Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.22 ย้ำผู้บังคับบัญชาดูแลทหารใหม่ทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ ครอบครัว พร้อมเร่งเสริมทักษะอาชีพ กำชับฝึกเข้มทหารใหม่ ปลอดภัย ไม่ละเมิดสิทธิ

(15 พ.ย. 68) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 โดยมีทหารใหม่ผลัดล่าสุดจำนวน 432 นาย พร้อมรับฟังการรายงานด้านการบริหารการฝึก การเตรียมกำลังป้องกันชายแดน และแผนเผชิญเหตุของกองทัพบกในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงร่วมให้การต้อนรับ ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้รับฟังข้อมูลด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพทหารใหม่จากโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านสภาพร่างกาย จิตใจ ความเป็นอยู่ และบริบทครอบครัว เพื่อให้ทหาร กองประจำการได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ต่อจากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และคณะได้ลงพื้นที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6 ตรวจการฝึกทฤษฎี การปฏิบัติในท่าอาวุธ รวมถึงตรวจโรงนอน อาคารสถานที่ที่ใช้ในการฝึก พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการฝึกตามหลักเกณฑ์ของกองทัพบกและกรมยุทธศึกษาทหารบกอย่างเคร่งครัด  ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ย้ำชัดว่า การฝึกต้องมีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และต้องไม่มีการลงโทษผิดระเบียบทุกรูปแบบ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องบทบาททหารอาชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องมีความอดทน เสียสละ มีวินัย และพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

“ผบช.ภ.7”สั่งกำชับตำรวจพื้นที่ ภ.7 ต้องวางมาตราการเข้ม ทั้งงานบริการ-ป้องกันปราบปราม-ดูแลกำลังพล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

(15 พ.ย.68) พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 (ผบช.ภ.7) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายข้อสั่งการสถานีตำรวจในพื้นที่ ดังนี้
1. งานบริการประชาชนและภาพลักษณ์ตำรวจ• การเอาใจใส่ประชาชน: กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกคน แสดงกิริยาวาจาสุภาพ และให้การบริการที่ดีแก่ประชาชน โดยถือว่าสถานีตำรวจคือ ที่พึ่งสุดท้าย ของประชาชน
• การอำนวยความสะดวก: เน้นย้ำให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานี ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน One Stop Service 
• การรับแจ้งความ: ต้องเน้นย้ำให้พนักงานสอบสวน เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง และให้การรับแจ้งความทุกคดีเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนและการบริการล่าช้า 
• งานมวลชนสัมพันธ์ : การเข้าไป Stop Walk&Talk เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้วยความจริงใจ และสร้างเครือข่ายกับประชาชน

2. งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม• การปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ: กำชับให้เร่งรัดและเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น:
-ยาเสพติด : ให้สกัดกั้นและปราบปรามอย่างเข้มแข็ง
-อาวุธปืน : เมื่อเกิดเหตุต้องจับให้ได้เร็วที่สุด
-อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ออนไลน์) เป็นวาระแห่งชาติ : โดยให้เพิ่มความรู้ ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันแก่ประชาชน
• มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน: เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ เขตชุมชน ร้านทอง สถานบริการ ห้างร้านในพื้นที่

3. การบริหารจัดการภายในและกำลังพล• สวัสดิการ : ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของตำรวจในระดับปฏิบัติงาน
• การปฏิบัติหน้าที่: เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย ไม่ประพฤติตนเป็นผู้บกพร่อง ต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดทางวินัยหรืออาญา 
• การทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น: กำชับให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
• การสร้างระเบียบวินัย : การแต่งกาย เครื่องแบบ ทรงผมต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509.  การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ, เปิด-ปิดเวลา, ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ

พร้อมทั้งต้องประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน, จุดบริการ, เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย, เหมาะสม, โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ได้แก่
1.กำชับให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509.  การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ, เปิด-ปิดเวลา, ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน เป็นต้น
2.ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ

3.ประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน, จุดบริการ, เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย, เหมาะสม, โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ”“ผบช.ภ.7 กล่าว“

สมุทรปราการ-ต้อนรับผู้ว่าสมุทรปราการ “ศุภมิตร ชิณศรี” ข้าราชการจังหวัดสมุทรปราการร่วมแสดงความยินดี

เมื่อวานนี้ (15 พ.ย. 68) ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายศุภมิตร ชิณศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นางอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาด ได้เดินทางกลับมายังจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ 

หลังจากที่มีหนังสือคำสั่งโปรดเกล้าแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่ได้เดินทางมาถึงยังจังหวัดสมุทรปราการ นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และ นางอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ได้เข้ากราบสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล ณ ตลาดปากน้ำ  

ก่อนจะเดินทางไปกราบสักการะพระพุทธชินราชมงคลปราการ ภายในวิหาร ใกล้ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการและเข้ากราบสักการะพระอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 บริเวณริมเขื่อนหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

จากนั้น นายศุภมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินทางไปยังจวนบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราขการ ข้าราชการคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนจำนวนมากร่วมให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี

ด้าน นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และ นางอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ได้กล่าวขอบคุณผู้ที่เดินทางมาให้การต้อนรับ อีกทั้งยังกล่าวอีกว่า การเดินทางกลับมารับตำแหน่งในครั้งนี้ ตนเองจะดำเนินการบริหารงานทุกภาคส่วนที่เป็นประโยชน์กับพีืน้องประชาขน พร้อมสานงานเก่าเพื่อความเจริญของจังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะในช่วงนี้พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการอยู่ในระหว่างประสบปัญหาน้ำเหนือไหลบ่า ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสํง ทำให้พื้นที่เกิดน้ำท่วมขังในที่ราบต่ำ  

