Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ชาวทุ่งหวังขอบคุณ!! ‘เจือ ราชสีห์’ ช่วยผลักดันงบ 72 ล้าน ขยายถนน – ปรับปรุงผิวจราจร – ไฟส่องสว่าง เสริมศักยภาพเส้นทางสู่วัดทรายขาว เพิ่มความปลอดภัย–หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ชาวทุ่งหวัง ขอบคุณ ‘เจือ ราชสีห์’ ผลักดันงบ 72 ล้านบาท ขยายถนน–ปรับปรุงผิวจราจร พร้อมไฟส่องสว่าง เส้นทางสู่วัดทรายขาว อำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยว

ชาวตำบลทุ่งหวัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่างแสดงความขอบคุณ นายเจือ ราชสีห์ ที่ผลักดันงบประมาณกว่า 72 ล้านบาท สำหรับโครงการขยายถนนและปรับปรุงผิวจราจร พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.3005 ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญมุ่งสู่วัดทรายขาว แหล่งศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายเจือ ราชสีห์ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการ โดยระบุว่าผู้รับเหมาได้เริ่มดำเนินงานแล้วตั้งแต่บริเวณแยกไฟแดงวัดทุ่งหวังใน ผ่านหน้าวัดทรายขาว ไปจนถึงทางขึ้นวัดเขาหลง และสิ้นสุดที่เขตตำบลท่าข้าม โดยถนนกว้างเดิม 8 เมตร จะได้รับการขยายเป็น 12 เมตร พร้อมปรับผิวจราจรใหม่ทั้งสาย และติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

โครงการดังกล่าวเป็นผลจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องของนายเจือ ราชสีห์ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจนสามารถนำงบประมาณมาสู่พื้นที่ได้สำเร็จ

นายเจือ ราชสีห์ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตำบลทุ่งหวังอย่างเป็นรูปธรรม

จับตาทิศทาง OHANA หลังปลด “เดอะมีน” พ้นสภาพพนักงาน งดแจงเหตุผล อ้างปมกฎหมาย ‘อาร์ม’ โพสต์นิทานจุดเทียน สะเทือนแฟนคลับ อาจกระทบทีมและแบรนด์ระยะยาว

เมื่อวันที่ (17 พ.ย.68) เพจทางการ 'OHANA clip' ออกแถลงการณ์ระบุว่า 'นายพงศธร เหลาจันทึก' หรือ 'เดอะมีน' พ้นสภาพพนักงานตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 68 และบริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ ของเขานับจากนี้ รวมถึงเตือนประชาชนระวังการแอบอ้างชื่อตนเองหรือพนักงานต่อไป โดยบริษัทแจ้งชัดว่า “ไม่ขอชี้แจงเหตุผล เพราะอาจมีผลกระทบต่อกฎหมาย”

หลังคำแถลง เฟซบุ๊กของ 'อาร์ม OHANA' ได้โพสต์เนื้อหาสไตล์นิทาน ความตอนหนึ่งว่า “กูให้ออกไปหาเทียนเล่มอื่นจุด… แต่มึงเลือกที่จะขูดเทียนเล่มหลักของทุกคน… ใจกูถึงแตกสลาย… ผมแค่เล่านิทานให้ฟัง” ทำให้แฟน ๆ ตีความว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว แม้ไม่ระบุชื่อชัดเจน

ด้านสื่อบันเทิงรายงานว่า 'เดอะมีน' ยังไม่มีคำชี้แจงยาวทางการ มีเพียงการเคลื่อนไหวบนโซเชียลและได้รับกำลังใจจากแฟนคลับต่อเนื่อง เหตุผลการพ้นสภาพยังคงเป็นข้อสันนิษฐาน นำไปสู่การจับตาผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ความไว้ใจของผู้สนับสนุนและโครงสร้างทีมเนื้อหาในอนาคต

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้

ศาลแขวงระยอง อัพสกิล เปิดอบรมผู้ประนีประนอม เสริมทักษะไกล่เกลี่ย – การสื่อสาร สานนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา” พร้อมเผยสถิติปีนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 90%

ศาลแขวงระยอง เชิญ “สุริยัณห์”โฆษกศาลบรรยายเพิ่มเทคนิคไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอม ชื่นชมทีมงานคุณภาพไกล่เกลี่ยสำเร็จเกิน 90% คู่พิพาทเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม

(18 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเเขวงระยอง เป็นประธานเปิดโครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง โดยมีผู้ร่วมอบรมเป็นผู้ประนีประนอม47คนและ เจ้าหน้าที่ศาล 12 คนรวมเป็น 69 คน ซึ่งเป็นไป ตามนโยบาย “คุณธรรมนําทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ ” ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ที่ส่งถึงศาลทั่วประเทศเมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนองนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ย ด้วยความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และพึงพอใจทุกฝ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรม ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์

โดยมีการเชิญ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไลหรือ ‘โฆษกกุ้ง’ โฆษกศาลยุติธรรม เเละทีมวิทยากรคุณภาพมาให้ความรู้หัวข้อ ”เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานร่วมกัน“ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ผู้ประนีประนอมคือคนทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม ท่านเหล่านี้ถือเป็นผู้เสียสละที่ผ่านกระบวนการอบรมคัดเลือกจนได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงทั้ง 2 ฝ่ายแล้วตกลงให้ได้ข้อยุติด้วยตัวเขาเอง การจัดอบรมหลักสูตร นี้ถือเป็นดําริที่ยอดเยี่ยมของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงระยอง

เพราะนอกเหนือในแง่ความรู้ ทักษะการสื่อสารคือหัวใจสําคัญการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย ถ้าท่านมีทักษะไกล่เกลี่ยที่ดี จะสามารถเข้าใจเรื่องการพูดคุยหาทางออกกับคู่พิพาท ทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปได้ดีขึ้น ประโยชน์จะตกกับประชาชนที่มีข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านประสิทธิภาพ

ดูได้จากสถิติของศาลเเขวงระยองที่ปีนี้มีคดี 1.8 -2 หมื่นเรื่อง เเบ่งเป็นเเพ่งเเละอาญา ในส่วนคดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคดี เราไกล่เกลี่ยสําเร็จถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพของผู้ประนีประนอมของศาลแขวงระยองที่ช่วยระงับข้อพิพาท ทําให้คดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลลดลงไป ซึ่งหัวใจสําคัญคือคู่พิพาทจะสามารถเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาก็คือการสร้างกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

