Monday, 8 June 2026
NewsFeed

จนท.จีนเผย ‘สีจิ้นผิง’ มีบทบาทสำคัญ ร่วมกำหนดคำแนะนำแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15

(24 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่จีนเปิดเผยว่าสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดคำแนะนำของคณะผู้นำพรรคฯ สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน

เจียงจินเฉวียน ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยนโยบายของคณะกรรมการกลางพรรคฯ กล่าวในการแถลงข่าวเกี่ยวกับหลักการชี้นำที่ได้จากการประชุมเต็มคณะที่เพิ่งสิ้นสุดลงว่า สีจิ้นผิงในฐานะผู้นำคณะร่างคำแนะนำ ได้กำหนดวิสัยทัศน์โดยรวมและให้การชี้แนะตลอดทั้งกระบวนการ

เจียงระบุว่าคำแนะนำของคณะกรรมการกลางพรรคฯ สำหรับการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เป็นผลลัพธ์สำคัญที่สุดจากการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดที่ 20 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันจันทร์-พฤหัสบดี (20-23 ต.ค.)

ด้าน หานเหวินซิ่ว รองผู้อำนวยการบริหารสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการการเงินและเศรษฐกิจ แถลงว่าคำแนะนำของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) สำหรับการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ได้กำหนดเป้าหมายหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไว้ใน 7 ด้านสำคัญ

โดยมีเป้าหมายหลักดังกล่าว ได้แก่ การบรรลุความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง การยกระดับการพึ่งพาตนเองและความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างความก้าวหน้าใหม่ในการปฏิรูปอย่างรอบด้าน การผลักดันให้วัฒนธรรมและคุณธรรมของสังคมมีความคืบหน้าเด่นชัด การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างก้าวสำคัญใหม่ๆ ในการผลักดันโครงการริเริ่มจีนที่สวยงาม (Beautiful China) และการเสริมแกร่งเกราะคุ้มกันความมั่นคงระดับชาติ

'ธนกร' แจงกรณีถอนอายัดเหล็ก 'ซิน เคอ หยวน' กว่า 4.1 หมื่นเส้น เป็นเหล็กจากเหตุไฟไหม้โรงงาน ไม่ใช่ 'เหล็กตึก สตง. ถล่ม'

(24 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อเท็จจริงในประเด็นการถอนอายัดผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ที่มีการนำไปเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน  

“การถอนอายัดเกิดขึ้นก่อนผมเข้ารับตำแหน่ง ประการแรกที่ต้องเรียนย้ำและทำความเข้าใจอย่างชัดเจน คือ การถอนอายัดเหล็กบางส่วนเกิดขึ้นในห้วงเวลาของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ผมยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ วันที่มีการถอนอายัดส่วนแรก เป็นการคืนเหล็กที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐาน จำนวน 16,950 เส้น  มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งผมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 และเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568 ดังนั้น การตัดสินใจหรือการดำเนินการใด ๆ ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2568 จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม ผมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการในเรื่องนี้แต่อย่างใด”

สำหรับกรณีนี้ เหล็กที่ถอนอายัด เป็นเหล็กจากเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้ภายในโรงงาน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ไม่ใช่เหล็กกรณีตึก สตง. ถล่ม ขอเน้นย้ำว่า สาเหตุการอายัดเหล็กทั้งหมดของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เป็นการเข้าเก็บตัวอย่างในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 กรณีนี้จึงไม่ใช่เหล็กจากเหตุการณ์ตึกถล่ม ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อโซเชียลแต่อย่างใด และเป็นการถอนอายัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านหรือเป็นไปตามเกณฑ์การตรวจสอบแล้วเท่านั้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่บริษัทที่ประกอบธุรกิจสุจริต ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่า "ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ประกอบการ  หากผลิตภัณฑ์นั้นถูกต้องตามมาตรฐาน"

กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าปราบปรามเหล็กเถื่อนและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเด็ดขาด  และในขณะเดียวกัน ก็จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกคนที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมและคุ้มครองความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนสูงสุด อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ และเพื่อความมั่นใจสูงสุดของประชาชน ผมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ประกาศถอนอายัดเหล็กเส้นของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 และวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา รวม 41,635 เส้น หลังจากผลการตรวจสอบคุณภาพเหล็กจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) พบว่า เหล็กของบริษัทมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 เหล็กข้ออ้อย ขนาด DB25 ชั้นคุณภาพ SD40T และขนาด DB32 ชั้นคุณภาพ SD50T โดยผลการตรวจสอบในครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 พบว่า เหล็กตัวอย่างเป็นไปตามมาตรฐาน และในครั้งที่สองเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผลการตรวจสอบก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ สมอ. ถอนอายัดเหล็กทั้งหมดและคืนให้กับบริษัทฯ 

การอายัดเหล็กทั้ง 41,635 เส้น ข้างต้น เป็นการขยายผลจากการตรวจพบว่ามีเหล็กข้ออ้อยบางส่วน “ตก” มาตรฐานในรายการองค์ประกอบทางเคมี (ธาตุโบรอน) ประกอบกับการตรวจพบข้อบกพร่องในระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการหลอมเหล็กของบริษัทไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) จึงเป็นเหตุอันควรเชื่อว่าบริษัทอาจควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่สม่ำเสมอซึ่งอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

รัสเซียประณามสหรัฐฯ เพิ่มปฏิบัติการทหารในแคริบเบียน ชี้ละเมิดกฎหมายทะเลและคุกคามอธิปไตยเวเนซุเอลา

(24 ต.ค. 68) รัสเซียออกแถลงประณามการเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน โดยมอสโกมองว่าปฏิบัติการดังกล่าวยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและควรหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง พร้อมยืนยันการสนับสนุนเวเนซุเอลาในการปกป้องอธิปไตยของตน

มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้เพิ่มจำนวนเรือรบ เครื่องบิน และกำลังพลในพื้นที่แคริบเบียนภายใต้เขตอำนาจของกองบัญชาการภาคใต้ โดยอ้างว่าเป็นภารกิจปราบยาเสพติดและต่อต้านการก่อการร้าย แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

นอกจากนี้ ซาคาโรวาระบุว่า การปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่เหตุสังหารพลเรือนจากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย และตรินิแดด ซึ่งบางรายอาจเป็นเพียงชาวประมง พร้อมตำหนิสหรัฐฯ ที่ทำลายเรือโดยไม่มีเหตุอันควร ถือเป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศและขัดต่อหลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ

แฟนคลับแห่ให้กำลังใจ 'กัน จอมพลัง' กลางงานแถลงข่าว เชื่อเป็นคนดี ไม่ใช่คนโกง

(24 ต.ค. 68) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ แถลงข่าวชี้แจงประเด็นเงินบริจาค หลังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส และความสัมพันธ์กับนักการเมือง โดยมี น.ส.กาญจนา สถาวร ประธานมูลนิธิฯ พร้อม 'กัน จอมพลัง' ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชน ถึงกระแสข่าวที่ไม่มีชื่อเจ้าตัวเป็นกรรมการในมูลนิธิ

โดยระหว่างการแถลงข่าว ได้มีแฟนคลับเข้ามาให้กำลังใจ 'กัน จอมพลัง' พร้อมกล่าวว่า สังคมไม่ควรตัดสินจากภาพลักษณ์ภายนอก เพราะที่ผ่านมา 'กัน' เป็นคนลงมือทำจริงในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นช่วงไฟไหม้ เหตุ สตง.ถล่ม หรือช่วงวิกฤตต่าง ๆ ที่มักเห็นเจ้าตัวช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ FC รายหนึ่งกล่าวด้วยว่า “หน้าอย่างนี้เหรอจะโกง” พร้อมชี้ว่าในสังคมมีคนพูดมากแต่ไม่ทำ ขณะที่ 'กัน จอมพลัง' เป็นคนที่เสี่ยงเอง ลงมือเอง เพื่อช่วยเหลือทหารและประชาชน จึงควรมองที่ผลลัพธ์ของการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือข่าวลือ

