Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ปัดส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน หลัง ‘ปูติน’ เตือนพร้อมตอบโต้รุนแรง ย้ำยังตั้งเป้ายุติความขัดแย้ง และรักษาสมดุลรัสเซีย–ยูเครน

(3 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาส่งขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน โดยกล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่คิดจะทำเช่นนั้น” หลังถูกถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับยูเครน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกคำเตือนว่า หากมีการโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก การตอบโต้ของรัสเซียจะ “รุนแรงและน่าตกตะลึง” พร้อมระบุว่าการถกเถียงเรื่องการส่งขีปนาวุธดังกล่าวเป็น “การยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่ายังคงเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ

นำแสงสว่างสู่โลกดิจิทัล ยกโมเดล AI มีจริยธรรม เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พัฒนาเมืองอัจฉริยะ–พลังงานสีเขียว

(3 พ.ค. 68) ชีค โมฮัมเหม็ด อัล-ซาบาห์ ประธานสมาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งคูเวต (AAIOT) กล่าวชื่นชมจีนว่า เป็นผู้นำในการผลักดัน “เทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” พร้อมระบุว่าจีนไม่ได้เพียงสร้างโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลัง “สร้างปรัชญาใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” ผ่านการวาง AI ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีจริยธรรมและหลักวิทยาศาสตร์

เขาย้ำว่า จีนได้กลายเป็น “เสาหลักในการกำหนดอนาคตดิจิทัลของโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นทางนวัตกรรม พร้อมชี้ว่าจีนไม่ได้เพียงแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี แต่กำลัง “นำทางโลกสู่การใช้ AI อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ”

สำหรับคูเวต ชีค โมฮัมเหม็ดระบุว่า ประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “New Kuwait 2035” โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาอัจฉริยะ และพลังงานยั่งยืน แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและกฎระเบียบข้อมูล แต่ถือเป็น “โอกาสในการร่วมมือกับจีน” เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานจริยธรรมด้าน AI

นอกจากนี้ เขายังยก “โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัล” ของจีนว่าเป็น “สะพานแห่งแสงเชื่อมเอเชียกับอ่าวเปอร์เซีย” และแสดงความมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ความร่วมมือจีน–คูเวตจะเติบโตสู่ยุคใหม่ โดยมีเมืองอัจฉริยะ “Silk City” และ “Gateway Smart City” เป็นสัญลักษณ์ของการจับมือกันในโลกดิจิทัล

ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด

ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที

แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา

แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม

เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้

แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย

ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว

หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”

แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย

เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า

เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น

เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที

ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด

โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง

แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”

เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต

 

กระแส BLACKPINK กลับมาร้อนแรง ในครึ่งหลังปี 2025 หรือช่วงกลางธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังไม่ยืนยันวันปล่อยอัลบั้มที่แน่ชัด

(4 พ.ย. 68) BLACKPINK กลับมาเป็นประเด็นร้อนครั้งใหม่ในวงการเพลงเกาหลี หลังมีเบาะแสชัดเจนถึงการเตรียมคัมแบ็กช่วงปลายปี 2025 โดยมีรายงานจากสื่อเกาหลีหลายแห่งระบุว่ากลุ่มอาจปล่อยอัลบั้มที่คาดหวังกลางเดือนธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังชี้แจงอย่างระมัดระวังว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เกี่ยวกับวันปล่อยอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผลงานกำลังอยู่ในขั้นตอน post-production พร้อมกับเปิดโหมดเตรียมงานอย่างเต็มที่

การสังเกตสถานการณ์ล่าสุดที่ชัดเจนคือการปล่อยซิงเกิลใหม่ "Jump" เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2025 ซึ่งเพลงนี้ต่อยอดด้วยเครดิตร่วมสร้างสรรค์โดย Diplo และมิวสิกวิดีโอที่กำกับโดย Dave Meyers ถือเป็นสัญญาณเปิดยุคใหม่ของ BLACKPINK พร้อมกับทัวร์สเตเดียมระดับโลกในปี 2025–26 ที่วงเดินสายแสดงทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป ที่สนามไอคอนิกอย่าง SoFi Stadium และ Wembley Stadium

