Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘รัสเซีย’ ซ้อมยิง!! ขีปนาวุธข้ามทวีป ‘Yars’ พิสัย 12,000 กม. โชว์แสนยานุภาพนิวเคลียร์

(23 ต.ค. 68) รัสเซียได้จัดการซ้อมรบด้วยระบบขีปนาวุธข้ามทวีป Yars (InterContinental Ballistic Missile - ICBM) ที่สามารถติด หัวรบนิวเคลียร์ได้

ขีปนาวุธดังกล่าว ถูกปล่อยออกจากฐานทัพปฏิบัติการเพลเซตสค์ (Plesetsk Cosmodrome) ไปยังไปยังสนามฝึกคูรา (Kura) ในคัมชัตกา (Kamchatka) ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา! โดยมีระยะทาง 6,000 กิโลเมตร (3,700 ไมล์) ขีปนาวุธประเภทนี้สามารถยิงได้ไกลสุด 12,000 กิโลเมตร (7,400 ไมล์)

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ก.ตร. เห็นชอบให้แต่งตั้งระดับนายพลนอกวาระ ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 9/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ที่ประชุม ก.ตร. รับทราบผลการดำเนินการของอนุ ก.ตร. และวาระทั่วไป รวมทั้งมีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง จตช. ลงมาถึงผู้บังคับการ (ผบก.) นอกวาระประจำปี 2568 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการ ตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 27 ( รอบปีงบประมาณ พ.ศ.2569) 3 ราย ได้แก่ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง จตช., พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง จตร. และ พล.ต.ต.นิรันดร์ ทองฤทธิ์ ผบก.ศพฐ.3 ซึ่ง ก.ตร.พิจารณาแล้วเห็นว่าตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่ว่างลงดังกล่าวเป็นตำแหน่งระดับสูง ที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบให้คัดเลือกแต่งตั้งทดแทนใน 3 ตำแหน่งดังกล่าว และให้การแต่งตั้งเป็นไปตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ พ.ศ.2567 และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย” ในมุมมองของ 'มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์' ”เราต้องไม่ปล่อยให้โอกาสสีเขียวนี้หลุดลอย“…..อลงกรณ์

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน

ทั้งนี้ในส่วนประเทศไทยได้รับการประเมินว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศไทย นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยได้แสดงวิสัยทัศน์โดยเขียนบทความเรื่อง“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย”ไว้อย่างน่าสนใจ มีเนื้อหาสาระดังนี้

“เมื่อ25ปีก่อนผมผลักดันโครงการเอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) พลังงานสีเขียว(GreetEnergy)จากพืชจนมีการผลิตและจำหน่ายแก๊สโซฮอลล์ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน

ไฮโดรเจน อีโคโนมี คือภาพของโลกที่เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกแทนที่ด้วยไฮโดรเจนอย่างสิ้นเชิง เป็นการสร้างระบบพลังงานที่ สะอาด มีเสถียรภาพสูง และยั่งยืน

มูลค่าเศรษฐกิจไฮโดรเจน : การลงทุนแห่งอนาคต  ตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมากของเศรษฐกิจไฮโดรเจนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นจริง

อุปสงค์ทั่วโลกที่พุ่งสูง: 
ปัจจุบันโลกมีความต้องการไฮโดรเจนประมาณ 95 ล้านตันต่อปี และคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นเป็น กว่า 150 ล้านตัน ภายในปี 2030 และอาจสูงถึง 400 ล้านตัน ภายใน 25 ปีข้างหน้า

มูลค่าตลาดที่เติบโต: 
ตลาดที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บไฮโดรเจน เพียงอย่างเดียว คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 1.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เป็น 4.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

การลงทุนมหึมา: 
มีการคาดการณ์ว่า การลงทุนในเทคโนโลยี ไฮโดรเจนสีเขียว ทั่วโลก จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2030 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050

