Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

เป็นห่วงความปลอดภัย แนะงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง “นายกฯ ทาคาอิจิ” พูดปมไต้หวัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแดนมังกรลดฮวบ ตลาดหุ้น–ร้านค้าปลีกดิ่งรับแรงสั่นสะเทือน

(17 พ.ย. 68) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ขอให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ โดยอ้างถึง “สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลง” ต่อพลเมืองจีนในญี่ปุ่น และกระแสตึงเครียดทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันในเชิงเผชิญหน้า จนถูกมองว่าเป็นถ้อยแถลงที่ “ยั่วยุ” ปักกิ่ง 

แถลงการณ์ระบุให้ชาวจีนที่ยังอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยตนเอง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น หรือสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในญี่ปุ่นทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำเตือนด้านการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ จะซ้ำย้ำอีกครั้ง

คำเตือนดังกล่าวกระทบทันทีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเช้าวันจันทร์ หุ้นบริษัทที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก เช่น ชิเซโด้ ผู้ผลิตเครื่องสำอาง รายงานว่าหุ้นดิ่งราว 9% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทาคา‌ชิมายะลดลงกว่า 5% และฟาสต์รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ยูนิโคล่ ร่วงมากกว่า 4% ทั้งที่จีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ชนวนเริ่มจากคำพูดของทาคาอิจิในสภาญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เธอกล่าวว่า หากจีนใช้กำลังทหารกับไต้หวัน อาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตอบโต้ได้ตามกติกาของตัวเอง

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาย้ำทีหลังว่า นโยบายต่อไต้หวัน “ยังเหมือนเดิม” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เพราะทาคาอิจิมีภาพลักษณ์เป็นคนวิจารณ์จีนอย่างหนัก และเคยแสดงท่าทีหนุนไต้หวันหลายครั้ง จีนจึงยิ่งจับตามองเธอและท่าทีของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

“กองเรือยุทธการ” แจ้งงดการเข้าเยี่ยมชม “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” เป็นการชั่วคราว  เพื่อความปลอดภัย จากความไม่สงบชายแดน และรักษาความลับทางราชการ

(17 พ.ย. 68) เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน  มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาความลับของทางราชการ 

จึงขอปิดการเยี่ยมชมเรือ เป็นการชั่วคราว และ ขออภัยพี่น้องประชาชนที่เตรียมการมาเยี่ยมชมเรือ เมื่อสถานการณ์ชายแดนดีขึ้น จะกลับมาเปิดให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมอีกครั้ง 

 

“ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี คนใหม่ พ่อเมืองสายลงพื้นที่-คิดเป็นระบบ ผู้นำที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในหัวใจเศรษฐกิจภาคกลางของไทย เมืองเก่าแก่ที่ผสมทั้งประวัติศาสตร์ สมรภูมิดอนเจดีย์ ตำนาน “ขุนช้าง–ขุนแผน” วัดสำคัญหลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ให้คนมาเที่ยวแบบไป–กลับได้สบาย ๆ

 

ขณะเดียวกันสุพรรณบุรีก็ยังเป็น “เมืองเกษตร” เต็มตัว ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% มีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน อยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่กระจายตัวทั่วจังหวัด เมืองที่ต้องประคองทั้งเกษตร–อุตสาหกรรม–ท่องเที่ยวแบบนี้ จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจภาพใหญ่ของประเทศ และลงลึกถึงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง

 

การที่ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ได้รับการแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี จึงถูกจับตาอย่างมากว่าเขาจะเป็น “พ่อเมืองที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้” คนต่อไป

.

เส้นทางชีวิตของ ณัฐพงษ์ วางอยู่บนพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองและการบริหารรัฐกิจที่แข็งแรง เขาสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อด้วย พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นสายวิชาที่เน้นการวางนโยบายและบริหารภาครัฐโดยตรง ก่อนจะเติบโตในสายงานกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งในระดับจังหวัด

 

ในแง่ประสบการณ์ทำงาน “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผ่านสมรภูมิการบริหารพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งเคยเป็น **รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จังหวัดชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปริมณฑลที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองรองของกรุงเทพฯ ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดน จังหวัดเกษตร และจังหวัดอุตสาหกรรม ทำให้เขาเข้าใจโจทย์ของพื้นที่ที่ต่างกันมาก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก ครม. เมื่อปลายปี 2566 ให้ขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49

 

ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคือช่วงที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐพงษ์” ถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ “คิดเป็นระบบ และฟังคนหน้างาน” เขาเป็นประธานเปิดเวทีจัดทำและทบทวน แผนพัฒนาจังหวัดตราด พ.ศ. 2566–2570 และร่วมขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585) โดยย้ำการใช้ “ข้อมูลและสถิติ” มาเป็นฐานในการวางทิศทางเมืองเกาะท่องเที่ยวชายแดนให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม สไตล์การทำงานแบบนี้คือจุดแข็งสำคัญที่จะต่อยอดมาสู่การออกแบบอนาคตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตร–อุตสาหกรรมที่ต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่แพ้กัน

 

อีกภาพหนึ่งที่ชัดเจนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ ตราด คือการเลือก “ลงพื้นที่จริง มากกว่าดูแค่รายงาน” เขาเคยลงพื้นที่เกาะกูด หลังมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลงจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อคุยตรงกับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ฟังข้อเท็จจริง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข ควบคู่กับการประชุมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจังหวัดกับการทำงานของเทศบาลและ อบต. ให้ลดช่องว่างระหว่าง “เกาะกับฝั่ง” ให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดที่มองทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดนพร้อมกันแบบนี้ เป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับสุพรรณบุรี ซึ่งต้องบาลานซ์ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน

 

ในด้าน “คนและสังคม” ณัฐพงษ์ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องประชุม เขาเคยลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านโป่ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อให้กำลังใจครู–นักเรียน และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และอุดมการณ์รักชาติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน นอกจากนี้ยังรับบทเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดตราด ขับเคลื่อนงานจิตอาสา 904 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในหลายวาระสำคัญของชาติ ด้วยการประชุมกำหนดทิศทางงานอาสา และลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนด้วยตัวเอง

 

บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” และ “จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่แพ้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือเศรษฐกิจ

 

และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 45 ราย หนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการ

 

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่คือการนำ “ประสบการณ์จากเมืองชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว” มาต่อยอดใน “เมืองเกษตร–เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจภาคกลางของประเทศ

 

เมื่อมองย้อนจากผลงานที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” คือผู้นำที่วางแผนเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจริง ลงหน้างานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เขาเคยทำงานกับจังหวัดเกษตร จังหวัดชายแดน จังหวัดอุตสาหกรรม รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจดีว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ และการดูแลทรัพยากรให้สมดุลกัน

 

สำหรับชาวสุพรรณบุรีแล้ว การได้พ่อเมืองที่ผ่านสมรภูมิการบริหารหลากหลาย และมีผลงานชัดบนเวทีจังหวัดตราดเช่นนี้ นับเป็นทั้งโอกาสและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสุพรรณบุรีให้เป็น เมืองเกษตรเข้มแข็ง เมืองท่องเที่ยวมีเสน่ห์ และเมืองที่คนอยู่แล้ว “ภูมิใจและไว้ใจ” ผู้นำของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

ใส่ใจสุขภาพพนักงาน “บางกอกแอร์เวย์ส” และ “เจแปนแอร์ไลน์” สองสายการบินระดับโลก สั่งปลดล็อก ให้ลูกเรือใส่รองเท้าผ้าใบบนไฟลต์ได้ เพื่อช่วยลดอาการล้าและบาดเจ็บจากคัทชู

(17 พ.ย. 68) สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศอนุญาตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน สามารถใส่รองเท้าผ้าใบระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ เหตุผลสำคัญคือช่วยลดอาการล้าและอาการบาดเจ็บจากการต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในสนามบินและบนเครื่องบิน มาตรการนี้ครอบคลุมพนักงานในเครือราว 14,000 คน โดยกำหนดให้เป็นรองเท้าผ้าใบสีดำล้วน ไม่มีลาย และต้องเข้ากับชุดยูนิฟอร์ม ส่วนยี่ห้อหรือรุ่นเปิดให้เลือกได้ตามสะดวก จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะรองเท้าหนัง รองเท้าส้นสูง หรือคัทชูเท่านั้น

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการขยับตัวของสายการบินในไทยอย่างบางกอกแอร์เวย์ส ที่จับมือสปอร์ตแบรนด์ระดับโลก PUMA เปิดตัวรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” สำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า ทั้งนักบิน แอร์โฮสเตส พนักงานภาคพื้นดิน ไปจนถึงพนักงานสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสาร เพื่อให้ยูนิฟอร์มไม่ได้มีดีแค่ดูสวยหรู แต่ใส่สบาย ทันสมัย และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ “Asia’s Boutique Airline” ได้ชัดขึ้น