YG Entertainment ยืนยันว่าเกี่ยวกับวันปล่อยอัลบั้มยังอยู่ในขั้นตอนการขัดเกลาข้อมูลและพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดท้าย แต่ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน โดยค่ายตอบกับสื่อว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เพื่อรักษาความแม่นยำและเปิดช่องให้อัปเดตข้อมูลเป็นระยะ ขณะที่ผู้ชมคาดหวังว่าอัลบั้มเต็มจะสักวันหนึ่งในช่วงปลายปีนี้

ก่อนหน้านี้เคยปล่อยซิงเกิล "Jump" ที่สะท้อนโทนโปรดิวซ์เข้มข้นขึ้น ด้วยแนวดนตรีแดนซ์และคลับ เป็นการยืนยันว่ากำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของผลงาน ตลอดจนการทัวร์ที่ช่วยเร่งกระแสคัมแบ็ก อย่างไรก็ดี ยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก YG เพื่อความชัดเจนที่แท้จริงสำหรับแฟนเพลงทั่วโลกและแฟนไทยที่จับตารอคอย

BLACKPINK ยังคงจัดเป็นหนึ่งในไอดอลกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในวงการเพลงป๊อปโลก ด้วยการทำทัวร์ระดับสเตเดียมและผลงานที่แข็งแรง ขณะที่โอกาสปล่อยอัลบั้มใหญ่ปลายปี 2025 ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป

ไทยเสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน หลังวินัยการคลังอ่อนแอ–รายได้ลด–หนี้พุ่ง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% ในปี 2570 KKP ชี้ 4 ทางรอด ก่อนเครดิตประเทศถูกกระทบ

แม้ว่าจะมีการถกกันถึง “ความยั่งยืนทางการคลัง”ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ โดยทาง KKP Research ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย.

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 - 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ
KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้
1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

ฟีฟ่าปัดอุทธรณ์ปมโอนสัญชาตินักเตะ กลายเป็นบทเรียนใหญ่วงการลูกหนัง ที่ต้องอ่านเกมกฎ–ขั้นตอน–เอกสาร ปิดประตู ‘ไมคอน คาร์โดโซ่’ ติดธงไทย??

การโอนสัญชาตินักฟุตบอลทีมชาติมาเลเซีย : บทเรียนถึงไทยในเส้นทางของ “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” กับทัพช้างศึก?? 

หลังจากฟีฟ่ายืนยันปัดคำอุทธรณ์ของสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (FAM) ในคดีใช้ “เอกสารปลอม” ยืนยันสิทธิ์ลงเล่นของผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย และคงบทลงโทษเดิมทั้งหมด ส่งสัญญาณชัดว่า “งานเอกสาร–กระบวนการ” สำคัญพอ ๆ กับฟอร์มในสนาม

ต้นเหตุเกิดจากที่ มาเลเซีย ส่งรายชื่อผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นทีมชาติมาเลเซีย ในเกมที่ถล่มเวียดนาม 4–0 (คัดเอเชียนคัพ 2027) แต่ถัดจากนัดนั้น (10 มิ.ย.) มีคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึงฟีฟ่าให้สอบสวนถึงเรื่องการโอนสัญชาติที่อาจผิดกฎ

ส่งผลให้ ปลาย ก.ย. 2025 ฟีฟ่าชี้ผิดตามกฎวินัย มาตรา 22 : ใช้เอกสารปลอม ลงโทษ FAM และแบนผู้เล่นทั้งหมด 7 คน เชื้อสายลาตินอเมริกา ประกอบด้วย กาเบรียล พัลเมโร่, ฟาคุนโด้ การ์เซส, โรดริโก้ โฮลกาโด้, อิมานอล มาชูก้า, เจา ฟิเกเรโด้, ฆอน อิราซาบัล และเอคตอร์ เฮเวล