ทั้งนี้ แฟนคลับย้ำว่า การจดทะเบียนมูลนิธิเป็นเรื่องทางกฎหมาย เพื่อให้รับบริจาคได้อย่างถูกต้อง และเชื่อว่ากันจอมพลังตั้งใจทำเพื่อสังคมมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พร้อมเรียกร้องให้สังคมส่งเสริมคนที่ลงมือทำจริง มากกว่าจะโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน

วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) แจกเครื่องอุปโภคบริโภคและชุดยาสามัญประจำบ้านแก่ผู้ยากไร้ รวม 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 1.6 แสนบาท

(24 ต.ค. 68) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร นำโดย พระศรีวิศาลคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ร่วมกับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ และนายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่ จัดชุดเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม น้ำตาล ปลากระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลาร้า เส้นหมี่ขาว ขนม ยาสีฟัน ขนมเบ็ดเตล็ด ชุดยาเวชภัณฑ์ รองเท้า ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ รวมจำนวน 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 1.6 แสนบาท เพื่อประกอบพิธีทิ้งกระจาด (ซิโกว) นำแจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ โดยมี นายสมานมิตร แยงไธสง ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ร่วมในพิธี 

ในการนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย และอาสาสมัคร อำนวยความสะดวกแก่วัดและประชาชนที่มารับสิ่งของ ณ บริเวณเมรุด้านใต้ (สุสานหลวง) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงมีกระแสพระราชดำรัส หลัง กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูล “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว”

(25 ต.ค. 68) สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ได้เคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ พระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งพระองค์นั้นคือผู้ที่ผลักดันให้ ‘โขน’ นั้นกลายเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’ โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 

เพื่อเป็นการสดุดีในพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ วันนี้ THE STATES TIMES จึงขอนำเสนอบทความดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยบทความนั้น มีใจความว่า ...

‘สมเด็จพระเทพฯ’ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว” พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง”...

จากพระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง สู่ความสำเร็จของโขนพระราชทาน มรดกโลกโดยยูเนสโก

การแสดงโขนของไทย ที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการรวมกันระหว่างศิลปะการร่ายรำ วรรณกรรม ดนตรี และศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายเข้าไว้ในศาสตร์เดียวกัน ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับการแสดงอุปรากร โอเปราของฝั่งตะวันตก

ถึงแม้ว่าในอดีตการแสดงโขนจะมีไว้เฉพาะสำหรับราชสำนัก และขุนนาง แต่การได้รับการอุปถัมภ์โดยชนชั้นสูงในสมัยนั้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุด เนื่องจากการพัฒนาศิลปะนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และเงินทอง เพื่อการพัฒนาศิลปะเฉพาะทาง

โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระราชนิยมที่ทรงโปรดศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ในรัชกาลที่ 7 เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การแสดง และศิลปวัฒนธรรมทุกชนิดตกต่ำ หยุดการพัฒนา และแม้ในรัชกาลที่ 8 จะมีความพยายามที่จะฟื้นฟูให้คืนกลับมา แต่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรผู้ฝึกสอน ประกอบกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เข้ามาซ้ำเติมให้วงการศิลปะของไทยดำดิ่งลงเหวไป

จนเมื่อมาถึงรัชกาลที่ 9 สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคง ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมีพระราชดำริว่าศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ได้รับการสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพชน กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป 

จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาดั้งเดิมของไทย ให้คืนกลับมาดังเดิม ซึ่งการฟื้นฟูดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่พสกนิกรชาวบ้าน ให้มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน และหนึ่งในศาสตร์นั้นก็คือการแสดงโขน นั่นเอง

พระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้น ณ บริเวณสวนจิตรลดา และเปิดสอนสมาชิกในต่างจังหวัดในบริเวณพระราชนิเวศน์ทุกภาค ในเวลาที่พระองค์สมเด็จทรงเยี่ยมราษฎร ทรงรับเด็กยากจนที่มีการศึกษาน้อย รวมทั้งผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการช่างใดๆ เข้าเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงาน ทรงติดตามผลงานทุกชิ้น พระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกทุกคนและโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไปด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้ก่อทรงตั้งมูลนิธิขึ้น พระราชทานว่า ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์’ พระราชทานทุนเริ่มแรก และทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง

ในเวลาต่อมาทรงสังเกตเห็นว่าสุนทรียะของการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทยนั้น ลดน้อยด้อยลงไปจากเดิม ประกอบกับกรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า

“เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” 

ทุกวันนี้ ประชาชนชาวไทยไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดการแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน โดยทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น มูลนิธิจึงสนองพระราชประสงค์ด้วยการฟื้นฟูพัฒนาโขน บูรณาการศิลปะไทยทุกแขนงเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับเทคนิคการแสดงแสง สี เสียงสมัยใหม่ ก่อให้เกิดเป็นการแสดงโขนร่วมสมัย จนนำไปจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 2550 ชุดพรหมมาส 

การแสดงโขนพระราชทานในครั้งนั้น ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีการเรียกร้องให้มีการแสดงโขนขึ้นอีก พระพันปีหลวงจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการพัฒนาขึ้นอีก ก่อนจะจัดแสดงอีกครั้งในปี 2551 ซึ่งมีคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ จำนวนมากมีความสนใจชมโขนและยังพากันจูงผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวไปชมโขนกันอย่างเนืองแน่น จึงทรงโปรดฯ ให้มีการจัดแสดงโขนในทุก ๆ ปี และคนไทยก็เรียกว่า “โขนพระราชทาน” นับแต่นั้นมา

จากพระวิสัยทัศน์ ทำให้โขนไทยได้รับการพัฒนาสู่รูปแบบอื่น ๆ อาทิละคร และภาพยนตร์ จนต่อมาเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน ‘โขน’ ประเทศไทย ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Khon, masked dance drama in Thailand’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’

‘หม่องชิตตู่’ เรียกประชุม!! ฉุกเฉิน จุดไฟ!! สงครามชายแดน เตรียมเปิดศึกเต็มรูปแบบ กับกองทัพเมียนมา

มีข่าวด่วนมาว่า หม่องชิตตู่ เลขาธิการ กองกำลัง BGF และผู้บัญชาการกองกำลัง KNA  ได้มีการเชิญผู้แทนกลุ่มกะเหรี่ยงพันธมิตร 4 กลุ่ม ได้แก่ กองกำลัง BGF/KNA กองกำลัง KNLA กลุ่ม KNU, และกองกำลัง DKBA รวมถึงกลุ่ม KKO และ กองกำลัง KNLA-PC เข้าร่วมประชุมวาระฉุกเฉิน ที่ห้องประชุมหน่วยฝึกทหารใหม่ ค่ายจ่าอินตะกอ ในรัฐกะเหรี่ยง เช้าวันนี้ (25 ตุลาคม 2568) โดยให้เหตุผลว่าจะเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับกองทัพเมียนมาเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยให้แก่คนกะเหรี่ยง

แต่เอย่าได้ข่าวมาอีกอย่างว่าเหตุการณ์ที่กองทัพกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวจนเป็นทองแผ่นเดียวกันเนื่องมาจากกองทัพเมียนมาบุกปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยล่าสุดกองทัพเมียนมาระเบิดตึกที่เป็นที่ทำการของกลุ่มสแกมเมอร์หลายตึกในเคเคปาร์ค และจะรุกคืบเข้าทำลายแหล่งสแกมเมอร์ในเมียวดีและฉ่วยก๊กโกเป็นรายต่อไป

