Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘เวเนซุเอลา’ ลงมติรับรอง ‘สนธิสัญญายุทธศาสตร์’ เดินหน้ากระชับพันธมิตรแนบแน่นกับ ‘รัสเซีย’

(2 ต.ค. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เข้าหารือกับอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายย้ำมุมมองร่วมกันต่อประเด็นสำคัญของโลก และหารือถึงการประสานงานนโยบายต่างประเทศในเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ

ลาฟรอฟเน้นย้ำว่าไม่อาจยอมรับมาตรการบีบบังคับใด ๆ ต่อรัฐอธิปไตย พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้นำเวเนซุเอลาท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่ากำลังใช้ข้ออ้างปราบปรามการค้ายาเสพติดเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ส่งเรือรบเข้าประชิดชายฝั่งเวเนซุเอลา ขณะที่รัสเซียและจีนประกาศพร้อมช่วยปกป้องหากเกิดการรุกราน

ในด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ รัฐสภาเวเนซุเอลาลงมติรับรอง “สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และความร่วมมือ” (Strategic Partnership and Cooperation Treaty) กับรัสเซียแล้ว ก่อนจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีมาดูโรลงนาม ข้อตกลงนี้ถูกลงนามครั้งแรกโดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ 7 พฤษภาคม 2025 ที่กรุงมอสโก ระหว่างที่มาดูโรเข้าร่วมพิธีรำลึก 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้าน “ชาติตะวันตก”

แม้รายละเอียดฉบับเต็มยังไม่เปิดเผย แต่รายงานระบุว่า สนธิสัญญามีระยะเวลา 10 ปี ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคงและเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้แก่เวเนซุเอลา ด้านรัสเซีย นายเซอร์เกย์ รีอาบคอฟ (Sergei Ryabkov) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ แสดงความยินดีและย้ำว่ารัฐสภารัสเซียจะเร่งให้ความเห็นชอบเช่นกัน

การค้าระหว่างสองประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อนหน้า เวเนซุเอลายังนำเข้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าเกษตรจากรัสเซียจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบดาวเทียม GLONASS เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเวเนซุเอลา การเผชิญหน้าระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ จึงถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นชนวนเผชิญหน้าระดับภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ดึงรัสเซียและจีนเข้ามามีบทบาทโดยตรง

“เศรษฐกิจสีเขียวสู่โอกาสใหม่ประเทศไทยภายใต้โลกเดือด”ในมุมมองของ“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ”

(1 ต.ค. 68) นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation
บรรยายพิเศษในงานFarm Expo 2025 ที่อิมแพค เมืองทองฯ.เมื่อเร็วๆนี้ในหัวข้อ ”เศรษฐกิจสีเขียว: พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ“ เป็นเรื่องที่น่าสนใจในการสร้างระบบเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อเผชิญกับบริบทโลกใหม่ตอบโจทย์อนาคตของธุรกิจไทยในมุมของโอกาสและความท้าทายโดยมีเนื้อหาดังนี้

โลกใหม่: วิกฤตภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่ท้าทาย

วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022 นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า "ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น" เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“

วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยงทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว(Extreme climate change)

ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่2ลูกได้แก่ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย  การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHGประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกจึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก120 ล้านตันภายในปี2065

นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้ามพร้อมกับเผชิญกับโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือดและการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่" เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน 
เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกินสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาทเพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation)ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน

เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว”Green Growth)การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG-Green House Gas)ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่ 
1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
 MarketsandMarketsรายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร(Agri-Tech)ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 
ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตรสะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลกและการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่วนอาหารแห่งอนาคต(Future Food)นั้นเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional  food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์
เทรนด์ของโลกยุคNext Normalที่สนใจสุขภาพมากขึ้นหลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก(Covid Pandemic)ได้แก่ โปรตีนจากแมลง(Edible Inseat base Protein)    โปรตีนจากพืช(Plant base Protein)เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลืองถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯโดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อนซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท(WCF:Worldview Climate Foundation)ที่ผมเป็นประธานกำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโครงการBlue Carbonในช่วง5ปีที่ผ่านมาจนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งโดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล(WIF:Worldview International)และWCF

กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี

ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต   
2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ(Bio-Fuel)เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากเช่น อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า25ปี
ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)
3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ(Low carbon Tourism)

ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของGlobal Wellness Institute)
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่าการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 
และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว
แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

4. อุตสาหกรรมสีเขียว
อุตสาหกรรมสีเขียวคืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030 

ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่ายานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024 
สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย)รายงานว่าตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน(Sustainable packaging)ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024 
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ
ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้
1. เอเชีย: จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน
ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า "เมืองแห่งฝนดำ" คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล "ความร่วมมือร่วมกัน" ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ 
สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 
นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน 
เยอรมนีจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
    สหภาพยุโรป (EU) 
มีนโบายEuropean Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System) 
    4.ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง
ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์
   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
     จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
1.ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศนย์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
2.ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
3.การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ๆ
4.การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็ง และบริบทของแต่ละประเทศ
    
ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU)จัดทำโครงการ "Just Transition" เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

สรุป

โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง
ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30% เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  “Green Economy ไม่ใช่ "ต้นทุน" แต่คือการ "ลงทุน"ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีส่งทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีส่งนักเรียนพลกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ให้แก่หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ จำนวน 33 หน่วย โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ครูฝึกและครูประจำหมวดวิชา เข้าร่วมพิธีฯ ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

พิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และให้แนวทางในการนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงเน้นย้ำการประพฤติตนให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมทหาร  การเป็นแบบอย่างของความเป็นสุภาพบุรุษ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ให้สมกับปณิธานที่ว่า "ทหารเรือจะอยู่เคียงข้างประชาชน"

ทั้งนี้กองทัพเรือได้มอบหมายให้ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 2/68 ตั้งแต่ 1 ส.ค.68 - 30 ก.ย.68 รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ บัดนี้การฝึกอบรมได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นักเรียนพลกองประจำการผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมทุกนาย พร้อมส่งมอบให้แก่หน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ เพื่อไปปฏิบัติราชการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

ทั้งนี้ตลอดการฝึกอบรมฯ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ได้ปฏิบัติตามกรอบของนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ 'Navy-Safety 2025' อย่างเคร่งครัดทุกด้าน

เชียงใหม่-เตรียมจัดงานเทศกาล Yi Peng Lanna Light Festival 2025 “ล้านนา บูชา และแสงไฟ”

“ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ล้านนาในงาน Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ งานเทศกาลโคมไฟยี่เป็งสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ Chiang Mai Two Moon 2025 แสงแห่งศรัทธา ส่องสว่างเชียงใหม่สู่สายตาทั่วโลก”

สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Social Lab เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงานเทศกาล “Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ” ภายใต้โครงการ “Chiang Mai Two Moon 2025” เพื่อสืบสานประเพณียี่เป็งที่สะท้อนศรัทธาและความงดงามทางวัฒนธรรมล้านนา พร้อมต่อยอดเป็น Soft Power และยกระดับเชียงใหม่สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ มุ่งพัฒนางานท้องถิ่นศักยภาพสูงไปสู่เทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการตามแผน roadmap 5 ปี ระหว่าง 2565-2569 

จากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ยังได้รับ รางวัล Asia Festival Award 2025 ในสาขา “Asia World Heritage City and Festival” และรางวัล “Asia Pinnacle Awards” จาก ”เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่” อีกถึง 2 รางวัล ได้แก่ ด้าน “Best Event Program” และ ด้าน “Best PR & Marketing” อีกทั้ง เชียงใหม่ ยังได้รับให้เป็นเจ้าภาพ ในการจัดงาน IFEA Asia Pinnacle Awards & ASIA Festival City Conference 2026 อีกด้วย

งานแถลงข่าว “Yi Peng Lanna Light Festival 2025” และกิจกรรม Networking จัดขึ้น วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการแถลงข่าว การเสวนาจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ อาทิ ผู้แทนผู้อำนวยการ สสปน. ภาคเหนือ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานเชียงใหม่ นายกสมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาฯ ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์การยกระดับเทศกาลยี่เป็งสู่ Soft Power และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค พร้อมกิจกรรม Networking (Business Matching) การแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว แพ็กเกจเทศกาล กิจกรรม Workshop และการแนะนำเมนูอาหารพิเศษยี่เป็งจากโรงแรม และร้านอาหารชื่อดัง ก่อนปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารบรรยากาศ “Yi Peng Market”