PUMA มองว่าความร่วมมือนี้เป็นตัวอย่างของเทรนด์ “Collaboration” ที่มากกว่าแค่เอาโลโก้มาวางคู่กัน แต่เป็นการหลอมรวมจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง ทั้งเรื่องแฟชั่น กีฬา นวัตกรรม และภาพลักษณ์การบริการระดับบูทีค เพื่อสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขยายฐานคนรู้จักแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ทั้งในวงการการบินและสายแฟชั่นสตรีทแวร์

ในภาพรวม นโยบายให้พนักงานบริการส่วนหน้าสวมรองเท้าผ้าใบได้ ทั้งของ JAL และบางกอกแอร์เวย์ส สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรมการบิน ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงานมากขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายตัวและมั่นใจในยูนิฟอร์ม ก็มีแนวโน้มจะส่งต่อพลังบวกและการบริการที่ดีขึ้นให้ผู้โดยสาร นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าหนึ่งคู่ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ในรันเวย์การบินไทยและต่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
 

“พีระพันธุ์” เปิดสำนักงานพรรคสาขาใหม่ หนุน “ชาติชาย” ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 ชูภาพ “พรรคของ DNA คนทำงาน” แก้ค่าครองชีพ พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เพื่อทำพิธีเปิดสำนักงานตัวแทนพรรคสาขาจังหวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ หรือ “ตั้ม” ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 2 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมงานหลายร้อยคน

พีระพันธุ์ย้ำว่า รทสช.เป็น “พรรคของคนทำงาน” การเมืองต้องทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมฝาก “ตั้ม ชาติชาย” ลูกหลานคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์การเมือง และตั้งใจลงมาทำงานจริงจัง ขอให้ชาวกาญจนบุรีพิจารณาให้โอกาสเป็นตัวแทนในสภาฯ โดยยืนยันว่าตนเองทำงานการเมืองมากว่า 30 ปี ไม่เคยยึดติดตำแหน่ง แต่มุ่งดูแลปากท้องประชาชนเป็นหลัก

หัวหน้าพรรคยังชูผลงานด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการลดค่าไฟฟ้าและตรึงราคาแก๊สหุงต้ม พร้อมต่อยอดนโยบายเพื่อเกษตรกรในกาญจนบุรี ผ่าน “เกษตรแปลงใหญ่” ให้รัฐร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และตลาด รวมถึงแนวคิดทำปุ๋ยจากแร่โพแทชในประเทศ ลดต้นทุนเกษตร และเดินหน้า “โซลาร์เสรี” พลังงานทดแทน น้ำมันชุมชน และโครงการผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเกษตร มาช่วยผลักดันให้สำเร็จ

ด้านชาติชาย กล่าวขอบคุณพีระพันธุ์ที่ให้เกียรติมาเปิดสำนักงานพรรคในกาญจนบุรี พร้อมระบุว่าการตัดสินใจเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติ มาจากอุดมการณ์ที่ตรงกัน คืออยากทำงานให้ประชาชน ไม่เน้นเล่นเกมการเมือง โดยตนได้ลงพื้นที่กว่า 200 หมู่บ้านในเขต 2 รับรู้ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนเกษตรที่สูง และหวังจะได้รับโอกาสจากประชาชนเข้าไปแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง



 

ที่ยังทำธุรกิจค้าขายกับรัสเซีย หนุนกฎหมายคว่ำบาตรสุดโหด เปิดทางขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุด 500% ‘จีน–อินเดีย’ เป้าหลัก ‘อิหร่าน’ อยู่ในเรดาร์

(17 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นต่อประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย โดยบอกกับสื่อมวลชนก่อนออกเดินทางจากฟลอริดากลับวอชิงตันว่า พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายลงโทษ “ทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย” 

ร่างกฎหมายซึ่งผลักดันโดยลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากมลรัฐเซาท์แคโรไลนา เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 500% จากประเทศที่ยังซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซีย แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจัง เป้าหมายจึงพุ่งไปที่ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย จีนและอินเดียเป็นหลัก ทรัมป์ยังระบุว่าอาจ “ใส่อิหร่านเข้าไปด้วย” ในชุดมาตรการครั้งนี้ แม้ยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาทรัมป์ลังเลจะหนุนมาตรการคว่ำบาตรเพิ่ม เพราะต้องการเปิดช่องเจรจาสันติภาพระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แต่จนถึงตอนนี้สงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี ยังไม่มีสัญญาณว่าปูตินจะยอมถอย ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ยูเครนก็หันไปโจมตีโครงสร้างน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดกำลังเช่นกัน

