Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

กฟผ.ออกแถลงการณ์ กรณีเกิดเหตุดินสไลด์เหมืองแม่เมาะ พบทรัพย์สินเสียหายแต่ไร้ผู้บาดเจ็บ ยันไม่กระทบชุมชนโดยรอบ ไม่ส่งผลต่อการจ่ายไฟฟ้าในภาคเหนือ

ตามที่ การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้ตรวจพบการเคลื่อนตัวของมวลดินและเกิดดินสไลด์บริเวณที่ทิ้งดินฝังตะวันตกด้านใต้ (SW Dump) ส่งผลให้อาคารสำนักงาน บริษัท สหกลอิควิปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และทรัพย์สินบางส่วนได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และไม่ส่งผลกระทบกับการจ่ายไฟในพื้นที่ภาคเหนือแต่อย่างใด

ขณะที่ ความคืบหน้าล่าสุด นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ (ชชม.) เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลระบบตรวจวัดการเคลื่อนตัวพื้นที่ทิ้งดินแบบเรียลไทม์อย่างต่อเนื่อง พบการเคลื่อนตัวผิดปกติ บริเวณที่ทิ้งดินฝั่งตะวันตกด้านได้ (SW Dump) 

โดย กฟผ.แม่เมาะ ได้แจ้งบริษัทผู้รับจ้าง ซึ่งทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว ให้หยุดการเดินเครื่องจักรโปรยดิน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. พร้อมกับ ให้เคลื่อนย้ายเครื่องโปรยดิน ออกจากพื้นที่ รวมทั้ง ไม่ให้มีการโปรยดินเพิ่มเติม

กระทั่ง วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 03.00 น. พบการเคลื่อนตัวของมวลดินและเกิดดินสไลด์ ส่งผลให้อาคารสำนักงานบริษัทผู้รับจ้าง และทรัพย์สินบางส่วนได้รับความเสียหาย แต่ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด บริเวณความเสียหายเบื้องต้นครอบคลุม 1 ตารางกิโลเมตร และอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ จากการตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีฝนตกต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเคลื่อนตัวและดินสไลด์ดังกล่าว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นพื้นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการทำเหมืองและทิ้งมูลดินทราย ของ กฟผ.แม่เมาะ ไม่ส่งผลกระทบกับชุมชนโดยรอบ และไม่กระทบกับการจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม กฟผ.แม่เมาะ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการเก็บข้อมูลการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ทั้งนี้ ตลอดทั้งช่วงเช้าที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดย นายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง , อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง , นายอำเภอแม่เมาะ , สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 3 เชียงใหม่ , สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง , สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่เมาะ จ.ลำปาง , โรงพยาบาลแม่แม่เมาะ , กอ.รมน.ลำปาง เป็นต้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมกำกับให้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยในช่วงบ่ายได้ประชุมชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้รับทราบ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อยทันการณ์ต่อไป

ย้อนมองผลสำเร็จ 'คนละครึ่ง' 5 เฟส ก่อนมาถึง 'คนละครึ่ง พลัส'

โครงการ ‘คนละครึ่ง’ หนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่โดนใจประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดำเนินการต่อเนื่องถึง 5 เฟส จนมาถึงรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ปัดฝุ่นนำมาใช้อีกครั้งในชื่อ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีได้อีกเช่นกัน

ตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซียของชาติตะวันตกและสงครามการค้าส่อเค้าคลี่คลาย

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมัน ประจำสัปดาห์วันที่ 3 – 7 พ.ย. 68 และแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 10 – 14 พ.ย. 68 โดยระบุว่าตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซียของชาติตะวันตกและสงครามการค้าส่อเค้าคลี่คลาย

บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอินเดีย Indian Oil Corp. (IOC) ซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ปริมาณรวม 24 ล้านบาร์เรล ส่งมอบไตรมาส 1/69 โดยบริษัทเริ่มมองหาโอกาสในการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น และชะลอการนำเข้าจากรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมัน Rosneft และ Lukoil ของรัสเซีย ทั้งนี้ รัสเซียส่งออกน้ำมันดิบจากท่า Primorsk, Ust-Luga และ Novorossiisk ทางตะวันตกของรัสเซีย ในเดือน ต.ค. 68 อยู่ที่ 2.33 ล้านบาร์เรลต่อวัน

วันที่ 2 พ.ย. 68 กองบัญชาการปฏิบัติการฉุกเฉินภูมิภาค Krasnodar ในรัสเซียกล่าวว่ายูเครนใช้โดรนโจมตีท่าเรือ Tuapse ของรัสเซียบริเวณทะเลดำ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ และโจมตีโรงกลั่นTuapse (กำลังการกลั่น 240,000 บาร์เรลต่อวัน)

วันที่ 30 ต.ค. 68 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump และประธานาธิบดีจีน นาย Xi Jinping เจรจาข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้น ณ เมือง Busan ในเกาหลีใต้ โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในส่วนการลักลอบขนส่งยา Fentanyl จากเดิม 20% มาอยู่ที่ 10% ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 57% มาอยู่ที่ 47% โดยจีนจะกวาดล้างการค้า Fentanyl ผิดกฎหมาย กลับมานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และชะลอการควบคุมการส่งออกแร่ Rare Earth เป็นเวลา 1 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้ลงนามเป็นข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

วันที่ 2 พ.ย. 68 กลุ่ม OPEC+ (8 ประเทศ) มีมติเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ธ.ค. 68 ปริมาณเดือนละ 137,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อชดเชยส่วนที่เคยอาสาลดการผลิตโดยสมัครใจ (Voluntary Cut) ปริมาณ 1.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน Advertisment

'ฉงชิ่ง' เมืองเศรษฐกิจ มหานครพิเศษทางตะวันตกเฉียงใต้ เศรษฐกิจโตแซงค่าเฉลี่ยประเทศ GDP ขึ้นอันดับ 4 ของจีน แซงกวางโจวขึ้นแท่นเมืองมาแรง

📍 ภาพรวม
ฉงชิ่ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นหนึ่งในมหานครใหญ่โดยตรงภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางจีน (municipality) แยกตัวออกจากมณฑลเสฉวนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1997

มีพื้นที่ประมาณ 82,403 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสมาชิกของบางประเทศ และมีประชากรราว 32 ล้านคน (ตามสำมะโนในปี 2020) เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศโดดเด่น — ตั้งอยู่ที่จุดบรรจบของแม่น้ำ Yangtze River และ Jialing River พร้อมยังล้อมรอบด้วยภูเขาและเนินเขา ซึ่งทำให้เมืองมีลักษณะ “ชั้นๆ” หรือหลายระดับ (multi-level urbanism) ในการวางผังเมืองและถนนอาคารต่างๆ

🚀 จุดเด่นของการเติบโต
ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเฉลี่ยประเทศ โดยในปี 2024 ก้าวขึ้นเป็นเมืองอันดับ 4 ของจีนจากมูลค่า GDP รวม (แซงหน้าเมืองใหญ่อย่าง Guangzhou) เศรษฐกิจของเมืองถูกผลักดันโดยภาคการผลิต (automotive, อิเล็กทรอนิกส์) และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ภาพยนตร์ การท่องเที่ยวฯลฯ อยู่ภายในยุทธศาสตร์ “Chengdu–Chongqing Economic Circle” ที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้เป็นหนึ่งใน “ขั้วการเติบโต” ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรวมเมือง Chengdu และพื้นที่โดยรอบไว้ด้วย