“ยี่เป็ง” ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ตามปฏิทินเหนือ หรือวันลอยกระทงของไทย ผู้คนจะร่วมกันสักการะพระธาตุ บูชาพระจันทร์ ลอยกระทง จุดผางประทีปเพื่อสะเดาะเคราะห์และอธิษฐานสิ่งมงคล เชียงใหม่จึงได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งแสงไฟ” จากทัศนียภาพโคมล้านนา ขบวนแห่ยี่เป็ง และประทีปรอบคูเมืองที่ส่องสว่างอย่างตระการตา โดยกำหนดจัดงานเทศกาล ตั้งแต่ 3-6 พฤศจิกายน 2568

ไฮไลท์กิจกรรมเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ 2568
• Yi Peng Market & Networking | วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ : เวที Business Matching 60 คู่ พร้อม Table Talk และ Product Showcase

• Yi Peng Journey Package & Yi Peng Passport | ตลอดเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 : รวมโปรโมชั่นพิเศษจากโรงแรม ร้านอาหาร สปา และงานหัตถกรรม พร้อมแผนที่ท่องเที่ยวล่ารางวัล

• Yi Peng Cultural Night Walk | วันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป : เดินชมเส้นทางกลางเมืองเชียงใหม่ในธีม “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” 
และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 18.00 น. เป็นต้นไป พบเส้นทางชมขบวนรถยี่เป็งสุดยิ่งใหญ่ โดยเทศบาลนครเชียงใหม่

• กิจกรรม “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ครั้งที่ 14 | วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ 4 แจ่งเมืองเชียงใหม่ ด้วยการจุดผางประทีปนับหมื่นดวงรอบคูเมือง พร้อมทั้ง พิธีเปิดและชมขบวน แห่ช่างฟ้อนกว่า 500 คน จากประตูท่าแพ เดินตามถนนราชดำเนินไปยังถนนพระปกเกล้า ถึงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ วันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2568 กิจกรรมการจุดผางประทีปบูชา พร้อมกิจกรรม Workshop เชื่อมโยงชุมชน ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ยี่เป็งเชียงใหม่สุดยิ่งใหญ่ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างเฝ้ารอชมความสวยงามกันอย่างคึกคัก

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ฟรี ได้ที่
👉 https://forms.gle/AQSACkaKAtdnFRX26

อย่าลืมติด Hashtag เพื่อลุ้นรับของรางวัลจากเทศกาล #YiPengChiangMai2025 #YiPengNightWalk #YiPengPassport #TCEB #TAT #visitlanna

หนุ่มจีนดีกรีนักเรียนนอก เรียนจบ ป.ตรี 2 ใบ และ ป.โท 3 ใบ ทิ้งชีวิตหรู!! ขอใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน ดำรงชีพด้วยเงิน 500 บ. ต่อเดือน

(2 ต.ค. 68) จ้าว เตี้ยน ชายชาวจีนวัย 32 ปี กลายเป็นที่ถกเถียงในสังคม หลังตัดสินใจละทิ้งชีวิตที่เคยมั่งคั่งและการศึกษาสูง เพื่อใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านในมณฑลยูนนาน โดยดำรงชีพเพียงเดือนละ 100 หยวน (ราว 500 บาท) เขาเลือกกินอาหารตามร้านมังสวิรัติฟรี ใช้หอพักอาบน้ำและซักผ้า เสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นของมือสอง และใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางถนนหนทางในเมืองต้าหลี่

จ้าว เตี้ยน เติบโตในนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์เมื่ออายุ 10 ปี และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาอันโดดเด่น จบการศึกษา 2 ปริญญาตรี และ 3 ปริญญาโทด้านการเงิน จากเมืองใหญ่ทั้งซิดนีย์ นิวยอร์ก ปารีส และปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกว่าการศึกษาที่พ่อแม่บังคับให้ไขว่คว้านั้นเป็น “พันธนาการ” โดยความสัมพันธ์ในครอบครัวเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งการถูกพ่อทำโทษเพียงเพราะถนัดซ้าย และแม่ที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของลูก

เมื่อกลับจีนในปี 2023 จ้าวเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในงานเทศกาลเบียร์และโรงแรม ก่อนย้ายไปต้าหลี่ในปีถัดมาและตัดสินใจใช้ชีวิตไร้บ้าน ช่วงเวลาที่เขารู้สึกพึงพอใจมากที่สุดกลับเป็นงานเรียบง่าย เช่น การล้างจานที่ร้านอาหารจีนในปารีส ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่า “ความสุขไม่จำเป็นต้องมาจากงานในอุดมคติ” นอกจากนั้น เขายังจัดกิจกรรมชมรมหนังสือ และเผยแพร่วิดีโอด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอีกด้วย