โดยตนจะสานงานต่อจาก นายสยาม ศิริมงคล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ที่เดินทางกลับไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนดังเดิม

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาท เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 

สวธ. เปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม

วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ  ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายปรารพ เหล่าวานิช นายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗ นางณัฐภา  จีรพรบัณฑิต ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นางวราพร พาทยกุล ผู้จัดการโรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ นายชานนท์ บุตรพุ่ม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการแสดง โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายประถม) นายพิชวัตร ธนสมบัติไพศาล ผู้จัดการวงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) นายณภัทร เอี่ยมศรี ผู้จัดการคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) และนางวิไลวรรณ พานิชย์ อาจารย์ผู้สาธิตการทำโบว์ไว้ทุกข์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เป็นการใช้พื้นที่ให้ศูนย์วัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มีพื้นที่แสดงออกและถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ และโครงการนี้จัดขึ้นในห้วงเวลาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตอน “สัตยาพาลี” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการแสดง ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างสง่างาม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขอขอบคุณศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร คณะนักแสดง และเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมทุกแห่ง ที่ทำให้กิจกรรมการแสดงในโครงการนี้มีความหลากหลาย ทั้งการแสดงเชิงอนุรักษ์ พื้นบ้าน สร้างสรรค์ การขับร้องประสานเสียง การบรรเลงดนตรีสากล และการแสดงร่วมสมัย ซึ่งทุกท่านมีความตั้งใจร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการสืบสาน มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ด้าน นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งระดับชาติ และนานาชาติ โดยการนำศิลปวัฒนธรรมในหลายด้านมาจัดแสดงในรูปแบบกิจกรรมและการแสดง ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ตลอดจนการที่ได้อนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดเพื่อฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการแสดงจากนานาชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา จึงได้จัดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และการนันทนาการทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพของวัฒนธรรมและศิลปะต่าง ๆ และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกิจกรรมดังกล่าว เป็นการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ถึง ๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ อาคารอเนกประสงค์ ทั้งนี้ การแสดงต่าง ๆ ได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สมาคม สถาบันการศึกษา เป็นต้น

🔹 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Cultural Centre) เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมีสถานที่ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้แก่ หอประชุมใหญ่ หอประชุมเล็กและอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถรองรับการเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉะนั้น จึงได้จัดทำโครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและการนันทนาการทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเป็นการเปิดพื้นที่/เวที ทางวัฒนธรรม (Open Spaces & Stages) และเป็นสังคมที่เปิดกว้าง (Open Society) ที่ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมและการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพ (Aesthetics) ของวัฒนธรรมและศิลปะด้านต่าง ๆ อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าว สามารถบูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ครูภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น

🔸 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา ขอเชิญเข้าร่วมรับชมกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รายการแสดงดังต่อไปนี้

💠 วันเสาร์ที่ ๑๕ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.                                                                                         การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยชุด “งามศิลป์แผ่นดินไทย น้อมรำลึกในพระเมตตาพระพันปีหลวง” 
โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การขับร้องเพลงไทยสากลชุด “ในดวงใจนิรันดร์” 
โดย คุณสุดาชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย - ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ.๑๕๖๓ 

💠 วันอาทิตย์ที่ ๑๖ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยร่วมสมัย ชุด “จากรากแห่งรัก” วงโจงกระเบน 
โดย ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ศิลปะไทยใต้ร่มพระบารมี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 
โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 

💠 วันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย.๒๕๖๘ 
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฟื้นศิลป์สืบสาน ร้อยรักภักดี แด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 
โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “สรรพศิลป์แผ่นดินไทย น้อมถวายอาลัยนิรันดร์” 
โดย โรงเรียนสาธิต มศว.(ฝ่ายประถม)

💠 วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงวงดนตรีไทยเครื่องสายผสมปี่พาทย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ชุด “มศว.น้อมใจ ดนตรีไทยน้อมรำลึก”               
โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงตรีสากล ชุด “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” โดย วงดุริยางค์เครื่องลมเยาวชนไทย

💠 วันเสาร์ที่ ๒๙ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “หัวใจไทยสายศิลป์ น้อมรำลึกพระพันปีหลวง” 
โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดง ชุด หุ่นกระบอกไทย เรื่อง “พระสุธนมโนห์รา” และ การแสดง “รามเกียรติ์” 
ตอน พระรามตามกวาง โดย บ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย

💠 วันอาทิตย์ที่ ๓๐ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีสากล ชุด “ร้อยทำนอง ถวายรักนิรันดร์” โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “พาทยกุลร้อยใจภักดี สานศิลป์ไทยถวายพระพันปีหลวง”
โดย โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 

💠 วันศุกร์ที่ ๕ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “งามวิจิตรถิ่นสยาม สืบสานวัฒนธรรม เทิดไท้องค์ราชัน” 
โดย โรงเรียนสอนศิลปะการแสดงเชิงบวก

💠 วันเสาร์ที่ ๖ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงชุด “The Eternal Grace – แม่แห่งแผ่นดินนิรันดร์ บทเพลงถวายความอาลัยแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย

💠 วันอาทิตย์ที่ ๗ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงชุด “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” โขน ชุด นารายณ์ปราบนนทก โดย โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายมัธยม)

📍ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สะเทือนอนาคตการเมือง ยึด-อายัดทรัพย์ ‘สส. กฤต-กล้าธรรม’ ปมเอี่ยวคดีเว็บพนัน–ฟอกเงิน พังภาพลักษณ์เข้าถึงชาวบ้าน–อ่อนน้อมถ่อมตน อาจถึงขั้นตกม้าตายไม่ถึงฝันเก้าอี้รัฐมนตรี