🏙 ลักษณะเมืองที่น่าสนใจ

เนื่องจากภูมิประเทศที่สูง-ต่ำและสลับซับซ้อน ฉงชิ่งจึงมีการก่อสร้างแบบหลายระดับ (vertical urbanism) อาคารหลายหลังอาจมีทางเข้า “ground floor” อยู่ที่ชั้นต่างๆ ขึ้นอยู่กับระดับถนนในแต่ละด้าน ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมมีความทันสมัยและใหญ่โต เช่น รถไฟระบบโมโนเรล/รถไฟฟ้าที่เชื่อมโยงหลายชั้น และสะพานข้ามแม่น้ำหลายแห่ง

🎯 ทำไมควรสนใจเมืองนี้
ถ้าคุณสนใจเรื่อง เมืองที่เติบโตเร็ว หรือ การพัฒนาเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่ชายฝั่ง ฉงชิ่งคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์ท้าทาย + นโยบายรัฐ + การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่

สำหรับนำเสนอ: สามารถใช้ภาพของเมืองที่แสดงภูมิประเทศภูเขา + แม่น้ำ + ตึกสูง เพื่อสื่อถึง “การเติบโตในภูมิประเทศท้าทาย” ได้อย่างทรงพลัง

ติ๊กต็อก–เมตา–สแน็ป ยอมทำตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล เริ่มมีผล 10 ธันวาคม 2568 ฝ่าฝืนอาจถูกปรับ 1 พันล้านบาท

(4 ต.ค. 68) ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของติ๊กต็อก (TikTok), เมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงสแน็ป (Snap) ผู้ให้บริการสแน็ปแชต (Snapchat) ประกาศต่อรัฐสภาออสเตรเลียว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกในลักษณะนี้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

บริษัททั้งสามระบุว่าจะปิดบัญชีของผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีทันทีเมื่อกฎหมายมีผล โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเยาวชนในโลกออนไลน์

เจนนิเฟอร์ สเตาท์ (Jennifer Stout) รองประธานอาวุโสฝ่ายนโยบายระดับโลกของสแน็ป แสดงความกังวลว่าการแบนอาจทำให้วัยรุ่นหันไปใช้บริการส่งข้อความอื่นที่ขาดระบบป้องกันความปลอดภัยเท่าที่ควร แม้จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ 

ขณะที่เมตาเตรียมติดต่อผู้ใช้ออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีราว 450,000 คน เพื่อให้เลือกว่าจะลบบัญชีหรือเก็บข้อมูลไว้จนกว่าจะมีอายุครบตามกำหนด

ทั้งนี้ กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.05 พันล้านบาท) สำหรับบริษัทที่ไม่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มของตน ถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนในระดับโลก

เลือกตั้งครั้งหน้า เขต 4 สงขลา ระอุแน่ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘สิทธิพัฒน์ เสนเนียม’ หวังล้มแชมป์เก่า ‘สส.กฤต’ จากกล้าธรรม แม้ชื่อชั้นเป็นรองแต่เชื่อแบรนด์ “เสนเนียม” ยังขายได้

‘น้องภู สิทธิพัฒน์’ ทายาทเสนเนียม คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้หาญกล้าอาสาลง สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ชน ‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคใต้)นำตัว “น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” ลูกชายของวินัย เสนเนียม อดีต สส.สงขลา และเป็นหลานของถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลาเช่นกัน เข้าเสนอตัวเข้ารับการคัดสรรเป็นผู้สมัคร สส.เขต 4 สงขลา เดิมเขตนี้จะมี “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” เป็น สส.ในนามประชาธิปัตย์ แต่แพ้มาสองสมัย และชัยวุฒิยังมีคดีเสียบบัตรแทนกันติดตัวอยู่

เขต 4 สงขลา อันประกอบด้วยอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร บางตำบลถือว่าเป็นหมากสำคัญของพรรคเก่าแก่นี้ ที่พยายาม “ชุบชีวิต” ตัวเองในฐานะพรรคหลักของภาคใต้ หลังจากเสียที่นั่งให้พรรคใหม่ๆ มาหลายสมัย