ทั้งนี้ ภายในสภาคองเกรส ฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันส่วนหนึ่งต่างผลักดันแนวคิดลงโทษรัสเซียเพิ่มขึ้น เพื่อกดดันให้มอสโกยุติสงครามยูเครน การที่ทรัมป์ออกมาบอกว่ามาตรการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับรัสเซีย จึงถูกมองว่าอาจทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าเร็วขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่ยังพึ่งพาพลังงานรัสเซีย

 

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ขับเคลื่อนงานกำกับโรงงานไทย ยกระดับระบบมาตรฐาน-ความปลอดภัย วางรากฐานอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจสำคัญในการ “บริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม” ให้เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

ในบริบทที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านมลพิษ กากของเสียอันตราย และการแข่งขันระดับโลก การได้ “พรยศ กลั่นกรอง” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงถือเป็นจังหวะสำคัญของการยกระดับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

พื้นฐานด้านการศึกษาของพรยศ กลั่นกรอง สะท้อนภาพ “นักเทคนิคที่เข้าใจทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อด้วยวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับอนุปริญญา (Diploma) ด้าน Risk Assessment for Environmental Chemicals in Factory จาก University of Kobe ประเทศญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ เขายังผ่านหลักสูตรสำคัญระดับสูง เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 15 ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ และการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาลในตำแหน่งอธิบดี

ตลอดเส้นทางราชการในกรมโรงงานอุตสาหกรรม พรยศเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายด้าน ทั้งสายเทคนิคและสายกำกับดูแล เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง และผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหัวใจในการกำหนดมาตรฐานการกำกับโรงงานและงานทะเบียนเครื่องจักรของประเทศ 

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีบทบาทในคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด เช่น การกำกับโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะสำหรับสินค้าเหลว และการกำหนดแนวทางจัดตั้งองค์การมหาชนรองรับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สะท้อนความเชี่ยวชาญทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรม มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบโลจิสติกส์ของภาคการผลิต 

ล่าสุดเขายังได้รับเกียรติเป็น “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตอกย้ำภาพผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมต่อสังคมและประเทศ

เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการในปี 2567 ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้เลื่อนจากรองอธิบดีขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี พรยศต้องรับ “ภารกิจร้อน” ทันที คือการปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจัดการ “โรงงานเถื่อน” ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน เขาผลักดันแนวนโยบาย “ตรวจสุดซอย” เพื่อลงไปตรวจโรงงานเชิงลึกทั้งเรื่องเครื่องจักร สิ่งแวดล้อม การจัดการสารเคมีและกากอุตสาหกรรม โดยย้ำหลักว่า “ไม่ปลอดภัย ไม่อนุญาต” และประกาศชัดว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย ไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลใด ๆ

แนวทางนี้เชื่อมโยงกับนโยบาย “สู้ เซฟ สร้าง” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งสู้กับผู้ทำผิดกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการที่ดี และสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน 

ในด้านการบริหารเชิงระบบ พรยศเป็นอธิบดีที่ให้ความสำคัญกับ “ดิจิทัล–โปร่งใส–ทำงานเป็นทีม” เขามอบนโยบายให้กรมโรงงานฯ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องการอนุญาตและกำกับดูแลโรงงาน โดยผลักดันการใช้ระบบ E-License ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ให้งานอนุญาตโรงงานรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทเพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่เสี่ยง และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 

ในขณะเดียวกันเขายังเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบ Real Time ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผ่านระบบอนุมัติ–อนุญาต กอ.1 ที่เชื่อมโยงข้อมูลกันแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อลดช่องว่างการลักลอบทิ้งของเสียและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ในฝั่ง “เซฟผู้ประกอบการ” เขายังสนับสนุนโครงการเร่งรัดจดทะเบียนเครื่องจักรให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่กว่า 1,300 เครื่อง ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ

อีกด้านหนึ่ง พรยศยังผลักดันประเด็นเศรษฐกิจสีเขียวและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การยกระดับการใช้หม้อน้ำในโรงงานสู่ “หม้อน้ำสีเขียว (Green Boiler)” เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนสุทธิ รวมถึงการนำแนวคิด BCG Model มาใช้ในโรงงานต้นแบบ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบข้าง

ภาพของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในยุคอธิบดีพรยศจึงไม่ใช่แค่ “หน่วยงานอนุญาตโรงงาน” แต่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยไปสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