มารู้จัก สส. ชนนพัฒฐ์ “กฤต” นาคสั้ว พรรคกล้าธรรม, สงขลา เขต 4 ให้มากขึ้น หลังตกเป็นข่าวโด่งดังพัวพันพนันออนไลน์ และแก๊งเกมเมอร์ มีเส้นเงินชัดเจน จน ปปง.ตรวจพบ และสั่งยึด/อายัดทรัพย์เบื้องต้น 159 ล้านบาท 

มีข่าวอื้อฉาวมานานตั้งแต่ก่อน สส.กฤตจะมาเล่นการเมืองว่า เขาพัวพันกับการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ร่วมกับทีมวัยรุ่นที่พันกับทายาทนักการเมือง สุดท้าย สส.กฤตถูกจับกุมคาสนามบินดอนเมือง คดียังอยู่ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ยังให้ตำรวจหาดใหญ่สอบสวนเพิ่มใน 8 ประเด็น (ตำรวจทำสำนวนก่อน /พยานที่เป็นตำรวจกลับคำให้การ)

กล่าวถึง สส.กฤต เขาไม่ใช่คนสงขลาโดยกำเนิด เขาเกิดที่ คน.ท่าเสม็ด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 อายุประมาณ 36 ปี เรียน จบ ม.ปลายจากโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา, ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี   

สส.กฤตไปโตอยู่หาดใหญ่ เขาจึงพูดใต้ไม่ถนัด สมรสกับ น.ส. กฤตพร คงเคว็จ ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.สงขลา มีบุตรด้วยกัน 2 คน เขาเพิ่งสร้างบ้านใหม่หลังใหญ่โตที่บ้านกระดังงา เปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนคราคร่ำทุกเสาร์-อาทิตย์ บางวันก็เปิดสระน้ำให้เด็กๆ มาเล่นน้ำกัน

เส้นทางธุรกิจของเขามีกิจการหลากหลายอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจเรือท่องเที่ยว ฯลฯ ถือหุ้นในหลายบริษัทของครอบครัว แจ้งบัญชีทรัพย์สินร่วมกับภรรยาต่อ ป.ป.ช.ไว้ประมาณ 96.8 ล้านบาท (ณ เข้ารับตำแหน่ง สส.) ในทรัพย์สิน “อื่น ๆ” มีสิ่งที่น่าสังเกต: รายงานกล่าวถึงพระเครื่อง, วัวชน, ปืน, ยานพาหนะหลายคัน เป็นต้น   

ในฐานะคนนครศรีฯเขาจึงไปซื้อทีมฟุตบอลนครศรีฯยูไนเต็ด และลาออกจากเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด เมื่อเขาเข้าสู่การเมืองเต็มตัว  

เส้นทางการเมือง ปี 2566 เขาตั้งใจลงสมัคร สส.สงขลา เขตโซนคาบสมุทรสทิงพระ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี สส.พลังประชารัฐ เปิดทางให้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐแทน

เขาได้รับเลือกเป็น สส. สงขลา เขต 4 ในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามพรรคพลังประชารัฐ

จากนั้นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคมีมติไล่ออก สส.กลุ่มรอ.ธรรมนัส 20 คน ซึ่งรวมถึง สส.ชนนพัฒฐ์ด้วย พวกเขาย้ายมาสังกัด พรรคกล้าธรรม และเป็นกรรมการบริหารพรรค  ได้รับบทบาทสำคัญในพรรคกล้าธรรมเป็นหนึ่งใน “ขุนพลภาคใต้” ที่พรรคตั้งเป้าขยายฐานภาคใต้เพิ่ม ประเดิมการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีธรรมราช เขาเคยวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า “อำนาจไม่ใช่ของยั่งยืน” โดยกล่าวว่าต้องใช้เวลา “ทำงานเพื่อประชาชน”   

ข้อครหา และปมอื้อฉาวเว็บพนันออนไลน์/ สแกมเมอร์

เขาถูกอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ (นักเคลื่อนไหวต่อต้านอาชญากรรม) แฉว่าเชื่อมโยงกับ “สแกมเมอร์”และเว็บไซต์พนันออนไลน์ หลัง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.เปิดชื่อย่อนักการเมือง ช.เกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ แต่อัจฉริยะเปิดตัวตรงว่าเป็น สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

แต่ “สส.กฤต” ปฏิเสธ โดยบอกว่าเป็นเรื่องเก่า (ปี 2564) และผ่านการตรวจสอบแล้ว   

คดี ปปง. / ยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีมติให้อายัดทรัพย์ของเขาและพวกรวม 159 ล้านบาท เพื่อสอบสวนเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการพนันออนไลน์   

ทรัพย์สินที่ถูกอายัดหลายประเภท: เงินสด, รถ, ที่ดิน, บัญชีเงินฝาก, หลักทรัพย์ ฯลฯ รวม 69 รายการ มูลค่า 159 ล้านบาท ในแง่การเมือง ปมนี้กลายเป็น “เกมชี้ชะตาอนาคต”ของเขาและพรรคกล้าธรรม โดยมีความกดดันจากสังคมและกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นมีการกล่าวถึงว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ลงสมัครหรือเปล่ากับความคาดหวังสูงของเขาในตำแหน่งรัฐมนตรี