ทั้งหมดถูกปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 80,500 บาท และแบนกิจกรรมฟุตบอลทุกระดับ 12 เดือน ส่วนสมาคมฟุตบอลมาเลเซียถูกปรับ 350,000 ฟรังก์สวิส (ราว 14 ล้านบาท)

ทัพเสือเหลืองมีสิทธิ์ไปต่อในการขอ “เหตุผลคำวินิจฉัย” ภายใน 10 วัน และมีอีก 21 วัน เพื่อยื่นต่อศาลกีฬาโลก (CAS) ในการอุทธรณ์

“นี่เป็นครั้งแรกที่ FAM ต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งทั้งทีมกฎหมายและผู้บริหารต่างรู้สึกแปลกใจกับคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม FAM จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของนักเตะ และเพื่อเกียรติของฟุตบอลมาเลเซียบนเวทีนานาชาติอย่างเต็มที่” ยุซอฟ มาฮาดี รักษาการนายกสมาคม ระบุ

เปิดบทเรียนสำหรับทุกชาติอาเซียน
1. แยก “สัญชาติ” ออกจาก “Eligibility” – ได้สัญชาติไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์ฟีฟ่าด้วย

2. ทำให้ครบทั้งเรื่องกฎหมายสัญชาติของรัฐ + กระบวนการฟีฟ่า (รวมถึงเรื่องการโอนสัญชาติถ้าเคยเล่นให้กับทีมชาติอื่น)

3. เอกสารเวอร์ชันเดียวกันทั้งองค์กร – ตั้ง Eligibility Data Room และ เช็กลิสต์ 3 ชั้น (ครบ–ตรง–ส่งให้ทันเส้นตาย)

4. ต้องมีแผนสำรองในสนาม – พร้อมโรเตชัน/บทบาทของนักเตะเชื้อสายตรงไม่โอนสัญชาติ เพื่อรองรับความเสี่ยง

เทียบสั้น ๆ กับชาติเพื่อนบ้าน
• อินโดนีเซีย : ทำครบเป็นระบบ เน้นนักฟุตบอลที่มีเชื้อสายดัตช์-อินโดนีเซีย ตัวอย่าง: มาร์เทน เพส์ (Maarten Paes), เจย์ อิดเซส (Jay Idzes), แซนดี วอลช์ (Sandy Walsh), คัลวิน เวอร์ดองค์ (Calvin Verdonk) และราฟาเอล สตรู๊ค (Rafael Struick)  

• ไทย : แนวทางลูกครึ่งใช้สิทธิ์เชื้อสายตรง (พ่อ/แม่เป็นคนไทย) เช่น นิโคลัส มิคเคลสัน (Nicholas Mickelson) ไทย-นอร์เวย์ คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดพิษณุโลก, โจนาธาน เข็มดี (Jonathan Khemdee) ไทย-เดนมาร์ก คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดสุรินทร์ และ เบนจามิน เดวิส (Benjamin Davis) ไทย-อังกฤษ-สิงคโปร์ มีคุณแม่เป็นคนไทย

• เวียดนาม : แนวคัดน้อย–ตรวจเข้ม : ตัวอย่างเช่น เหงียน ซวน เซิน (Rafaelson Bezerra Fernandes) นักเตะบราซิลแท้ แต่ทำตามกฎฟีฟ่า โอนสัญชาติได้ หลังลงเล่นให้ทีมในเวียดนามเกิน 5 ปี และ ฟิลิปส์ เหงียน (Filip Nguyen) ผู้รักษาประตูที่มีพ่อเป็นชาวเวียดนาม (ไฮฟอง) แม่เป็นชาวเช็ก 

เคสที่แฟนไทยจับตา: “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” เหตุผลที่ยังติดทีมชาติไทยไม่ได้

ประวัติย่อของ ไมคอน คาร์โดโซ่ นักเตะบราซิลหัวใจไทย

• เกิดที่บราซิล ย้ายมาไทยตามคุณพ่อ (ดักลาส คาร์โดโซ่ ตำนานนักเตะสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ตั้งแต่ 2 ขวบ เติบโตในจังหวัดราชบุรี และเข้าฝึกทักษะระบบลูกหนังโรงเรียนท้องถิ่น