เราคงต้องมาดูว่าสงครามครั้งนี้จะปะทุขึ้นมาหรือไม่และสุดท้ายไทยควรเตรียมแผนรับมือหากสงครามนี้เกิดขึ้นเพราะต้องยอมรับว่านี่เป็นสงครามที่ทำให้ผู้นำกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวกันอีกครั้งในการทวงคืนผลประโยชน์จากสแกมเมอร์ ...เอ้ย...ประชาธิปไตยจากเผด็จการทหารเมียนมา

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดวงประทีปแห่งความหวัง ให้แก่เด็ก และผู้ลี้ภัย โดยไม่เลือก!! เชื้อชาติ ศาสนา

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 สหพันธ์พิทักษ์เด็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณ แด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา สหพันธ์พิทักษ์เด็ก (Save The Children Federation) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลเกียรติคุณ (First Distinguished Service Award) แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ ทรงเป็นบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก อันเนื่องมาจากการที่ทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่เขาล้าน จ.ตราด และทรงมีพระเมตตาอย่างยิ่งแก่เด็ก ๆ 

สำหรับ พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น สืบเนื่องจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของกัมพูชากับเขมรแดงเมื่อ พ.ศ. 2522 ส่งผลให้เกิดการอพยพของชาวกัมพูชาจำนวนมากสู่ชายแดนไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยร่วมมือกับสภากาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพโดยการจัดตั้ง ‘ศูนย์ราชการุณย์’ บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด และได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 

เมื่อพบเห็นสภาพที่ย่ำแย่อย่างยิ่งของผู้อพยพ พระองค์จึงพระราชทานความช่วยเหลือทันที ทั้งพยาบาลสนาม และอาสาสมัครไปช่วยเหลือจัดหาอาหารและยาบรรเทาความเจ็บไข้ พร้อมทั้งพระราชทานครูสอนวิชาชีพแก่ผู้อพยพเพิ่มเติมอีกด้วย โดยทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะช่วยเหลือประชาชนโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มอบนโยบายดูแลทหารใหม่ทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัยสูงสุด การฝึกมีประสิทธิภาพ หากพบการละเมิดพร้อมดำเนินวินัยเข้มงวด

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ประชุมหน่วยปกครองทหารทั่วประเทศ ถ่ายทอดเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ และมอบนโยบายดูแลทหารใหม่ เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุดและการฝึกที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บังคับบัญชาและผู้ปกครอง หากพบการละเมิดจะดำเนินการทางวินัยอย่างเข้มงวด

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมเจริญจรัมพร หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน พลอากาศโท ขจรฤทธิ์ แก้วอำไพ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน เป็นประธานการประชุมผู้บังคับบัญชาและครูฝึกของหน่วยปกครองทหารในสังกัดกองทัพอากาศทั่วประเทศ โดยจัดประชุมแบบผสมผสาน ทั้งหน่วยในที่ตั้งดอนเมืองและผ่านระบบ VTC สำหรับหน่วยต่างจังหวัด เพื่อเน้นย้ำแนวทางการปกครองบังคับบัญชาและการดูแลทหารกองประจำการ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ซึ่งจะเริ่มรายงานตัวเข้ารับการฝึกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ได้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่มุ่งหวังให้ทหารกองประจำการมีอุดมการณ์อันมั่นคงในความรักและเทิดทูน สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ภาคภูมิใจในเกียรติภูมิความเป็นไทย มีความรู้ความชำนาญในหน้าที่ ยึดมั่นในวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยดูแลทหารกองประจำการอย่างเหมาะสม ตามมาตรฐานการฝึกของกองทัพอากาศ โดยให้ยึดมั่นในระเบียบวินัย คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นทหาร พร้อมกำชับอย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการละเมิดหรือทำร้ายร่างกายระหว่างการฝึก หากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสม จะดำเนินการทางวินัยตามระเบียบของกองทัพอากาศอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการอากาศโยธินได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และระบบการฝึก เพื่อให้การรับทหารใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้ทหารใหม่ทุกนายได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในกองทัพ รวมถึงการจัดตั้งช่องทางสื่อสารกับญาติของทหารใหม่ เพื่อสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่ครอบครัว