เมื่อมองภาพรวมทั้งประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และผลงานเชิงนโยบาย จะเห็นได้ว่า “พรยศ กลั่นกรอง” คือผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

เขาไม่เพียงทำหน้าที่ “ผู้กำกับดูแลโรงงาน” แต่ยังทำหน้าที่ “ผู้ออกแบบอนาคตอุตสาหกรรมไทย” ให้เติบโตภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลาง การเดินหน้าปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพงานกำกับ และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว คือผลงานที่ทำให้ชื่อของพรยศ กลั่นกรอง ถูกมองว่าเป็นอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความกล้า และความน่าเชื่อถือ เป็นผู้นำที่ประชาชนสามารถฝากความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ “เติบโตได้–ปลอดภัยได้–อยู่ร่วมกับสังคมได้” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
 

สถาบันวิจัยฯ มหาวิทยาลัยนครพนม จับมือกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกบ แปรรูป “ลูกฮวก-กบ” สู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนมูลค่าสูง ยกระดับอาชีพ-สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรท้องถิ่น

ม.นครพนม (มนพ.) ส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก “ลูกอ๊อดและกบ” ยกระดับอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร ภายใต้โครงการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อด หรือคนอีสานเรียกว่าลูกฮวก และกบ ครอบคลุมการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทางด้านนางภัทราวดี วงษ์วาศ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มจากความต้องการของเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงกบในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ที่ประสบปัญหาผลผลิตลูกอ๊อดล้นตลาดในบางฤดูกาล ส่งผลให้ราคาตกต่ำ จึงเข้ามาปรึกษากับมหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อหาทางออกด้วยการ “แปรรูปเพิ่มมูลค่า” ให้กับผลผลิต

“นักวิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้บูรณาการความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE) ภายใต้คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจฯ ต่อเนื่องตลอด 3 ปี โดยนอกจากการส่งเสริมด้านการแปรรูปแล้ว ยังครอบคลุมถึงการเลี้ยง การตลาด และการพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดและกบครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ” นางภัทราวดี กล่าว

โดยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อดและกบ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากลูกอ๊อด เช่น “ห่อหมกฮวกอบแห้ง” และ “ผงโรยข้าวลูกอ๊อดผสมไข่ผำ” เป็นการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งมีโปรตีนสูงจากลูกอ๊อด เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

สำหรับผลิตภัณฑ์จากกบ เช่น ไส้กรอกอีสานกบ ไส้อั่วกบ และ น้ำพริกกบ ล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยล่าสุดยังมีการทดลองพัฒนา น้ำพริกลูกอ๊อด เพื่อขอรับการสนับสนุนในโครงการต่อไป

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ผลิตในท้องถิ่น เช่น การผลิตห่อหมก ฮวกอบแห้ง ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน แต่มีต้นทุนต่ำ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และ อย. แล้ว สามารถเลือกซื้อสินค้าจาก Shoppe/Lazada/TikTok ภายใต้แบรนด์ Baan Hao (บ้านเฮา) และอยู่ระหว่างการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ มินิบิ๊กซี สปป.ลาว เพื่อรองรับการจำหน่ายสินค้าสู่ตลาดอาเซียน

ราคาผลิตภัณฑ์หลังการแปรรูป สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมลูกอ๊อดสดจำหน่ายกิโลกรัมละไม่เกิน 200 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปเพิ่มราคาเป็น 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ลูกอ๊อดสดยังสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 2–3 วัน หากแช่น้ำแข็งหรือใส่ในช่องฟรีสจะเก็บได้นานถึง 1 ปี

นายสันติ สุนีย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม เจ้าของสันติฟาร์มฮวก เปิดเผยว่าสืบทอดอาชีพเลี้ยงกบจากครอบครัวที่ทำมากว่า 30 ปี และได้พัฒนาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ปี 2563 โดยเน้นการเลี้ยง การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาการล้นตลาด และราคาตกต่ำของลูกอ๊อดในอดีต

“เมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีตลาดรองรับ ราคาลูกอ๊อดตกต่ำ บางช่วงเหลือเพียง 3 กิโลกรัม 100 บาท เราจึงรวมกลุ่มกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อกำหนดมาตรฐานราคาและหาช่องทางเพิ่มมูลค่า ต่อมา ม.นครพนม เข้ามาช่วยต่อยอดด้านเทคโนโลยีการแปรรูป การตลาด และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้เราสามารถขายลูกอ๊อดแปรรูปได้ราคาสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว และยังสร้างงานให้กับผู้สูงอายุในชุมชน” นายสันติ กล่าว