18 พ.ย. ชี้ชะตาตั๋วเอเชียนคัพ 2027 ไทยห้ามสะดุด เสี่ยงหลุดแชมป์กลุ่ม D 'ฮัดสัน' สั่งลุย ขอเก็บชัยกลับบ้าน แนวรับ-ความคมโดนทดสอบเสียงเชียร์เจ้าถิ่น

(18 พ.ย. 68) ศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือกกลุ่ม D เดินทางถึงจุดเดือด เมื่อ 'ทีมชาติไทย' ต้องบุกเยือน 'ศรีลังกา' ที่โคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ในเกมที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนชี้ชะตาการลุ้นเข้ารอบสุดท้ายของทั้งสองทีมโดยตรง เกมนี้จะเล่นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่สนามโคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ใจกลางกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

สถานการณ์ล่าสุด 'ไทย' กับ 'เติร์กเมนิสถาน' มีแต้มเท่ากันที่ 9 คะแนนหลัง 4 นัด ขณะที่เจ้าถิ่นศรีลังกามี 6 แต้ม หากหวังไต่ขึ้นมาเท่าไทยต้องชนะเท่านั้น โดยศรีลังกาต้องการสกอร์มากกว่า 1-0 เพราะเลกแรกเคยแพ้ที่ราชมังคลาฯ ส่วนไทยจำเป็นต้องคว้าชัยเพื่อกุมความได้เปรียบก่อนลุยนัดสุดท้าย หากเสมอหรือแพ้แชมป์กลุ่มอาจหลุดมือและยังกระทบคะแนนแรงกิ้งฟีฟ่าอีกด้วย

ด้าน 'แอนโธนี ฮัดสัน' กุนซือ 'ช้างศึก' เผยเป้าหมายชัด: “ง่ายมาก คือเก็บชัยชนะกลับบ้านให้ได้” แม้ศุภชัย ใจเด็ดและเควิน ดีรมรัมย์จะเจ็บจนต้องถอนตัว แต่มั่นใจพลังลูกทีมจะสู้ศรีลังกาได้ ผลงานอุ่นเครื่องชนะ 'สิงคโปร์' 3-2 ยังชี้ว่าระบบรุกไทยเริ่มลงตัวแม้แนวรับยังต้องจูน

ศรีลังกาเดินเกมปลุกกระแสเต็มที่ แจกตั๋วฟรีหวังให้ความจุ 10,000 คนในสนามเต็ม เสียงเชียร์และแรงกดดันนี้จะเป็นบททดสอบจิตใจแข้งไทย พร้อมจุดเปลี่ยนเกม เฉพาะเมื่อไทยยังจบสกอร์ไม่เฉียบและยังมีจุดเปราะบางหลังบ้าน หากต้านแรงกดดัน-เกมสวนกลับเจ้าถิ่นไม่ได้อาจเสี่ยงผลลัพธ์ไม่คาดคิด

แมตช์นี้จึงถือเป็น “เกมชีวิต” ของศรีลังกาและศึกเดิมพันอนาคต 'ช้างศึก' ในเส้นทางสู่เอเชียนคัพปี 2027 ที่ยังเปิดกว้างสำหรับทุกความเป็นไปได้

รัสเซียเปิดตัว Su-57E เครื่องบินรบล่องหน เจเนอเรชันที่ 5 ในงาน Dubai Airshow 2025 ยูเออี ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ แห่ขอซื้อ หลังชูจุดเด่น AI ช่วยนักบิน และเทคโนโลยีล้ำยุค

(18 พ.ย. 68) รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ล่องหนเจเนอเรชันที่ 5 รุ่น Su-57E อย่างเป็นทางการในงาน Dubai Airshow 2025 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดแสดงให้ชมทั้งบนพื้นและในโชว์การบินจริง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเปิดงาน มีผู้เข้าชมเดินต่อคิวถ่ายรูปกับเครื่องอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจของทั้งคนในวงการและประชาชนทั่วไปต่อเทคโนโลยีการบินล้ำสมัยของรัสเซีย

Su-57E พัฒนาโดยบริษัทซูคอย (Sukhoi Company) เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทั้งเป้าหมายทางอากาศ ภาคพื้นดิน และเป้าหมายทางทะเล จุดเด่นคือความสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบต่อเนื่อง พร้อมช่องบรรทุกอาวุธภายในลำตัว เพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ผิวเคลือบดูดซับสัญญาณ และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินรุ่นล่าสุด ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ล่องหนระดับแนวหน้าของโลก

ในงานนี้ Su-57E ยังได้โชว์สมรรถนะการบินที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยท่าบินผาดโผนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเซอร์เกย์ บ็อกดาน (Sergei Bogdan) หัวหน้านักบินทดสอบของสำนักออกแบบซูคอยและฮีโร่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นผู้ทำการบินสาธิต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความร่วมมือทางทหาร–เทคนิคของรัสเซียเผยว่า มีหลายประเทศแสดงความสนใจในเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับต่าง ๆ

เดนิส แมนตูรอฟ (Denis Manturov) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ซึ่งนำคณะผู้แทนร่วมงานดูไบแอร์โชว์ ระบุว่า Su-57E มาพร้อม ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยนักบินตัดสินใจและควบคุมเครื่องในสถานการณ์ซับซ้อน เพิ่มทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรบ สำหรับงาน Dubai Airshow 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในเวทีแสดงเทคโนโลยีการบิน อวกาศ และกลาโหมที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมด้วยการแสดงบินและการประชุมด้านอุตสาหกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

Amazon เตรียมลุย AI ประกาศออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ระดมทุนก้อนโตครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน AI สู้ศึกบิ๊กเทคฯ

(18 พ.ย. 68) อเมซอนเตรียมระดมทุน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐในตลาดตราสารหนี้รอบ 3 ปี ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ (SEC) โดยดีลนี้แบ่งเป็นพันธบัตร 6 ชุด อายุหลายช่วง และเงินที่ได้อาจถูกนำไปใช้ทั้งซื้อกิจการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงซื้อหุ้นคืน สะท้อนว่าบริษัทต้องการ “เติมกระสุน” เพื่อเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และคลาวด์ให้ทันคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ

ดีลพันธบัตรของอเมซอนเรียกความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม มีคำสั่งจองซื้อรวมสูงสุดราว 80,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของตราสารอายุยาวที่สุด 40 ปี ถูกปรับลดจากเดิมที่วางไว้ราว 1.15 จุดเปอร์เซ็นต์เหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลงมาเหลือราว 0.85 จุดเปอร์เซ็นต์ รายงานข่าวระบุว่า โกลด์แมนแซคส์ เจพีมอร์แกน และมอร์แกนสแตนลีย์ รับบทเป็นแกนนำจัดจำหน่าย ขณะที่ฝั่งบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Meta เพิ่งประกาศแผนออกพันธบัตรสูงสุด 30,000 ล้านดอลลาร์ และ Oracle ก็เตรียมระดมทุนผ่านพันธบัตรอีกราว 15,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

แรงระดมทุนนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บิ๊กเทคพร้อมใจกันทุ่มเงิน “ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI) โดยมอร์แกนสแตนลีย์ประเมินว่า เฉพาะ Meta, Amazon และ Alphabet รวมกัน อาจใช้เงินราว 400,000 ล้านดอลลาร์ กับโครงสร้างพื้นฐานเอไอในปีนี้ ฝั่งอเมซอนเองมีงบลงทุน (Capex) คาดว่าแตะราว 125,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า ล่าสุดบริษัทยังเพิ่งเซ็นดีลด้านจีพียู (GPU) สำหรับเอไอกับ OpenAI มูลค่าราว 38,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจคลาวด์ของตัวเองหลังเสียพื้นที่ให้คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) และกูเกิล Google ในช่วงก่อนหน้า

กระแสเอไอร้อนแรงไม่ได้มีแค่ในอเมซอน แต่ยังรวมถึงตัวผู้ก่อตั้งอย่าง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ด้วย เขาหวนกลับมารับบทปฏิบัติการเต็มตัวครั้งแรกนับจากลงจากเก้าอี้ซีอีโออเมซอนในปี 2021 ด้วยการเป็น โคซีอีโอ (Co-CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสตาร์ตอัปเอไอ “Project Prometheus” บริษัทน้องใหม่ที่โฟกัสการใช้เอไอช่วยออกแบบและผลิตคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และยานอวกาศ เน้นงานด้านวิศวกรรมและการผลิตเชิงลึก มากกว่าจะเป็นแชตบอตสำหรับข้อความเหมือนเอไอแนวกระแสหลัก

Project Prometheus เปิดตัวมาพร้อมเงินทุนก้อนยักษ์ 6,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปสายเอไอที่มีเงินหนาที่สุดตั้งแต่วันแรก โดยเบโซสจับมือกับ วิก บาจาจ นักฟิสิกส์และนักเคมีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับเซอร์เกย์ บริน ใน Google X และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Verily ด้านไลฟ์ไซเอนซ์ รวมถึง Foresite Labs ที่บ่มเพาะสตาร์ตอัปเอไอด้านวิทยาศาสตร์มีชีวิต ก่อนจะย้ายมาทุ่มเวลากับ Project Prometheus อย่างเต็มตัว

สตาร์ตอัปของเบโซสดึงดูดบุคลากรจาก OpenAI, DeepMind และ Meta เข้ามาร่วมทีมแล้วเกือบ 100 คน เป้าหมายคือสร้างเอไอที่ “เรียนรู้จากโลกจริง” ผ่านห้องทดลองและหุ่นยนต์ที่ลงมือทดลองซ้ำ ๆ ในสเกลมหาศาล เพื่อนำข้อมูลกลับมาฝึกโมเดลเอไอสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจริง ในภาพใหญ่ การที่อเมซอนออกพันธบัตรครั้งใหญ่ควบคู่กับการที่เบโซสทุ่มทุนตั้งสตาร์ตอัปเอไอ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าศึกลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าสู่ช่วง “เงินหนา ศรัทธาสูง” ที่อาจเขย่าทั้งตลาดทุนและโฉมหน้าธุรกิจเทคโนโลยีในทศวรรษหน้า

ช่างเย็บผ้ายากจนสู่ TikToker ดังของอินโดฯ ผู้ปลุกความหวังชาวบ้านด้วยการลุกขึ้นมาเต้น ก่อนโดนคดีพัวพันโฆษณาพนันออนไลน์ สะท้อนภาพอินฟลูฯ "ดังเร็ว-ดับไว" ถ้ารู้ไม่เท่าทัน

จากช่างเย็บผ้าตังค์ไม่พอกินข้าว…สู่ “หัวหน้าแก๊งเต้นทั้งหมู่บ้าน” บน TikTok ดราม่าชีวิตจริงของ Sadbor86 ที่ยกทั้งชุมชนขึ้นแพลตฟอร์ม

เย็นวันหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อบาบากัน บารู (Babakan Baru) ตำบลโบจงเกอมบาร์ อำเภอซิเกมบาร์ เมืองซูกาบูมิ ชวาตะวันตก อินโดนีเซีย กล้องโทรศัพท์เครื่องเดียวตั้งอยู่กลางลานบ้าน ด้านหลังเป็นผนังไม้เก่า ๆ ต้นกล้วย มอเตอร์ไซค์จอดเอียง ๆ

หน้าเลนส์ กลุ่มชาวบ้านทั้งเด็ก วัยรุ่น คนทำไร่ ไปจนถึงลุงวัยเกือบ 70 ปี ยืนเรียงแถวยาว พอเสียงเพลงจังหวะ “เจดักเจดัก” ดังขึ้น ทุกคนก็เริ่ม “โยกตัว–ทำหน้าตาระทด ๆ” แบบตลกจนคนดูอมยิ้ม
ทุกการขยับตัวของพวกเขา มีราคาจริง ๆ อยู่เบื้องหลัง
และหัวใจของโชว์นี้ คือชายคนหนึ่งชื่อ **กุนาวัน** หรือที่ทั้งอินโดนีเซียรู้จักในชื่อบน TikTok ว่า **Sadbor86**