• แจ้งเกิดกับ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน : โดดเด่นทั้งทักษะ–ทัศนคติในทัวร์นาเมนต์นักเรียน

• โด่งดังจากรายการทีวีด้านฟุตบอลบนช่อง WorkPoint ทำให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง

• ติดทีม STP (สตาร์ ทรานซิชัน โปรเจกต์/สโมสรเยาวชน): ได้เวทีจริงจังระดับอะคาเดมี พัฒนาความฟิต–แท็กติก

• เข้าตาแมวมอง–คัดตัวผ่าน จนได้เซ็นเข้าสู่ บาเยิร์น มิวนิค U17 ปัจจุบันอายุ 16 ปี ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของทัพเสือใต้ ร่วมกับดาวเตะระดับโลกอย่าง แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ, ไมเคิล โอลิเซ่ และมานูเอล นอยเออร์

ทำไม “ยัง” ติดทีมชาติไทยไม่ได้??

• กฎหมายไทยเรื่องแปลงสัญชาติเคร่ง (โดยทั่วไปต้องพำนักต่อเนื่อง/ภาษาไทย /เกิดที่ไทย/ ฯลฯ) 

• ยกตัวอย่างโค้ชเช (ชเวยองซอก) ได้สัญชาติไทยเพราะเขาได้อุทิศตนทำงานเป็นผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทยมานานกว่า 20 ปี และมีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง จนสุดท้ายได้ตัดสินใจสละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อรับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ 

• กฎฟีฟ่าเรื่องพำนัก/สายเลือด – หากไม่มีพ่อแม่/ปู่ย่าตายายเป็นคนไทย ต่อให้ถือพาสปอร์ตไทยในอนาคต ก็มักต้องผ่านเกณฑ์พำนักระยะยาวตามข้อกำหนดฟีฟ่า

“ตอนเด็กๆ ผมก็บอกเสมอว่าอยากเล่นให้ทีมชาติไทย แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่มีสัญชาติไทย… ตอนนี้ไปเล่นที่เยอรมัน ก็มีทีมชาติโปรตุเกส, ทีมชาติบราซิลมาคุยแล้วครับ… แต่ผมก็รักประเทศไทยเหมือนเดิม ตลอดครับ” ไมคอน คาร์โดโซ่ กล่าว 

สรุปบทเรียนจากมาเลเซีย

คดีมาเลเซียบ่งบอกว่า “เอกสาร–ขั้นตอน” คือเส้นเลือดใหญ่ของฟุตบอลทีมชาติ อยากโอนเร็วก็ได้ แต่ต้องเป๊ะ และควรเดินหน้าด้วย เอกสารที่ทางกรรมการจะใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร + Data Room + เช็กลิสต์ 3 ชั้น + ที่ปรึกษากฎหมายกีฬา ควบคู่แผนพัฒนาโฮมโกรว์นนักฟุตบอลสายเลือดแท้ในประเทศต่อไป

ไซออนิสต์ ชี้ เส้นเขตแดนใหม่ เตือนรัฐเถื่อนจะยึดครองฉนวน กาซ่าหากแผนผ่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์ไซออนิสต์​ กล่าวว่า เส้นสีเหลือง​เป็นเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซาที่จะเกิดขึ้น

หากแผนนี้ดำเนินการ ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงเมืองราฟฮ์จะตกอยู่ในการยึดครองของรัฐ​เถื่อน​ทันที

#รัฐเถื่อนที่ชอบยึดครองแผ่นดินผู้อื่น

‘วัน อยู่บำรุง’ โพสต์ยินดี งบสร้างสะพานปูนหนองแขม 4.5 ล้านบาท ลงมือก่อสร้างแล้ว ด้านไอซ์ รักชนก โผล่คอมเมนต์ทันควัน ซัดเคลมผลงาน

