Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ นัดเปิดตัว 'พรรคไทยก้าวใหม่' 3 ต.ค.นี้ ปักธงนโยบายด้านการศึกษาเดินหน้าสู่การเมืองยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) ทีมสื่อสารของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกหนังสือเชิญเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568

โดยหนังสือเชิญ ระบุช่วงหนึ่งว่า “ถึงเวลาประเทศไทยก้าวใหม่” ขอเชิญร่วมงานแถลงการณ์วิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ" ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

เพื่อก้าวสู่การเมือง ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และพลังของคนไทยทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนไทย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตใหม่ไปด้วยกัน วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งตะวันตก) ห้องแกรนด์ฮอลล์ (ฮอลล์ 2,3) ชั้น 3 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนาม ดร.เอ้ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตอธิการบดี สจล. หลังจากประกาศลาออกจากพรรคเก่าแก่อย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแส "เลือดไหลไม่หยุด" ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดตัวเดินหน้าก่อตั้ง "พรรคไทยก้าวใหม่"

โดยชูอุดมการณ์หลักคือการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย "การศึกษานำการพัฒนา" ดร.เอ้ ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องนำนโยบายเข้าสู้ และพร้อมดึงบุคลากรระดับ "ปูชนียบุคคลด้านการศึกษา" เข้าร่วมทีม  

การลาออกของ ดร.สุชัชวีร์ เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนสำคัญที่เคยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ใน “สปอตไลต์การเมือง”  

ดร.เอ้ ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยยืนยันว่าการลาออกไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับบุคคลในพรรค และจบกันด้วยดี แต่แรงจูงใจที่แท้จริงคือความต้องการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเต็มที่

"ประชาธิปัตย์เป็นโรงเรียนที่ดี แต่วันนี้ผมอยากลงมือเปลี่ยนประเทศจริงๆ" 

ดร.เอ้ ชี้ว่าสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้มีวิกฤตหลายด้าน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่ง "รอไม่ได้จริงๆ" และปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากโครงสร้างการพัฒนาคนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว  

ชู ‘การศึกษานำการพัฒนา’ และ AI เป็นธงนำพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของพรรคการเมืองเดิม ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการแก้ปัญหาระดับประเทศ

แกนหลักของอุดมการณ์คือ 'การศึกษานำการพัฒนา' ดร.เอ้ ระบุว่า หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นคือการพัฒนาคนและการสร้างการศึกษา  

พลเมืองชั้น 1 ของโลก: ดร.เอ้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประเทศไทยสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และให้คนไทยเป็น 'พลเมืองชั้น 1 ของโลก' โดยการปฏิรูปการศึกษาคือ 'ธนูดอกแรก' ที่จะนำการเมืองเพื่อสร้างประเทศ

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วย AI" โดย ดร.เอ้ ชี้ว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวได้ และต้องมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อให้ไทยเป็นต้นน้ำของสินค้ามูลค่าสูง

โมเดลการหาเสียงแบบไร้เงินทุน: ดร.เอ้ ยังได้ท้าทายขนบธรรมเนียมทางการเมืองแบบเก่า ด้วยการลั่นว่าพรรค 'ไร้เงินทุน' แต่พร้อมที่จะนำนโยบายเข้าแข่งขัน เพื่อท้าทายความคิดที่ว่า "เงินไม่มากาไม่เป็น"

ศาลมาเลเซีย ปรับชายชาวกัมพูชา 900 ริงกิต ทำตัวป่วน!! เทน้ำราดหัวพนักงานสายการบิน

(2 ต.ค. 68) ศาลมาเลเซียตัดสินปรับชายชาวกัมพูชา นายหลิน เว่ยต้า (Lin Weida) วัย 42 ปี เป็นเงินรวม 900 ริงกิต (ราว 7,200 บาท) หลังใช้ความรุนแรงและพูดคำหยาบใส่พนักงานสายการบิน Batik Air โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา

จากคำฟ้อง ระบุว่านาย หลิน เว่ยต้า ใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ Batik Air ที่อาคารผู้โดยสาร KLIA เวลาประมาณ 19.50 น. ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาเลเซีย มาตรา 352 โทษสูงสุดคือจำคุก 3 เดือนหรือปรับ 1,000 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 800 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่าพูดคำหยาบใส่พนักงานต้อนรับบนเครื่องเที่ยวบิน OD606 จากฮ่องกงมายัง KLIA เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. ซึ่งความผิดนี้เข้าข่ายกฎหมายความผิดเล็กน้อย กำหนดโทษปรับสูงสุด 100 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 100 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