ชัยวุฒิแพ้ให้กับ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี พรรคพลังประชารัฐ และมาแพ้ให้กับ “กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” พรรคพลังประชารัฐ แล้วย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม

“น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” สายเลือดการเมืองเข้มข้นเป็นบุตรของ “วินัย เสนเนียม” และหลานของ “ถาวร เสนเนียม” ซึ่งทั้งคู่มีบทบาททางการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นมายาวนาน โดยเฉพาะ “ถาวร” ที่มีชื่อเสียงดี ได้รับการยอมรับในสงขลา

แบรนด์ “เสนเนียม” ยังมีน้ำหนัก ในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ที่ยังผูกพันกับชื่อ “ถาวร”และคำว่า ประชาธิปัตย์

ภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ในตระกูลการเมืองเก่า อาจช่วยรีแบรนด์พรรคประชาธิปัตย์ให้ดูทันสมัยขึ้นได้บ้าง ถ้าสื่อสารดี ก็มีโอกาสกลับมาแจ้งเกิดได้

คู่แข่งหลัก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” (พรรคกล้าธรรม)ถือว่าเป็น “ตัวแข็ง” เป็นแชมป์ในสนามนี้เพราะมีฐานเสียงจริงในพื้นที่ และมีบทบาทต่อเนื่องกับชุมชน เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน

แต่ตอนนี้ชื่อของเขา ถูกโยงถูกเปิดโปงกับประเด็นด้านลบ เช่น การพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งหากกระแสข่าวนี้แรงและมีหลักฐานชัด อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง และอาจทำให้พรรคเสียหายได้

พรรคกล้าธรรมยังถือว่าเป็น “พรรคเกิดใหม่” ที่พึ่งบารมีผู้นำเป็นด้านหลัก รวมถึงปัจจัยที่มากพอ ดังนั้นหากตัวบุคคลถูกโจมตีจนเสียภาพลักษณ์ อาจไม่มีพลังพรรคมาช่วยพยุงได้มาก

ผู้เล่นที่สาม “โยธิน ทองเนื้อแข็ง” เปิดตัวลงสมัครในนามภูมิใจไทย ที่กำลังอู้ฟู่อยู่ทางภาคใต้ โยธินปัจจุบันเป็น สจ.กระแสสินธุ์ ทำให้มีเครือข่ายท้องถิ่นที่แน่นในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอบจ.และผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งถ้าได้รับแรงหนุนจาก “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่เข้าไปมีบทบาทสูงในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ จะทำให้โยธินแข็งขึ้น

จุดแข็งคือ พรรคภูมิใจไทยยังคงมีงบลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีภาพลักษณ์ “พรรคทำงาน ไม่พูดเยอะพูดแล้วทำ“ อย่างล่าสุดเตรียมลงนามสร้างสะพานมโนราห์ เชื่อมระหว่าง กระแสสินธุ์ของสงขลา ข้ามทะเลสาบสงขลาไปควนขนุน ของพัทลุง ถือว่าถ้านำไปใช้หาเสียงจะมีคะแนนมากทีเดียว

จุดอ่อนคือ ชื่อเสียงส่วนตัวของโยธินยังไม่กว้างเท่าคู่แข่งและหากประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมเปิดศึกหนัก อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการ “แย่งคะแนนกันเอง”

น่าจะเป็นผลดีต่อโยธิน

แนวโน้มโดยรวมตอนนี้สนาม เขต 4 สงขลา กำลังกลายเป็น “ศึกสามเส้า” แต่แกนกลางอยู่ที่ “เสนเนียม vs นาคสั้ว”

หากข่าวเรื่องพนันออนไลน์ของฝ่ายชนนพัฒฐ์พัฒนาไปถึงระดับที่กระทบความน่าเชื่อถือจริงประชาธิปัตย์อาจพลิกกลับมาคืนชีพได้ในเขตนี้