(4 พ.ย. 68) นายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.กทม. โพสต์คลิป พาดูสะพานไม้ ข้ามคลองภาษีเจริญ พร้อมระบุว่า เคยขอตอนสส.ให้สร้างเป็นสะพานปูน แต่เมื่องบประมาณไม่มา ก็มาซ่อมให้ จนต้องขอไปอีกเป็นรอบที่ 2 ก็ยังไม่มา กลายเป็นงบซ่อมแซมอีก ล่าสุดงบประมาณมาแล้ว จากการผลักดันของนายนวรัตน์ อยู่บำรุง สก.เขตหนองแขม คุณอาของตน ซึ่งดีใจกับชาวหนองแขมด้วย จะได้สัญจรไปมาและสะดวกสบายมากขึ้น

พร้อมระบุข้อความว่า สะพานข้ามคลองภาษีเจริญจากวัดหลักสามข้ามไปโรงเรียนประชาบำรุงเขตหนองแขมที่ผมเคยขอไว้ในสภาผู้แทนราษฎร บัดนี้ลงมือก่อสร้างแล้วนะครับ งบประมาณ 4,500,000 บาท

จากนั้น น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ได้เข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า โหพี่ สุดยอด หารือครั้งเดียวแล้วไม่สนใจอีกเลย แต่พองบจะมาลงปุ๊บรีบมาเคลมทันที ทำงานเค้าทำกันแบบนี้ ดูไว้นะคะ ถ้าอยากกลับเข้าสภาอีก ลองเอาไปฝึกดู 😃 

พร้อมทั้งได้แปะลิงก์ [ ปิดตำนาน “งบกลางผู้ว่า กทม.” เปลี่ยนสะพานไม้ เดินหน้าสร้างสะพานปูน ] https://www.facebook.com/share/p/1DVJfAXAxs/?mibextid=wwXIfr ซึ่งเป็นโพสต์ของทีมรังนกเอาไว้ด้วย

ทำความรู้จัก Zhipu AI สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ ยักษ์ใหญ่ของจีน ดังไกลทั่วโลก ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า!! ในปีเดียว สัญญาณบ่งชี้ AI แดนมังกรมาแรง

ในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ Zhipu AI (智谱AI) กลายเป็นที่จับตาของวงการเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์จากกรุงปักกิ่งรายนี้ เป็นหนึ่งในผู้นำของคลื่น “AI Made in China” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขับเคี่ยวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง OpenAI และ Google DeepMind

จุดเริ่มต้น ?
Zhipu AI ก่อตั้งในปี 2019 โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) หนึ่งในสถาบันวิศวกรรมชั้นนำของจีน และเป็นผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ชื่อว่า GLM (General Language Model) ซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกับ GPT ของสหรัฐฯ 

ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการแชตบอต “ChatGLM” ที่รองรับทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา

เป้าหมาย ?
ความสำเร็จของ Zhipu AI สะท้อนแนวโน้มว่าเทคโนโลยี AI จากจีนเริ่มได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลก ทั้งด้านคุณภาพของโมเดล ความเร็วในการอัปเดต และความสามารถในการประยุกต์ใช้งานในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสาร หรือการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ

มุมมองรัฐบาล ?
รัฐบาลจีนเองก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองว่า AI คือหนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง Baidu, Alibaba และ SenseTime ต่างเร่งพัฒนาโมเดลแข่งขันกัน แต่ Zhipu AI โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์ของ “สตาร์ทอัพสายวิจัย” ที่เน้นคุณภาพและการใช้งานเชิงลึกมากกว่าการตลาด

แนวคิด CEO ?
“อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกันที่ประสิทธิภาพของโมเดลเท่านั้น แต่คือการปฏิวัติรูปแบบการผลิตและการสร้างคุณค่าใหม่อย่างสิ้นเชิง” จางเผิง (Zhang Peng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Zhipu AI กล่าว

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Zhipu AI ที่ไม่ได้มองเพียงด้านเทคโนโลยี แต่ยังมองถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงานในอนาคต ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

บทสรุป
การเติบโตของ Zhipu AI และกระแสตอบรับจากต่างประเทศจึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของ AI จีน” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำร่วมในเวทีเทคโนโลยีระดับโลกอย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top