แม้จะตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ในนิวซีแลนด์ แต่จ้าวเตี้ยนยังโหยหาความใกล้ชิดกับผู้คน เขามีลูกสาววัย 10 ปีจากความสัมพันธ์เก่าในนิวยอร์ก ทั้งสองยังคงติดต่อกันทางออนไลน์ จ้าวเชื่อว่าระบบการศึกษาที่เป็นพิษทำให้เยาวชนจำนวนมากรู้สึกหลงทาง จึงริเริ่มโครงการเปิดประสบการณ์อาชีพ เพื่อช่วยให้เด็กค้นพบสิ่งที่ตนเองรักจริง ๆ

การเลือกเดินออกนอกเส้นทางดั้งเดิมของจ้าวได้รับทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ บางคนมองว่าเขากำลังเยียวยาบาดแผลจากวัยเด็ก และค้นหาความหมายชีวิตในแบบของตน ขณะที่อีกฝ่ายตำหนิว่าเขาเป็นคนไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว และละทิ้งการลงทุนมหาศาลที่พ่อแม่ทุ่มเทให้มาตลอด แต่สำหรับจ้าว การใช้ชีวิตแบบพอเพียงกลับทำให้เขารู้สึกเติมเต็มและมีอิสรภาพมากกว่าเดิม

‘ดร.อธิป’ อธิปไตยดิจิทัลไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังพบตัวเลขการใช้ Chat GPT พุ่ง 4 เท่าในปีเดียว ขณะที่ข้อมูลที่คนไทยถาม AI ทั้งหมดถูกเก็บในต่างประเทศ หวั่นถูกใช้ชี้นำความคิดคนทั้งประเทศ

(2 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ลงคลิปวิดีโอทางช่อง YouTube ของตนเอง โดยระบุว่า ผู้บริหาร OpenAI เพิ่งมาไทยครั้งแรก และสิ่งที่เขาเปิดเผยน่าตกใจมาก เขาบอกว่าคนไทยใช้ Chat GPT เพิ่มขึ้น 4 เท่าในปีเดียว ที่ช็อกกว่านั้นก็คือคนไทยถาม AI ทุกเรื่อง ตั้งแต่จะใส่เสื้อสีอะไร หรือจะเกิดอะไรขึ้นในวันเกิด พฤติกรรมแบบนี้แทบไม่มีในอเมริกา ผู้บริหารคนนี้ถึงกับทึ่ง

แต่ทราบไหมครับว่าเบื้องหลังของความทึ่งนี้คืออะไร เขากำลังบอกว่า OpenAI รู้จักคนไทยลึกซึ้งขนาดไหน

ทุกคำถามที่ท่านถามทุกความลับที่ท่านบอก ถูกเก็บในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศนอกเหนืออำนาจกฎหมายของไทยทั้งหมด วันนี้พวกเขารู้ว่าคนไทยคิดอะไร กลัวอะไร ต้องการอะไร มากกว่ารัฐบาลของไทยเองด้วยซ้ำ ถ้าวันหนึ่งต้องการบิดเบือนความคิดของคนไทย แค่ปรับอัลกอริทึมนิดเดียว ก็ชี้นำความเชื่อของคนทั้งประเทศได้ทันที สหภาพยุโรปเพิ่งรู้ตัวหลังจากที่ปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาครองตลาด 20 ปี ตอนนี้กำลังสร้างอธิปไตยดิจิทัลของตัวเอง

“แต่ประเทศไทยล่ะ การมาของผู้บริหาร OpenAI ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนหรือเปล่า ข้อมูลของท่าน ความคิดของท่าน อนาคตของลูกหลานของท่าน จะอยู่ในมือของต่างชาติไปอีกนานแค่ไหน และนี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนจะต้องตอบ ก่อนที่จะสายเกินไป ขอฝากไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ด้วยครับ”

กองเรือซูมูด 31 ลำ!! มุ่งสู่ ‘กาซา’ ไม่หวั่นการสกัดกั้นจาก ‘อิสราเอล’