ต้นทุนที่แข่งขันได้: 
ปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเขียว มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ $5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งยังสูงกว่าไฮโดรเจนสีฟ้า ($2-3 ดอลล่าร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวมีโอกาสลดลงเหลือเพียงประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ขณะนี้มีอย่างน้อย 30 ประเทศที่ประกาศนโยบายไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ
สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization)ซึ่งมีตัวอย่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนดังนี้
1. สหภาพยุโรป (EU): มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฮโดรเจนโลก โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า (Electrolyser) ขนาดใหญ่ถึง 40 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 
2. ญี่ปุ่น: ตั้งเป้าเป็น "สังคมไฮโดรเจน" แห่งแรกของโลก ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์การนำเข้าเป็นหลัก โดยกำลังบุกเบิก โครงการขนส่งไฮโดรเจนเหลว (Suiso Frontier) ระยะทางไกลจากออสเตรเลีย และตั้งเป้าจัดซื้อไฮโดรเจนและแอมโมเนีย 12 ล้านตันต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
3. ซาอุดีอาระเบีย: ผู้นำด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลงทุนใน โครงการ NEOM เพื่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่ระดับโลก ด้วยกำลังการผลิตกรีนไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว มากกว่า 650,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้เงินทุนขนาดใหญ่และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
4. สเปน: ใช้ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูงเป็นฐานการผลิต โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า 4 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการมี โครงการ Puertollano ซึ่งเป็นโรงงานไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ ปัจจุบัน
5.ออสเตรีย
โครงการ H2FUTURE ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตเหล็กปลอดคาร์บอน แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก
6.จีน ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็กำลังผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างกว้างขวาง โดยคาดการณ์ว่าจะมี รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ถึง 1 ล้านคัน ภายในปี 2035 และมูลค่าผลผลิตในอุตสาหกรรมไฮโดรเจนจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2025 โดยมีการสาธิตการใช้ FCEV ในเมืองสำคัญ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้
7.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ): 
โครงการ "พืชสีเขียว" (Green Plant) ในเขตเอ็มไพร์สไมล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโรงงาน 1.3 MW ในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนได้ กว่า 830 ตันต่อปี

8.ออสเตรเลีย: 
กำลังพัฒนาโครงการ "Asian Renewable Energy Hub" ขนาดยักษ์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสำหรับส่งออกไปยังตลาดเอเชีย

ประเทศไทยกับเศรษฐกิจไฮโดรเจน ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบรรจุเรื่องพลังงานไฮโดรเจนไว้ใน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)ฉบับใหม่ซึ่งจะเริ่มมีการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้า ที่กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของชาติ

บทบาทของ ปตท.  กฟผ. และบริษัทอื่นๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน

นอกจากแผนงานของภาครัฐแล้ว 
หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทต่างๆได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการนำร่องที่สำคัญดังนี้

กลุ่ม ปตท. (PTT Group): การลงทุนครบวงจรและความร่วมมือข้ามชาติ
1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)ยังคงเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ โดยความร่วมมือกับ โตโยต้า (Toyota) และ บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (BIG) ในการเปิด สถานีต้นแบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแห่งแรกในประเทศไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการ ต่อยอดโครงการ ให้สถานีดังกล่าวพร้อมรองรับการใช้งานของ รถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับการขนส่งระยะไกล
2.บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP)ยังคงเดินหน้าโครงการใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการชนะการประมูลโครงการพัฒนา ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ขนาดใหญ่ใน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการจัดหาไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำเพื่อนำเข้าและใช้ในประเทศในอนาคต
3.บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)ในฐานะแกนนำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งมั่นพัฒนา เทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียว และสร้าง ห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจน (Hydrogen Value Chain) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่ม ปตท. และประเทศ
4.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)ร่วมมือกับ BIG อย่างต่อเนื่องในการผลักดันการใช้ ไฮโดรเจนพลังงานสะอาด ในกระบวนการผลิตและแสวงหาโอกาสพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจนและคาร์บอน โดย GC มีแผนการดำเนินงานที่สอดรับกับกลยุทธ์ 3 Steps Plus เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงาน

กฟผ. ในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ได้ดำเนินการโครงการเพื่อรองรับการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตและกักเก็บพลังงานสะอาด
1.โครงการ Wind Hydrogen Hybrid: เป็นโครงการสาธิตที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้ไฟฟ้าจาก กังหันลม ในการผลิต ไฮโดรเจนสีเขียว ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส จากนั้นจึงใช้ไฮโดรเจนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้ากลับคืนผ่าน เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์
2.การวิจัยและพัฒนา: กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฮโดรเจนจากแหล่งต่างๆ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน ผ่านกระบวนการก๊าซสังเคราะห์ (Coal Gasification) ควบคู่กับเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ
3.แผนการใช้ในโรงไฟฟ้า: กฟผ. มีแผนพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผสมจาก 5% ในช่วงปี 2574-2583 เป็น 10-20% ในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ

นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม
1.บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) ในฐานะผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายใหญ่ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่สนับสนุนการผลิต จัดเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมและเป็นพันธมิตรหลักในโครงการสถานีเติมไฮโดรเจน

2.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil)ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การกระจายการเติบโต โดยมีการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวจากต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในโรงกลั่นและอุตสาหกรรมในประเทศ
3.บริษัทอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรม บริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น SCG และ GULF ต่างก็มุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและติดตามการพัฒนาของไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิด เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเหล็ก ซีเมนต์ และปิโตรเคมี

บทสรุป: ก้าวสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจน

การสร้าง“เศรษฐกิจไฮโดรเจน“ต้องพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem)อย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ในขณะที่ภาคเอกชนต้องกล้าลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศส่วนภาคการศึกษาต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการ

การลงทุนกับไฮโดรเจนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนกับพลังงานทางเลือก แต่คือการลงทุนกับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เราต้องไม่ปล่อยให้ "โอกาสสีเขียว" นี้หลุดลอยไป.”
หมายเหตุ:
ไฮโดรเจน 5 ชนิดแตกต่างกันตาม "สี" ของกระบวนการผลิต
1. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ มากที่สุด
2. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ รองจากไฮโดรเจนสีน้ำตาล
3. ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ (Carbon Capture and Storage : CCS)
4. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (Water Electrolysis)
5. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แยกไฮโดรเจนออกจากน้ำโดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียนไม่มีการปล่อยคาร์บอน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจภูธรภาค 8 และ 9 เร่งดูแลช่วยเหลือประชาชน จากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

(23 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เฝ้าระวัง 14 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ช่วงวันที่ 23 - 26 ตุลาคม 2568 จากอิทธิพลของพายุ “เฟิงเฉิน” และปัจจุบันมีหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา เกิดสถานการณ์อุทกภัยทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยเป็นอย่างมาก จึงได้กำชับให้ตำรวจหน่วยต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรภาค 9 ระดมกำลังดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลังตามข้อสั่งการที่เคยให้ไว้ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้เตรียมความพร้อมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และให้เพิ่มความถี่และความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย พร้อมกำชับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมพร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทุกพื้นที่ โดยเร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ประสบภัย เช่น พื้นที่ อ.เขาหลัก จ.พังงา, อ.เมือง อ.ถลาง อ.กมลา อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต ตำรวจพื้นที่ออกช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ป.ป.ส. ซ้อนแผนรวบหนุ่มอังกฤษคาคอนโดหรู! ยึดโคเคน 1.1 กก. มูลค่ากว่า 3 ล้าน เตรียมปล่อยต่อนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แถลงผลปฏิบัติการขยายผลสืบสวนเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังสนธิกำลังร่วมกับ ขว.ทบ. และ ขกท.ศปก.ทภ.1 ซ้อนแผนจับกุมชายชาวอังกฤษ วัย 25 ปี ได้คาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมของกลาง โคเคน 1.1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ที่ลักลอบนำเข้ามาผ่านพัสดุไปรษณีย์ เตรียมส่งต่อให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกลุ่มปาร์ตี้

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตรวจพบพัสดุต้องสงสัยจากต่างประเทศ ซุกซ่อนโคเคนภายในกล่องน้ำหนักรวม 1,100 กรัม ระบุชื่อผู้รับเป็นชาวต่างชาติ แต่เมื่อตรวจสอบกับคอนโดฯ กลับไม่พบชื่อผู้พักอาศัยดังกล่าว จึงแจ้งให้ไปรษณีย์มารับคืน ทันใดนั้นชายชาวอังกฤษได้ปรากฏตัวลงมาขอรับพัสดุ ทำให้ชุดสืบสวนที่เฝ้าซุ่มอยู่เข้าควบคุมตัวทันที

จากการตรวจค้นภายในห้องพักยังพบ กัญชาเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง จึงแจ้งข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวย้ำว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าไทยจะไม่ยอมให้ถูกใช้เป็นแหล่งพักหรือแพร่กระจายยาเสพติดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs อย่างโคเคน ยาอี คีตามีน แฮปปี้วอเตอร์ หรือแก๊สหัวเราะ ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงในสถานบันเทิง เราได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามอย่างเข้ม เพื่อปกป้องสังคมและเยาวชนจากภัยยาเสพติดทุกรูปแบบ”