อาชีพที่เริ่มต้นจาก “ข้าวหมดบ้าน”
ก่อนจะมีคำว่า “หมู่บ้าน TikTok” หรือ “หมู่บ้านโจเก็ต Sadbor” กุนาวันเป็นเพียง “แรงงานตัวเล็ก ๆ” ในเมืองใหญ่ เขาเคยเป็นทั้งคนขับรถส่วนตัวที่แทงเกอรัง และช่างเย็บเสื้อผ้าเร่ในจาการ์ตาตะวันออก รายได้ไม่มากพอจะทำให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้สบาย ๆ

ช่วงโควิด-19 ระบาด เขาลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์เล่น ๆ” ใน TikTok ระหว่างรับจ้างเย็บผ้า มีคนส่งดอกไม้ เสียงเหรียญดังติ๊ง ๆ บนหน้าจอ เขาเริ่มรู้ว่า **เวลา + ความฮา + ความกล้าออกกล้อง = เงินสดได้จริง**

แต่เส้นทางไม่ได้สวยหรูแบบในฝัน เขาเล่าว่าเคยโดนแบนบัญชีหลายครั้ง ต้องสร้างใหม่เรื่อย ๆ ไลฟ์ก็โดนด่า โดนบูลลี่ บอกว่า “เต้นบ้าอะไร” “ขายหน้า” ทว่าขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวในหมู่บ้านกลับมองต่างออกไป – พวกเขาเห็นว่า นี่อาจเป็น “โอกาส” มากกว่าความบ้า

ประโยคที่ถูกแชร์ในอินโดจนกลายเป็นมีมประมาณว่า  
> “ข้าวสารหมดเหรอ? งั้นก็ขึ้นไลฟ์สิ”
มันไม่ใช่มุกอย่างเดียว แต่มันคือความจริงของบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านนี้

จากครีเอเตอร์เดี่ยว…สู่ “หัวหน้าโปรดักชันหมู่บ้าน”
ความต่างของกุนาวัน กับครีเอเตอร์อีกนับล้านคนบน TikTok คือ เขาไม่ได้หยุดแค่ “ดังคนเดียว”

เมื่อยอดผู้ชม และของขวัญ (gift) ในไลฟ์เริ่มพุ่ง เขาไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว แต่เริ่มชวนคนในหมู่บ้านมาร่วมเต้นด้วย พ่อค้า–แม่ค้า, ชาวไร่, คนงานก่อสร้าง, คนสานขนมท้องถิ่นอย่างคิชมปริง – ทุกคนทยอยกลายเป็น “นักเต้นข้างกล้อง” ในรายการของเขา ไม่นาน จาก “ครีเอเตอร์หนึ่งคน” จึงกลายเป็น

> **หมู่บ้านคนทำไร่–คนหาเช้ากินค่ำ ที่ผันตัวมาเป็น TikTok Live Streamer ราว 300 คน**
ข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย IPB ในอินโดนีเซียบอกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำไร่เหมือนเดิม แต่หลังลงนา พวกเขาก็มาเข้า “กะเต้น” กับทีมของกุนาวัน รายได้จากการไลฟ์อยู่ราวเดือนละ 2.5–3 ล้านรูเปียห์ สูงกว่ารายได้ทำไร่ปกติที่เฉลี่ยราว 1.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือนอย่างชัดเจน

ในหมู่บ้านมีหลายแอคเคานต์ หลายกลุ่มย่อย ไลฟ์พร้อมกันตามมุมต่าง ๆ ของหมู่บ้าน – ใครเดินผ่านก็จะเห็น ขาตั้งกล้อง ไฟริงไลท์ และกลุ่มชาวบ้านเต้นท่าคล้ายกันพร้อมเสียงเพลงเดียวกันวนไป
นี่คือภาพที่ทำให้สื่ออินโดเรียกที่นี่ว่า **“หมู่บ้านโจเก็ต Sadbor”** หรือ “หมู่บ้าน TikTok” ไปเรียบร้อยแล้ว

การเต้นไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่มันคือเงินเดือนทั้งหมู่บ้าน
รูปแบบก็เหมือนโชว์ง่าย ๆ
- เพลงรีมิกซ์จังหวะหนัก ๆ ดังขึ้น  
- ชาวบ้าน 7–10 คน ยืนเรียงแถว เต้นท่าประจำที่คล้าย “ไก่จิก” ผสมท่าโยกกวน ๆ  
- ใครส่ง gift เข้ามา ชื่อของคนส่งจะถูกตะโกนบนไลฟ์ พร้อมท่าเต้นพิเศษให้
**ทุกเหรียญคือเงินสด** – รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า กุนาวันเคยทำรายได้จากไลฟ์ได้วันละ 400,000–700,000 รูเปียห์ (ประมาณเกือบพัน–ราวพันกว่าบาทต่อวัน) ในช่วงที่พีกที่สุด ส่วนหนึ่งของเงินนี้ถูกแบ่งให้คนเต้นในทีมอย่างเป็นระบบ มีการเล่าว่าเขาเก็บไว้ราว 20% ส่วนอีก 80% แบ่งให้สมาชิกที่ร่วมขึ้นไลฟ์ – สำหรับหลายคน นี่คือเงินที่ช่วย
- ซ่อมบ้านที่ผุพังทีละส่วน  
- ซื้อข้าวของใช้จำเป็น  
- ซื้อรถมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตจาก “เงินเต้น TikTok”

ภรรยาของกุนาวันเล่าว่า เงินจาก TikTok ช่วยให้เขาค่อย ๆ ต่อเติมบ้านทีละนิด และยังลงเงินไปช่วยสร้างทางเดินคอนกรีตในหมู่บ้าน ใช้งบกว่า 14 ล้านรูเปียห์ – สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนในกรุงหลายคนอาจยังทำไม่ได้ แต่ชาวบ้านที่ “เต้นหน้ากล้องมือถือ” ทำได้