(2 ต.ค. 68) กองเรือมนุษยธรรม Global Sumud Flotilla ที่ออกเดินทางจากสเปนเมื่อ 31 สิงหาคม กำลังมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา โดยล่าสุดเข้าสู่ “เขตเสี่ยงสูง” ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุเรือถูกโจมตีและสกัดกั้นจากอิสราเอลมาแล้วกว่า 10 ครั้ง รายงานจากสื่ออิสราเอลระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมใช้หน่วยคอมมานโดทางเรือเข้าควบคุมกองเรือกว่า 50 ลำ พร้อมแผนจมเรือบางลำกลางทะเล และจับกุมนักกิจกรรมหลายร้อยคนไปสอบสวนและเนรเทศ

กองเรือซูมูดถือเป็นภารกิจทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีตัวแทนจาก 44 ประเทศเข้าร่วม จุดประสงค์คือการท้าทายการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลและนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เรือที่อยู่ในน่านน้ำสากลไม่สามารถถูกควบคุมหรือยึดได้โดยประเทศอื่น ยกเว้นกรณีละเมิดร้ายแรง เช่น พบเป็นเรือโจรสลัด

ในอดีต อิสราเอลเคยโจมตีและยึดเรือในน่านน้ำสากลหลายครั้ง ที่ร้ายแรงที่สุดคือกรณีเรือ Mavi Marmara ปี 2010 ซึ่งทำให้นักกิจกรรมชาวตุรกีเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นั้นสร้างความโกรธแค้นไปทั่วโลกและทำให้ความสัมพันธ์อิสราเอล–ตุรกีตึงเครียดยาวนาน 

ทั้งนี้ กองเรือซูมูดยืนยันว่า แม้เรือบางลำถูกขัดขวาง แต่เรือที่เหลือ 31 ลำยังคงมุ่งหน้าสู่กาซาโดยไม่ยอมถอย คาดว่าจะถึงภายใน 5–8 ชั่วโมงข้างหน้า ภายใต้การปกป้องของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ระบุชัดว่า ต้องเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถึงมือชาวกาซาโดยไม่มีอุปสรรค ผู้จัดภารกิจย้ำว่า “พวกเขาจะไปต่อ เพื่อเสรีภาพ และไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้”

‘ทรัมป์’ อนุมัติข่าวกรอง-อาวุธจัดเต็ม!! ให้ยูเครน โจมตีเป้าหมายหลัก ‘โครงสร้างพลังงาน’ ของรัสเซีย

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ส่งข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครน เพื่อนำไปใช้โจมตีเป้าหมายสำคัญด้านพลังงานของรัสเซียที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศ โดยรายงานของ The Wall Street Journal อ้างคำให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันยังประสานกับประเทศสมาชิกนาโตให้สนับสนุนข้อมูลข่าวกรองในลักษณะเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหาอาวุธให้ยูเครนเพิ่มเติม เช่น ขีปนาวุธ Tomahawk และ Barracuda รวมถึงขีปนาวุธอื่นที่มีระยะยิงประมาณ 500 ไมล์ (804 กิโลเมตร) เพื่อเพิ่มความสามารถในการโจมตีเป้าหมายสำคัญของรัสเซียในระยะไกล

อย่างไรก็ตามทางฝั่งรัสเซียระบุว่า การส่งอาวุธให้ยูเครนจะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย และถือว่าประเทศสมาชิกนาโตเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่า ทุกภารกิจขนส่งอาวุธไปยังยูเครนจะถือเป็นเป้าหมายที่รัสเซียมีสิทธิ์โจมตีได้ตามกฎหมายสงคราม

นักศึกษาไทย ลุกฮือขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ปี 2518–2519 จุดเริ่มต้นสู่การถอน ‘ทหารอเมริกัน’ ด้วยพลังประชาชน

การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดขึ้นและเรื่อยมาตั้งแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หยิบยกขึ้นมาคือ การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะในสมัยสงครามเย็น จนกระทั่งปัจจุบัน แม้สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายในทศวรรษ 1990 แล้วก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงมีที่ตั้งทางทหารอยู่นอกประเทศทั่วโลกกว่า 800 แห่ง สำหรับบ้านเราแล้ว ครั้งหนึ่งในระหว่าง พ.ศ. 2504 ถึง 2519 กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้มาตั้งฐานทัพด้วยเช่นกัน ตอนนั้นอยู่ในช่วงสงครามเวียตนาม เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีเวียดนามเหนือ มีการประมาณการว่าการทิ้งระเบิดกว่าร้อยละ 80 ต่อเวียตนามเหนือมาจากฐานทัพอากาศในไทย จำนวนทหารอเมริกันภาคพื้นในไทยสูงสุดในปี พ.ศ. 2511 คือ 11,494 คน และทหารอากาศในไทยสูงสุดในปี พ.ศ. 2512 คือ 33,500 จำนวนเครื่องบินสหรัฐในปี พ.ศ. 2512 มีประมาณ 600 เครื่อง นับว่าเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่มาก ชนิดที่ว่าใหญ่กว่าฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในเวียตนามใต้เสียอีก จนมีการเปรียบเปรยว่า ไทยได้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจมของกองทัพสหรัฐฯ (ในเวลานั้น)

สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยภายใต้ "ข้อตกลงสุภาพบุรุษ" (สัญญาปากเปล่า) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ หน่วยทหารสหรัฐฯ หน่วยแรกเดินทางจากฟิลิปปินส์มาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองในเดือนเมษายน พ.ศ. 2501 ตามมาด้วยการลำเลียงวัสดุภัณฑ์และเครื่องจักรหนักจำนวนมากมายังอู่ตะเภาเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพอากาศในไทย ซึ่งในทางนิตินัยถือว่าฐานทัพเหล่านี้เป็นฐานทัพของไทย และมีผู้บังคับการฐานเป็นทหารไทย ด่านเข้าออกฐานทัพถูกควบคุมโดยสารวัตรทหารไทย โดยมีสารวัตรทหารอเมริกันเป็นผู้ช่วยถืออาวุธ แต่หน่วยทหารสหรัฐฯ ในไทยรับคำสั่งจากกองบัญชาการของสหรัฐฯ ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในประเทศไทยมีดังนี้

- ฐานทัพอากาศดอนเมือง (Don Muang Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2504–2513 เป็นที่ตั้งของ กองยุทธบำรุงที่ 631 (631st Combat Support Group) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2513

- ฐานทัพอากาศโคราช (Korat Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2518 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 388 (388th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2518 และ-  กองบินลาดตระเวนที่ 553 (553rd Reconnaissance Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2510-2514 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินโจมตี และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ต่อต้านอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน (บ้านของไวล์วีเซล) แบบต่างๆ อาทิ เครื่องบินขับไล่แบบ F-4 C/D/E, A-7 D, EF/F-105, EB-66 นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิก และเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการสนับสนุนกองทัพบกสหรัฐฯ ด้วย

- ฐานทัพอากาศนครพนม (Nakhon Phanom Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินปฏิบัติการพิเศษที่ 56 (56th Special Operations Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2510–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินโจมตี เครื่องบินลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ อาทิ A-1, OV-10A, O-2, CH-53, H-34

- ฐานทัพอากาศตาคลี (Takhli Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2515–2517 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 355 (355th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2514 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดแบบต่างๆ อาทิ F-4 C/D, EF/F-105, F-111, EB/RB-66, RB-57

- สนามบินทหารเรืออู่ตะเภา (U-Tapao Royal Thai Navy Airfield) พ.ศ. 2508–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินยุทธศาสตร์ที่ 4258 (4258th Strategic Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2509–2513
และ กองบินยุทธศาสตร์ที่ 307 (307th Strategic Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2513–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 และเครื่องบินจารกรรมแบบ U-2, SR-71

- ฐานทัพอากาศอุบล (Ubol Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2517 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 8 (8th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2517 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ แบบ F-4 C/D และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบต่างๆ รวมไปถึงฝูงบินกันชิพ AC-130 ด้วย

- ฐานทัพอากาศอุดร (Udorn Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2507–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินลาดตระเวนทางยุทธวิธีที่ 432 (432nd Tactical Reconnaissance Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2509–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินลาดตระเวนแบบต่างๆ อาทิ F-4 C/D/E, RF-4 C, RF-101, F-104 โดยฐานบินแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศสหรัฐฯแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยบินต่างชาติและโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศลาว รวมไปถึงหน่วยปฏิบัติการบินของ CIA ภายใต้ชื่อ แอร์อเมริกา

- ฐานบินน้ำพอง (Royal Thai Air Base Nam Phong) ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ฐานทัพอากาศแห่งนี้เป็นที่ตั้งของฝูงบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีแบบต่างๆ ของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ กำหนดชื่อเป็น “โรสกาเด็น” ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตีแบบต่างๆ อาทิ F-4 B/J, A-4, A-6