ลำปาง-มทบ.32 ร่วมพิธีวางพวงมาลาเนื่องใน 'วันปิยมหาราช' น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.5

(23 ต.ค. 68) เวลา 08.00 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 นำคณะข้าราชการมณฑลทหารบกที่ 32 และ คุณ ว.ธิดา อ่อนหวาน ผู้ช่วยเลขานุการ สมาคมแม่บ้าน ทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 32,สมาชิกสมาคมแม่บ้านฯ ร่วมพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (วันปิยมหาราช) 23 ตุลาคม ณ บริเวณพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สนามหน้าศาลากลาง จังหวัดลำปาง

โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธี  โดยมี คณะผู้บริหารหน่วยงานองค์กร ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงประชาชนชาวลำปางทุกหมู่เหล่าร่วมกิจกรรม

‘สม รังสี’ ประกาศตั้ง!! รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ชู!!ฟื้นฟู ประชาธิปไตย ซัด!! ฮุนเซน ขาดความชอบธรรม

(23 ต.ค. 68) สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกแถลงการณ์ ในนามสภาต่อต้านแห่งชาติกัมพูชา (CNRC) โดยจะเริ่มดำเนินบทบาทในฐานะ รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ตั้งแต่วันนี้

โดยแถลงการณ์ ระบุคร่าวๆว่า ในโอกาสครบรอบ 34 ปี ของข้อตกลงสันติภาพปารีส CNRC ผ่านทางเครือข่ายอย่างเป็นทางการ ถือเอาความรับผิดชอบของรัฐบาลในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ปกป้องเอกราชชาติ และ ต่อต้านกลุ่มอาชญากรที่ได้รับการคุ้มครองโดยระบอบการปกครองพนมเปญในปัจจุบัน

CNRC ประกาศว่าจะปฏิบัติหน้าที่คณะรัฐมนตรีภายใต้ชื่อ “รัฐบาลกัมพูชาอิสระ 23 ตุลาคม” ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศ และ ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องเร่งด่วนของชาวเขมรที่ต้องการผู้นำที่ชอบธรรม

CNRC ก่อตั้งขึ้นจาก พรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2556 และ 2560 ก่อนที่จะถูกยุบพรรคโดยพลการของรัฐบาลฮุนเซน เนื่องจากเกรงว่าประชาธิปไตยจะเบ่งบาน CNRC ยืนยันว่า รัฐบาลฮุนเซน และ ฮุนมาเนต ชุดปัจจุบันขาดความชอบธรรม เนื่องจากพลิกกลับเจตนารมณ์ของประชาชนชาวกัมพูชา ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งครั้งนั้น

2 ทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐมาเฟีย หลอกลวงออนไลน์ และ ฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามชาติ ได้แพร่หลายภายใต้การคุ้มครองของทางการ CNRC มองว่า ระบอบการปกครองในปัจจุบันเป็นระบบการปกครองที่ผิดกฎหมาย ซึ่งคุกคามทั้งเสถียรภาพของชาติและภูมิภาค

รัฐบาล 23 ตุลาคม แสดงความขอบคุณต่อสหรัฐ สำหรับการกระทำเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ในการขึ้นบัญชีดำ และตั้งข้อกล่าวหาองค์กรอาชญากรข้ามชาติที่นำโดย เฉินจื้อ พร้อมด้วยผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหลายคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาและครอบครัว พร้อมบริวารของฮุนเซน ผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมา 40 ปี

CNRC เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้กับการทุจริต และ กลุ่มอาชญากรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในระดับโลก” และ ขอเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ที่มีพลเมืองตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงทางออนไลน์ หรือค้ามนุษย์ในกัมพูชาสนับสนุนความพยายามในการทลายเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้

โดยยืนยันข้อตกลงสันติภาพปารีสว่า เป็นกรอบเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับสันติภาพ อำนาจ อธิปไตย และ ประชาธิปไตยของกัมพูชา โดยย้ำหลักการสำคัญ 3 ประการ

1. บูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาได้รับการรับประกันโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้งด้วยอาวุธ

2. กัมพูชาต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง และการเคารพสิทธิมนุษยชนที่ถูกกัดกร่อนภายใต้การปกครองแบบเผด็จการที่ยาวนานหลายทศวรรษ