เด็ก–คนแก่เต้นได้หมด: ดราม่าความหวังและศักดิ์ศรี
ภาพที่คนเห็นแล้วสะดุด คือ
> ทำไมทั้งเด็กเล็ก ทั้งลุงป้า ทั้งคนแก่ ถึงมาเต้นกลางแดดแบบไม่อายใคร?
เบื้องหลังมันไม่ได้โรแมนติกอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ “ศักดิ์ศรีบนท้องว่าง”
งานวิจัยของนักศึกษามหาวิทยาลัย IPB วิเคราะห์ว่า ชุมชนชนบทในพื้นที่นี้รายได้ต่ำและไม่มั่นคง การที่ “อาชีพสตรีมเมอร์” เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ทำให้พวกเขามีช่องทางเติมรายได้โดยไม่ต้องทิ้งอาชีพเกษตรกรเดิมไปทั้งหมด แต่แน่นอน มันมาพร้อมคำถามเรื่องภาพลักษณ์และคุณค่าทางสังคมด้วย
มีลุงชาวสวนบางคนในข่าวอินโดเล่าว่า  
- ตอนเช้ายังไปไร่ตามปกติ  
- ตอนบ่าย–เย็นกลับมาเข้ากะเต้น TikTok ได้เพิ่มวันละ 50–200,000 รูเปียห์
สำหรับคนเมืองใหญ่ตัวเลขนี้อาจดูไม่มาก แต่สำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ มันคือเงินที่แปลเป็นข้าวสารและค่าเล่าเรียนลูกได้จริง ๆ
ในสายตาคนดูออนไลน์ มันคือ “ความฮา”  
ในสายตาคนเต้น มันคือ “โอกาส”  
ในสายตาคนในหมู่บ้าน มันคือ “การไม่ยอมแพ้เรื่องปากท้อง”

วันที่หมู่บ้าน TikTok ถูกลากเข้าดราม่าใหญ่
แต่ทุกความปังบนโลกออนไลน์ มีด้านมืดซ่อนอยู่เสมอ
เมื่อชื่อของ “Sadbor86” กระจายไปทั่วประเทศ เพจข่าว–ทีวี–โซเชียลทุกเจ้าแห่กันมาทำสกู๊ป “หมู่บ้าน TikTok ที่เต้นทั้งหมู่บ้านแล้วได้เงินเป็นล้าน”
ไม่นานนัก กุนาวันก็ถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวน เรื่อง **พัวพันการโปรโมตเว็บพนันออนไลน์** ผ่านสปอนเซอร์ที่มาปรากฏในไลฟ์ของเขา – เคสนี้ร้อนแรงจนสื่อแข่งกันเสนอข่าวว่าครีเอเตอร์ที่เคยเป็น “แรงบันดาลใจด้านเศรษฐกิจ” กำลังกลายเป็น “เครื่องมือของการพนันออนไลน์” ไปเสียแล้ว

เขายืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจให้หมู่บ้านเป็นพื้นที่โปรโมตอะไรผิดกฎหมาย แต่การที่คนภายนอกเข้ามา “เปย์หนักผิดปกติ” แล้วโยงกับเว็บพนัน ทำให้รัฐมองว่าไลฟ์เหล่านี้อาจกลายเป็นช่องทางดึงคนมาสู่ระบบการพนันออนไลน์แบบเนียน ๆ
ภาพที่เคยเป็น “หมู่บ้านเต้นอย่างมีความสุข” จึงถูกซ้อนทับด้วยภาพใหม่ – หมู่บ้านที่เด็กและผู้ใหญ่ทุกวัย กลายเป็น actor ในระบบเศรษฐกิจออนไลน์ที่ซับซ้อนกว่าที่พวกเขาเข้าใจ หลังจากนั้น เขาได้ประกันตัวออกมาจากคดี แต่ชื่อของหมู่บ้านนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ครีเอเตอร์ที่ยกทั้งชุมชนเข้าแพลตฟอร์ม: แรงบันดาลใจหรือคำเตือน?
หากมองแบบ “ครีเอเตอร์สายธุรกิจ” สิ่งที่กุนาวันทำคือ masterclass ระดับชุมชน
1. เขาสร้าง **IP ท่าเต้น** และซาวด์เฉพาะตัว (คนจำได้ว่าคือ “โจเก็ต Sadbor”)  
2. เขาเปลี่ยน “แฟนคลับ” ให้กลายเป็น “ลูกทีม” ในหมู่บ้าน  
3. เขาไม่ดังคนเดียว แต่ **ปั้นทั้งหมู่บ้านให้ขึ้นมาเป็นครีเอเตอร์** – จนมีงานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยตามไปเก็บข้อมูล  
4. เขาใช้รายได้จากแพลตฟอร์ม ดึงไปสร้างของจริงที่สัมผัสได้ เช่น ซ่อมบ้าน ทำทางเดินหมู่บ้าน
มองอีกมุมหนึ่ง เขาคือ “คำเตือน” ชัด ๆ ว่า
- ถ้าชุมชนพึ่งรายได้จากแพลตฟอร์มเดียวมากเกินไป  
- ถ้าไม่เข้าใจเรื่องกฎหมาย–ภาษี–โฆษณาผิดกฎหมาย  
- ถ้าไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาโปรโมตจริง ๆ แล้วเป็นใคร
วันหนึ่งหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านอาจต้องรับผลกระทบจากการตัดสินใจของคนไม่กี่คน

บทเรียนสำหรับคนไทย: ระหว่างความฝันกับความเสี่ยง
เคส Sadbor86 ทำให้เราเห็นภาพชัดมากว่า
- **แพลตฟอร์มดิจิทัล** สามารถเปลี่ยนอาชีพเกษตรกรให้กลายเป็นครีเอเตอร์ได้จริง  
- **ชุมชนทั้งชุมชน** สามารถถูกยกขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ “อินฟลูเอนเซอร์เดี่ยว ๆ”  
- แต่ **เส้นแบ่งระหว่างโอกาสกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือ** บางมาก
สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็น
- เด็กที่ฝันอยากเป็น YouTuber / TikToker  
- ชาวบ้าน–เกษตรกรที่อยากมีรายได้เสริม  
- หรือ SME ที่อยากใช้ creator มาช่วยขายของ
เคสของหมู่บ้าน Sadbor บอกเราว่า
1. **การเต้นหน้ากล้องไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป** – มันคืออาชีพ มันคือเศรษฐกิจ มันคือการเมืองของแพลตฟอร์ม  
2. **การยกทั้งชุมชนเข้าแพลตฟอร์ม** เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ – แต่ทุกคนต้องเข้าใจเกมนี้ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ตามกระแส  
3. **ทุก gift มีเงื่อนไข** – ตั้งแต่การแบ่งเงิน การจัดการภาษี ไปจนถึงการไม่ปล่อยให้เว็บผิดกฎหมายเข้ามาคุมเกมเบื้องหลัง
บางที เรื่องราวของกุนาวัน กับหมู่บ้านเล็ก ๆ ในซูกาบูมิ อาจเป็นทั้ง  
- นิทานว่าด้วย “ความหวังในยุคดิจิทัล”  
และพร้อมกันนั้น  
- ก็เป็น “สัญญาณไฟสีเหลือง” เตือนว่าครีเอเตอร์–คอมมูนิตี้ไทย ต้องใช้แพลตฟอร์มอย่างมีสติและรู้เท่าทันมากกว่าเดิม
เพราะถ้าวันหนึ่งแพลตฟอร์มดับไฟ หรือกฎหมายส่องไฟมาที่เรา  
สิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่จริง ๆ ไม่ใช่ยอดวิว  
แต่คือ – ชุมชนของเราจะยังยืนได้อยู่แค่ไหน หลังเสียงเพลงหยุดลงแล้ว 🟡