ช่วงปลายสงครามเวียดนาม รัฐบาลสหรัฐถูกกดดันอย่างหนักจากชาวอเมริกันให้ถอนทหารออกจากเวียดนาม และเมื่อกรุงไซ่ง่อนถูกยึด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยก็ย่อหย่อนลง ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518 รัฐบาลสหรัฐประกาศการถอนกำลังพลสหรัฐฯ ทั้งหมด (ทหาร 28,000 นาย และอากาศยาน 300 เครื่อง) ออกจากประเทศไทยภายใน 12 เดือน

ทั้งเหตุการณ์บุกชิงตัวประกันในวิกฤตการณ์มายาเกวซ ซึ่งเป็นจุดจบฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย การเคลื่อนไหวกรณี ”มายาเกวซ” ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เรือสินค้าชื่อ มายาเกวซ ของสหรัฐฯ ถูกรัฐบาลเขมรแดงยึด ในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2518 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ลอบส่งนาวิกโยธิน 1,000 นายที่เข้ามายังฐานทัพอู่ตะเภาออกไปปฏิบัติการในเขมร โดยไม่แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบ และใช้การปฏิบัติการจากประเทศไทย โจมตีกองเรือของเขมรเพื่อบีบให้ทางการเขมรคืนเรือมายาเกวซให้สหรัฐฯ ขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา (ในยุค 5 ย : ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม และใส่รองเท้ายาง) ได้นัดชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 17 พฤษภาคม เพื่อประท้วงการที่สหรัฐฯ ละเมิดอำนาจอธิปไตยไทยเช่นนั้น จากนั้น ก็ได้มีการเดินขบวนประท้วงอเมริกา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ที่ถนนวิทยุ และชุมนุมกันอยู่ที่นั่น 3 วัน ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยการออกแถลงการณ์คัดค้านที่สหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตย ดำเนินการอันไม่เป็นมิตรและเรียกตัวทูตไทยประจำสหรัฐฯ กลับประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยอมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 พฤษภาคม ฝ่ายนักศึกษาจึงได้เดินขบวนกลับมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วสลายตัว แต่ได้มีการประกาศว่า จะมีการต่อสู้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะถอนทหารและฐานทัพออกจากไทยทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ก็ได้มีการชุมนุมใหญ่ของฝ่ายนักศึกษาประชาชน เพื่อแสดงมติต่อต้านอเมริกาอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่การเคลื่อนไหวต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นวันกำหนดเส้นตายของรัฐบาลไทย ให้สหรัฐถอนทหารและฐานทัพออกจากประเทศไทย ได้มีการชุมนุมใหญ่ต่อต้านอเมริกาที่สนามหลวง ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปรากฏว่า รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยืดกำหนดให้ฝ่ายสหรัฐอีก 4 เดือน เพื่อเก็บข้าวของออกจากประเทศ เมื่อนักศึกษาได้ทราบผลเช่นนั้นก็ได้มีการประณามรัฐบาลว่าไม่จริงใจ และตกลงให้มีการเดินขบวนไปยังสถานทูตอเมริกาในวันรุ่งขึ้น เพื่อกดดันให้ฝ่ายสหรัฐให้ทำตามกำหนดเวลาในครั้งนี้ได้ ดังนั้นในวันที่ 21 มีนาคม จึงมีการเดินขบวนใหญ่ของนักศึกษาประชาชนนับแสนคน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสถานทูตสหรัฐฯ ที่ถนนวิทยุ กรณีนี้ได้กลายเป็นเหตุรุนแรงเมื่อคนร้ายโยนระเบิดใส่ขบวนแถวของประชาชน เมื่อเคลื่อนไปถึงหน้าบริเวณโรงภาพยนตร์สยาม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน แต่ขบวนของนักศึกษาก็ยังเคลื่อนต่อไปจนถึงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ และนำโปสเตอร์ผ้า ประกาศเจตนารมณ์ 20 มีนาคม ไปประกาศไว้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้มีการจัดนิทรรศการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และฝ่ายเอกสารสิ่งพิมพ์ อมธ. ได้มีการออกหนังสือชื่อ"อเมริกัน อันธพาลโลก" นอกจากนี้ ก็ได้มีการชุมนุมต่อต้านอเมริกาที่ประตูธรรมศาสตร์ด้านถนนพระอาทิตย์ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งครั้งนี้เป็นการชุมนุมต่อต้านจักรพรรดินิยมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเกิดกรณีนองเลือดวันที่ 6 ตุลาคม เพราะการเคลื่อนไหวในวันที่ 20 กรกฎาคม ของขบวนการนักศึกษา ไม่ได้ใช้วิธีการชุมนุม แต่ใช้วิธีการส่งนิสิตนักศึกษาราว 3,000 คนจากทุกมหาวิทยาลัยออกเคาะประตูประชาชน เพื่อพูดคุยและรับฟังข้อเสนอของประชาชนต่อกรณีขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกา ในท้ายที่สุดการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาก็ได้ผล ภายในปี พ.ศ. 2519 สหรัฐฯ ก็ถอนกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดออกไปจากประเทศไทย จากนั้นอิทธิพลการครอบงำของสหรัฐที่มีต่อไทยก็ลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นการเสื่อมถอยอำนาจของสหรัฐในขอบเขตทั่วโลกอีกด้วย