3. กัมพูชาต้องได้รับเอกราชคืนอย่างสมบูรณ์โดยวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด โดยต้องปิดฐานทัพเรือจีนที่เรียมและสถานที่ทางทหารต่างชาติอื่นๆ ทั้งหมด

ผบ.ตร.สั่งขยายผลบริษัทจดนอมินี - วิลล่าหรู บนเกาะพะงัน กำชับตรวจเข้มต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศ ย้ำหากพบการกระทำผิดกฎหมายต้องดำเนินคดีเด็ดขาดทันที

(23 ต.ค. 68) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ขยายผลการตรวจสอบอย่างละเอียดภายหลังการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 บนพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และฝ่ายปกครอง ในการตรวจสอบสถานประกอบการและการถือครองที่ดินที่อาจเข้าข่ายการใช้นอมินีและผิดกฎหมายอื่นๆ โดยตรวจพบโครงการวิลล่าหรู และบริษัทต้องสงสัยจำนวนมากที่ใช้อาคารหลังเดียวเป็นที่ตั้งสำนักงาน รวมถึงกิจการโรงแรมและรถเช่าที่มีความน่าสงสัย โดย ผบ.ตร. สั่งการว่าหากตรวจพบการกระทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและเด็ดขาด

ผบ.ตร. เน้นย้ำว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลและต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ขณะเดียวกันจะดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่แฝงตัวมากระทำความผิดอันส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผบ.ตร.ได้ประชุมติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการตรวจสอบและปราบปรามชาวต่างชาติที่ประกอบกิจการผิดกฎหมายและก่ออาชญากรรมในประเทศไทย โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ควบคุมดูแลการดำเนินการ โดยเน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการทั้งหมด หากรายใดกระทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด 

สำหรับมาตรการในการควบคุมและตรวจสอบบุคคลต่างด้าวนั้น ผบ.ตร. ได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความเข้มและยกระดับการคัดกรองบุคคลก่อนเข้าประเทศ หากพบการกระทำความผิดหรือเป็นบุคคลต้องห้าม ให้ปฏิเสธการเข้าเมือง จับกุมและดำเนินคดีกับทั้งชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายด้วยมาตรการเชิงรุก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการตรวจสอบที่พักอาศัยของคนต่างด้าว ด้านการตรวจสอบการขออยู่ต่อ ด้านการจับกุมบุคคลต่างด้าวที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) และเจ้าของที่พักที่ให้ที่พักพิง รวมถึงด้านการจัดทำข้อมูลท้องถิ่น พร้อมให้ยกระดับและเพิ่มความเข้มในการพิจารณาคำร้องขออยู่ต่อ ทั้งก่อนการอนุญาต และหลังการอนุญาต โดยเฉพาะกลุ่มสัญชาติเฝ้าระวังพิเศษ รวมถึงการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ในการปิดล้อมตรวจค้น และตรวจสอบบุคคลต่างด้าวตามแผนระดมกวาดล้างอาชญากรรม ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับองค์กรตำรวจสากล (Interpol) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในการแจ้งเบาะแสพฤติกรรมชาวต่างชาติที่น่าสงสัย โดยแจ้งได้ที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจหรือที่พักอาศัยที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ตลอดจนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ระหว่างการตรวจสอบ

สมุทรปราการ-คณะนักเรียนโรงเรียน PWS เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ หลังเดินทางไปเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ณ ประเทศจีน

(23 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา

พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษาและคณะครู นักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) ตลอดจนผู้ปกครองได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับคณะนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ที่ได้เดินทางกลับถึงสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ

ภายหลังจากที่ได้เดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ฝึกประสบการณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างประเทศ ระหว่างโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา กับ มหาวิทยาลัยครูหยู่ซี (Yuxi Normal University) เมืองคุนหมิง ประเทศจีน

ระหว่างวันที่ 10 – 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ของการเดินทาง นักเรียนทั้งหมดได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งยังได้ฝึกทักษะการสื่อสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนในสถานการณ์จริง อีกทั้งยังเป็นการสร้างมิตรภาพระหว่างนักเรียนไทยและนักเรียนจีน อันเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต 

อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) และคณะผู้ปกครอง ขอขอบพระคุณทาง ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และนางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมโครงการฯ อย่างดียิ่ง

พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้เปิดโลกการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพ ก้าวสู่การเป็น “พลโลกที่มีคุณภาพในอนาคต”

เปิดประวัติ ‘แอนโธนี ฮัดสัน’ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย คนใหม่!!