แต่น้องภูยังขาดประสบการณ์การเมืองภาคสนาม และพรรคไม่ส่งทีมลงช่วยเต็มที่ก็อาจถูกมองว่า “เด็กเสนเนียมที่พ่ออุ้มมา” ได้เช่นกัน

แต่เชื่อว่าถาวร เสนเนียม คงไม่ปล่อยให้หลานต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว จะต้องกระโดดเข้าไปช่วยอย่างเต็มกำลังแน่นอน เพราะเดิมบ้านของถาวรอยู่ที่แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 

ถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่า ทีมประชาธิปัตย์ จะต้องสู้เต็มประตู ยังมีแรงหนุนจาก “จุรี นุ่มแก้ว” ที่เป็นคนอำเภอระโนดอีกคนหนึ่ง ก็จะเป็นแรงบวกให้น้องภูได้เป็นอย่างดี

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากโต๊ะเจรจาปี 53 ถึงเวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2568 กล้าเผชิญหน้าด้วยสติและความนิ่ง พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ ทุกข้อครหา

เด็กถามแรง–ผู้ใหญ่ตอบตรง: เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
2 พ.ย. 2568 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิญ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” บรรยาย ก่อนเริ่มงานมีนิสิต 5–6 คนชูป้ายทวงถามคดีปี 2553 เจ้าตัวไม่หลบ–เดินเข้าหา อธิบายข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อหน้า พร้อมตอบคำถามยาว ๆ แบบใจเย็น เหตุการณ์ถูกสื่อหลายสำนักรายงานต่อเนื่องและกลายเป็นไวรัลทางการเมืองในวันถัดมา

เสียงสะท้อนก็แรงทั้งสองขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือ “สติและความนิ่ง” ระหว่างเผชิญหน้า สะท้อนทักษะการสื่อสารและความมั่นใจในข้อเท็จจริงของตนเอง แม้ท่ามกลางบรรยากาศกดดันในรั้วมหาวิทยาลัยก็ตาม

ย้อนเฟรมประวัติศาสตร์: เจรจาสดกับแกนนำ นปช. ปี 2553
ก่อนหน้านี้กว่า 15 ปี ประเทศไทยเคยเห็น “ผู้นำรัฐบาล” นั่งโต๊ะดีเบตกับแกนนำผู้ชุมนุม ออกอากาศสดทั่วประเทศ 2 วันติด (28–29 มี.ค. 2553) ที่สถาบันพระปกเกล้า—ภาพจำสามฟ้าปะทะสามแดง โต้แย้งด้วยเหตุผลและเงื่อนไขยุบสภาแบบเปิดหน้า ไม่มีสคริปต์ ไม่มีตัดต่อ นี่คือมาตรฐาน “การเมืองในที่แจ้ง” ที่หาได้ยากในวิกฤตการเมืองไทยยุคนั้น

สาระสำคัญของโต๊ะเจรจาในวันนั้นคือการต่อรอง “เส้นตาย” ยุบสภา ซึ่งสุดท้ายไปต่อกันไม่ได้ แต่ชี้ให้เห็นชัดว่า “อภิสิทธิ์” เลือกสู้ด้วยข้อมูลและกระบวนการต่อหน้า ไม่ใช่หลังไมค์ เป็นภาพสะท้อนสไตล์การเมืองแบบรับผิดชอบต่อสาธารณะ มากกว่าการส่งตัวแทนหรือเลี่ยงเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม

นิสัยการเมืองที่โผล่ชัดจาก 2 เหตุการณ์
• ฟังเป็น–ตอบเป็นระบบ: เหตุการณ์จุฬาฯ แสดง “สกิลอธิบาย” ยาว ๆ โดยไม่หลุดอารมณ์ ทั้งที่ถูกขึงคำถามย้ำ ๆ—ภาพนี้สอดคล้องกับยุคเป็นนายกฯ ที่มักขึ้นเวทีนโยบาย/ดีเบตด้วยโทนเยือกเย็น เนื้อหาแน่น