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม ยกระดับขึ้นเป็นกลุ่มแปลงใหญ่กบนานครพนม มีสมาชิกกว่า 30 ราย และยังมีเครือข่ายกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่บ้านดอนแดงหมู่ 8 ต.ธาตุพนมเหนือ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จำนวน 65 ราย ที่ร่วมจ้างงานบีบไส้ลูกอ๊อดและแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยนครพนมครบวงจร

ตั้งแต่การเลี้ยงกบที่ได้มาตรฐาน (ต้นน้ำ) การแปรรูป (กลางน้ำ) จนถึงการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน GMP และ อย. (ปลายน้ำ) ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP 5 ดาว และยังได้ยกระดับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัดนครพนม รวมถึงการนำระบบ Smart Farm และ IoT เข้ามาใช้ในการเพาะเลี้ยง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากยิ่งขึ้น

การส่งเสริมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่มุ่งเน้น “การพัฒนางานวิจัยเพื่อชุมชน สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับสินค้าเกษตรของท้องถิ่นสู่ตลาดภูมิภาคและสากลได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลด้านโภชนาการ ระบุว่าลูกอ๊อดดิบ 100 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 11.42 กรัม นอกจากโปรตีนแล้วยังมีสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไขมัน วิตามินเอ และแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เป็นต้น



 

สานฝันเด็ก ‘โรงเรียนหมอนทองวิทยา’ สำรวจจุดสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ วางโปรเจกต์พัฒนากีฬาแบบจัดเต็ม สนับสนุนเยาวชนบนเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวรรณ หรือ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เดินทางไปยังโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ และคนในชุมชน

เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน พิมรี่พายได้เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา ทีมงานครู และอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้พาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD โดยได้ร่วมกันหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และโอกาสในการสนับสนุนเยาวชนให้เดินหน้าบนเส้นทางฟุตบอลอย่างจริงจัง ซึ่งมีการพูดคุยทั้งเรื่องการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการสร้างโอกาสในอนาคต

จากนั้น พิมรี่พายได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่จะใช้ก่อสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาด้านกีฬาในระยะยาว เจ้าหน้าที่โรงเรียนได้อธิบายสภาพพื้นที่ ความต้องการของนักกีฬา และแผนการใช้ประโยชน์หลังสร้างเสร็จ เพื่อให้การออกแบบและก่อสร้างตอบโจทย์การใช้งานของเด็กๆ มากที่สุด โดยพิมรี่พายยังได้นำภาพแบบสนามในฝันมาให้ดู ย้ำว่าจัดเต็มทุกมิติทั้งมาตรฐานและความสวยงาม

ทั้งนี้ บรรยากาศรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น นักเรียนและชาวบ้านทยอยออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับโรงเรียนและชุมชน หากสนามฟุตบอลแห่งใหม่นี้สร้างสำเร็จ เด็กๆ จะมีพื้นที่ซ้อมและแข่งขันที่ดีขึ้น ขณะที่คนในพื้นที่ก็มีศูนย์กลางกิจกรรมกีฬาแห่งใหม่ เชื่อมความสามัคคีของชุมชนไปพร้อมกัน



 

เวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 จัดโดย The Asset นิตยสารการเงินการลงทุน สะท้อนความสำเร็จด้านการจัดการ และความยั่งยืนขององค์กรในการดำเนินธุรกิจยั่งยืน

(17 พ.ย. 68) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 3 รางวัลเกียรติยศ จากเวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดย The Asset นิตยสารด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 

1.รางวัล Gold Award ในกลุ่ม Benchmark Awards จากการประเมินผลด้าน ESG ที่โดดเด่นและยั่งยืน
2.รางวัล Best Investor Relations Team ในกลุ่ม Individual/Team Awards ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุน 
3.รางวัล Best Initiative in Environmental Responsibility ในกลุ่ม Corporate Initiative Awards จากโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้าให้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลสู่การส่งเสริมเกษตร พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน โดยมี CKPower เป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
รางวัล The Asset ESG Corporate Awards 2025 พิจารณาจากการบูรณาการกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นเจตนารมณ์ ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และผลลัพธ์เชิงรูปธรรม รางวัลทั้ง 3 ที่ CKPower ได้รับ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดศักยภาพบุคลากรสู่การพัฒนาสังคมและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังตอกย้ำความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top