(23 ต.ค. 68) ‘แอนโธนี ฮัดสัน’ กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการฟุตบอลไทย หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ขึ้นคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ แทนที่ มาซาทาดะ อิชิอิ เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งถูกปลดพ้นตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างหนักจากแฟนบอลที่ส่งเสียงถึง 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ให้เร่งหาผู้เหมาะสมมารับช่วงต่อ

ก่อนหน้านี้ ฮัดสัน ถูกคาดหมายให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ในการนั่งเก้าอี้หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังจากสื่อกีฬาหลายสำนักรายงานตรงกันถึงการพิจารณาของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ต้องการโค้ชมากประสบการณ์ในระดับนานาชาติ

ก่อนที่ 'มาดามแป้ง' ได้ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ แอนโธนี ฮัดสัน ขยับจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ขึ้นมารับบทบาทเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย โดยให้เหตุผลว่า ฮัดสัน ถือเป็นบุคลากรที่อยู่กับฟุตบอลไทยในทุกระดับ ทั้งการทำงานเชิงพัฒนา การวางรากฐานระบบการฝึกซ้อม และการคุมทีมระดับสโมสร

สมาคมฟุตบอลฯ ยังชี้ว่า โค้ชชาวอังกฤษวัย 44 ปีรายนี้มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง ทั้งการเป็นอดีตกุนซือทีมชาติ สหรัฐอเมริกา, นิวซีแลนด์ และ บาห์เรน ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับทีมชาติไทยสู่มาตรฐานสากล

ฮัดสัน เริ่มต้นงานกับสมาคมฟุตบอลไทยในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยรับหน้าที่วางระบบการพัฒนาเยาวชน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติของนักเตะ และกำหนดแนวทางการฝึกซ้อมให้มีความเชื่อมโยงระหว่างทีมชาติชุดเยาวชนถึงทีมชุดใหญ่

สำหรับเส้นทางในอาชีพของเขา ฮัดสัน เคยคุมทีมในศึกไทยลีกกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พร้อมทำผลงานยอดเยี่ยม พาทีมเก็บชัยชนะได้ถึง 58% จากการคุมทัพ 12 นัด คิดเป็นค่าเฉลี่ยคะแนนต่อเกม 2.00 ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวเริ่มเส้นทางนักฟุตบอลกับสโมสรดังอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่อด้วย ลูตัน ทาวน์, เอ็นอีซี ไนจ์เมเก้น และ วิลมิงตัน แฮมเมอร์เฮด

หลังแขวนสตั๊ด ฮัดสัน ผันตัวมาเป็นโค้ช และเคยคุมทีมมาแล้วหลากหลายทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา อาทิ รีล แมรีแลนด์, นิวพอร์ต เคาน์ตี้, บาห์เรน, นิวซีแลนด์, โคโลราโด ราปิดส์ ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ รวมถึงทีมชาติสหรัฐอเมริกา ทั้งชุดเยาวชนและชุดใหญ่ ก่อนย้ายมาคุมทีมในกาตาร์กับ อัล มาร์คิยา และ อัล อราบี จนกระทั่งมารับงานในประเทศไทย

คุณวุฒิด้านการศึกษาและใบอนุญาตโค้ช
• UEFA Pro Licence (2010)
• UEFA A Licence (2008)
• UEFA B Licence (2007)
• New Zealand Football High Performance Sport Coach
• New Zealand Football Accelerator Programme (2017)

ประสบการณ์คุมทีมสำคัญ
• บีจี ปทุม ยูไนเต็ด – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2025)
• อัล อราบี – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2024)
• อัล มาร์คิยา – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2023)
• ทีมชาติสหรัฐอเมริกา – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2023)
• ทีมชาติสหรัฐอเมริกา – ผู้ช่วยโค้ช (2020–2023)
• ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ยู-20 – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2020–2021)
• โคโลราโด ราปิดส์ – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2017–2019)
• ทีมชาตินิวซีแลนด์ – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2014–2017)
• ทีมชาติบาห์เรน – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2013–2014)
• นิวพอร์ต เคาน์ตี้ – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2011)
• ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ (ทีมสำรอง) – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2010–2011)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top