• ไม่หนีดีเบตในเรื่องยาก: ทั้งการขึ้นโต๊ะเจรจากับแกนนำเสื้อแดงแบบสด และการเผชิญหน้ากับนิสิตในรั้วจุฬาฯ คือการ “ยืนในแสง” ให้ตรวจสอบต่อหน้า มากกว่าหลบหลังโพเดียม

• เชื่อกระบวนการ–ยอมถูกตรวจ: เจ้าตัวย้ำว่าคดีปี 2553 ผ่านการตรวจสอบหลายชั้น และข้อกล่าวหาต่อเขาถูกยุติในปี 2558 ตามมติ ป.ป.ช. นี่อธิบายได้ว่าทำไมเขาจึงกล้าพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะซ้ำ ๆ

เสี้ยวคำบอกเล่าจากวงในยุคนั้นยังสะท้อน “แนวคิดลดการปะทะ” เช่น การผลักดันให้ “นั่งโต๊ะเจรจา อย่าเอาชีวิตคนมาเสี่ยง” ก่อนปมการเมืองจะบานปลายในเดือนต่อมา—นี่คือ mindset แบบผู้นำสายสถาบันนิยมที่มองหาทางออกด้วยกติกา มากกว่าทางลัด

ทำไมจึงเรียกว่า “คนจริง”
เพราะ “ความจริงใจทางการเมือง” ต้องวัดในสถานการณ์ยาก ไม่ใช่บนเวทีที่มีแต่เสียงเชียร์—การยอมดีเบตสดกับคู่ขัดแย้งในปี 2553 และยอมยืนตอบคำถามนิสิตในปี 2568 สะท้อน 3 คุณสมบัติหลัก: (1) กล้ารับผิดชอบต่อสาธารณะ, (2) มั่นใจในข้อเท็จจริง/กระบวนการ, และ (3) ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยเหตุผล ซึ่งทั้งหมดคือทุนทางศรัทธาที่นักการเมืองยุคใหม่ควรมี หากอยากยกระดับการเมืองไทยจากการป้ายสี สู่การโต้แย้งบนข้อมูล

เช็คพอยต์ข้อเท็จจริงที่ควรแนบทุกครั้งที่อ้างอิง
• เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เกิดขึ้นเช้า 2 พ.ย. 2568 มีการชูป้าย–ตั้งคำถาม และเจ้าตัวเข้าไปชี้แจงเองต่อหน้า (มีคลิปและรายงานข่าวหลายสำนัก)
• โต๊ะเจรจารัฐบาล–นปช. ถ่ายทอดสด 28–29 มี.ค. 2553 ที่สถาบันพระปกเกล้า เป็นรูปแบบ “สามต่อสาม” บนจอทีวีทั้งประเทศ
• สถานะคดีปี 2553: ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาต่อนายอภิสิทธิ์ตกไป เมื่อ 29 ธ.ค. 2558

สรุป
สองฉากในสองยุค—เจรจาสดกับแกนนำเสื้อแดง และเผชิญหน้าคำถามในรั้วจุฬาฯ—ชี้ไปทางเดียวกันว่า “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองแบบคนจริงในที่แจ้ง: พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ โดยถือธง เหตุผลและกติกาเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เสียงโห่หรือกองเชียร์ มาตรฐาน “ยืนตอบต่อหน้า” แบบนี้ คือสิ่งที่การเมืองไทยควรรักษาและส่งต่อ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต 93 ยูนิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ บริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามของโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” 

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงงานเพื่อยกระดับสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีส่วนสำคัญต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข พวกเราเหล่าข้าราชการใน รพฯ ได้ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านในการปฏิบัติงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยมีข้าราชการ และลูกจ้าง รพ.ฯ ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 93 ยูนิท เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลฯ  ณ ห้องรับบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ จังหวัดนครราชสีมา

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด 

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

นครพนม -นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา  2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก. 

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย. 68) เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน  2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก  490 กิโลกรัม ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล 

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top