มุมมอง ‘ดวงฤทธิ์’ ชี้ประเทศติดกับดัก “หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม” โครงสร้างการเมือง–การเงินปิดทาง FDI โต คนไทยแบกหนี้ต่อหัว 2.4 แสนบาทไร้ทางออก ตั้งคำถามรัฐบาลหน้า แก้โจทย์นี้ได้จริงหรือไม่?

(18 พ.ย. 68) นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบชาวไทย และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Duangrit Bunnag ระบุว่า

เศรษฐกิจของไทย ง่อยเปลี้ยเสียขามาหลายปี ตั้งแต่สมัย 11 ปีก่อน มาจนถึงสมัยปัจจุบัน มีพื้นฐานมาจากเรื่องง่ายๆ สามเรื่อง

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม
เรื่องหนี้เยอะนี่คุยมาหลายรอบ หนี้สาธารณะเราทั้งระบบน่าจะประมาณ 16 ล้านล้านบาท เท่ากับคนไทยทุกคนเริ่มต้นชีวิตด้วยการลืมตาดูโลกก็แบกหนี้ไว้ประมาณ 240,000 บาท เป็นคนเมือง 10 ล้านคน ก็ยังพอเห็นทางไป แต่กับที่เหลืออีก 50 กว่าล้านคนในท้องที่ห่างไกล ก็ดูเหมือนแต่ละชีวิตที่เกิดมา มันจะไม่ค่อยมีความหวัง 

ช่วงเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศที่หนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงคือช่วงสมัยนายกทักษิณ (ค.ศ. 2002-2006) หนี้สาธารณะลดลงจาก 54.9% เหลือ 39.2% ซึ่งรับตัวเลข 54.9% มาจากหลังช่วงที่เข้าสู่ IMF หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงคุณสมัครและคุณสมชายลดไปได้อีกนิดหน่อย ได้ลงไป 34.9% หลังจากนั้นก็ทยอยขึ้นมาเรื่อยจนถึงปี ค.ศ. 2019 หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ 41.1% ของ GDP หนี้สาธารณะเราเพิ่มขึ้นสูงสุดในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ปี 2014 ถึง 2022 บวกรวบไป 20 จุด เพิ่มเป็น 61.5% ทำสถิติสูงสุดในบรรดานายกรัฐมนตรีทุกคน ถ้าไม่นับตอนวิกฤตค่าเงินช่วงนายกชวน ที่ลบรวมกันไปเกือบ 40 จุด 

มาจนถึงวันนี้ก็มีแนวโน้มแต่หนี้จะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีทางเยียวยา คนล่าสุดที่ออกมาพูดเรื่องนี้คืออดีตนายกทักษิณคนเดิม ที่ออกมาพูดเรื่องซื้อหนี้ออกจากระบบทั้งหมด 13 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ขนาดพูดแล้วก็รัฐบาลตอนนั้นยังคิดตามไม่ทัน กว่าจะคิดทันก็มีอันเป็นไปทางการเมืองเสียก่อน คนไทยทุกคนก็ต้องแบกหนี้ 240,000 บาทก้อนนี้กันต่อไป

ทุนน้อย
อันนี้เป็นปัญหาที่ซึมเศร้ามาหลายปี ทุนที่ผมพูดถึงคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ตัวเลขค่าเฉลี่ยของ FDI ต่อ GDP ในช่วง 30 ปีคือประมาณ 1.9% ช่วงที่สูงสุดคือสมัยรัฐบาลทักษิณ(อีกละ) อยู่ที่ 4% (ค่าเฉลี่ยโลกปัจจุบันอยู่ที่ 4.56%) ในขณะที่รัฐบาลประยุทธ์ทำสถิติต่ำสุดคือ 0.86% 

โครงสร้างของประเทศไทยทั้งการเมืองและการเงิน ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศมี FDI ที่เพิ่มขึ้นเลย ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคุมการไหลเข้าของเงินอย่างเข้มงวด ยังไม่ตื่นจากฝันร้ายสมัยต้มยำกุ้ง และทำทุกอย่างเพื่อเสถียรภาพของธนาคารและไม่ใช่เสถียรภาพของประชาชน ในทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้อำนาจปกครองสูงสุดเป็นอำนาจของคณะบุคคลที่เป็นองค์กรอิสระ ที่สามารถสร้างอิทธิพลจากการเลือกสรรเข้าไปได้จากอำนาจทางการเมือง มองมาจากต่างประเทศ ดูยังไงก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ทุนใหญ่ที่จะเข้ามาที่เคยคุยกัน เขาก็กังวลเรื่องนี้ทั้งสิ้น โอกาสที่ทุนต่างประเทศจะเข้ามาเติมเงินให้ระบบก็เหลือน้อยมาก เศรษฐกิจเราก็โตยาก

การควบคุมที่เข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทยนี่เอง ที่เลยเถิดไปถึงการบริหารค่าเงิน ที่ทำให้เงินบาทแข็งต่อเนื่องมาเป็นสิบปี การท่องเที่ยวและส่งออกที่เคยเป็นความหวังในการนำเงินเข้ามาเติมในระบบก็ยิ่งริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลเข้ามาจะแก้ก็เข้ามาได้ช่วงสั้นๆ เพราะรัฐธรรมนูญแบบที่มี ไม่อนุญาตให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้นาน ประเทศไทยเราก็ต้องอยู่กับวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจนี้ต่อไปอย่างไม่เห็นทางแก้