ทั้งนี้ นายหลิน ยอมรับผิดและชำระค่าปรับทั้งสองกระทงในทันที 

‘ชาวเน็ตเขมร’ บ่นประเทศไทยแล้งน้ำใจ หลังไม่ยื่นมือช่วยเหลือน้ำท่วมเหมือนเมื่อครั้งอดีต

(2 ก.ย. 68) ชาวเน็ตกัมพูชาบ่นผ่านโซเชียล อ้างไทยเมินช่วยเหลือน้ำท่วม ในช่วงที่กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัด ล่าสุด บนสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏข้อความและคลิปวิดีโอจากผู้ใช้งานที่อ้างว่า “ทำไมประเทศไทยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ” บางรายถึงขั้นตำหนิว่าเพื่อนบ้านใจดำ ไม่แสดงน้ำใจเหมือนครั้งก่อน ๆ

โพสต์เหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของประเทศกัมพูชา โดยส่วนใหญ่สะท้อนความคับข้องใจต่อความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทาเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่า การช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ควรโยนความผิดให้กับไทยฝ่ายเดียว

ถึงแม้เสียงบ่นในโลกออนไลน์จะกลายเป็นประเด็นถกเถียง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานหรือแถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชาที่กล่าวตำหนิไทยโดยตรง และสื่อกระแสหลักทั้งสองประเทศก็ยังไม่รายงานกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนปรากฏการณ์ที่ “โซเชียล” กลายเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจของประชาชนท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติ ขณะที่ข้อเท็จจริงด้านการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศยังต้องรอติดตามจากความเคลื่อนไหวระดับทางการต่อไป

ตชด.เหนือ – อีสาน ระดมช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนจาก “พายุบัวลอย” ผบช.ตชด.สั่งเกาะติดสถานการณ์พร้อมสูงสุดเข้าบรรเทาสาธารณภัยดูแลชาวบ้าน

(2 ต.ค. 68 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุบัวลอยส่งผลให้หลายจังหวัดของประเทศไทยได้รับผลกระทบฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายพื้นที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด. ) ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ตชด.ได้ติดตามสถานการณ์พายุบัวลอยอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมแผนบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมสูงสุดทั้งกำลังคน อุปกรณ์ ยานพาหนะ เช่น  เรือท้องแบน รถบรรทุก  ทันทีที่เกิดน้ำท่วมได้ระดมกำลังตชด. ตชด.จิตอาสา หน่วยแพทย์ ลงพื้นที่ อย่างเร่งด่วน โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 

“ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 2 ต.ค.68  ได้ออกช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่  เช่น ร้อย ตชด.315 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน นำเรือท้องแบนพร้อมกำลังพลออกช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือนออกนอกพื้นที่ อำนวยความสะดวก ประชาชน ผู้ป่วย ที่ได้รับความเดือดร้อน พื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก   ร้อย ตชด.334  นำกำลังพลให้สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.แม่อาย, อ.ฝาง จ.เชียงใหม่    ร้อย ตชด.336 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนและหินสไลด์ปิดขวางเส้นทางสัญจร เข้าทำความสะอาดดินโคลนตามบ้านเรือน และทำความสะอาดเส้นทางสัญจร ในพื้นที่บ้านทรายขาว ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน   ขณะที่ ตชด.337 ช่วยประชาชนบ้านหนองป่าแขม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่วน ร้อย ตชด.214 นำกำลังพล ตชด.จิตอาสา อำนวยความสะดวกจราจร ถนนหลวงหมายเลข 24 อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังเส้นทางจราจร”  ผบช.ตชด.กล่าว 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท 

(2 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท 

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สหรัฐฯ จัดกัมพูชา อยู่ในเทียร์ 3 ระดับต่ำสุด!! 4 ปีซ้อน จากปัญหารัฐเอี่ยวค้ามนุษย์-แก๊งคอลฯ และขัดขวางการสืบสวน

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ เผยรายงานประจำปี Trafficking in Persons 2025 จัดให้กัมพูชายังอยู่ในระดับ Tier 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหตุรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายงานชี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ คุกคามเหยื่อและพยาน รวมถึงปกป้องผู้กระทำผิด 

