างจากยุคแรกอย่างไร จะลบคำวิจารณ์ที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากทำผลงานได้ตามที่คนคาดหวัง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญไปสู่การเมืองระดับชาติในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/1005037142/posts/10238196212576670/?rdid=UuIaztwm9WcaGbec#

 

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#

คืนที่โหดร้ายนักเตะโสมขาว!! ทีมแตก แฟนบอลไม่ต้อนรับ เกาหลีใต้จบที่ 3 กลุ่ม A บอลโลก 2026 ประธานาธิบดีจี้สอบ KFA หลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม หลังตกรอบบอลโลกและโค้ชยกทีมประกาศลาออก

ต่างคนต่างไป ทีมเกาหลีใต้เร่ร่อนไม่กลับบ้าน หลังศึกบอลโลก

โชซน สื่อเกาหลีใต้รายงาน (29 มิ.ย.) ทีมฟุตบอลเกาหลีใต้กำลังเดินทางออกจากเม็กซิโกเพื่อบินกลับบ้านที่อินชอน หลังจากตกรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ลาออก และการเดินทางกลับของทีมจะไม่มีงานต้อนรับอย่างเป็นทางการหรือพิธีต้อนรับแฟนบอลที่สนามบินใดๆ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2002 ปึที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก กับญี่ปุ่น
เกาหลีใต้จบอันดับที่สามในกลุ่ม A หลังจากชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-1 แพ้เม็กซิโก 1-0 และแพ้แอฟริกาใต้ 1-0

รายละเอียดการเดินทาง: กลุ่มหลัก—ประกอบด้วยโค้ช ทีมงาน และผู้เล่น 8 คน (รวมถึง โจ ฮยอน-อู, คิม มิน-แจ, ฮวาง อิน-บอม, ฮวาง ฮี-ชาน, แบ็ก ซึง-โฮ, คิม มุน-ฮวาน, ลี คัง-อิน และ ซอล ยอง-อู)—ออกจากฐานที่ตั้งในกัวดาลาฮาราเพื่อเดินทางกลับผ่านสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ก็ประกาศลาออก พร้อมผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกทีมงานโค้ชอีก 8 คน
ทีวีบางช่องในเกาหลีใต้ ยังเจตนาเบลอหน้า ฮง มยองโบ ตอนสัมภาษณ์ในเวิร์ลคัพ
ยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นเที่ยวบินแยก เนื่องจากทีมต้องออกจากการแข่งขันก่อนกำหนดและเกิดความผิดหวังอย่างมากจากสาธารณชน ผู้เล่นและทีมงานจะขอแยกกันขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับแยกย้ายไปยังสโมสรของตนแทนที่จะกลับประเทศพร้อมกัน

ด้านการตอบสนองของ KFA สมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) ประกาศว่าจะไม่มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน ไม่มีพิธีต้อนรับฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติ
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ยังเป็นตัวเปิด ออกประณามการตกรอบของทีมอย่างเปิดเผยว่าเป็น "สิ่งที่ยอมรับไม่ได้" และ "งงในงง งงงงงวยอย่างยิ่ง" สั่งให้กระทรวงกีฬาทำการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA)

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1612575597541578/?rdid=tUWBvy17kBvGtXkW#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top