ภาษีอ่วม 
คนไทยทำงานในไทย หนักเบาแค่ไหนก็ต้องโดนภาษี ซื้อของก็โดนภาษี ขายของก็โดนภาษี คนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้าจะเอาเงินกลับเข้าไทย ก็ต้องโดนภาษี ก็เลยไม่เอาเงินกลับเข้ามาดีกว่า เอาไปเก็บไว้ข้างนอกประเทศ ธนาคารต่างประเทศก็เล่นเป็น เก็บเงินไว้นานให้ผลตอบแทนดีกว่า คนก็เก็บเงินไว้เมืองนอก บินไปต่างประเทศไปใช้เงินที่อยู่นอกประเทศ ซื้อบ้านซื้อรถอยู่ต่างประเทศ เงินในไทยก็ยิ่งร่อยหรอไปอีก

คนไทยจ่ายภาษีเฉลี่ยแล้วต่อหัวต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 17% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงกว่าสิงคโปร์ที่ตัวเลขอยู่ที่ 13.6% ราวกับว่าเศรษฐกิจเราดีกว่าสิงคโปร์ ตัวเลขของเวียดนามใกล้เคียงกับเราที่ 16.8% ก็จริง แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ในขณะที่ไทยนั้นเราจ่ายภาษีกันเฉลี่ยอยู่ที่ 14%-15% สมัยนายกทักษิณ (อีกแล้ว) แล้วก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนค่อนข้างนิ่งที่ 17% ไม่มีแนวโน้มลดลง ที่ต้องเก็บภาษีเยอะ เพราะจำนวนข้าราชการต่อหัวประชากรเราเยอะมาก รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะ

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม เป็นเสาหลักสำคัญที่ทำยังไงก็จะกดหัวคนไทยเอาไว้ไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้ เลือกตั้งครั้งหน้าอาสามาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ต้องตอบตรงนี้ให้ได้ว่าจะแก้อย่างไร ไม่ตอบข้อใดข้อหนึ่ง ผมก็ถือว่าปัญหาหลักเศรษฐกิจไม่มีทางแก้ได้ 

หลักฐานตามประวัติศาสตร์มันชี้ชัดว่ามีคนเดียวที่แก้ได้ และตอนนี้แกต้องไปนอนอยู่ในคุกด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ประเทศนี้มันน่าเศร้าแท้ 

#สงสารประเทศไทย

เมื่อ “ทัวริสต์” กลายเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ฉายภาพสะท้อนเคส “แจ็กแปปโฮ” ทำไทยเสียชื่อกระทบภาพลักษณ์

ดราม่า “แจ็กแปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนหลังคารถหน้าร้าน Lawson วิวภูเขาไฟฟูจิ” ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้สะเทือนแค่ชื่อเสียงของยูทูบเบอร์คนหนึ่ง แต่สะเทือน “ภาพจำคนไทยทั้งชาติ” ว่าพอไปต่างประเทศ เราเคารพกติกาคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าหันกระจกกลับมาดูฝั่งเราเอง คำถามก็คือ เวลาคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย เขาเคารพกติกาเราแค่ไหน? และหลายเคสก็ “ดราม่าไม่แพ้กัน” แถมมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกันคือ – เอาคอนเทนต์ เอาความมันส์ เอายอดไลก์ มาก่อน “ความเคารพพื้นที่และวัฒนธรรม”

บทความนี้ชวนดูเคสจริงของคนต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้ว #หาทำ จนเป็นข่าว และลองเทียบกับเคสแจ็กแปปโฮ ว่าโลกท่องเที่ยวยุคโซเชียลมันกำลังพาเราไปทางไหนกันแน่

หัวข้อ: เคสต่างชาติในไทย: ดราม่าแบบเดียวกับแจ็กแปปโฮ แค่สลับประเทศ

1) บิกินี่อาบแดดหน้าเขตพระราชวัง – สนามหลวง / เชียงใหม่ / วัดไทย
- นักท่องเที่ยวต่างชาติใส่บิกินี่อาบแดดบนสนามหลวง ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง กลางพื้นที่สาธารณะซึ่งผูกพันกับสถาบันหลักของประเทศและพิธีกรรมสำคัญของรัฐ
- หญิงชาวตะวันตกล้มตัวนอนอาบแดดในบริเวณวัดที่เชียงใหม่ กลายเป็นข่าวในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ เพราะเป็น “วัด” ที่คนไทยมองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สระว่ายน้ำหรือชายหาดส่วนตัว

ในมุมของนักท่องเที่ยว อาจคิดว่า “ก็แค่นอนอาบแดด ไม่ได้ทำร้ายใคร”
แต่มุมของคนไทย นี่คือ “การใช้ร่างกายและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ที่เราถือว่าเป็นเขตเคารพ”

2) ปีนพระ ปีนโบราณสถาน – เพื่อรูปสวยไม่กี่ช็อต
- นักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติปีนขึ้นไปบนฐานพระพุทธรูปในวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา เพื่อเก็บมะม่วง มีเพื่อนยืนถือถุงรออยู่ด้านล่าง คลิปถูกแชร์ใน TikTok จนเป็นข่าวใหญ่ เพราะเข้าข่ายทำลายโบราณสถาน และละเมิดต่อสิ่งที่ชาวพุทธเคารพ
- นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนองค์เจดีย์/ปรางค์วัดโบราณ เพื่อถ่ายรูปเท่ ๆ ลงโซเชียล ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้ประกาศชัดเจนว่า “ห้ามปีนป่าย”

3) “คอนเทนต์อนาจาร” ในพื้นที่สาธารณะและโบราณสถาน
- กรณี 2 หนุ่มอเมริกันถ่ายภาพ “โชว์ก้น” ที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แล้วโพสต์ลงโซเชียล จนถูกตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายไทย
- เคสในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ตำรวจดำเนินคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารกับหญิงไทยในที่สาธารณะ จนคลิปไวรัล และกระทบภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคลิปเหล่านี้ คือ “เศรษฐกิจคอนเทนต์ + อีโก้”
บางคนไม่สนแล้วว่าประเทศเจ้าบ้านมีกฎหมาย วัฒนธรรม หรือเส้นแดงตรงไหน ขอแค่ “แรงพอจะไวรัล” ก็พอ