รายงานยังระบุว่า เจ้าหน้าที่บางรายให้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจค้น ทำให้ขบวนการมีเวลาย้ายเหยื่อออกจากพื้นที่ ขณะที่คอมพาวด์ที่ถูกสั่งปิดกลับเปิดใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน หลังมีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้ผู้มีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจับกุมหรือดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ได้ รวมถึงที่ปรึกษาระดับสูงที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

แม้กัมพูชาจะมีมาตรการ เช่น การจับกุมครั้งใหญ่ การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) และความร่วมมือกับต่างประเทศ แต่รายงานชี้ว่าความพยายามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ ขณะที่เหยื่อจำนวนมากยังถูกกักขัง และการช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง บางครั้งเหยื่อกลับถูกลงโทษจากการกระทำที่เกิดขึ้นเพราะถูกบังคับ

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ประเมินว่ามีแรงงานกว่า 150,000 คน ติดอยู่ในคอมพาวด์ราว 350 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่งกำลังย้ายฐานจากเมืองใหญ่และพื้นที่ชายแดน ไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบปัญหาคอร์รัปชัน และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐถูกชี้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไร้ประสิทธิภาพ และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศกัมพูชา

ขอนแก่น - ท่านทูตอังกฤษ จัดโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย กิจกรรมโรดโชว์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วประเทศเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งที่ 3 ของกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในหลากหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจ การค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ภายใต้ธีม “Our Shared Fun and Travel” หรือ “ความสนุกสนานและการท่องเที่ยวร่วมกัน” เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง และเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และขอนแก่น เพื่อพบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ชุมชนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ 

เอกอัครราชทูตมาร์ค กูดดิ้ง ให้ความเห็นว่า: “โรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหราชอาณาจักรและไทยอย่างแท้จริง ผ่านกีฬา วัฒนธรรม และการศึกษา กีฬามวยไทยซึ่งเป็นที่นิยมในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ การศึกษายังเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างสองประเทศของเรา โดยในแต่ละปีมีนักเรียนไทยมากกว่า 6,000 คนไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร” กิจกรรมสำคัญของโรดโชว์ครั้งนี้คือ งานบริติชแฟร์ 2025 ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยจัดขึ้นที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บุรีรัมย์ ในวันที่ 29 กันยายน และที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ขอนแก่น ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากชุมชนท้องถิ่นหลายร้อยคน ทั้งสองงานมีดนตรีสด กิจกรรม และการนำเสนอวิดีโอเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย 

ตลอดระยะเวลา 2 วันของกิจกรรม ทีมงานสถานทูตได้พบปะกับนักศึกษามหาวิทยาลัยไทยมากกว่า 100 คน และครูสอนภาษาอังกฤษ 50 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เขตพื้นที่บริการการศึกษานครราชสีมา และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของเยาวชนระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า: “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯ มาร์ค กูดดิ้ง OBE เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สู่ร้านบิ๊กซีของเราในจังหวัดบุรีรัมย์และขอนแก่น ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภูมิใจที่ได้สนับสนุนงาน บริติชแฟร์ 2025 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และมีบทบาทสำคัญในการนำสินค้าจากอังกฤษมาใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย โรดโชว์พิเศษนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานระหว่างสองประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนอีกด้วย” 

Cr.ฝ่ายสื่อสาร สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ กรุงเทพฯ
อีเมล: commsthailand @gmail.com

สถาบันพระปกเกล้าปักธงสันติ เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยปทุมวัน ดับไฟความขัดแย้ง สร้างสังคมอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

(2 ต.ค. 68) ที่ห้องประชุมสวัสดิวัดนวิศิษฏ์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิด ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน และศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี พร้อมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การไกล่เกลี่ยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา ตามแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)”

ภายในงานมี รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน นายศุภณัฐ เพิ่มพูนนิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความจัดแย้ง(ส.พ.ส.) ตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า คณะครู นักศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมจัดโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม Consensus มีเป้าหมายพัฒนา พื้นที่กลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมการเรียนรู้การไกล่เกลี่ยให้กับครู บุคลากร และนักศึกษา นำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงทั้งในสถานศึกษาและชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการให้ได้ผลด้วย “สันติวัฒนธรรม” หรือวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเปิดศูนย์ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงภาระของสถาบันพระปกเกล้าหรือกลุ่ม Consensus แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ด้าน รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า ศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังทำหน้าที่เป็น กลไกเชิงป้องกัน สร้างทักษะการสื่อสาร รับฟัง และหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง ขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิฯ และภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน

ขณะที่ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ย้ำว่า ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว เป็นธรรม และลดภาระการเข้าสู่กระบวนการศาล ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนคดีความที่มีมูลค่าสูง ทั้งฝ่ายประชาชนและภาครัฐ

ภายหลังพิธีเปิด คณะนักศึกษาได้นำผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมศูนย์ฯ ก่อนเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยมีมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สนับสนุนวิทยากร พร้อมการสาธิตสถานการณ์จำลอง ฝึกการเจรจาไกล่เกลี่ย และปิดท้ายด้วยพิธีมอบใบประกาศนียบัตร

ศูนย์ดังกล่าวถูกคาดหวังให้เป็น ต้นแบบการสร้างเครือข่ายสันติวิธีในสถาบันการศึกษา และต่อยอดไปสู่การขยายผลในสังคมวงกว้าง ลดความรุนแรงและสร้างสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

ชำแหละบทความใส่ร้ายจีน ช่วยกัมพูชาจริง!! หรือแค่ข่าวปลอม

(3 ต.ค. 68) ล่าสุดมีนักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นระดับหัวหน้าประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความว่าได้รับข้อมูลจากข่าวกรองของไทยว่าจีนส่งอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชา 1 เดือนก่อนเกิดสงคราม เรื่องนี้ทำให้เอย่าหูผึ่งถึงขั้นต้องนัดทานกาแฟกับพี่หน่วยข่าวกรองของไทยบางคนที่เอย่ารู้จัก ทางพี่เขาก็ตบเข่าฉาดใหญ่บอกว่ายัยนี่นั่งเทียนเขียนข่าว ไม่มีข่าวกรองคนไหนออกมาเปิดเผยข้อมูลให้คนนอกโดยเฉพาะสื่อให้ทราบกันง่ายๆ หรอกหากไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา และนี่เองทำให้เอย่ากลับมาอ่านบทความอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งรวมถึงหลายๆ บทความของฝั่งอเมริกาในช่วงนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่เขาบอกมาก็คือ จีนบอกมาแล้วว่าเขาไม่ได้เลือกข้างฝ่ายไหนเลย เพราะถ้าเขาเลือกข้างกัมพูชาจริง กัมพูชาจะกล้าทิ้งจีนไปจูบก้นอเมริกาถึงขั้นจะโปรโมทให้ ทรัมป์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเลยเชียวหรือ

ในเนื้อหาของบทความระบุว่านักข่าวรายนี้ได้เห็นรายงานข่าวกรองของฝ่ายไทยว่า “เครื่องบิน Y-20 ซึ่งจีนเรียกว่า Chubby Girls เนื่องจากลำตัวกว้างและสามารถบรรทุกสินค้าหนักได้ เครื่องบินเหล่านี้บินหกเที่ยวมายังเมืองสีหนุวิลล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยบรรทุกจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ ส่งให้แก่รัฐบาลกัมพูชา โดยระบุต่อว่าอาวุธดังกล่าวจัดเก็บไว้ที่ฐานทัพเรือเตรียมเพื่อเตรียมส่งต่อไปทางเหนือเพื่อกระจายไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ประเด็นคือเอกสารข่าวกรองได้เห็นกันง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ

นักข่าวรายนี้อ้างต่อว่าจากแหล่งข่าวผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่าอาวุธที่โจมตีไทยเป็นอาวุธจากจีน  แต่พอทางเอย่าเช็คกลับไปยังแหล่งข่าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธจากจีนตอนนี้ได้คำตอบว่า อาวุธที่กัมพูชาใช้ของจีนนั้นเป็นอาวุธที่จีนผลิตและใช้เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันทางกองทัพจีนยกเลิกการใช้อาวุธเหล่านี้ไปหมดแล้ว 