จุดแข็งของชนนพัฒฐ์ เป็นนักการเมือง รุ่นใหม่-ไฟแรง ผสมระหว่างธุรกิจและกีฬา ทำให้มีภาพลักษณ์ “ไฮบริดจ์”ระหว่างภาคธุรกิจและสังคมท้องถิ่น

ฐานธุรกิจแข็งแกร่ง การทำธุรกิจหลายสายและการมีทรัพย์สินเยอะ (อสังหา,อุตสาหกรรม,เรือท่องเที่ยว) ทำให้มีช่องทางสนับสนุนการเมืองของตัวเอง

บทบาทด้านกีฬา: การเชื่อมโยงกับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่น (นครศรี ยูไนเต็ด) ช่วยเสริมภาพความใกล้ชิดกับชุมชนและแฟนบอล ใช้เป็น “พื้นฐานอิทธิพล”ในพื้นที่ภาคใต้

ชนนพัฒฐใช้บุคลิกแบบเรียบง่ายเข้าถึงชาวบ้านแบบอ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมจ่ายช่วยเหลือชาวบ้าน ดึงผู้นำท้องถิ่น ท้องที่เข้ามาเป็นแนวร่วมแบบกว้างขวาง จนกล่าวได้ว่า ยากที่ใครจะล้มเขา เว้นแต่สะดุดขาตนเอง

ความเสี่ยง /ปัจจัยท้าทายของชนนพัฒฐ์ คือ คดี ปปง. อายัดทรัพย์ 159 ล้าน เป็นเรื่องใหญ่มากถ้าผลสอบสวนชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการพนัน /ฟอกเงิน อาจส่งผลทางกฎหมายและทางการเมืองอย่างหนัก

ข้อกล่าวหา “สแกมเมอร์ /เว็บพนัน” ถ้ายังคงถูกโยง อาจลบล้างความเชื่อมั่นประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพนันออนไลน์

ฐานเงินทุน /ทรัพย์สินของเขาแม้แข็งแรง แต่ “อำนาจทางการเมือง” ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ การเลือกตั้งครั้งหน้า (หรือการเมืองภายในพรรค)อาจมีแรงเสียดทาน 

ถ้าการสอบสวน ของ ปปง.สรุปในทางลบ (ว่าเขามีความเกี่ยวข้องจริง) อาจถูกดำเนินคดี หรือถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง สส. หรือจากบทบาทในพรรค หรือพรรคอาจจะไม่ส่งลงเลือกตั้งในครั้งหน้า

ในทางกลับกัน ถ้าเขาสามารถชี้แจงและชนะคดี (หรือพิสูจน์ว่าเป็น “เรื่องเก่า” / “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง”) เขาอาจใช้ข้อครหานี้เป็น “กรณีศึกษา”เพื่อแสดงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และกลับมามีอิทธิพลยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในพรรคกล้าธรรม

หากเขายังคงรักษาฐานธุรกิจได้ (และธุรกิจไม่ถูกอายัดทั้งหมด) เขาก็อาจใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็น “ทุน”สำหรับเส้นทางการเมืองในระยะยาว (เช่น สร้างเครือข่ายท้องถิ่น, สนับสนุนกิจกรรมพรรค, ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ)

ความไม่ชัดเจน /จุดที่ข้อมูลเบื้องต้นอ่อน

แม้เขาจะมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่บทบาทภายในพรรค (อิทธิพล,นโยบายที่เขาขับ)ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย ถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายอะไร

สส.ชนนพัฒฐ์ จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เพื่อชี้แจงต่อ ปปช.ภายในเวลาที่กำหนด สส.ชนนพัฒฐ์ (“กฤต”) จะต้องมีข้อมูลที่แน่นหนาพอในการชี้แจงต่อ ปปช. เพราะเชื่อว่า ปปช.ก็มีข้อมูลลึกมากเช่นกัน

บริบทที่ดำรงอยู่ และดำเนินไปของข้อกล่าวหา เป็นดัชนีชี้อนาคตทางการเมืองของ สส.กฤต และชะตากรรมของพรรคกล้าธรรม

ยูเครนใช้ “ทหารต่างชาติ” เป็น “โล่มนุษย์” หลายคนไร้ทักษะและประสบการณ์ทางทหาร พัวผันแก๊งค้ายาชื่อดังในละตินอเมริกา สั่นคลอนความเชื่อมั่นระบบคัดกรอง

(16 พ.ย. 68) กระแสโซเชียลและสื่อกระแสหลักในบราซิลถูกวิจารณ์ว่ามีส่วน “ชี้นำ” ให้ชายหนุ่มจำนวนมากเดินทางไปร่วมรบเคียงข้างรัฐบาลยูเครน ทั้งที่หลายคนไม่มีประสบการณ์ทางทหารเลย ตามคำให้สัมภาษณ์ของโรบินสัน ฟารินาซโซ อดีตนายทหารเรือบราซิล ซึ่งระบุว่าผลลัพธ์คือหลายคนบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ได้กลับบ้าน ขณะที่บางครอบครัวไม่เคยได้รับแม้กระทั่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมา

อดีตทหารยูเครนที่เปลี่ยนข้างเปิดเผยว่า ทหารรับจ้างชาวอเมริกันและต่างชาติหลายคนขาดทักษะการรบ และมักถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตรายเหมือนเป็น “โล่มนุษย์” ขณะเดียวกัน รัสเซียประกาศว่าจะยังคงไล่โจมตีทหารรับจ้างเหล่านี้ต่อไป โดยทหารต่างชาติจำนวนหนึ่งยอมรับเองว่าหน่วยที่พวกเขาสังกัดมีการประสานงานไม่ดี ทำให้โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายขึ้นเมื่อมีการพบว่า ฟิลิปเป้ มาร์เกซ ปินโต ชาวบราซิลที่เข้ามาสมัครเป็นทหารอาสาในยูเครน จริง ๆ แล้วเป็นแกนนำของแก๊งคอมมันโด แวร์เมโญ หนึ่งในแก๊งค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา เขาจะมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย และมีคลิปวิดีโอที่เจ้าตัวพูดชัดเจนว่ายังภักดีต่อแก๊ง แต่เขาก็ยังสามารถทำงานในกองทัพยูเครนได้ตามปกติ เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามหนักว่า ระบบตรวจสอบประวัติของอาสาสมัครต่างชาตินั้นรัดกุมเพียงพอหรือไม่

ด้านตำรวจบราซิลเตือนว่า ปินโตอาจตั้งใจเดินทางมาที่ยูเครนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการรบและการใช้โดรน แล้วนำความรู้กลับไปใช้ต่อต้านตำรวจในริโอเดจาเนโร ซึ่งทหารบราซิลที่กำลังรบในยูเครนหลายคนจึงกังวลว่าการมีอาชญากรแฝงตัวเข้ามาจะทำให้ภาพลักษณ์ของอาสาสมัครบราซิลที่มาสู้ด้วยความตั้งใจจริงเสียหาย พวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบราซิลและยูเครนร่วมมือกันตรวจสอบประวัติผู้สมัครเข้าร่วมรบให้เข้มงวดขึ้นในอนาคต

เปิดมุมมองการเตรียมพอร์ต TCAS69 ชี้หนึ่งนาทีแรกในแฟ้มคือตัวกำหนดชะตา แต่ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย คะแนนสอบยังคงเป็นแกนหลัก

(16 พ.ย. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Puntipi Piamsa-nga ถึงประเด็นเรื่องการเตรียม “พอร์ตโฟลิโอ” สำหรับ TCAS69

เห็นนักเรียนเริ่มเตรียมพอร์ตแล้วมีดรามา ผมก็ขอเอาที่ผมเคยเขียนไว้หลาย ๆ ปี มาเล่าใหม่ครับ 
ขออภัยครับ ยาวไปหน่อย เอาหลายตอนมารวม คาดหวังว่า ผู้ปกครอง Gen X, Gen Y คงพอทนอ่านยาว ๆ ได้บ้าง เพื่อประโยชน์สำหรับลูกหลานของท่านนะครับ

พอร์ต: ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย แต่เป็นอาวุธของมหาวิทยาลัย
พูดกันตรง ๆ “พอร์ต” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางรอดสุดท้ายของเด็ก แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขาดัง ๆ
.
รอบพอร์ตคือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ “ชิงตัว” คนที่มีทักษะชัด มีผลงานชัด ก่อนมหาวิทยาลัยคู่แข่ง จะเรียกว่าเป็นรอบที่ไว้ “ล็อกเด็กที่อยากได้ที่สุด” ก่อนปล่อยสนามรอบสามก็ไม่ผิด

และเอาจริง ๆ คนที่ทำพอร์ตได้ดีจนมหาวิทยาลัย “กล้าเสี่ยงรับ” มีไม่เยอะ มหาวิทยาลัยเลยเลือกเฉพาะที่ดูแล้ว “ไม่เสี่ยง” ชัดเจนว่ามีของ ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะอยู่รอดในหลักสูตรได้จริง จากนั้นค่อยกระจายน้ำหนักไปใส่รอบคะแนนสอบ TCAS3 เพื่อรับให้เต็มที่นั่ง

ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น แทบไม่เคยมีเคส “เกรดต่ำ งานไม่ชัด แล้วหลุดมาได้ด้วยพอร์ต” เลย พูดแบบไม่ฝันกลางวันกันเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้ามองในมุมระบบ พอร์ตคือช่องทางเสริมที่มหาวิทยาลัยใช้แย่งเด็กเก่ง มากกว่าจะเป็นเส้นหลักของเด็กส่วนใหญ่ ตรงนี้แหละที่ทำให้ผม ไม่เคย แนะนำใครให้ทุ่มชีวิตทั้งหมดลงไปกับพอร์ตจนลืมคะแนนสอบ

อย่าหลงคิดว่าพอร์ตแทนคะแนนสอบได้
แกนหลักของการเข้ามหาวิทยาลัยไทยตอนนี้ ยังไงก็ยังเป็น “คะแนนสอบ” อยู่ดี พอร์ตคือโบนัส เป็นโอกาสพิเศษสำหรับบางกลุ่มที่ “มีของจริง มีผลงานจริง” มหาวิทยาลัยใหญ่หลายแห่งที่รับรอบพอร์ตจำนวนมาก ก็เขียนเกณฑ์ไว้ชัดอยู่แล้วว่า ต้องมีรางวัลระดับโอลิมปิกวิชาการ เหรียญนู่นนี่ ซึ่งไม่ใช่ของที่ “ใครก็ทำได้ถ้าขยันพอ” ด้วยซ้ำ

ดังนั้น พอร์ตไม่ใช่ของที่ทุกคนต้องมี และยิ่งไม่ใช่ของที่ควรแลกด้วยการปล่อยคะแนนสอบหลุด

สอบยังไงก็ต้องสอบอยู่ดี
หน้าตาพอร์ตที่มหาวิทยาลัย “อยากเห็น”
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ เวลาอ่านพอร์ตคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้อยากเห็น PDF สวยที่สุดในโลก ไม่ได้ตัดสินใครจากกราฟิกหรือจำนวนหน้า

สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นจริง ๆ คือ
 – “เด็กคนนี้เคยลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาบ้างแล้วหรือยัง และทำจนสำเร็จจริงแค่ไหน”
พอร์ตที่ “เสียของ” มักมีหน้าตาแบบนี้
 – ใบประกาศเข้าร่วมกิจกรรมเต็มไปหมด แต่ไม่บอกเลยว่าตัวเองทำอะไรในกิจกรรมนั้น
 – รูปถ่ายกับป้ายงานเยอะมาก แต่ไม่มีงานไหนสะท้อนการลงมือทำของตัวเอง
 – เขียนว่าเป็นโปรเจกต์ที่ทำ แต่พอถามลึก ๆ ตอบไม่ได้ว่าตัวเองทำส่วนไหน แก้ปัญหาอะไร
ในทางตรงกันข้าม เด็กที่พอร์ตบาง แต่ชัด มักเล่าได้แบบนี้
 – “งานนี้เริ่มจากปัญหาอะไร ลองอะไรแล้วเจ๊งกี่รอบ ใช้เวลายังไง แก้บั๊กยังไง ตัวเองรับผิดชอบตรงไหน และสุดท้ายได้อะไรออกมาจริง ๆ”
ถึงงานจะไม่ใช่ระดับโลก แต่นั่นคือ “ของจริง” ที่ทำให้กรรมการกล้าเสี่ยงรับ

จิตอาสา: เข้าร่วม ≠ ริเริ่มและทำจนจบ
เรื่องจิตอาสา ผมใช้เป็นตัวอย่างประจำ
- ไปเข้าค่ายวันเดียว ถ่ายรูปกับป้าย “โครงการจิตอาสา…” กลับบ้าน แบบนี้
ได้แต้มแค่คำว่า “เข้าร่วม”
แต่มหาวิทยาลัยอยากเห็นคือ เด็กที่
- คิดโครงการเอง
- ชวนคน
- วางแผน
- จัดการหน้างาน
- แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- แล้วทำให้มัน “สำเร็จจริง”
ตรงนี้สะท้อนทั้งการคิดเป็นระบบ การจัดการคน การลงมือทำ และความรับผิดชอบ ซึ่งข้อสอบปรนัยรอบสามไม่มีทางวัดให้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำพอร์ตจริง ๆ ผมอยากให้เปลี่ยนโจทย์จาก
 – “ไปเก็บกิจกรรมอะไรมาใส่พอร์ตดี”
 เป็น
 – “ในช่วง ม.ปลาย เราอยากลงมือทำอะไรให้มันเสร็จจริง ๆ อย่างน้อยสักหนึ่ง–สองเรื่อง”
พอร์ตที่ดี เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบ “ลงมือทำจริง”
– ไม่ใช่เริ่มจากการออกแบบหน้าปกกับสารบัญ
.
หนึ่งนาทีแรกของพอร์ต สำคัญกว่าที่คิด
มหาวิทยาลัยไม่สนหน้าแรกสวย ๆ ของผู้สมัคร และเปิดข้ามทันที เด็กมักไม่รู้ แต่คนรับรู้ชัดมาก เวลาคัดรอบพอร์ต เราไม่มีเวลานั่งอ่านทุกบรรทัดในแฟ้มทุกคน พอร์ตแต่ละเล่มมีเวลา “เรียกความสนใจ” จริง ๆ แค่ไม่กี่สิบวินาทีแรก สิ่งที่ผมอยากเห็นในหนึ่งนาทีแรกคือ

เปิดแล้วรู้เลยว่า เด็กคนนี้เด่นเรื่องอะไร ทำอะไรเป็น เคยทำอะไรเสร็จจริงที่เกี่ยวกับสาขาที่สมัคร *
ไม่จำเป็นต้องมีหน้าแรกเป็นรูปเท่ ๆ คำนำ สารบัญหรู ๆ ถ้าหน้าแรกที่ผมเห็นคือใบประกาศเข้าค่าย “ฟังบรรยาย” ที่เด็กไม่ได้ทำอะไรเลย โอกาสที่ผมจะอ่านต่อก็ลดลงทันที สิ่งที่ทำให้เสียโอกาสฟรี ๆ คือ
- รูปหลักฐานแตก อ่านไม่ออก
- กราฟิกเยอะจนกลบเนื้อหา
- ใส่ทุกอย่างเทกระจาด ไม่เรียงลำดับความสำคัญ
ในขณะที่สิ่งที่ควรโผล่มาตั้งแต่ต้น คือ “งานที่ลงมือทำเองจริง ๆ” ที่โยงกับสาขานั้น