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการ เช่น การส่งเสริมการศึกษาต่อ การแนะแนวและอบรมวิชาชีพเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพหลังปลดประจำการ ตลอดจนการส่งเสริมให้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ

กองทัพอากาศยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการทุกนายด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ทหารใหม่ได้เรียนรู้ ฝึกฝน และเติบโตอย่างภาคภูมิใจ ภายใต้หลัก “วินัย ความรู้ ความรับผิดชอบ และความเป็นพี่น้องในครอบครัวกองทัพอากาศ”

ผบ.ตร.สั่งขยายผลจับกุม 3 ชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุง และยกระดับมาตรการปฏิบัติการเชิงรุกให้มีเขี้ยวเล็บสกัดสแกมเมอร์

เมื่อวานนี้ (24 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้เร่งสืบสวนขยายผลจับกุมทั้งขบวนการทั้งคนไทย และชาวต่างประเทศ กรณีวานนี้ (23 ตุลาคม 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ กสทช. นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าเป็นฐานลับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเอาเงินจากชาวต่างชาติ โดยพบว่าคอมพิวเตอร์ถูกเปิดใช้งานโดยมีการตั้งค่า IP ปลอม (Fake IP) และพบใช้ลักษณะคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง (scam) เจ้าหน้าที่ตรวจพบการยิงโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยแอบอ้างเป็นสำนักงานกฎหมายหรือทนายความ เพื่อล่อลวงเหยื่อว่าจะช่วยทวงเงินคืน ก่อนดำเนินการหลอกเอาทรัพย์ซ้ำ ซึ่งจากการสืบสวนเบื้องต้น พบกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติในทวีปยุโรป ยังไม่พบรายงานผู้เสียหายเป็นคนไทย 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชาวจีนทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นายจาง (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี, นายหลิว (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี และนายอู่ (นามสมมุติ)อายุ 32 ปี พร้อมของกลางได้แก่ เครื่อง SIMBOX / GSM Gateway สำหรับใส่ซิมโทรศัพท์ 20 ช่อง จำนวน 4 เครื่อง, คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค 10 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 40 เครื่อง พร้อมเครื่องกระจายสัญญาณและอุปกรณ์อื่น ๆ โดยจับกุมในข้อหา “ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” และ “นำเข้า มี หรือทำ ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498” นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยยกระดับในการปฏิบัติการเชิงรุก ในการดำเนินการกับชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในไทย โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ จะไม่ยอมให้มาตั้งฐานหลอกลวงในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด โดยสั่งการให้
1. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ต้องตรวจสอบและคัดแยกข้อมูลคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรที่มีลักษณะผิดสังเกต เช่น เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรบ่อยครั้ง โดยให้แยกเป็นกลุ่มประเทศ สถิติการเข้าออก 

2. ให้ทีมสืบสวน บช.น. และตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 ประสานกับทีมสืบสวน สตม. โดยบูรณาการร่วมกับกองการต่างประเทศ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ ให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็น Center ในการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น โดยการปฎิบัติจะต้องออกภาพการปฏิบัติเชิงรุกแบบ Realtime 

3. การปฏิบัติในการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพ Scammer ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนพลเมืองดี ที่พบเห็นความผิดปกติในการพักอาศัยรวมตัวของบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน/อพาร์ทเม้นท์/คอนโด/ห้องเช่า และสำหรับผู้ที่บอกว่ามีข้อมูลของกลุ่มมิจฉาชีพ Scammer  

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่ กสทช. สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะในกรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด หากพบเห็นชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดแผกไปจากนักท่องเที่ยวต่อไป ดูแล้วมีพิรุธน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top