ยกเว้นแต่โดรนทิ้งระเบิดที่เอย่าได้ข่าวมาจากแหล่งข่าวอีกสายว่าได้มาจากกลุ่มจีนเทาซื้อโดรนเกษตรกรรมแล้วนำมาดัดแปลงเป็นโดรนทิ้งระเบิดแบบเดียวกับกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงที่ใช้โจมตีกองทัพเมียนมา และยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นเมื่อในภาพโพสต์รูปกองกำลังของกัมพูชาโดยระบุว่า “ทหารกัมพูชาบรรจุกระสุนใหม่ให้กับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 สมัยโซเวียตในจังหวัดพระวิหารเมื่อเดือนกรกฎาคม เอกสารของไทยระบุว่าระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มิถุนายน จีนส่งกระสุนเกือบ 700 นัดเพื่อติดตั้งเครื่องยิงจรวดดังกล่าว” ประเด็นคือ เครื่องยิงจรวดสมัยโซเวียตอย่าง BM-21 แม้จีนจะยังมีการผลิตจรวดที่ใช้กับเครื่องยิงจรวดรุ่นนี้อยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าบริษัทที่เป็นผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทเอกชนและเช่นกันการซื้อขายสินค้าประเภทอาวุธยังเป็นการค้าขายผ่านระบบนายหน้าไม่ใช่จีทูจี และนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่จีนออกมาปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ขายแต่ถ้าเอกชนซื้อขายกันเองอันนี้ไม่รับรู้

รายงานระบุต่อว่า “เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองทัพไทยที่ได้รับการติดต่อจากเดอะไทม์ ยืนยันความถูกต้องของเอกสาร โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวรวบรวมโดยเครือข่ายข่าวกรองข้ามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่อีกสองนายยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผยภายในกองทัพ ทั้งสามท่านขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเอกสารที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเอกสารลับ” จากประโยคนี้คงต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยถึงการรักษาความลับทางการทหารแบบนี้ให้หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศได้อย่างไร พร้อมทั้งควรสืบหาเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ให้ข่าวพร้อมสอบสวนถึงจรรยาบรรณการทำงานของกองทัพไทยด้วยหรือไม่

เอาเป็นว่าเอย่าจะพักเรื่องนี้มาดูอีกข่าวดีกว่าในขณะที่อเมริกาใช้สื่อโจมตีจีนอยู่นั้น วันนี้มีข่าวมาว่าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เตรียมสนับสนุนเงิน 675,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 22 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกัมพูชาในโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตั้งแต่เดือน พ.ย.2025 ไปจนถึงเดือน เม.ย.2026 ประเด็นคือการช่วยเหลือเรื่องการเก็บกู้ระเบิดในแต่ละปีมีเม็ดเงินที่ใช้มากกว่า 30 ล้านเหรียญ  คำถามคือเม็ดเงินทั้งหมดนั้นถูกเอาไปใช้เก็บกู้จริงหรือ ทำไมกู้ไม่หมดเสียที หรือที่แท้จริงนั้นคือการให้เงินสนับสนุนการทำสงครามแก่กัมพูชาผ่านระบบ NGO ตามโมเดลที่ชาติตะวันตกชอบใช้อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในเมียนมาและอีกหลายประเทศ

รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นรู้ทันจนต้องปิดสำนักงานไป นี่คงเป็นคำถามคำใหญ่ๆที่ควรจะถูกตรวจสอบถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ได้ถูกใช้ไปอย่างถูกต้องหรือไม่

สรุปแล้วใครเป็นคนเลวในเกมนี้ไม่รู้แต่ที่รู้ๆ คนเลวบางคนที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีแล้วหาผลประโยชน์เข้าชาติตัวเองเหมือนนักการเมืองโกงกินของสยามประเทศบางคนที่ชอบเอาประชาชนมาอ้างนั้นมีอยู่จริง

‘บก.ลายจุด’ ตั้งคำถาม?? ‘ลุงป้อม’ ยังเล่นการเมืองไปเพื่ออะไร หรือเพราะแค่เหงา

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ‘บก.ลายจุด’ สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 'ลุงป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงอยู่ในวงการการเมือง แม้อายุมากขึ้น โดยระบุว่าไม่เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงว่าเป็นเพราะหวังเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องการตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม หรืออย่างน้อยเพื่อคงสถานะหัวหน้าพรรคและ สส.

เจ้าตัวยังแซะด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพียงเพราะ ‘เหงา’ จึงยังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองเพื่อหากิจกรรมฆ่าเวลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top