สิ่งที่ผมมองหาจริง ๆ ในเด็กที่ยื่นพอร์ต
ประสบการณ์หลายปีในรอบ TCAS1 ทั้งช้างเผือกและโอลิมปิก ผมมองหาเด็กแบบนี้
- เด็กที่งานไม่ใช่ของที่ผู้ใหญ่ทำให้แล้วเอาชื่อเด็กไปแปะ
 - เด็กที่ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าในระดับสมเหตุสมผล
- เด็กที่เข้าใจบริบทงานตัวเอง เช่น ทำโปรเจกต์คอมด้านเกษตร ก็ควรรู้อะไรเกี่ยวกับเกษตรบ้าง ไม่ใช่สนใจแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว
- เด็กที่เล่าเรื่องการเรียนรู้ของตัวเองให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง
soft skill สำคัญมาก ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ
- เด็กบางคนเก่ง แต่พูดไม่ได้ เชื่อมโยงไม่ได้ ศักยภาพหายไปครึ่งหนึ่งทันที
- ในทางกลับกัน เด็กที่ยังไม่สุด แต่เล่าเส้นทางตัวเองได้ชัด มักไปได้ไกลในระยะยาว
.
ภาษา: แต้มที่มีผลเกินกว่ารอบรับเข้า
ภาษาอังกฤษ (รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ) เป็นอีกตัวแปรที่โผล่มาชัดในพอร์ตและสัมภาษณ์ มันสะท้อนทั้งความพร้อมของเด็กและครอบครัว พูดแบบไม่แต่ง เด็กที่ภาษาดี จะมี “อิสระในการเลือก” สูงกว่ามาก
- เลือกคณะได้กว้างกว่า
- เลือกประเทศเรียนต่อได้มากกว่า
- เลือกงานและเส้นทางชีวิตได้มากกว่า
มันสำคัญกว่า TCAS ด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ระบบรับเข้าเปลี่ยนอีกกี่รอบ ภาษาและทักษะการสื่อสารก็ยังตามเขาไปทั้งชีวิต
.
สรุป
พอร์ต คือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ดึงเด็กที่มั่นใจที่สุดมาก่อน
ส่วนที่เหลือ ยังไงก็ต้องกลับมาดูกันที่คะแนนสอบอยู่ดี
อย่าทุ่มทุกอย่างลงไปในพอร์ตจนลืมแกนหลัก
 แต่ถ้าจะทำพอร์ต ก็ทำให้สะท้อนว่า
- “เราทำอะไรเป็น”
 ไม่ใช่แค่
– “เราเคยไปอยู่ตรงไหนมา”
จะเล่นรอบพอร์ตก็ไม่ผิด จะเน้นรอบคะแนนสอบก็ไม่ผิดเหมือนกัน
* แต่อย่าเข้าใจผิดว่าพอร์ตคือทางรอดของทุกคน
สิ่งที่ควรลงทุนจริง ๆ คือ
- ความสามารถจริง
- ภาษา
- และทักษะการลงมือทำงานให้เสร็จและสื่อสารมันออกมาได้
สามอย่างนี้ จะอยู่กับเราไกลกว่าระบบรับเข้ามหาวิทยาลัยทุกรุ่นแน่นอนครับ

ผู้จัดชูแนวคิด “ให้ทุกคนเข้าถึงกีฬา” ต้อนรับ 'ซีเกมส์ ครั้งที่ 33' เข้าชมฟรี พิธีเปิด-ปิด ซีเกมส์2025 ลงทะเบียน 26 พ.ย.นี้

(16 พ.ย. 68) ไทยประกาศข่าวดีต้อนรับ 'ซีเกมส์ ครั้งที่ 33' โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงงานใหญ่ระดับภูมิภาคนี้ได้

ผู้จัดชูแนวคิด “ให้ทุกคนเข้าถึงกีฬา” โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาย้ำว่า 'มหกรรมกีฬาเพื่อประชาชน' รอบนี้จะเปิดรับนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ “เราต้องการสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและขยายโอกาสให้คนไทยทุกคน” ข้อความจากแถลงหลักของผู้จัดงาน
.
สำหรับการแข่งขันจะกระจายไป 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (พิธีเปิดและกีฬาหลัก), ชลบุรี (กีฬาทางน้ำและในร่ม), สงขลา (เดิมวางแผนฟุตบอลแต่มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วน) ขณะที่ฟุตบอลชายรอบแบ่งกลุ่มจะย้ายมาแข่งที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เนื่องจากคาดว่าคนดูจะหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก

แม้เข้าสู่สนามฟรี แต่ประชาชนต้องลงทะเบียนในระบบกลางซึ่งจะเปิดให้เลือกทั้งประเภทกีฬา, รอบแข่งขัน, ที่นั่ง และมีโควตาพิเศษกลุ่มเป้าหมาย พร้อมช่องทางรับชมผ่าน Fan Zone รอบสนามในกรณีที่ที่นั่งเต็ม ด้านผู้จัดแจ้งว่ารายละเอียดขั้นตอนลงทะเบียนและรับบัตรจะอัปเดตผ่านช่องทางทางการเร็วๆ นี้

การเปิดซีเกมส์เข้าชมฟรีครั้งนี้นับเป็น “ของขวัญ” จากเจ้าภาพ หลังไทยห่างหายการจัดงานมา18ปี และสะท้อนเป้าหมายยกระดับกีฬาไทยให้ทั่วถึงและยั่งยืนต่อไป
 

เบื้องหลังคำต้อนรับของ “สี จิ้นผิง” ย้ำ “ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” แต่งดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย–จีนยั่งยืน

(16 พ.ย. 68) รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า คำกล่าวถวายการต้อนรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในมหานครปักกิ่ง เป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายเต็มเปี่ยม เพราะประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลือกใช้คำว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน อันเป็นคำที่ผู้นำจีนไม่เคยใช้กับผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐชาติใดมาก่อนหน้านี้เลย อันแสดงถึงความใกล้ชิดสูงสุด และเป็นการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและชาติจีนในระดับการเยือนระหว่างรัฐ (State visit) ที่องค์พระประมุข (Head of state) ต้องเสด็จพระราชดำเนินเยือนด้วยพระองค์เองเท่านั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างในภาพสำคัญภาพนี้ ในหลวงและพระราชินีทรงแต่งไว้ทุกข์ในคราวเสด็จเยือนจีนอย่าง State Visit ปกติคนจีนพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งชุดสีดำ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคล

แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา-เผิงหลี่หยวน แต่งชุดดำทั้งคู่ เป็นการร่วมไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้นำจีนเลือกที่จะถวายพระเกียรติยศสูงสุดให้กับในหลวงของเรา