หัวข้อ: จุดร่วมระหว่าง “แจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น” กับ “ทัวริสต์ห่าม ๆ ในไทย”

1. คอนเทนต์มาก่อนกติกา
ทั้งแจ็กแปปโฮ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย ล้วนเอาเฟรมภาพให้สุด เอาคอนเทนต์ให้เดือด ก่อนค่อยคิดถึง “กติกาของเจ้าบ้าน”

2. ไม่อินกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของเจ้าบ้าน
สำหรับบางคน ภูเขาไฟฟูจิอาจเป็นแค่ “วิวสวย” แต่มันมีมิติทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ชาติของญี่ปุ่น
วัดไทย สนามหลวง พระปรางค์วัดอรุณ หรือโบราณสถานอยุธยา ก็ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือประวัติศาสตร์และศรัทธาของคนไทย

3. ตรรกะ “เค้าจะรู้เหรอว่าผมเป็นคนไทย / ชาติไหน”
เคสแจ็กแปปโฮตอบคนเตือนว่า “เค้าจะรู้เหรอครับว่าผมเป็นคนไทย” กลายเป็นดราม่า เพราะสังคมมองว่านี่คือการปัดความรับผิดชอบต่อ “ภาพรวมคนไทย”
ในทางกลับกัน เวลาเห็นข่าวฝรั่งทำอะไรในไทย คนไทยก็มักพูดว่า “อย่าทำแบบนี้ คนไทยทั้งประเทศเสียหน้า”

4. แพลตฟอร์มโซเชียลคือเชื้อเพลิง
ถ้าไม่มียอดวิว ไม่มีคอมเมนต์ ไม่มีรายได้จากแพลตฟอร์ม ก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงทำอะไรสุดโต่ง ดราม่าทั้งหลายจึงเป็นผลข้างเคียงของยุคที่คนจำนวนมาก “หาเลี้ยงชีพจากความสนใจของคนดู”

หัวข้อ: ผลกระทบ – ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่กระทบคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ

1. ภาพลักษณ์ประเทศ = ปัจจัยในใจนักท่องเที่ยวรุ่นต่อไป
เมื่อมีข่าวคนไทยทำเรื่องฉาวในญี่ปุ่น หรือฝรั่งทำอะไรแรง ๆ ในไทย สื่อทั้งในและต่างประเทศเอาไปเล่นซ้ำ ย้ำภาพลบให้ฝังในหัวคนทั่วโลก

2. คนไทย / คนท้องถิ่นที่ทำงานสุจริตโดนเหมารวม
คนไทยที่ไปทำงานในญี่ปุ่นกังวลว่าเคสดราม่าจะทำให้เจ้าถิ่นมองแรงขึ้น
คนไทยที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวในอยุธยา กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ เสี่ยงโดนมองว่า “ประเทศนี้ปล่อยปละละเลย” เมื่อมีข่าวฝรั่งทำอนาจาร ปีนวัด หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมในวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. เจ้าหน้าที่ต้องตามเก็บกวาด – ดราม่า = ค่าทำความสะอาดสังคม
ทุกเหตุการณ์ที่เป็นข่าว หมายถึงเวลาและทรัพยากรของตำรวจ กรมศิลป์ ททท. และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องตามแก้ปัญหา ออกประกาศชี้แจง ปรับกฎ ทำป้ายภาษาอังกฤษเพิ่ม

หัวข้อ: ไทยควรรับมืออย่างไร? จาก “ดราม่านักท่องเที่ยว” สู่ “มาตรฐานเที่ยวอย่างเคารพ”

1. ตั้งมาตรฐาน “เที่ยวไทยอย่างเคารพ” ให้ชัด และสื่อสารแบบตรงจุด
- ทำคู่มือสั้น ๆ หลายภาษา “DO / DON’T ในวัด โบราณสถาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”
- ใช้รูปภาพง่าย ๆ ให้เข้าใจได้แม้ไม่อ่านภาษาไทย
- ดันให้สายการบิน โรงแรม บริษัททัวร์ เอาคู่มือชุดนี้ไปใส่ในแพ็กเกจ/อินโฟก่อนเข้าเมือง

2. แยก “ไม่รู้จริง ๆ” ออกจาก “รู้แต่ยังทำ” แล้วจัดการต่างกัน
- “ไม่รู้กติกา” -> ใช้การตักเตือน + ให้เซ็นรับทราบ + บันทึกชื่อ
- “จงใจละเมิด / ทำซ้ำ / ทำคอนเทนต์อนาจาร” -> ดำเนินคดีเต็มที่ตามกฎหมายไทย และสื่อสารให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

3. ทำงานกับแพลตฟอร์มและอินฟลูเอนเซอร์
- ประสานกับแพลตฟอร์มให้ช่วยลดการกระจายคอนเทนต์ที่ละเมิดกฎหมายหรือทำลายโบราณสถาน
- ชวนอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติที่รักเมืองไทย มาทำแคมเปญ #RespectThailand หรือ #TravelWithRespect
- ฝั่งไทยเองควรมี “โค้ดออฟคอนดักต์ของครีเอเตอร์” เวลาไปทำคอนเทนต์ต่างประเทศ

4. กล้าพูดกับนักท่องเที่ยวแบบตรง ๆ แต่ไม่เหยียด
สร้างวัฒนธรรมว่า การเดินเข้าไปบอกด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า “Here it’s not allowed. This place is sacred.” ไม่ใช่การเหยียด แต่คือการปกป้องบ้านของเรา

บทสรุป
เคสแจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น และเคสนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย สุดท้ายสะท้อนว่า เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นฉากหลังให้คอนเทนต์ เราจะยอมให้ “ยอดวิว” สำคัญกว่าความเคารพกันและกันหรือไม่

หากคนไทยอยากให้ชาวโลกมองเราเป็น “นักท่องเที่ยวที่เคารพกติกา” เราก็ควรคาดหวังมาตรฐานเดียวกันกับคนที่มาเยือนบ้านเรา

ดราม่าท่องเที่ยวอาจจบใน 24 ชั่วโมงบนโซเชียล แต่รอยจำในสายตาชาวโลกและในใจคนท้องถิ่น – มันอยู่นานกว่านั้นเสมอ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top