แต่กาลปัจจุบันขบวนการประท้วงที่เกิดขึ้นในบ้านเรากลับได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของสหรัฐฯ หลายหน่วย ทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ชื่อว่า National Endowment for Democracy : NED ให้การสนับสนุนเงินทุนต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลักดันวัตถุประสงค์ของอเมริกันในเอเชีย และมีการแสดงออกถึงการต่อต้านจีนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการต่อต้านความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยกับจีน ทั้งมีการกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับจีน โดยอ้างว่า จีนต้องการตั้งฐานทัพเรือหรือสถานีทหารเรือในไทย ทั้งที่สหรัฐฯ เอง ได้มีความพยายามที่จะขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ มาแล้วหลายครั้งหลายหนก็ตาม

ประชาชนฮ่องกงนับหมื่น!! ต่อคิวแน่นในสภาพอากาศร้อนจัด เพื่อยลโฉมเรือรบจีน Qi Jiguang–Yimengshan

(2 ต.ค. 68) ประชาชนฮ่องกงจำนวนมากเข้าชมเรือรบจีน ฉี จี้กวง (Qi Jiguang) และ อี้เหมิงซาน (Yimengshan) ที่จอดประจำฐานทัพเรือ Stonecutters Island Naval Base ในฮ่องกง ภายใต้กิจกรรมเปิดเรือให้ประชาชนเข้าชม เชื่อมความสัมพันธ์กับกองทัพเรือจีน โดยตั๋วทั้ง 11,000 ใบ ถูกจองเต็มหมดอย่างรวดเร็ว แม้ในสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่ผู้เข้าชมก็ยังมุ่งมั่นรอคิวเข้าชมอย่างไม่ลดละ

บรรยากาศบนเรือ Qi Jiguang คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อเจ้าหน้าที่และนักศึกษาวิชาทหารเรือ 4 นาย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงประสบการณ์และความแตกต่างระหว่างการเป็นนักศึกษาวิชาทหารกับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป นอกจากนี้ผู้เข้าชมหลายคนได้ชื่นชมคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ ที่ทำให้เข้าใจอุปกรณ์และโครงสร้างของเรือได้ง่ายขึ้น

นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ชมอาวุธยุทโธปกรณ์และความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างใกล้ชิด เช่น เมเบล ชุ่ย (Mabel Chui) กล่าวว่า นี่ถือเป็นโอกาสพิเศษในการเรียนรู้ “เห็นความทันสมัยของอุปกรณ์และความแข็งแกร่งทางทหารของประเทศอย่างใกล้ชิด” แม้อากาศจะร้อนมาก แต่ผู้คนยังต่อแถวเข้าชมไม่ขาดสาย ทำให้ฐานทัพกลายเป็น “ห้องเรียนลอยน้ำ” สร้างความรู้และความตื่นตาตื่นใจ

นอกจากนี้ นางสาวเซ่ (Ms. Sze) ที่พาบุตรเข้าชมเนื่องในวันชาติ และ ชาน เสี่ยว-หาง (Chan Siu-hang) ผู้สนใจด้านทหารกล่าวว่า “ความสามารถทางทหารของประเทศแข็งแกร่งขึ้นจนติดอันดับโลก ตนรู้สึกภูมิใจมากๆ” กิจกรรมนี้จึงไม่เพียงเปิดโอกาสเรียนรู้ แต่ยังเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยและภูมิใจในความก้าวหน้าของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top