เป็นการไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ในฐานะครอบครัวไทย-จีน ใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน อันเป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายสูงสุดอย่างยิ่ง

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีพระวจนะกล่าวไว้ว่า จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ Rejoice with those who rejoice, cry with those who cry

มิตรเก่า เหล่าเผิงโหย่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ได้ฟูมฟายร้องไห้ แต่แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งร่วมกับครอบครัวเดียวกัน ด้วยการใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ไว้ทุกข์ร่วมกันกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้คือศิลปะแห่งบูรพทิศที่ชาติตะวันตกอาจจะไม่มีวันเข้าใจ

ขอสายสัมพันธ์สองแผ่นดินจงยั่งยืน ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน นั้นมิได้เกินเลยกว่าความเป็นจริง

พระราชบุพการีแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์มีสายเลือดจีนอยู่มากมาย จนทำให้เกิดพระราชประเพณีสังเวยพระป้ายในทุกวันขึ้นปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน ทั้งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นพระที่นั่งไม้แบบเก๋งจีนที่บรรดาพ่อค้าชาวจีนนำโดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวาย

การสร้างพระป้ายนั้นเริ่มจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบวรราชวัง โดยโปรดให้คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาสวดฉลองพระป้ายและมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวังและต่อมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ขึ้นอีกสององค์เพื่อประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน

เกี้ยซุงฮวดไช้ เป็นภาษิตจีนแต้จิ๋ว ที่แปลได้ว่า ลูกหลานกตัญญูโชคดี พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระป้ายในพระราชพิธีตรุษจีนที่สืบทอดมายาวนานนับร้อยปีในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์จึงเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชกตัญญุตาธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและพระบุรพราชการี อันเป็นคุณธรรมที่ควรยกย่องยิ่ง
คำถามสำคัญคือ เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผู้เขียนจะได้เลือกใช้ตัวอักษรสีแดงและตัวเข้มเพื่อแสดงว่าพระปรมาภิไธยหรือพระนามหรือนามที่เอ่ยถึงนั้นมีเลือดจีนหรือมีเชื้อสายจีน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสเมื่อเสด็จเยี่ยมโรงเรียนจีนในประเทศไทยว่าทรงมีเลือดจีนและทรงสนับสนุนการเรียนภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง

เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เท่าที่ผู้เขียนพอจะนึกออกมีดังนี้

หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีเลือดจีนอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ทรงเสกสมรสกับ พระอัครชายาหยก บุตรีคหบดีชาวจีนที่มีนิวาสสถานบริเวณป้อมเพชร พระนครศรีอยุธยา

สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัยกีคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ซึ่งทรงเป็นพระราชธิดาของพระอัครชายาหยก ผู้มีเชื้อสายจีนเช่นกัน) ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน คหบดีชาวจีนเชื้อสายขุนนางในกรุงปักกิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์มีพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าบุญรอด ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชมารดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาม ราชินิกุลสุจริตกุล อันมีสมเด็จพระบรมราชินีและพระมเหสีที่มาจากสุจริตกุล อีกหลายพระองค์ ท้าวสุจริตธำรง (นาค) เป็นบุตรีคหบดีจีน ท้าวสุจริตธำรง เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชอัยกีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชมารดาใน สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชอัยกาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี (ต่อมา พระวรราชชายา) พระนามเดิม ประไพ สุจริตกุล พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มีเชื้อสายจีนเพราะเป็นธิดาของ ขุนพัฒน์ (หอย เตชะกำพุช) นายอากรบ่อนเบี้ย กับ นางเลี้ยบ เตชะกำพุช มีบ้านเดิมอยู่ที่สำเพ็ง

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีเชื้อสายจีนเช่นกัน พระบิดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ซึ่งทรงมีเชื้อสายราชินิกุลสุจริตกุล มีเชื้อสายจีน ส่วนพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและ หม่อมสุ่น คัคนางค์ ผู้เป็นธิดาพ่อค้าผ้าแพรเชื้อสายจีนชื่อกิมจากย่านสะพานหัน

สี่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของ พระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (เจ้าสัวยิ้ม พิศลยบุตร) อภิมหาเศรษฐีและ มารดาชื่อ "ปราง" เชื้อสายจีนจากสกุล "สมบัติศิริ" เจ้าจอมมารดาอ่วม รับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นพระปัยยิกา (ทวด) ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติวันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด จนทรงถูกล้อว่า วันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด ลูกพระจุล หลานพระจอม ลูกเจ้า หลานเจ๊ก

ห้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีเชื้อสายจีนจากครอบครัวไทยจีนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทรงมีพระราชมารดาคือ คุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ

อันที่จริงยังมีราชสกุลในราชวงศ์จักรีอีกหลายราชสกุลที่สืบเชื้อสายจีน ได้แก่

ราชสกุลปราโมช และ กปิตถา จาก เจ้าจอมมารดาอัมพา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืนยันว่าบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ว่า สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว เป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานให้แก่เจ้าจอมมารดาอำภา เชื้อสายจีนที่ทรงโปรดมาก

ราชสกุลยุคล ในรัชกาลที่ 5 มี เจ้าจอมมารดาจีน ผู้เป็นหม่อมใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระชนนีของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้น มาจากสายราชินิกุล คือทางพระราชบุรพการีสายพระราชมารดาแทบทั้งหมด

ดังนั้น คำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ไทยกับจีนใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงหาได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปไม่แต่ประการใด แต่เป็นความจริง เพราะในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีเลือดจีนอยู่จริงในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากดังที่ได้กล่าวมานี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top